Share PDF

Search documents:
  Report this document  
    Download as PDF   
      Share on Facebook

1

รัฐโบราณในดินแดนประเทศไทย

อาณาจักรโบราณในภาคต่างๆในดินแดนประเทศไทย

อาณาจักรโบราณในภาคกลาง

1)อาณาจักรทวารวดี(พุทธศตวรรษที่11-16) เป็นอาณาจักรสมัยประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานแน่นนอน แห่งแรกบนผืนแผ่นดินไทยเรื่องราวของทวารวดีปรากฏอยู่ในบันทึกการเดินทางของหลวงจีนอี้จิง่เรียกชื่อ ในบันทึกว่า“โถ-โล-โป-ตี้” ตั้งอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยาและอาจมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดนครปฐมเพราะ พบเหรียญที่นครปฐมมีจารึกภาษาสันสกฤตว่า“ศรีทวารวตีศวรปุณย” แปลว่า “การบุญของผู้ใหญ่ศรีทวารวดี” ในการขุดค้นทางโบราญคดีที่เมืองนครชัยศรี(นครปฐม) ได้พบหลักฐานสมัยทวารวดีจํานวนมาก เช่น ธรรมจักร ศิลาพระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาทปางแสดงธรรมรวมถึงโบราญสถานขนาดใหญ่นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบจารึกโบราณที่เขียนด้วยภาษามอญได้รับอิทธิพลพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนแบบแผนในการปกครองจากอินเดีย เกิดการผสมผสานจนเป็นอารยธรรมทวารวดีที่แพร่หลายไปยัง ภูมิภาคต่างๆของไทยทางด้านศาสนาได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาโดยเฉพาะนิกายเถรวาทจนทําให้ทวารวดี กลายเป็นอาณาจักรของชาวพุทธให้ความสําคัญต่อการทําบุญั้งสถาปัตยกรรมทางพระพุทธศาสนาที่สําคัญในสมัย ทวารวดีและยังปรากฏให้เห็นจนปัจจุบันคือ พระปฐมเจดีย์(องค์เก่า) ที่จังหวัดนครปฐม

2)อาณาจักรละโว้(พุทธศตวรรษที่12-18) ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองละโว้หรือลพบุรีในปัจจุบันละโว้เป็ เมือง สําคัญหนึ่งในสมัยทวารวดี ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีแม่น้ําสําคัญ3 สายไหลผ่านคือ แม่น้ําเจ้าพระยา แม่น้ําป่าสัก และ แม่น้ําลพบุรีทําให้มีความอุดมสมบูรณ์และมีเส้นทางติดต่อกับเมืองในลุ่มแม่น้ําป่าสัก ที่ราบสูงโคราชและ เขตติดต่อกับทะเลสาบเขมร เป็นศูนย์กลางการติดต่อระหว่างชุมชนโดยรอบส่งผลให้ละโว้กลายเป็นชุมชนขนาด ใหญ่ที่มีเศรษฐกิจดีเมื่อพวกขอมหรือเขมรขยายอิทธิพลเข้ามาในลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยาละโว้ได้กลายเป็นเมือง ประเทศราชของขอมและได้รับอารยธรรมของขอมด้วยด้านเศรษฐกิจอาชีพสําคัญของชาวละโว้คือการเกษตร เพรามีพื้นที่อุดมสมบูรณ์และมีการติดต่อค้าขายกับชุมชนต่างถิ่น เช่นหลักฐานที่แสดงถึงการติดต่อจีน อินเดีย ค้าขาย เช่น เครื่องถ้วยจีนและละโว้ยังได้ส่งทูตไปยังเมืองจีน โดยจดหมายเหตุจีนในพุทธศตวรรษท17-19 เรี่ยก

ละโว้ว่า“เมืองหลอหู”ละว้าภายใต้อิทธิพลขอมพระพุทธศาสนานิกายมหายานและศาสนาพราหมณ์-ฮินดูได้เข้ามา มีบทบาทในละโว้แทนพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทโดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่7 (พ.ศ.1724-1861) มีการสร้างสถาปัตยกรรม และประติมากรรมตามความเชื่อในศาสนาเหล่านี้ เช่น พระปรางค์สามยอด ปรางค์ แขก เทวรูปพระโพธิ์สัตว์อวโลกิเตศวร

อาณาจักรโบราณในภาคเหนือ

1) อาณาจักรโยนกเชียงแสน(พุทธศตวรรษที่12-19) มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเชียงแสน(อําเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) เรื่องราวของอาณาจักรโยนกเชียงแสน ปรากฏอยู่ในตํานานสิงหนวัติกุมารและตํานานลวจังกราช กล่าวถึงเจ้าชายสิงหนวัติกุมาร ผู้สืบเชื้อสายเจ้านายไทากมณฑลยูนนานทางตอนใต้ของจีน ได้อพยพผู้คนลงมา ประมาณพุทธศตวรรษที่13 มาก่อตั้งเมืองที่เชียงแสน ชื่ออาณาจักรโยนกเชียงแสนต่อมาพวกขอมเข้ายึดครอง

2

อาณาจักรโยนกเชียงแสน และขับไล่ผู้ปกครองเดิมออกไปพระเจ้าพรหมกุมารเชื้อสายของกษัตริย์โยนกเชียงแสน สามารถกอบกู้เอกราชและสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่เวียงชัยปราการ แต่หลังพระเจ้าพรหมพวกขอ ที่เมืองสะเทินใน พม่ายกทัพมารุกรานพระเจ้าไชยสิริโอรสของพระเจ้าพรหมจึงพาผู้คนอพยพหนีมาสร้างเมืองใหม่ที่กําแพงเพชร จนกระทั่งในพุทธศตวรรษที่19 อาณาจักรโยนกเชียงแสนจึงถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา

2)อาณาจักรหริกุญชัย(พุทธศตวรรษที่13-19) ตั้งอยู่ที่เมืองหริกุญชัยหรือจังหวัดลําพูนใตํานานปัจจุบัน จามเทวีวงค์หรือตํานานเมืองหริกุญชัยกล่าวว่าฤาษีวาสุเทพเป็นผู้สร้างเมืองหริกุญชัยและขอให้กษัตริย์ละโว้ส่งเชื้อ สายพระวงศ์มาปกครองละโว้จึงส่งพระนางจามเทวีผู้เป็นพระราชธิดามาเป็นปฐมกษัตริย์แห่งหริกุญชัยจนถึงปลาย พุทธศตวรรษที่17 พระอาทิตยราชได้ปกครองหริกุญชัยและได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองโดยเฉพาะการทํานุบํารุง พระพุทธศาสนาทรงสร้างพระธาตุหริกุญชัย สร้างวัดทําให้บ้านเมืองมีความสงบสุข

3)อาณาจักรล้านนา(พุทธศตวรรษที่19-25) มีศูนย์อยู่ที่เมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่(จังหวัดชียงใหม่) ผู้ก่อตังอาณาจักรล้านนา คือ พระยามังรายมหาราช( .ศ. 1804-1854) ซึ่งเดิมปกครองเมืองเชียงแสน ขณะนั้นใน ภาคเหนือมีอาณาจักรน้อยใหญ่หลายแห่ง เช่นหริกุญชัย เขลางค์(ลําปาง) โยนกเชียงแสน พระยามังรายมหาราช สามารถปราบปรามและรวบรวมแว่นแค้วนต่างๆในภาคเหนือเข้าด้วยกันเป็นอาณาจักรล้านนาและตั้งราชธานีแห่ง ใหม่ขึ้นที่เวียงกุมกามแต่ประทับอยู่ไม่นานก็ย้ายเมืองอยู่ที่เชียงใหม่ใน.ศ. 1839 พอาณาจักรล้านนามีความ เจริญรุ่งเรืองหลายด้าน ที่สําคัญดังนี้

