Share PDF

Search documents:
  Report this document  
    Download as PDF   
      Share on Facebook

ปัจจัยเชิงสาเหตที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนิสิตุ มหาวิทยาลัย: กรณีศึกษามหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง

Factors Contributing to Alcohol Beverage Consumption Behavior Among Undergraduate Students : A Case Study in a Public University

รองศาสตราจารย์ประณต เค้าฉิม ดร.ดวงเดือน แซ่ตัง

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยที่ท านายพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของ นิสิตมหาวิทยาลัย(2) เปรียบเทียบปัจจัยด้านจิตวิทยา ปัจจัยด้านสัมพันธภาพ และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ระหว่างนิสิตที่มีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างกัน

กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยนี้เป็นนิสิตระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จานวน 425 คน ซึ่งก าลังศึกษาในภาคเรียนที่3 ปี การศึกษา2551 และลงทะเบียนเรียนในวิชาเลือก2 รายวิชา คือ วิชา จต223 จิตวิทยาวัยรุ่น และ จต 321 จิตวิทยาวัยผู้ใหญ่ เครื่ องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถาม6 ชุด คื (1) แบบสอบถามปัจจัยด้านชีวสังคมและภูมิหลัง ประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับ เพศ อายุชั้นปีที่ศึกษา กลุ่ม สาขาวิชาที่ศึกษา สถานที่เรียน ล าดับการเกิด สถานภาพทางเศรษฐกิจครอบครัว สถานภาพสมรสบิดามารดา บุคคลที่นิสิตพักอาศัยอยู่ด้วย และการมีกิจกรรมยามว่าง(2) แบบสอบถามปัจจัยด้านจิตวิทยา2 ชุดมี คือ แบบสอบถามบุคลิกภาพแบบพึ่งพา และแบบสอบถามความไม่มันคงทางอารมณ์่ (3) แบบสอบถามปัจจัย ด้านสัมพันธภาพ 2มีชุด คือ แบบสอบถามความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับมารดา และแบบสอบถาม ความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตกับบิดามารดา(4) แ บสอบถามปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมมี1 ชุด คือ แบบสอบถาม

ประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที(t-test) และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติก

ผลการวิจัยที่สาคัญมีดังนี้ 1. เพศ สถานที่เรียน และประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถร่วมกันท านาย

พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ร้อยละ27.4 ที่ระดับนัยส าคัญทางสถิติ.01

1.1ความน่าจะเป็ นที่นิสิตชายจะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็เท่าของนิสิตหญิง2.98

1.2ความน่าจะเป็ นของนิสิตซึ่งเรี ยนที่องครักษ์จะดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์เป็2.01 เท่าของ น

นิสิตซึ่งเรียนที่ประสานมิตร 1.3 ถ้าปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมดีเพิ่มขึ้น 1 หน่วย จะท าให้ความน่าจะเป็ นของการดมเครื่ องดื่ม

แอลกอฮอล์เป็ น0.95 เท่าของความน่าจะเป็นในการดื่มครั้งก่อน

2

2.นิสิตที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีบุคลิกภาพแบบพึ่งพาสูงกว่านิสิตที่ไม่ดื่มเครื่ องดื่ม อย่างมีนัยส าคัญทางสถิตที่ระดับ.05 แ ไม่พบความแตกต่างในเรื่องความไม่มันคงทางอารมณ์ระหว่างสอง่ กลุ่มนี้

3.นิสิตที่ไม่ดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์มีความสัมพันธ์กับบิดามารดาดีกว่านิสิ ตที่ดื่มเ แอลกอฮอล์ที่ระดับนัยส าคัญทางสถิ.05 แต่ไม่พบความแตกต่างในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับ มารดาระหว่างสองกลุ่มนี้

4.นิสิตที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่านิสิต ที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.001

คาส าคัญ: พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นิสิตมหาวิทยาลัย

3

Associate Professor Pranot Kaochim

Dr.Duangduen Saetang

Abstract

The purposes of this research were (1) to investigate the predictive factors of alcohol beverage consumption behavior among undergraduate students (2) to compare psychological factors, interpersonal factors, and contextual factors between students with difference in alcohol beverage consumption behavior.

The sample for this research included 425 undergraduate students who were studying in the third semester of academic year 2008 at Srinakharinwirot University and were studying two elective courses – PG 223 : Psychology of Adolescent, and PG 321 : Adult Psychology. The instruments for collecting research data were (1) a questionnaire on general personal background information : sex, age, year of study, area of study, place of campus, birth order, socioeconomic status of the family, marital status of parents, person (s) who students lived with, and doing activities in leisure time (2) two questionnaires of psychological factors : dependent personality scale ; and emotional instability scale (3) two questionnaires of interpersonal factors : relationship between father and mother scale ; and relationship between student and parents scale and (3) a questionnaire of contextual factor : scale on predisposing experiences to alcohol beverage consumption. The statistical methods and procedures for analyzing the data were percentage, mean, standard deviation, t-test, and logistic regression analysis.