3.1) ด้านภาษา ล้านนามีตัวอักษรใช้สามแบบ คือ อักษรธรรมล้านนาหรืออักษรตัวเมืองอักษรฝักขามที่ ดัดแปลงมาจากตัวอักษรของพ่อขุนรามคําแหงมหาราชและอักษรขอมเมืองหรืออักษรไทยนิเทศ

3.2) ด้านการปกครอง สามารถขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางโดยรวบรวมหัวเมืองต่างๆเข้าเป็น ส่วน หนึ่งของอาณาจักรล้านนาซึ่งปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีกฎหมายที่ใช้ปกครองเรียกว่า “มังรายศาสตร์”

3.3) ด้านศาสนาพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์จากสุโขทัยและพม่ามีการสังคายนาพระไตรปิฎกใน. . พ 2020 เป็นครั้งที่8 มีการสร้างวัดหลายแห่ง เช่น วัดเจดีย์หลวงวัดโพธารามมหาวิหาร(วัดเจดีย์เจ็ดยอด) เป็นต้น

อาณาจักรโบราณในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

1)อาณาจักรโคตรบูรณ์(พุทธศตวรรษที่12-16) มีศูนย์กลางอยู่ที่นครพนมมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ภาค ตะวะนออกเฉียงเหนือ ตลอดจนดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ําโขงเรื่องราวของอาณาจักรโคตรบูรณ์ปรากฏอยู่ใน “ตํานานอุรังคธาตุ”ที่กล่าวถึงความเป็นมาของชุมชนในอาณาจักรและประวัติการสร้างพระธาตุพนมอาณาจักร โคตลบูรณ์ได้รับอิทธิพลจากอินเดียมีการปกครองโดยกษัตริย์นับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทตามแบบทวาร และมีความเชื่อพื้นเมืองเรื่องการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์และการบูชาพญานาคศาสนสถานที่สําคัญของอาณาจัคือ พระธาตุพนม

2)อาณาจักรอิศานปุระ(พุทธศตวรรษที่12-18) หรืออาณาจักรขอมรุ่งเรืองขึ้นในสมัยพระเจ้าอิศานวรมัน เรื่องราวของอาณาจักรอิศานปุระหรือเจนละปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุจีนราชวงศ์ต่างๆและในยันทึกของราชทูตจีน

3

ชื่อ โจว ต้ากวนเขียนบันทึกเรื่องราวของอาณาจักรเจนละไว้ในชื่อ“บันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจน ละ” สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่7 เป็นยุคที่อาณาจักรขอมเป็นปึกแผ่นและเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปะวิทยาการสูงสุดมี การสร้าง ศาสนสถานเป็นปราสาทหินขนาดใหญ่ขึ้นหลายแห่ง เช่น ปราสาทนครธมปราสาทตาพรหม ปราสาท หินพิมายจังหวัดนครราชสีมา ปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ําจังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทศรีขรภูมิ จังหวัด สุรินทร์ พระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรีปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้นอาณาขอมได้เผยแพร่อารย ธรรมไปยังรัฐที่อยู่ใกล้เคียงหลายด้าน ทั้งด้านการปกครองได้แก่ การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ความ เป็นสมมติเทพของกษัตริย์ ระบบขุนนางการปกครองแบบจตุสดมภ์ และกฎหมายพระธรรมศาสตร์ ด้านศาสนาและความเชื่อได้แก่ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูพระพุทธศาสนานิกายอาจริยวาทหรือมหายาน ดังจะเห็นได้ จากโบราณสถานและโบราณวัตถุ เช่นปราสาทหิน เทวรูปพระโพธิ์สัตว์ ศิวลึงค์ พระพุทธรูปปางนาคปรก ความ เชื่อเรื่องพญานาคเป็นต้น

อาณาจักรโบราณในภาคใต้

1)อาณาจักรลังกาสุกะ(พุทธศตวรรษที่7-14) มีอาณาเขตควบคลุมพื้นที่ในจังหวัดปัตตานีและจังหวัดยะลา มีศูนย์กลางอยู่ที่อําเภอยะรัง จังหวัดปัตตานีพัฒนาขึ้นมาจากการเป็นเมืองท่าสําคัญที่มีการติดต่อกับต่างชาติโดยเฉ จนและ อินเดียแต่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีนมากกว่าโดยส่งทูตไปเมืองจีนถึง6 ครั้งเป็นศูนย์กลางสําคัญของ พระพุทธศาสนานิกายมหายานจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่อําเภอยะรังจังหวัดปัตตานีพบประติมากรรมสําริด พระโพธิ์สัตว์อวโลกิเตศวร และสถูปจําลองรูปทรงต่างๆจํานวนมาก

2)อาณาจักรตามพรลิงค์(พุทธศตวรรษที่13-18) มีศูนย์กลางอยู่ที่นครศรีธรรมราชมีหลักฐานที่กล่าวถึง ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่8 โดยเอกสารอินเดียโบราณกล่าวถึงอาณาจักรตามพรลิงค์ในชื่อ“ตมลิง” “ตัมพลิงค์” เอกสาร จีนสมัยราชวงศ์ถัง เรียกว่า“ถ่ามเหร่ง”สมัยราชวงศ์ซ่งเรียกว่า “ต่านหม่าลิ่ง” ต่อมาเรียกว่า“อาณาจักร นครศรีธรรมราช”ด้านศาสนา พุทธศตวรรษที่18 พระเจ้าจันทรภานุศรีธรรมาโศกราชทรงยกทัพไปโจมตีลังกา2 ครั้งเพื่อแย่งชิงพระทันตธาตุจากลังกา ทําให้อิทธิพลของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทลัทธิลังวงศ์และศิลปะแบบ ลังกาเข้ามาเผยแผ่และฝังรากลึกอยู่ในอาณาจักรนครศรีธรรมราชศาสนวัตถุที่สําคัญ คือ พระบรมธาตุจังหวัด นครศรีธรรมราชพระพุทธรูปประทับยืนสําริดปางประธานธรรมทําให้นครศรีธรรมราชกลายเป็นศูนย์กลางสําคัญ ของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนไทยซึ่งพระสงฆ์จากนครศรีธรรมราชได้นําพระพุทธศาสนาลัทธิลังกา วงศ์ไปเผยแผ่ยังกรุงสุโขทัยตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคําแหงมหาราช

3)อาณาจักรศรีวิชัย(พุทธศตวรรษที่13-19) มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองปาเล็มบังบนเกาะสุมาตรา ประเทศ อินโดนีเซียมีอิทธิพลครอบคลุมตั้งแต่เกาะชวาในอินโดนีเซีย ขึ้นมาถึงอําเภอไชยาจังหวัดสุราษฎร์ธานี อนึ่งมี

4

นักวิชาการบางท่านเชื่อว่าศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัยอยู่ที่อําเภอไชยาด้านศาสนาในระยะแรกอาณาจักรศรีวิชัย ที่ไชยานับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและพระพุทธศาสนานิการมหายานต่อมานับถือพระพุทธศาสนานิการเถรวาท จากทวารวดี และพระพุทธศาสนา ลัทธิลังกาวงศ์จากนครศรีธรรมราชดังปรากฏศาสนสถานและศาสนาวัตถุใน ศาสนาต่างๆ เช่น พระบรมธาตุไชยา อําเภอไชยา พระพุทธรูปปางนาคปรกสําริด ที่วัดหัวเวียงอําเภอไชยา เทวรูปพระโพธิ์สัตว์อวโลกิเตศวร วัดศาลาทึง อําเภอไชยา