The main findings were as follows :

1. Sex, place of campus, and predisposing experiences to alcohol beverage consumption could mutually predict alcohol beverage consumption behavior as much as 27.4 percent at the .01 level of significance.

1.1 The probability to consume alcohol beverage in male students was 2.98 times to that of female students.

1.2 The probability to consume alcohol beverage in students who studied at Onkarak Campus was 2.01 times of those at Prasarnmitre Campus.

1.3 If contextual factor score was one unit better than the previous score the probability to consume alcohol beverage was .95 times of its consumption at the previous time.

4

2.Students who consumed alcohol beverage had higher dependent personality than those who did not at the .05 level of significance, but no significant difference noticed in emotional instability between the two groups.

3.Students who did not consume alcohol beverage had better relation with their parents than those who did at the .05 level of significance, but no significant difference noticed in the relationship between father and mother of two groups.

4.Students who consumed alcohol beverage had more disposing experience to alcohol beverage consumption than those who did not at the .001 level of significance.

Key words : Consumption Behavior, Alcohol Beverage, Undergraduate Students

5

ความเป็ นมาและความส าคัญของปัญหา

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรื อสุราจัดเป็ นสารเสพติดประเภทหนึ่ งที่ไม่ผิดกฎหมายและไม่ถูกต่อต้ จากสังคม จึงมีการจัดจ าหน่ายและดื่มกันอย่างแพร่ หลาย โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนเมื่อปี.ศ. 2550 ส านักงานสถิติแห่งชาติได้ท าการส ารวจพฤติกรรมการดื่สุ ของประชากรที่มีอายุตั้งแต่15 ปีขึ้นไป จาก

กลุ่มตัวอย่างประมาณ80,000 ครั วเรื อน พบว่ากลุ่มเยาวชนมีอัตราการดื่ มสุ ราสู งร้21อยละ.9 (www.thaiantialcohol.com. 30 กรกฎาคม 2553) ข้อมูลดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างยิง่ เพราะเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์มีผลกระทบต่อผู้ดื่มมากมาย ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต อุบัติเหตุและค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ สุรายังได้ชื่อว่าเป็“Gatewayน Drugs” (Steinberg. 1996) คือ เป็ นทางผ่านไปสู่ยาเสพติดร้ายแรง เพราะใน กลุ่มวัยรุ่นมีการดื่มสุราก่อนที่จะใช้ยาเสพติดที่ร้ายแรงอื่นๆการศึกษาของดังเช่น Kandel (Steinberg. 1996;

citing Kandel. 1980) ได้สรุปลาดับขั้นตอนในการทดลองใช้ยาเสพติดของวัยรุ่นไว้ดังนี้(1) ดื่มเบียร์และไวน์

(2) ดื่มสุรา(3) สูบกัญชา และ(4) ใช้ยาเสพติดร้ายแรงประเภทอื่นๆ เช่น โคเคนยากระตุ้นประสาท แอล เอส ดี เป็ นต้น

Steinberg (1996) กล่าวถึงปัจจัยเสี่ยง(Risk Factors) 3 ประการ ที่ท าให้วัยรุ่นดื่มสุรามากเกินไปหรือ ใช้ยาเสพติด คือ ปัจจัยด้านจิตวิทยา(Psychological) ปัจจัยด้านสัมพันธภาพ(Interpersonal) และปัจจัยด้าน สิ่งแวดล้อม (Contexual) สาหรับปัจจัยด้านจิตวิทยานั้นพบว่า บุคคลที่มีคุณลักษณะทางบุคลิกภาพบางอย่าง ซึ่งปกติแล้วจะมีมาก่อนถึงวัยรุ่น มักจะใช้ยาเสพติดและสุรามากกว่าเพื่อนๆ คุณลักษณะเหล่านี้ประกอบด้วย ความฉุนเฉียว หุนหันพลันแล่น ซึมเศร้า ผลสัมฤทธิ์ต่า รวมถึงทัศนคติที่ดีต่อการใช้สารเสพติด ส าหรับปัจจัย ด้านสัมพันธภาพนั้น พบว่า บุคคลที่มีสัมพันธภาพในครอบครัวไม่ดีคือ ห่างเหิน ไม่เป็นมิตรหรือขัดแย้ง

มักจะมีปัญหาการใช้สารเสพติดมากกว่าบุคคลที่เติบโตมาในครอบครัวที่ใกล้ชิดและให้การสนับสนุน วัยร ที่ใช้ยาเสพติดมักจะมีบิดามารดาที่ตามใจมากเกินไป ไม่สนใจหรื อไม่ยอมรับ และมักมาจากบ้านที่สมาชิก ในครอบครัวคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนใช้ยาเสพติด หรือยอมรับได้กับการใช้ยาเสพติด นอกจากนี้คนที่ใช้ ยาเสพติดและดื่มสุ รามากมักจะมีเพื่อนที่ใช้ยาเสพติดและดื่มสุ รา และปั จจปัยสุจจัยดดท้านย คือ สิ่งแวดล้อม พบว่า วัยรุ่นที่ใช้ยาเสพติดมักอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่ทาให้การใช้ยาเสพติดง่ายขึ้น ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่สาคัญๆ ก็คือ การหายาเสพติดได้โดยง่าย บรรทัดฐานของชุมชนเกี่ยวกับการใช้ยา เสพติด ความรุนแรงของการใช้กฎหมายยาเสพติด และการน าเสนอการใช้ยาเสพติดทางสื่อมวลชนวัยรุ่นที่

เข้าถึงยาเสพติดได้โดยง่าย วัยรุ่ นที่เชื่อว่ามีโอกาสมากในการใช้ยาเสพติด และวัยรุ่ นที่ได้เห็นข่า ยอมรับหรือส่งเสริมการใช้ยาเสพติด มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะใช้ยาเสพติด

นอกจากปัจจัยใน3 ประการข้างต้นแล้ว มีงานวิจัยจ านวนมากที่พบความเกี่ยวข้องระหว่างปัจจัยทาง ชีวสังคมและภูมิหลังกับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของวัยรุ่นตัวอย่างเช่นงานวิจัยของ ลักขณา

6

เติมศิริกุลชัย และคนอื่นๆ(2542) พบว่าเยาวชนเพศชายดื่มมากกว่าเพศหญิง เยาวชนในระดับมัธยมศึกษามี พฤติกรรมการดื่มน้อยกว่าเยาวชนในระดับอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัย หรืองานวิจัยของ ประกิจ โพธิอาศน์ (2541) ศึกษาพบว่า เพศ อายุ ผลการศึกษาประเภทของการศึกษา มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ

จากที่กล่าวมาข้างต้น ท าให้ผู้วิจัยสนใจศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่ม แอลกอฮอล์ของนิสิตในมหาวิทยาลัย ซึ่งบางส่วนยังคงเป็ นวัยรุ่นงสนเพิและบา่งผ่นช่วงวัยรุ่น โดยมุ่งไป ที่การท านายพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากปัจจัย4ประการ คือ ปัจจัยด้านชีวสังคมและภูมิหลัง ปัจจัยด้านจิตวิทยา ปัจจัยด้านสมพันธภาพ และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1.เพื่อศึกษาปัจจัยที่ท านายพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนิสิตมหาวิทยาลัย

2.เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยด้านจิตวิทยา ปัจจัยด้านสัมพันธภาพ และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ของนิสิต ที่มีพฤติกรรมการดื่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างกัน

สมมติฐานการวิจัย

1.ปัจจัยด้านจิตวิทยา ปัจจัยด้านสัมพันธภาพ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม และปัจจัยด้านชีวสังคมและ ภูมิหลัง สามารถร่วมกันท านายพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนิสิตได้

2.นิสิตที่มีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างกัน มีคะแนนปัจจัยด้านจิตวิทยา ปัจจัยด้าน สัมพันธภาพ และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ต่างกัน

นิยามเชิงปฏิบัติการ

1. พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมายถึง การปฏิบัติตนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการด สุราในช่วง1 เดือนที่ผ่านมา ทั้งในวันสุดสัปดาห์(วันศุกร์– วันอาทิตย์) และวันธรรมดา ความถี่ในการดื่ม ประเภทเครื่องดื่มที่บริโภค จานวนชัวโมงในการดื่ม่ บุคคลที่ดื่มด้วย และสถานที่ในการดื่ม

พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วัดได้จากแบบวัดที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีลักษณะให้เลือกตอบกับ เติมข้อความในที่ว่างข้อมูลที่ได้อยู่ในรูปของความถี่และค่าร้อยละ เพื่อเป็ นข้อมูลในเชิงบรรยายเกี่ยว พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้านต่างๆ ของนิสิตมหาวิทยาลัย ส าหรับการแบ่งกลุ่มผู้ที่มีพฤ การดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์กับกลุ่มผู้ที่ไม่มีพฤติกรรมการดื่มเครื่จะพิจารณาว่ากลุ่มองดื่มแอลกอ ตัวอย่างเคยดื่มหรื อไม่เคยดื่มในช่วง1เดือนที่ผ่านมา ผู้ที่รายงานว่าไม่ดื่มเลย จัดอยู่ในกลุ่มผู้ที่ไ พฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนผู้ที่รายงานว่าดื่มเดือนละ1 ค ั จ ถึ วันละ 1 ครั้งหรือ มากกว่า1 ครั้ง จัดอยู่ในกลุ่มผู้ที่มีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

7

2. ปัจจัยด้านจิตวิทยา หมายถึง ปัจจัยด้านบุคลิกภาพหรือจิตลักษณะ ซึ่งเป็ นปัจจัยภายในตัวบุ แต่ปรากฏให้เห็นเป็ นแบบแผนทางพฤติกรรมที่เด่นชัด มีลักษณะเฉพาะและค่อนข้างคงทน ปัจจัยด้าน จิตวิทยาในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 2 ตัวแปร คือ บุคลิกภาพแบบพึ่งพา และความไม่มันคงทางอารมณ์่