ความเป็นมาของชนชาติไทยและอาณาจักรโบราณในดินแดนประเทศไทยอดีตจนถึงปัจจุบัน

โบราณในดินแดนประเทศไทย

ดินแดนประเทศไทยในปัจจุบันเคยเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชนชาติต่าง ๆ ในอดีตมากมาย คือ

1.อาณาจักรฟูนันพุทธศตวรรษที่6-11 ประมาณระหว่าง พ.ศ. 500-1100 เชื่อว่าบรรพบุรุษอพยพมาจาก ประเทศอินเดียถิ่นฐานอนู่ บริเวณปากนําโขงในกัมพูชา แผ่ขยายมาถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและภาคได ของลาว ไม่ปรากฏศูนย์กลางอย่างแน่ชัด มีการปกครองแบบเทวราช และมีวัฒนธรรมแบบ พราหมณ์-ฮินดู หลักฐานที่ค้นพบ คืเครื่องประดับเทวรูป เหร๊ยญตรา

2.อาณาจักรนครศรีธรรมราช(ตามพรลิงค์) พุทธศตวรรษที่7-19 (พ.ศ. 600-1900) จากหลักจดหมายเหตุ จีนและเอกสารอินเดีย เชื่อว่าเมืองหลวงอยู่ที่นครศรีธรรมราช จากหลักฐานร่องรอยคูเมืองและกําแพงใหญ่ ศาส พุทธลัทธิลังกาวงศ์ พระพุทธสิหิงค์ เป็นต้น เคยเป็นอาณาจักรที่เคยรุ่งเรืองมากต่อมาตกเป็นส่วนหรึ่งของอ ศรีวิชัย ทวารวาดี และสุโขทัย

3.อาณาจักรขอมพุทธศตวรรษที่11-19 (ระหว่าง พ.ศ. 1000-1900)มีอาณาจักรอยู่ปากแม่นําโขง กัมพูชา ภาคตะวันออกเฉียงของไทย สืบต่อจากอาณาจักรฟูนัน มีความเจริญรุ่งเรืองมาก รับวัฒนธรรมจากอินเดีย ศาสนา พราหมณ์มีการสร้างเทวรูปและปราสาทหินที่สําคัญ คือ-นครธมนครวัด ซึ่งนับเป็นสิงมหัศจรรย์ของโลกและ ปราสาทหินอื่นๆ ในดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยมากมาย

4. อาณาจักรโคตรบูร พุทธศตวรรษที่11-15 (ระหว่าง พ.ศ. 1000-1500)ตั้งอยู่บริเวณภาค ตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและตอนการของลาว เชื่อว่าเมืองหลวงโตรรบูรตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ําโขง คือ เม ท่าแชกของลาวอาณาจักรนี้นับถือพุทธศาสนามีการสร้างเจดีย์สําคัญ คือ พระธาตุพนม

5.อาณาจักรทวารวาดีพุทธศตวรรษที่11-16 (ระหว่าง พ.ศ.1000-1600)เป็นอาณาจักรใหญ่ตั้งอยู่บริเวณ ภาคเหนือ ภาคกลางของไทย ถึงหัวเมืองมอญ เจริญรุ่งเรืองพร้อมกับอาณาจักรขอมศูนย์กลางไม่ปรากฏแน่ชัด มีก สันนิษฐาน3 กลุ่ม คือ เมืองนครปฐม กลุ่มสองว่าอยู่ที่เมืองอู่ทอง สุพรรณบุรีและกลุ่มสามว่าอยู่ที่ ตําบล จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีหลักฐานต่างๆ มากมายในด้านพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมจากอินเดีย เช่นพระพุทธรูป คน รูปเทวดา พระโพธิสัตว์ ธรรมจักรเหรียญตรา ศิลาจารึก เป็นต้น และหลักฐานของไทย ได้แก่ ตํานานมูลศาสนา และตํานานจามเทวีวงศ์

6.อาณาจักรละโว้พุทะศตวรรษที่11 - 19( ระหว่ง พ.ศ. 1000-1900)สืบทอดความเจริญต่อจากอาณาจักร

ทวาราวดี เชื้อว่าละโว้คือ เมื่องลพบุรี ตามตํานานพงศาวดารเมืองเหนือเคยตกอยู่ใต้อํานาจขอม จึงรับวัฒนธรรม

5

จากทวาราวดีและขอมไว้มากมาย เช่น พระปรางค์สามยอด สร้างตามแบบขอมละโว้เคยติดต่อกับจีน แต่ต่อมาตกอยู่ ใต้ การปกครองของอุยธยา

7.อาณาจักรศรีวิชัยพุทธศตวรรษที่11-17 (ระหว่าง พ.ศ. 1000-1700) ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของไทยตลอด แหลมมลายู เกาะสุมาตรา และชวา ศูนย์กลางเชื่อว่าตั้งอยู่ที่ เมืองไชยาสุราษฎร์ธานีซึ่งมีหลักฐานคือ พระบร ไชยา ซากกําแพงเมืองและโบราณวัตถุมากมาย บ้างก็เชื่อว่าอยู่ที่เมืองปาเล็มบัง เกาะสุมาตรา ซึ่งมีมหาสถูปบ พุทโธ และสิ่งก่อสร้างตามคติศาสนาพุทธ นิกามหายาน และศาสนาพราหมณ์

8.อาณาจักรโยนก เชียงแสนพุทธศตวรรษที่14-15 (ระหว่าง พ.ศ. 1300-1500) เชื่อว่าผู้นํากลุ่มคนไทยชื่อ สิงหนวัติ ได้สร้างเมืองนาคพันธุ์สิงหนวัตินคร(อําเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) ต่อมา คือ อาณาจักโยนกนคร มี เมืองเชียงแสนเป็นราชธานี มีอาณาเขตถึงตังเกี๋ยของเวียดนาม ถึงแม่น้ําสาละวิน รัฐฉานของพม่า และยูนาน ของ จนถึงลุ่มน้ําเจ้าพระยาตอนบน ต่อมาสร้างเมืองใหญ่คือเวียงศรีทองไชยนารายณ์ และไชยปราการ(อําเภอผาง จังห วักเชียงใหม่) เป็นเมืองหลวง ต่อมาถูกขอมรุกรานและถูกน้ําท่วมบ้านเมืองพังพินาศล่มสลสยไป

9.อาณาจักรหริภุญชัย(ลําพูน) (ประมาณ พ.ศ. 1301-1835) กําเนิดหลังอาณาจักรโยนกเชียงแสน ตั้งอยู่ บริเวณราบลุ่มแม่น้ําปิงตอนบน(จังหวัดลําพูนในปัจจุบัน) ตามตํานานจามเทวีวงศ์ กล่าวว่า กษัตริย์องค์แรก คือ พระนางจามเทวี ต่อมาสร้างเมืองเชลางต์นคร(ลําปาง) อยู่ในลุ่มน้ําวัง มีความเลื่อมใส พุทธศาสนาและก่อสร้างสิ่ง ต่าง ๆ มากมายที่สําคัญ เช่น เจดีย์วัดกู่หรือวักจามเทวีลําพูนเจดีย์ช้าง ยืนวัดพระธาตุหริภุญชัยต่อมาตกอ ปกครองของอาณาจักรล้านนาของพ่อขุนมังราย