2.1 บุคลิกภาพแบบพึ่งพา(Dependent Personality) หมายถึง แบบแผนทางพฤติกรรมของ บุคคลที่แสดงถึงความไม่สามารถช่วยเหลือตัวเอง ต้องคอยขึ้นอยู่กับบุคคลอื่นในด้านความสะดวกสบาย การเกื้อหนุน และแม้แต่การให้คาแนะนา เป็นบุคคลที่ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์กระทาในสิ่งที่ทาให้ตนได้รับ ความพอใจ เป็นที่ยอมรับ และได้รับรางวัลจากคนอื่น ในการวิจัยนี้บุคลิกภาพแบบพึ่งพาประกอบด้วย ลักษณะ9 ประการ ตามแนวคิดของWiggins and Others (1971) ดังนี้

2.1.1ความต้องการอยู่ใกล้ชิดกับคนอื่(General Physical Proximity)

2.1.2ไม่มีวุฒิภาวะหรือไม่เป็ นผู้ใหญ่(Immaturity)

2.1.3ความต้องการที่จะได้รับความเอาใจใส่ในด้านต่างๆ จากบุคคลอื่น(General Attention)

2.1.4การคล้อยตามคนอื่น(Conformity)

2.1.5การแสวงหาความช่วยเหลือ(Help – Seeking)

2.1.6การประจบประแจง แสดงความผูกพันฉันมิตรมากเกินไป(Overfriendliness)

2.1.7ข้อวินิจฉัยต่างๆ มักเปลี่ยนแปลงได้ง่าย(Dynamic Inferences)

2.1.8ความต้องการที่จะได้รับความเอาใจใส่จากผู้อื่นโดยการแสดงพฤติกรรมที่ไม่

เหมาะสม (Negative Attention – Getting)

2.1.9 การท าร้ายร่ างกายตนเองเพื่อให้ได้รับความเอาใจใส่จากบุคคลอื่น(Masochistic Negative Attention – Seeking)

บุคลิกภาพแบบพึ่งพาวัดได้จากแบบสอบถามที่มีลักษณะเป็ นข้อความประกอบมาตร ประเมินค่า6 ระดับ จากจริงที่สุด ถึงไม่จริงเลย ผู้ที่ได้คะแนนสูงกว่าเป็ นผู้ที่มีลักษณะพึ่งพาคนอื่นน้อยกว่าผู้ ที่ได้คะแนนต ่ากว่า

2.2 ความไม่มันคงทางอารมณ์่ (Emotional Instability) หมายถึง ภาวะที่บุคคลไม่สามารถ ควบคุมอารมณ์และสะกดกั้นอารมณ์ของตนให้อยู่ในสภาพปกติรู้สึกหวันไหวเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาหรือ่ สิ่งรบกวนความสงบสุขของอารมณ์ ไม่สามารถปรับตัวและปรับอารมณ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดีและมีการแสดงออกทางพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ความไม่มันคงทางอารมณ์วัดได้จากแบบสอบถามที่มีลักษณะเป็่ นข้อความประกอบมาตร ประเมินค่า6 ระดับ จากจริ งที่สุด ถึง ไม่จริ งเลยด้คะแนนสูงกว่าเป็นผู้ที่มีความไม่มัผู้ที่ไ นคงทางอารมณ์่ น้อยกว่าผู้ที่ได้คะแนนต ่ากว่า

3. ปัจจัยด้านสัมพันธภาพ หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัว เป็ นการแสดงออก ทางด้านพฤติกรรมที่สมาชิกในครอบครัวปฏิบัติต่อกัน ทั้งพฤติกรรมที่บิดามารดาปฏิบัติต่อบุตร พฤติกรรม ที่บุตรปฏิบัติต่อบิดามารดา รวมถึงพฤติกรรมที่บิดาและมารดาปฏิบัติต่อกันที่แสดงถึงความผูกพันรักใคร่

8

ปรองดอง คอยเป็ นก าลังใจ เอาใจใส่ เป็ นที่ปรึกษา ให้ค าแนะน า และสามารถให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและ กัน ปัจจัยด้านสัมพันธภาพประกอบด้วย2ตัวแปร คือ

3.1ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับมารดา

3.2ความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตกับบิดามารดา

ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับมารดา และความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตกับบิดามารดาวัดได้ จากแบบสอบถามที่มีลักษณะเป็ นข้อความประกอบมาตรประเมินค่า6ระดับจากจริงที่สุด ถึง ไม่จริงเลย ผู้ที่ ได้คะแนนสูงกว่าในแบบวัดความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับมารดา แสดงว่า บิดากับมารดาของนิสิตผู้นั้นมี ความสัมพันธ์ที่ดีกว่าผู้ที่ได้คะแนนต ่ากว่า ในท านองเดียวกัน ผู้ที่ได้คะแนนสูงกว่าในแบบวัดความ ระหว่างนิสิตกับบิดามารดาแสดงว่านิสิตผู้นั้นมีความสัมพันธ์กับบิดามารดาดีกว่าผู้ที่ได้คะแนนต ่ากว่า

4. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม หมายถึง สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประกอบด้วย การเห็นตัวแบบจากครอบครัว จากเพื่อน จากคนในชุมชนและสังคม การได้รับการสนับสนุนหรื อได้รับ ความยินยอมในการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์จากบุคคลดังกล่าวรับสื่อและการโฆษณาเครื่ องดื่ม แอลกอฮอล์ความชุกชุมของแหล่งค้าขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ความสะดวกในการหาซื้อเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ และมาตรการที่ไม่เข้มงวดของกฎหมายปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย1 ตัวแปร คือ ประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์วัดได้จากแบบสอบถามที่มีลักษณะเป็ น ข้อความประกอบมาตรประเมินค่า6ระดับ จากจริ งที่สุด ถึงไม่จริ งเลย ผู้ที่ได้คะแนนสูงกว่าเป็ นผู้ที ประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกน้อยกว่าผู้ที่ได้คะแนนตฮอล์ ่ากว่า

วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย

1. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

นอกจากผลงานวิจัยของ Steinberg (1996) เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงที่ าให้วัยรุ่นดื่มสุรามากเกินไป หรื อ ใช้ยาเสพติด คือ ปัจจัยด้านจิตวิทยา(Psychological) ปัจจัยด้านสัมพันธภาพ(Interpersonal) และปัจจัยด้าน สิ่งแวดล้อม (Contexual) ดังกล่าวข้างต้นแล้ว พบว่ามีงานวิจัยจ านวนมากศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งจะได้กล่าวถึบางงานวิจัยในประเทศไทย ดังนี้

ชัยยุทธ ดาผา(2534) ศึกษาปัจจัยของการขัดเกลาทางสังคมของบิดามารดาที่กระทบต่อพฤติกรรม การดื่มแอลกอฮอล์ของวัยรุ่ผลการศึกษาปรากฏว่าน(1) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่ม เครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ของวัยรุ่ น คือ ปัจจัยภูมิหลังทางครอบครัว(2)ขนาดของครอบครัวมีความสัมพันธ์ ทางบวกกับพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่ มแอลกอฮอล์(3) การอบรมเลี้ยงดูแบบใกล้ชิดจากมารดามี ความสัมพันธ์เชิงลบกั พฤติกรรมการดื่มของบุตรและ (4) การอบรมเลี้ยงดูโดยการควบคุมอย่างเข้มงวด จากบิดามารดาในเรื่องเกี่ยวกับการดื่มมีความสัมพันธ์เชิงลบกับพฤติกรรมการดื่มของบุตร

9

ประกิจ โพธิอาศน์(2541) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของ วัยรุ่น จังหวัดพระนครศรี อยุธยา ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยน า ได้แก่ เพศ อายุ ผลการศึกษา ประเภทของ การศึกษา ลักษณะที่อยู่อาศัย ทัศนคติ ค่านิยม การรับรู้ผลกระทบจากการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล ความสัมพันธ์กับพฤติกรรมกาดื่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติปัจจัยเอื้อ ได้แก่การเข้าถึง แหล่งซื้อขาย ความสัมพันธ์ในครอบครัว มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติ และปัจจัยเสริม ได้แก่ พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเพื่อนสนิท และการรับ

อิทธิพลจากสื่อโฆษณา มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ โดยตัวแปรที่สามารถท านายพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ดีที่สุด คือ พฤติกรรมการดื่มเครื่ แอลกอฮอล์ของเพื่อนสนิท รองลงมา ทัศนคติต่อการดื่มเครื่คือ องดื่มแอลกอฮอล์ เพศ และการรับอิทธิพล จากสื่อโฆษณา เป็ นต้น

สายใจ ชื่นค(2542)า ศึกษาพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ของวัยรุ่ นในสังคมไทย พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรี3ตัวแปรยนวัยรุ่ได้แก่น มี

(1) อิทธิพลของเพื่อนสนิทที่คบหาสมาคมด้(2) ความผูกพันต่อบิดามารดาในระดับตย(3) ความผูกพันต่อ่า ครูและโรงเรียนในระดับตและจากการวิเคราะห์เพิ่า ่มเติมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภูมิหลังทาง สังคมกับพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์พบว่าครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของบิดามารดามีการดื่มเ ความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของวัยรุ่นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.05

ลักขณา เติมศิริ กุลชัย และคนอื่นๆ(2542) ศึกษาพฤติกรรมและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเยาวชนไทย จ านวน1,151 คน จ าแนกเป็ นระดับมหาวิทยาลัย385 คน อาชีวศึกษา 383 คน และมัธยมศึกษา383 คน พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์อย่าง นัยส าคัญเรียงตามล าดับความสดงนีาคัญ้

(1) การดื่มของเพื่อน: กลุ่มตัวอย่างที่มีเพื่อนที่ดื่มเครื่ลกอฮองดื่มแอล์มีพฤติกรรมการดื่ม มากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีเพื่อนไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

(2) การได้รับสื่อและอิทธิพลจากโฆษณา: กลุ่มตัวอย่างที่รับสื่อโฆษณาและมีความสนใจต่อ สื่อนั้นมีพฤติกรรมการดื่มมากกว่ากลุ่มที่ไม่เคยได้รับและกลุ่มที่เคยได้รับแต่ว่าไม่สนใจ

(3)เพศ : เพศชายดื่มมากกว่าเพศหญิง

(4)ประเภทสถานศึกษา: เยาวชนในระดับมัธยมศึกษามีพฤติกรรมการดื่มน้อยกว่าเยาวชนใน

ระดับอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัย

(5) ความสัมพันธ์ในครอบครัว: กลุ่มตัวอย่างที่มีความสัมพันธ์กับครอบครัวไม่ดีมีพฤติกรรม การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่ากลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับครอบครัวในระดับปานกลางและระดับดี

(6) ค่านิยมต่อการไม่ดื่มเครื่ องดื่มที่มีแอลกอฮอล์: กลุ่มที่มีค่านิยมต่อการไม่ดื่มเครื่ องดื่ม แอลกอฮอล์ในระดับต(ให้คุณค่าสูงต่อการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์)มีพฤติกรรมการดื่มมากกว่ลุ่มที่ มีค่านิยมในระดับปานกลางและสูง

10

(7) การดื่มของพี่น้อง: กลุ่มตัวอย่างที่มีญาติพี่น้องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะดื่มมากกว่ากลุ่ม ที่มีพี่น้องไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

พินทุอร วิรุฬตั้งตระกูล (2550) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจบริโภคเครื่ องดื่มที่มี แอลกอฮอล์ของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตในกรุีงเทพมหานคร พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการ ตัดสินใจบริ โภคเครื่ องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของกลุ่มตัวอย่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.05คือ เพศ ลักษณะการอยู่อาศัย การใช้เวลาว่างค่านิยมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ความสัมพันธ์ของบุคคลใน ครอบครัว อิทธิพลของเพื่อน และอิทธิพลของสื่อโฆษณา

งานวิจัยที่ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่นาเสนอมาข้างต้นนี้พบว่ามีปัจจัย เกี่ยวข้องมากมาย อย่างไรก็ตาม ในจานวนปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้อาจจาแนกได้เป็น 4 ประเภท คือ

(1) ปัจจัยด้านชีวสังคมและภูมิหลัง เช่น เพศ อายุ รายได้ ผลการเรียน ประเภทสถานศึกษา การ มีกิจกรรมยามว่าง เป็ นต้น

(2) ปัจจัยด้านจิตวิทยา ได้แก่ ลักษณะนิ สัย จิตลักษณะบุคลิกภาพ เช่น ทัศนคติ ค่านิ ย บุคลิกภาพ อัตมโนทัศน์ การรับรู้ความสามารถ การรับรู้ผลกระทบ ความเครียด เป็ นต้น

(3) ปัจจัยด้านสัมพันธภาพ เช่น ลักษณะการอบรมเลี้ยงดูของบิดามารดา ความสัมพันธ์กับ ครอบครัว ความผูกพันกับบิดามารดาหรือกับครู

(4) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่การเห็นตัวอย่างจากคนในครอบครัว กลุ่มเพื่อน การรับ ข่าวสารจากสื่อมวลชน สภาพแหล่งที่อยู่อาศัย เช่น การดื่มของบิดามารดา การดื่มของพี่น้อง การคล้อยตา กลุ่มเพื่อน สื่อและการโฆษณา การเข้าถึงแหล่ง เป็ นต้น

ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยศึกษาปัจจัยทั้ง 4 ประการข้างต้น คือ ปัจจัยด้านชีวสังคมและภูมิหลัง ปัจจัย ด้านจิตวิทยา ปัจจัยด้านสัมพันธภาพ และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้วิจัยคาดว่าจะเป็ นปัจจัยเชิงสาเหตุของ การดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยศึกษาตัวแปรย่อยที่แตกต่างไปจากงานวิจัยอื่นๆ บ้าง กล่าวคือ ปัจจัยด้านชีวสังคมและภูมิหลัง ผู้วิจัยสนใจศึกษแปรเพอายุตัชั้นปีที่ศึกษา กลุ่มสาขาที่ศึกษา สถานที่เรียน ล าดับการเกิด สถานภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัวภาพสมรสของบิดามารดา บุคคลที่

นิสิตพักอาศัยอยู่ด้วย และการมีกิจกรรมยามว่าง ในส่วนของปัจจัยด้านจิตวิทยา ผู้วิจัยสนใจศึกษาตัว บุคลิกภาพแบบพึ่งพา และความไ ่มันคงทางอารมณ์่ สาหรับปัจจัยด้านสัมพันธภาพ ผู้วิจัยศึกษาตัวแปร ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับมารดา และความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตกับบิดามารดา ประการสุดท้ายคือ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ผู้วิจัยศึกษาตัวแปรประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งหมายถึง ตัวแบบทั้งจากครอบครัว กลุ่มเพื่อน ชุมชนทัวไป่ สื่อและการโฆษณา แหล่งค้าขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมาตรการด้านกฎหมาย

2. พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเยาวชน มีงานวิจัยหลายเรื่ องที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่มเครื่แอลกอฮอล์ในนักเรีองดื่ม ยนและนิสิต