10.อาณาจักรล้านนา(เชียงใหม่) (ประมาณ พ.ศ. 1804-2432) พ่อขุนมังรายเจ้าเมืองเงินยางต่อมาสร้างเมือง เชียงรายขึ้น เมื่อได้หริภุญชัยไว้ในอํานาจ.ศแล้ว.1839ปีได้สร้างเมืองหลวงใหม่พ คือ ลพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ พ่อขุนมังรายเป็นสหายกับพ่อขุนรามคําแหงมหาราชแห่งสุโขทัยอาณาจักรล้าน มีความเจริญมากในด้าน ศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ มีตัวอักษรเป็นของตนเองนับถือพุทธศาสนาลัทธิลังการวงศ์แบบสุโขทัย ล้านนาตกเป็น เมืองขึ้นอาณาจักรอยุธยาและพม่าบ้าง เป็นอิสระบ้างจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์5 ได้รวมอาณาจักรล้านเข้าสู่ัชกลที่ อาณาจักรไทยด้วย

แคว้นโบราณในประเทศไทย(พุทธศตวรรษที่12 – 19)

1.3.1 แคว้นในภาคกลาง อยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยาตอนล่างรวมไปถึงทางภาคตะวันตกและภาคตะวันออก ของลุ่มน้ํามีแคว้นสําคัญดังนี้

1. แคว้นทราวดีช่วงพุทธศตวรรษที่12 – 16 มีเมืองศูนย์กลาง2 เมืองคือเมืองนครไชยศรี(นครปฐม โบราณ)และเมืองละโว้(ลพบุรี) ได้รับอิทธิพลอารยธรรมอินเช่นดียระบบการปกครอง ศาสนา ศิลปกรรมต่างๆ รับศาสนาพุทธนิกายหินยานเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ไปยังแคว้นอื่นๆ รวมทั้งทําให้เกิดศิลปะแบบทราวดีเช่น พระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่พระธรรมจักรศิลากับกวางหมอบพระพุทธรูปปูนปั้นพระพิมพ์ต่างๆ เสมาหินภาพ ปูนปั้นสตรีเล่นดนตรีลูกปัดทําด้วยแก้วหินดินเผา

6

2.แคว้นละโว้เมื่อแคว้นทราวดีเสื่อมอํานาจในพุทธศตวรรษที่16 เนื องจากอาณาจักรกัมพูชาแผ่อํานาจ มายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางในประเทศไทยละโว้จึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัมพูชาและได้รับ อิทธิพลคติความเชื่อศาสนาพราหมณ์– ฮินดูและพุทธมหายาน

3.แคว้นอโยธยา เมืองอโยธยาเป็นเมืองหนึ่งในแคว้นทราวดีตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ําเบี้ยฝั่งตะวันออกเมือง อยุธยาปัจจุบันประมาณพุทธศตวรรษที่18 มีการติดต่อค้าขายกับจีนอินเดียเปอร์เซียและมีความอุดมสมบูรณ์ทาง การเกษตร ทําให้อโยธยามีเศรษฐกิจดีการรับศิลปวัฒนธรรมจากละโว้ทําให้อโยธยาสามารถสร้างพระพุทธรูป “พระไตรรัตนนายก” ที่วัดพนัญเชิงใต้ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาในพ.ศ. 1893 ถึง26 ปี

4.แคว้นสุพรรณภูมิมีขอบข่ายพื้นที่อยู่ฟากตะวันตกของลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยาเจริญรุ่งเรืองในพุทธศตวรรษ ที่18 – 19เมืองสําคัญในแคว้นได้แก่เมืองแพรกศรีราชา(ตั้งอยู่ริมแม่น้ําน้อยในจังหวัดชัยนาทปัจจุบัน) เมืองราชบุรี สิงห์บุรีและเพชรบุรีซึ่งเป็นเมืองท่าสําคัญที่คุมเส้นทางการติดต่อค้าขายกับบ้านเมืองทางภาคใต้เช่น แคว้น นครศรีธรรมราชศิลปวัฒนธรรมได้รับสืบทอดมาจากนครชัยศรีจึงนับถือพุทธศาสนานิกายหินยานเป็นหลัก แคว้นสุพรรณภูมิมีความเข้มแข็งทางการทหารอาณาจักรอยุธยาที่ก่อเกิดขึ้นในพ.ศ.1893 ได้รับการสนับสนุนด้าน พื้นฐานกําลังทหารจากแคว้นสุพรรณภูมิซึ่งมีความโยงใยการเป็นเครือญาติโดยการแต่งงานและเจ้านายแคว้น สุพรรณภูมิมีส่วนร่วมในการปกครองอาณาจักรที่ก่อเกิดขึ้นนี้

1.3.2แคว้นในภาคเหนือในช่วงพุทธศตวรรษที่14 – 19

แคว้นในภาคเหนือมีแคว้นที่สําคัญดังนี้

1.แคว้นหริภุญช่วงพุทธศตวรรษที่ัย 14 ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ําปิงตอนบนและขยายถึงที่ราบลุ่มแม่น้ วังสร้างเมืองเขลางค์นครหรือลําปางแคว้นนี้มีเมืองลําพูนเป็นศูนย์กลางได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมทราวดีนับถือ ศาสนาพุทธหินยานมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหัวเมืองมอญในพม่าทั้งในด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

2.แคว้นล้านนาเกิดจากการรวมตัวของชุมชนและเมืองต่างๆ บริเวณแม่น้ําปิงแม่น้ํากกและแม่น้ําโขงจาก

2 กลุ่มชนคือลัวะหรือละว้าหรือสางจกและพวกไทยลื้อเป็น“ยวน” ในพุทธศตวรรษที่13 เมืองสําคัญคือเมือง หิรัญนครเงินตงหรือเงินยางเชียงแสนในปี1839 พญามังรายพ่อขุนรามคําแหงและพญางําเมืองสร้าง“เมืองนพบุรี ศรีนครพิงค์เชียงใหม่” แคว้นล้านนาจึงก่อเกิดขึ้นในปีนี้มีเมืองเชียงใหม่เป็นราชธานีแต่ได้สิ้นอํานาจตกเป็น เมืองขึ้นของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองใน.ศ. 2101

3. แคว้นสุโขทัยมีรากฐานของการก่อเกิดเริ่มเมื่อพุทธศตวรรษที่18 ในบริเวณภาคเหนือตอนล่างแถบลุ่ม แม่น้ําปิงยมและน่านมีเมืองสําคัญคือสุโขทัยศรีสัชนาลัยสระหลวง และสองแคว เมื่อแรกเริ่มก่อตั้งราชวงศ์ศรี นาวนําถุมปกครองต่อมาขอมสมาดโขลญลําพงยึดอํานาจปกครองไปพ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราดและสหายคือพ่อ ขุนบางกลางหาวเจ้าเมืองบางยางช่วยกันยึดสุโขทัยกลับคืนมาได้แล้วให้พ่อขุนบางกลางหาวปกครองสุโขทัยมีพระ นามว่า“พ่อขุนศรีอินทราทิตย์” ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงส่วนพ่อขุนผาเมืองเสด็จไปครองเมืองราดเหตุการณ์ เกิดขึ้นในพ.ศ. 1792สุโขทัยตกเป็นประเทศราชของอยุธยาในพ.ศ. 1981 แล้วรวมเข้ากับอยุธยาพ.ศ. 2006 โดยได้ สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมแก่อาณาจักรอยุธยาที่สําคัญยิ่งคือตัว ักษรไทย(พ.ศ. 1826) ที่ช่วยเสริมความเป็น เอกภาพในกลุ่มชนชาวไทย

7

1.3.3 แคว้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ในช่วงพุทธศตวรรษที่13 – 19 แคว้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือครอบคลุมดินแดนสองฝั่งแม่น้ําโขง ตั้งแต่เมืองอุดรหนองคาย เวียงจันทร์นครพนมจรดอุบลราชธานีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองนครพนมรวมเป็น“แคว้น โคตรบูร” เดิมกลุ่มชนในพื้นที่นี้นับถือผีสางเทวดาต่อมานับถือศาสนาที่แพร่จากแคว้นทวารวดีในระยะแรกก่อตั้ง

มีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับแว่นแคว้นทางภาคกลางแล้วเปลี่ยนมาใกล้ชิดกับวัฒนธรรมกัมพูชาหรือขอมที่แผ่ อํานาจเข้าไปภาคอีสานเมื่อราวกลางพุทธศตวรรษที่16และในสมัยอยุธยามีข้อมูลกฎมณเฑียรบาลระบุว่าโคตรบูร เป็นประเทศราชของอยุธยา กลุ่มเมืองอื่นๆ เมื่ออาณาจักรกัมพูชาแผ่อํานาจเข้ามาในภาคอีสานในกลางพุทธศตวรรษที่16 ทําให้เกิดความเปลี่ยน แปลงด้านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในเมืองแถบนี้รวมทั้งได้ความเจริญทางเทคโนโลยีเข้ามาด้วยเช่นการวางผังเมือง การชลประทานอิทธิพลวัฒนธรรมกัมพูชาเสื่อมไปในพุทธศตวรรษ19 ในสมัยอยุธยาชุมชนเมืองในภาคอีสาน หลายเมืองถูกทิ้งร้างมีประชากรไม่มากในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น(พุทธศตวรรษที่24) กลุ่มเมืองเหล่านี้ได้ฟื้น ตัวขึ้นใหม่จากการอพยพเข้ามาของกลุ่มชนลาว– เขมร ในสมัยรัชกาลที่4 มีการจัดตั้งเมืองต่างๆ และรวมเข้าเป็น ส่วนหนึ่งของรัฐประชาชาติไทยหลังการปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่5

1.3.4 แคว้นในภาคตะวันออก

แคว้นในภาคตะวันออกมีขอบเขตพื้นที่ที่ในปัจังหวัดฉะเชิงเทราจุบันคือชลบุรีระยอง ตราด รวมไปถึงปราจีนบุรี นครนายก เป็นดินแดนเก่าแก่ที่มีพัฒนาการมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบันระหว่างพุทธศตว 16 – 19 บ้านเมืองในภาคนี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอาณาจักรกัมพูชาจนกระทั่งอยุธยามชัยชนะเหนือเขมรอย่าง เด็ดขาดในพ.ศ. 1974 จึงผนวกดินแดนแถบนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาได้สําเร็จและมีความสําคัญ ในฐานะเมืองท่าค้าขายในเส้นทางการขายอยุธยากับจีนและญวนทั้งบ้านเมืองอื่นในภาคตะวันออกด้วยบทบาททาง เศรษฐกิจได้สืบเนื่องต่อมาจนถึงสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นต้นมาบ้านเมือง ในแถบนี้ได้เพิ่มความสําคัญทางด้านยุทธศาสตร์ในแนวชายแดนไทย– เขมร และความสัมพันธ์ไทย – ญวนด้วย ปัจจุบันรัฐบาลได้มีนโยบายพัฒนาเมืองฉะเชิงเทราเป็นประตูสู่ภาคเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคอีสานและหัวเมือง ชายทะเลตะวันออกเพื่อการพัฒนาให้เจริญได้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

1.3.4 แคว้นในภาคใต้

ในช่วงพุทธศตวรรษที่13 – 20 ภาคใต้ของไทยมีแคว้นสําคัญคือ“แคว้นตามพรลิงค์” ซึ่งตั้งขึ้นราวพุทธศตวรรษ ที่13และได้พัฒนาต่อมาเป็น“แคว้นนครศรีธรรมราช” เมื่อราวพุทธศตวรรษที่18 แล้วผนวกเข้าส่วนหนึ่งของ

อาณาจักรอยุธยาในพุทธศตวรรษที่20

แคว้นตามพรลิงค์ก่อเกิดขึ้นจากพื้นฐานการเป็นทางผ่านในการเดินเรือเพื่อการค้าหรือการอื่นจากอินเด ไปจีน หรือจากจีนไปอินเดียจึงได้รับอิทธิพลอารยธรรมอินเดียและจีนโบราณในช่วงพุทธศตวรรษที่18 – 19 แคว้นนครศรีธรรมราชเจริญรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางการปกครองการค้า และศิลปวัฒนธรรมของภาคใต้รวมทั้งมี อํานาจทางการเมืองครอบคลุมเมืองต่างๆ 12 เมือง เรียกว่าเมือง 12 นักษัตรในด้านศาสนาและความเชื่อมีทั้ง ศาสนาพราหมณ์– ฮินดูพุทธมหายานและพุทธหินยานในด้านความสัมพันธ์ได้สมาคมติดต่อกับบ้านเมืองในภาค กลางและภาคเหนือของไทย เช่นละโว้สุพรรณภูมิสุโขทัยหริภุญชัยรวมทั้งกับลังกาด้วยจึงได้รับศาสนาพุทธ

8

ลัทธิลังกาวงศ์เป็นแห่งแรกในดินแดนประเทศไทยแล้วแพร่ไปยังสุโขทัยล้านนาและหัวเมืองอื่นๆในพื้นที่ภาคใต้ ของไทยยังพบหลักฐานทางโบราณคดีสมัยศรีวิชัยเป็นจํานวนมากอาณาจักรศรีวิชัยดํารงอยู่ในช่วงพุทธ ศตวรรษที่13 – 18 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทะเลแถบชวาเกาะสุมาตรา คาบสมุทรมลายูในช่วง เจริญรุ่งเรืองระหว่างพุทธศตวรรษที่13 – 16 นั้นได้แผ่ขยายอาณาเขตมาถึงบางส่วนทางภาคใต้ของไทยด้วยเมืองไช ยา (อําเภอไชยาจ.สุราษฎร์ธานี)เป็นเมืองสําคัญอาณาจักรศรีวิชัยเสื่อมสลายไปในพุทธศตวรรษที่18

พัฒนาการด้านประวัติศาสตร์ในดินแดนประเทศไทย

การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ควรจะมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับขอบข่าย และความหมายของ “สังคม” และ “วัฒนธรรม” ดังนี้

สังคม → กลุ่มบุคคลที่อาศัยอยู่ในชุมชนร่วมกันเป็นเวลานานมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันมีการกําหนดแบบ แผนการดําเนินชีวิตที่ยึดถือร่วมกัน

วัฒนธรรม→แบบแผนการดําเนินชีวิตที่สร้างสรรค์ขึ้น

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางประวัติศาสตร์

ปัจจัยที่มิอิทธิพลต่อพัฒนาการทางประะวัติศาสตร์แบ่งเป็น3 กลุ่มได้แก่1. สภาพภูมิศาสตร์2. ด้านวัฒนธรรม 3.ปัจเจกบุคคล 1. สภาพภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของไทย3 ประการ ดังนี้

-การเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์เกือบทุกภาคเปิดกว้างต่อการตั้งถิ่นฐานมีการผสมผสานด้านเผ่าพันธุ์และ วัฒนธรรมจนพัฒนาเป็นวัฒนธรรมไทยในปัจจุบัน

-การเปิดกว้างต่อการรับวัฒนธรรมอื่นจากต่างประเทศเนื่องจากทําเลที่ตั้งของประเทศไทยติดต่อกับดินแดนอื่นๆ ได้สะดวกทั้งทางบกและทางทะเล รวมทั้งได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลด้วย

-การเป็นดินแดนเปิดทําให้มีศักยภาพในการปรับประเทศให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงที่หลั่งไหลเข้ามา

2.วัฒนธรรมภาพรวมของวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมมีข้อสรุปดังนี้ ลักษณะของวิวัฒนาการทางวัฒนธรรม