นักศึกษาที่ยังเป็นวัยรุ่นและเยาวชน จะได้นามากล่าวพอเห็นภาพกว้างๆ เท่านั้น ดังนี้

11

ลักขณา เติมศิริกุลชัย และคนอื่นๆ(2542)ศึกษาพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ในเยาวชน ไทย พบว่าเยาวชนร้อยละ40.6 มีพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์โดยเพศชายดื่มร้อยละ53.5 และ เพศหญิงดื่มร้อยละ25.1 อายุที่เริ่มดื่มประมาณ 15 – 16 ปีเหตุผลที่ดื่มเครื่แองดื่มลกอฮอล์ครั้งแรก คือ เพื่อ เข้ากลุ่มสังสรรค์กับเพื่อน และเพื่อนชักชวนให้ดื่ม(ร้อยละ78.8) รองลงมา คือ อยากลองดื่ม มีปัญหาความ ทุกข์ ไม่สบายใจ มีความเหงา และเห็นโฆษณาเกี่ยวกับเครื่ องดื่มที่มีแอลกอฮอล์(ร้อยละ73.4, 26.4, 23.5 และ 22.8 ตามล าดับ) ลักษณะของการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์พบว่า เครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทวิสกี้ (เช่น แสงโสม แม่โขง) เป็ นชนิดที่กลุ่มตัวอย่างดื่มเป็ นส่วนใหญ่(ร้อยละ62.3) รองลงมาคือ เบียร์ และไวน์

(เช่น สปายไวน์คูลเลอร์) (ร้อยละ57.5 และ 32.8 ตามล าดับ) คว า มบ่ อ ยใน ก าร ดื่ ม พ บว่ า ส่ ว น ให ญ่ ดื่ ม ประมาณ 1 – 2 ครั้งต่อสัปดาห์(มากกว่าร้อยละ80 ในทุกประเภท) และปริมาณการดื่มในแต่ละครั้ง พบว่า ประเภทวิสกี้และเบียร์จะดื่ม 3 – 4 แก้ว ขึ้นไป (ร้อยละ39.7 และ 57.6 ตามล าดับ) ส่วนประเภทไวน์จะดื่ม ครั้งละ 1 – 2 แก้ว(ร้อยละ63.9) สถานที่ที่ดื่มเครื่แอลกอฮอล์องดื่มส่วนใหญ่ดื่มสังสรรค์ในงานเลี้ยงกับ เพื่อนๆ(ร้อยละ62.0) รองลงมาคือ บ้านเพื่อน ดิสโก้เทคหรื อผับ และร้านอาหาร(ร้อยละ53.8, 46.9 และ 43.7 ตามล าดับ) ส่วนการดื่มที่บ้านโดยดื่มกับครอบครัวหรือดื่มคนเดียวมีเพียงร้อยละ26.8และ 11.4 เท่านั้น

สมพร สิทธิสงคราม(2549) ศึกษากลุ่มตัวอย่างนักเรียนในสถาบันการศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาและ การศึกษาเอกชน จ านวน255 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีความเสี่ยง น้อย ร้อยละ30.59 มีพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ที่เสี่ยงต่ออันตรายสูง ร้อยละ20และมี พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็ นอันตราย ร้อยละ49.41

พนิดา นามจันดี(2549) ศึกษากับกลุ่มตัวอย่างนักเรี ยนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในจังหวัดขอนแก่น พบว่า นักเรียนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ68.57 นักเรียนที่ดื่มป็ นนักเรียนชาย ร้อยละ39.29 นักเรี ยน หญิง ร้อยละ29.28 ดื่มครั้งแรกเมื่ออายุเฉลี่ย 14.8 ปี เครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดแรกที่นักเรี ยนดื่มมากที่สุด

คือ เบียร์ ร้อยละ48.44 สาเหตุที่ดื่มอันดับแรกคืออยากลอง ร้อยละ84.89 เครื่ องดื่มที่นักเรี ยนชอบดื่มมาก ที่สุดคือ เบียร์ ร้อยละ82.81 ส่วนสาเหตุที่นักเรี ยนยังคงดื่มเครื่แอลกอฮอล์ในปัจจุบันองดื่มคือ เพื่อคลาย ความเครียด ลดความกังวล ร้อยละ67.71 สาหรับความถี่ของการดื่มส่วนใหญ่นักเรียนดื่มบ้างเป็นบางครั้ง ไม่เกิน1 ครั้งต่อสัปดาห์ร้อยละ 36.98 นักเรี ยนจะดื่มกับเพื่อนมากที่สุด85ร้อยละ.94และในงานเทศกาล ร้อยละ85.94 นักเรียนมีการใช้สารเสพติดร่ วมกับการดื่ม34ร้อยละ.90โดยสารเสพติดที่ใช้ส่วนใหญ่ คือ บุหรี่ ร้อยละ34.37 นักเรี ยนที่ดื่มแอลกอฮอล์มีการทะเลาะวิวา ร้อยละ29.17 ขับขี่ยานพาหนะแล้วเกิด