(1)หาพื้นที่ที่เหมาะสม→ตั้งถิ่นฐาน→มีภาษา→ขยายชุมชนขนาดใหญ่มี - ความเชื่อ, การนับถือผีสางเทวดา - พิธีกรรมต่างๆ

- เทคโนโลยีใช้ในการแก้ปัญหาการดํารงชีวิต - หัวหน้าชุมชน

(2)พัฒนาเป็นเมือง→การจัดระเบียบการปกครอง→สร้างสรรค์งานศิลปะมี การจัดระเบียบสังคมงานศิลป์การจัดระเบียบเศรษฐกิจวรรณคดี, นาฏศิลป์ศาสนา พิธีกรรมเพลง, ดนตรี จิตรกรรม, ประติมากรรมสถาปัตยกรรมการละเล่นพื้นบ้านต่างๆ

3.ปัจเจกบุคคลได้แก่ความรู้สติปัญญาความสามารถ ประสบการณ์และเหตุผลส่วนตัวทเกี่ยวข้องพฤติกรรม และการตัดสินใจของมนุษย์ในสถานภาพต่างๆ กัน

9

ค าถาม ข้อ 1 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่และพฤติกรรมของมนุษย์แต่ละสมัยและแต่ละสังคมที่ส่งผลต่อพัฒ

ทางประวัติศาสตร์ได้แก่อะไรบ้าง ตอบ สภาพภูมิศาสตร์วัฒนธรรมและปัจเจกบุคคล

ข้อ 2 สภาพทําเลที่ตั้งของประเทศไทยมีผลดีในด้านใดที่ทําให้ประเทศไทยมีบทบาทในด้านใดของภูมิภาคนี้ นับตั้งแต่สมัยโบราณเป็นต้นมา ตอบ ชุมทางการค้าขาย

ข้อ3 วัฒนธรรมในดินแดนประเทศไทยมีวิวัฒนาการอย่างไร ตอบ มีวิวัฒนาการเริ่มตั้งแการตั้งถิ่นฐานมีภาษาพูดความเชื่อพิธีกรรมศิลปะเทคโนโลยีและมีหัวหน้าชุมชน

ต่อมาจึงพัฒนามาเป็นเมืองมีการจัดระเบียบทางการปกครองเศรษฐกิจสังคมและแบบแผนการดําเนินชีวิตเช่น ศาสนา พิธีกรรมหรสพ ศิลปกรรมรวมทั้งความรู้ที่สั่งสมเพิ่มพูนจนเป็นวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ ข้อ4. การสร้างสรรค์วัฒนธรรมของมนุษย์ในยุคหินมีความสําคัญกับปัจจัยใด

ตอบ การประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้จากวัสดุธรรมชาติการแสวงหาอาหารโดยการล่าสัตว์ตั้งแหล่งที่อยู่อาศัย ในธรรมชาติและตามแหล่งอาหารทั้งนี้พัฒนามีความเจริญในยุคหินใหม่ที่รู้จักเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์และตั้งถิ่นฐาน เป็นชุมชน ข้อ5 ระบบการปกครองของแคว้นต่างๆในดินแดนประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากชาติใด

ตอบ อินเดียซึ่งบางส่วนยังสืบทอดรูปแบบความเชื่อและคตินิยมมาจนถึงปัจจุบัน ข้อ6 แคว้นโบราณในประเทศไทยมีความสําคัญอย่างไร

ตอบ มีความสําคัญเพราะได้พัฒนาต่อเนื่องเป็นอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาแคว้นที่สําคัญได้แก่ในภาคกลางคือ ทวารวดี ละโว้อโยธยา สุพรรณภูมิแคว้นในภาคเหนือได้แก่หริภุญชัยล้านนา สุโขทัยแคว้นในภาคอีสานมี แคว้นโคตรบูรแคว้นในภาคใต้มีแคว้นตามพรลิงค์(ต่อมาเป็นแคว้นนครศรีธรรมราช)

10

การตั้งถิ่นฐานของชนชาติไทย

มีความเข้าใจมาช้านานแล้วว่าในบริเวณที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันเคยมีชื่อเรียกว่า"สุวรรณภูมิ" ตาม ความเข้าใจของชาวอินเดียที่เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายแถบนี้แต่ปัญหาที่มักเป็นคําถามอยู่เสมอในการศึกษา ประวัติศาสตร์ไทยก็คือดินแดนสุวรรณภูมิเป็นของชนชาติใด ชนชาติไทยมาจากไหนมาจากตอนใต้ของจีนหรือมี พัฒนาการมาจากดินแดนในประเทศไทยในปัจจุบัญหาเหล่านี้มักจะเป็นข้อสงสัยในประวัติศาสตร์ไทยอยู่ ตลอดเวลา ในการศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์นั้นในปัจจุบันนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีได้แบ่งช่วง สมัยของประวัติศาสตร์ออกอย่างกว้างๆ เป็น2 สมัย ลายลักษณ์อักษรเป็นสําคัญสมัยก่อนประวัติศาสตร์คือช่วง ระยะเวลาตั้งแต่มนุษย์ถือกําเนิดขึ้นมาและดํารงชีพโดยยึดถือหลักฐานที่เป็นตามธรรมชาติเช่นเดียวกับสัตว์โลก อื่นๆต่อมามนุษย์บางกลุ่มสามารถปรับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นโดยการนําเอาทรัพยากรธรรมชาติเช่น ไฟ น้ํา หิน โลหะ ไม้ เป็นต้น มาใช้ประโยชน์สร้างสมความเจริญและถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลัง จนสามารถพัฒนาเป็นสังคมเมือง

การเรียนรู้เรื่องราวในยุคนี้ได้จากหลักฐานทางโบราณคดี เช่น โครงกระดูกเครื่องมือเครื่องใช้ และภาพศิลปะถ้ําต่าง ๆ สมัยประวัติศาสตร์ หมายถึงสมัยที่มีการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้บันทึกบอกเล่าเรื่องราวต่างๆทําให้การศึกษา ประวัติศาสตร์ในช่วงยุคสมัยนี้ชัดเจนมากขึ้นโดยอาศัยหลักฐานทางโบราณคดีสนับสนุนช่วงสมัยนี้สามารถ แบ่งย่อยได้ เช่น การตั้งเมืองหลวง การเปลี่ยนราชวงศ์เป็นต้น

หลักฐานที่ใช้ในการศึกษาเรื่องราวของชนชาติไทย

การศึกษาเกี่ยวกับความเป็นมาของชนชาติไทยนั้นเราศึกษาได้จาก...

-หลักฐานที่เป็นลายลักษณอักษรเป็นห์ลักฐานที่ปรากฏเป็นตัวอักษรบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับคนไทยในสมั โบราณไว้อาจจะปรากฏอยู่ตามฐานเจดีย์ กําแพงโบสถ ผนังถ้ํา แผ่นไม้ ใบลาน สมุดข่อยจารึกสุโขทัยเช่น จารึก มอญ เป็นต้น

-หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรโครงกระดูกมนุษย์เช่น พระพุทธรูป ร่องรอย

การตั้งถิ่นฐานของชุมชนเป็นต้นนอกจากนี้การศึกษาประวัติศาสตร์อาจแบ่งหลักฐานได้อีก2 ประเภท ดังนี้

-หลักฐานชั้นต้นหรือปฐมภูมิ หมายถึงบันทึกหรือคําบอกเล่าของผู้พบเห็นเหตุการณ์หรือผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการ หรือผู้ร่วมสมัยกับเหตุการณ์ เช่น บันทึก จดหมายเหตุ เป็นต้น

-หลักฐานชั้นรองหรือทุติยภูมิ หมายถึงผลงานการค้นคว้าที่เขียนขึ้นหรือเรียบเรียงขึ้นภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ นั้นแล้วโดยอาศัยหลักฐานชั้นต้นและเพิ่มเติมด้วย ความคิดเห็น คําวินิจฉัยตลอดจนเหตุผลอื่น ๆ ประกอบ เช่น พงศาวดาร ตํานาน คําให้การเป็นต้น

สําหรับการศึกษาเรื่องราวของชนชาติไทยนั้น นอกจากจะใช้หลักฐานต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ยังจะต้องอาศัย หลักฐาน การวิเคราะห์ ประเมินคุณค่า การตีความจากนักวิชาการในหลายสาขาวิชาด้วยกัน เช่น นักมานุษยวิทยา นักโบราณคดี นักภาษาศาสตร์นักภูมิศาสตร์ นักสังคมวิทยา นักวิทยาศาสตร์ เป็นต้นเพื่อให้ข้อตรงกับความเป็นูล จริงให้มากที่สุด

11

แนวความคิดเกี่ยวกับคนไทยมาจากไหน

การศึกษาเกี่ยวกับที่มาของชนชาติไทยยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่และหาข้อยุติแน่นอนไม่ได้แต่ข้อ สันนิษฐานหรือแนวคิดต่าง ๆ ที่มีหลักฐานน่าเชื่อถือมีผลให้การศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชนชาติไทยมี ความชัดเจนมากขึ้น สรุปได้เป็น5 แ วทาง ดังนี้

1. แนวคิดที่เชื่อว่าชนชาติไทยอยู่บริเวณเอเชียกลาง

แนวคิดนี้เกิดขึ้นหลังพ.ศ. 2450 เป็นต้นมาโดยนักประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นต่างมีความเชื่อกันว่า แหล่งกําเนิดอารยธรรมของโลกมีจุดกําเนิดอยู่ทางแถบเอเชียกลางใกล้ทะเลแคสเปียน ก่อนที่กระจายไปยังทิศทาง ต่าง ๆ ดร.วิลเลียม คลิฟตันดอดหมอสอนศาสนาชาวอเมริกันได้นําความเชื่อนี้ไปกล่าวไว้ในงานเขียนเกี่ยวกับชน

ชาติไทยของเขาว่าพวกมุงซึ่งเชื่อกันว่าเป็นบรรพบุรุษของคนไทยได้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานมาจากถิ่นกําเนิดขอ ในเอเชียกลางมายังชายแดนด้านตะวันตกของจีน

ขุนวิจิตรมาตรา( สง่า กาญจนาคพันธ์) ได้แสดงความคิดเห็นไว้ในหนังสือหลักไท( พ.ศ. 2471 ) เชื่อว่า แหล่งกําเนิดของชนชาติไทยอยู่บริเวณเทือกเขา ิอัลไตของเอเชียกลางซึ่งเป็นแหล่งกําเนิดของพวกมองโกลด้วยกัน ภายหลังจึงได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานแถบบริเวณลุ่มแม่น้ําเหลืองและแม่น้ําแยงซีต่อมาเมื่อถูกรุกราน จึงค่อย ๆ อพยพ ลงมาสู่สุวรรณภูมิต่อมาภายหลังเมื่อมีการศึกษาทางด้านโบราณคดีและด้านภูมิศาสตร์ ทําให้แนวความคิดนี้ไม่ได้ รับการยอมรับอีกต่อไปเพราะทางแถบบริเวณเทือกเขาอัลไตของเอเชียกลางนั้นเป็นเขตแห้งแล้ง อากาศมีความ หนาวเย็นและถ้าอพยพโยกย้ายลงมาก็ต้องผ่านทะเลทรายที่กว้างใหญ่และทุรกันดารมากจึงไม่เหมาะสําหรับจะ เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์

2. แนวคิดที่เชื่อว่าชนชาติไทยอยู่บริเวณมณฑลเสฉวน เทเรียน เดอ ลาคูเปอรี ศาสตราจารย์ชาวฝรั่งเศส เจ้าของแนวความคิดที่เชื่อว่าความเป็นมาของคนไทยอยู่

บริเวณมณฑลเสฉวนของจีนได้แสดงความ เห็นไว้ว่าคนเชื้อชาติไทยตั้งถิ่นฐานเป็นอาณาจักรอยู่ในดินแดนจีนมา ก่อน เมื่อประมาณ2,208 ปีก่อนคริสตกาล ชนชาติ" ไท"ได้ถูกระบุไว้ในรายงานสํารวจภูมิประเทศจีนในสมัยพระ เจ้ายู้ จีนเรียกชนชาติไทยว่า"มุง" หรือ"ต้ามุง" ถิ่นที่อยู่ของคนไทยซึ่งปรากฏในจดหมายเหตุจีนนี้อยู่ในเขตที่เป็น มณฑลเสฉวนปัจจุบัน สมเด็จ ฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพทรงเสนอความเห็นไว้ว่าคนไทยน่าจะอยู่แถบ ดินแดนทิเบตต่อกับจีน( มณฑลเสฉวนปัจจุบัน) ราว พ.ศ. 500 ถูกจีนรุกรานจึงอพยพมาอยู่ที่ยูนนานทางตอนใต้ ของจีนแล้วกระจายไปตั้งถิ่นฐานบริเวณเงี้ยว ฉาน สิบสองจุไท ล้านนา ล้านช้าง

หลวงวิจิตรวาทการได้กล่าวถึงถิ่นกําเนิดของคนไทยไว้ว่าคนไทยมีถิ่นกําเนิดอยู่ในดินแดนซึ่งเป็นมณฑลเสฉ วน ฮูเป อันฮุย และเกียงซีตอนกลางของประเทศจีนปัจจุบัน ก่อนที่จีนจะอพยพเข้ามา แล้วค่อย ๆ อพยพสู่มณฑล ยูนนานและแหลมอินโดจีนต่อมาภายหลังเมื่อมีการศึกษาค้นคว้าทางด้านมานุษยวิทยภาษาศาและสตร์รวมทั้งการ ตรวจสอบหลักฐานจดหมายเหตุของจีนเป็นจํานวนมากปรากฏว่าสมมติฐานดังกล่าวไม่น่าจะเป็นไปได้ทําให้ แนวความคิดที่ว่าคนไทยมีีถิ่นฐานเดิมอยู่บริเวณมณฑลเสฉวนของจีน ไม่ได้รับการยอมรับอีกต่อไป

12

3. แนวคิดที่เชื่อว่าชนชาติไทยอยู่บริเวณทางใต้ของจีนและทางตอนเหนือของภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนบริเวณรัฐอัสสัมของอินเดีย

อาร์ซิบอล อาร์ โคลฮูนนักสํารวจชาวอังกฤษ ได้เขียนรายงานการสํารวจที่ปรากฏอยู่ ในหนังสือชื่อซึ่ง ไครเซ ตีพิมพ์ในประเทศอังกฤษเมื่อ. . 2428พ ได้พบคนเชื้อชาติไทยในบริเวณภาคใต้ของจีนตั้งแต่กวางตุ้งไป จนถึงมัณฑะเลย์ในพม่าวูลแฟรม อีเบอร์ฮาด นักสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา ชาวเยอรมันได้กล่าวว่าเผ่าไทยอยู่ บริเวณมณฑลกวางตุ้งต่อมาชนเผ่าไทยได้อพยพเข้าสู่ยูนานและดินแดนในอ่าวตังเกี๋ยและได้มาสร้างอาณาจักร เทียนหรือแถน ที่ยูนนานซึ่งตรงกับสมัย ราชวงศ์ฮั่นของจีนเมื่อถึงสมัยราชวงศ์ถังเผ่าไทยก็สถาปนาอาณาจักรน่าน เจ้าขึ้นที่ยูนนาน

วิลเลียม .เจเก็ตนีย์นักภาษาศาสตร์ชาวอเมริกันผู้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับภาษาไทยในเวียดนามตอนเหนือ ลาว และจีนตอนใต้ ได้เสนอความเห็นไว้เมื่อ พ.ศ. 2508 ว่าถิ่นกําเนิดของภาษาไทยมิได้อยู่ทางมณฑลยูนนานแต่อยู่ที่มณฑลทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนแถว

เส้นเขตแดนระหว่างมณฑลกวางสีของจีนกับเมืองเดียนเบียนฟูของเวียดนามตอนเหนือ เฟรเดอริค โมตผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จีนได้ให้ทัศนะไว้นบทความที่เขียนขึ้นใน. . 2507 ว่าหลักฐานพ

ประวัติศาสตร์จีนแม้จะไม่ระบุไว้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับกําเนิดของชนชาติไทยว่าอยู่บริเวณใดแต่ก็ไม่ปรากฏว่ามี หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของจีนใดที่จะคัดค้านสมมติฐานที่ว่าถิ่นกําเนิดของชนชาติไทยๆ อยู่ในบริเวณตอนใต้ ของจีนและบริเวณต่อเนื่องกับเขตแดนของเวียดนาม

เจมส์อาร์ แชมเบอร์เลนักภาษาศาสตร์ กล่าวว่า"ถิ่นกําเนิดเริ่มแรกของชนชาติไทยนั้นน่าจะอยู่บริเวณชายฝั่ง ทะเลเหนือปากแม่น้ําแยงซีตอนล่างเพราะเป็นวิถีชีวิตของกลุ่มคนที่พูดภาษาไทยที่เพราะปลูกข้าวนาลุ่มมาแต่แรก ข้อมูลเกี่ยวกับคําศัพท์ของกล้าข้าว ประเภทต่างๆในภาษาไทยสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มคนที่พูดภาษาไทยอาจเป็นคน กลุ่มแรกที่รู้จักเพาะปลูกข้าวนาลุ่ม

พอล เบเนดิกต์นักภาษาศาสตร์และมนุษยวิทยาชาวอเมริกันได้เสนอว่าถิ่นกําเนิดของกลุ่มคนที่พูดภาษาไทยนั้น อยู่บริเวณทางตอนใต้ของจีน

ศาสตราจารย์ขจร สุขพานิชกล่าวว่าคนไทยมีถิ่นกําเนิดอยู่ทางตอนใต้ของจีนแถบมณฑลกวางตุ้ง กวางสี ต่อม ประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ชนเผ่าไทยจึงได้อพยพมาทางตะวันตก ตั้งแต่มณฑลเสฉวนเมืองเชียงตู ลงล่าง เรื่อยมาจนเข้าเขตยูนนานและลงมาทางใต้ผ่านสิบสองจุไทลงสู่ประเทศลาว

จิตรภูมิศักดิ์เสนอทัศนะไว้ว่าคนเผ่าไทยอาศัยอยู่กระจัดกระจายในบริเวณทางตอนใต้ของจีน และบริเวณ ภาคเหนือของไทยลาว เขมร พม่า และรัฐอัสสัมของอินเดีย แนวความเชื่อนี้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางเนื่องจาก มีหลักฐานในสาขาวิชาการต่าง ๆ ทั้งทางด้านภาษาศาสตร์ ประวัติศาสตร์โบราณคดี มานุษยวิทยา และอื่น ๆ มา สนับสนุนเป็นจํานวนมาก

13

4. แนวความคิดที่เชื่อว่าชนชาติไทยตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน คอริช เวลส์เป็นนักวิชาการตะวันตกคนแรกที่เสนอสมมติฐานว่า ถิ่นเดิมของชนชาติไทยอยู่บริเวณประเทศไทย

ปัจจุบัน โดยอาศัยหลักฐานจากกะโหลกศรีษะ ที่ขุดได้จากตําบลพงตึกจังหวัดกาญจนบุรีที่มีอายุราวต้น คริสต์ศตวรรษซึ่งเวลส์เห็นว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับกระโหลกศรีษะของคนไทยปัจจุบัน นายแพทย์สุดแสงวิเชียร ได้ทําการศึกษาโครงกระดูกมนุษย์ยุคหินใหม่37 ซึ่งพบบริเวณสองฝั่งแม่น้ําแควน้อยและแควใหญ่ จังหวัด กาญจนบุรี พบว่าโครงกระดูกของมนุษย์หินใหม่เหมือนกับโครงกระดูกของคนไทยปัจจุบันเกือบทุกอย่างจึง สรุปว่าดินแดนไทยเมื่อครั้งอดีตน่าจะเป็นที่อยู่อาศัยของบรรพบุรุษของคนไทยปัจจุบันมาตั้งแต่สมัยก่อน ประวัติศาสตร์แล้ว

ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดีผู้เชี่ยวชาญทางด้านโบราณคดี ได้เสนอว่ามีร่องรอยของผู้คนอาศัยอยู่ตั้งแต่ยุคหินเก่า เรื่อยมาจนกระทั่งยุคหินกลาง หินใหม่ยุคโลหะ และเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์โดยแต่ละยุคได้มีการสืบเนื่องทาง วัฒนธรรมสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วยแนวความคิดนี้มีนักวิชาการหลายท่านพยายามนําหลักฐานทางด้าน โบราณคดีและเอกสารมาพิสูจน์ให้เห็นจริงว่าคนไทยน่าจะอยู่บริเวณนี้โดยไม่ได้อพยพมาจากดินแดนอื่นที่าก่อน อยู่ห่างไกลออกไป ซึ่งแนวความคิดนี้ในปยัจจุบันงไม่ถือว่าเป็นข้อยุติ

5. แนวความคิดที่เชื่อว่าถิ่นก าเนิดของชนชาติไทยอยู่บริเวณคาบสมุทรอินโดจีนหรือคาบสมุทรมลายูบริเวณหมู่ เกาะชวา

นายแพทย์สมศักดิ์พันธุ์สมบุญได้ทําวิจัยทางด้านพันธุศาสตร์เกี่ยวกับหมู่เลือดลักษณะของจํานวนยีน พบว่า หมู่เลือดของคนไทยคล้ายคลึงกับชาวเกาะชวาที่อยู่ทางใต้มากกว่าคนจีนซึ่งอยู่ทางเหนือรวมทั้งลักษณะและ จํานวนของยีนระหว่างคนไทยกับคนจีนก็ไม่เหมือนกันด้วย

ดร.ถาวร วัชราภัยได้ทําวิจัยกลุ่มเลือดที่ทันสมัยสรุปได้ว่าไทยดําและผู้ไทยมีลักษณะเลือดใกล้เคียงกับชาวจีน แต่ไม่ใกล้เคียงกับชาวมาเลย์ แต่ชาวมาเลย์มี ลักษณะเลือดใกล้เคียงกับชาวเขมรขากรรไกรและฟันก็ได้ผล เช่นเดียวกัน ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสีได้ทําผลงานการวิจัยเรื่องฮีโมโกลบิน อี พบว่า ฮีโมโกลบินมี อี มากในผู้คนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ไทย ลาว เขมร พม่า มอญ และอื่นคนจี เกือบไม่มีอยู่เลยๆ แต่ ปัจจุบันนี้ได้เลิกใช้ฮีโมโกลบินเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากลุ่มใดมีบรรพบุรุษร่วมกับกลุ่มใดอี เพราะมีการพิสูจน์ได้ว่า ดินแดนที่มีฮีโมโกลบิน อี มาก คือดินแดนที่มีไข้มาลาเรียมากแนวความคิดนี้ปัจจุบันยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่ามี ความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดและยังไม่เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางนัก

****************

ครูสายพิน วงษารัตน์