อุบัติเหตุ ร้อยละ22.92 และมีเพศสัมพันธ์ ร้อยละ22.92 นักเรี ยนส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับเครื่ องดื่ม แอลกอฮอล์อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ52.86 มีทัศนคติและค่านิยมต่อการดื่มอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ62.14 นักเรียนสามารถหาซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้จากร้านค้าเบ็ดเตล็ดในหมู่บ้าน 83ร้อยละ.41 สามารถซื้อได้ตามความต้องการ ร้อยละ 53.65 นักเรี ยนทุกคนทราบกฎระเบียบข้อบังคับของทางโรงเรี ยน เกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ100 แต่ทราบกฎระเบียบข้อบังคับของรัฐเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ร้อย ละ 77.5 บิดามารดามีการควบคุมการดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ70.71 ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวอยู่ใน

12

ระดับปานกลาง ร้อยละ62.14 เพื่อนและสื่อโฆษณามีอิทธิพลสูงต่อนักเรีแอลกอฮอล์ยนที่ดื่มร้อยละ18.75 และ 14.06 ตามล าดับ

กฤษณพงษ์ นกชัยภูมิ(2549) ศึกษาพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียนอาชีวศึกษา จ านวน82 คน ในจังหวัดชัยภูมิ ผลปรากฏว่า นักเรี ยนอาชีวศึกษาดื่มเครื่แอลกอฮอล์ครัองดื่ม้ แรกเมื่ออายุ 15 ปี ร้อยละ40.2 รองลงมาคือ อายุ16 ปี ร้อยละ39.0 ระยะเวลาการดื่มคือ2 ปี ร้อยละ39.0 รองลงมา 3 ปี ร้อยละ33.0 ส่วนใหญ่มีเบียร์เป็ นเครื่องดื่มชนิดแรก54.9ร้รองลงมาคือยะ ไวน์ ร้อยละ22.0 สาเหตุการ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ครั้งแรกคือ ดื่มเพื่อเข้าสังคม ร้อยละ 64.6 ความถี่ในการดื่มเดือนละ1รั้ง ร้อยละ 64.4 ดื่มเมื่อมีเทศกาล ร้อยละ35.4ส่วนใหญ่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับกลุ่มเพื่อนร้อยละ62.2 และพบว่า มีการสูบบุหรี่ร่วมกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถึงร้อยละ100.0

พินทุอร วิรุฬห์ตั้งตระกูล (2550) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจบริโภคเครื่องดื่มที่ แอลกอฮอล์ของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีกษาในมหาวิทยาลัยที่ศึ เขตกรุ งเทพมหานคร จ านวน400 คน พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่นิยมบริ โภคเครื่แอลกอฮอล์ประเภทสุรามากที่สุดองดื่มที่มี ร้อยละ50.5 โดยเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ประเภทสุราและเบียร์นั้น กลุ่มตัวอย่างที่นิยมบริโภคเป็นเพศชาย และเครื่องดื่ม

ที่มีแอลกอฮอล์ประเภทไวน์ กลุ่มตัวอย่างที่นิยมบริโภคเป็ นเพศหญิง ส่วนมากจะดื่มกับเพื่อนถึงร้อยละ79.8 โดยดื่มตามสถานบันเทิง และซื้อเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จากสถานบันเทิงที่เข้าไปใช้บริ การ ในระยะเวลา 1 เดือน จะมีการบริโภคประมาณ6ครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งจะบริโภค ประมาณ 2.95 ขวด ทั้งนี้เหตุผลในการ

บริโภคส่วนใหญ่จะบริโภคเมื่อมีความต้องการบริ โภค ไม่จ าเป็ นว่าต้องเป็ นช่วงเทศกาลหรื องานฉลองใด และกลุ่มตัวอย่างคิดว่าจะเปลี่ยนยี่ห้อเครื่แอลกอฮอล์ที่บริองดื่มที่มี โภคเป็ นประจ าไปบริ โภคยี่ห้ออื่นที่มี ราคาถูกกว่ายี่ห้อเดิม หากมีการขึ้นราคา

งานวิจัยดังกล่าวข้างต้นที่ศึกษาพฤติกรรมการดื่มสุราหรือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะมีลักษณะ คล้ายๆ กัน คือ ศึกษาเกี่ยวกับอายุที่เริ่มดื่ม ชนิดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ชอบหรือนิยมดื่ม สาเหตุของการ

ดื่ม ความถี่ในการดื่ม ปริมาณในการดื่มแต่ละครั้ง โอกาสในการดื่ม บุคคลที่ดื่มด้วย เป็ นต้น ซึ่งในการวิจัย ครั้งนี้จะศึกษาพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทานองนี้เช่นกัน เพื่อเป็นข้อมูลเชิงบรรยายที่ช่วยให้ มองเห็นภาพลักษณะการดื่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน ผู้วิจัยจะแบ่งก ตัวอย่างออกเป็ น2 กลุ่ม เป็ นผู้ที่ดื่มกับผู้ที่ไม่ดื่ม โดยพิจารณาจากความถี่ของการดื่มใ1เดือนที่ผ่านช่วงมา ซึ่งถ้าดื่มไม่น้อยกว่า1 ครัใน 1 เดือน จะจัดอยู่ในประเภทเป็ นผู้ที่ดื่ม ส่วนคนที่ไม่ได้ดื่มเลยในช่วง1เดือน ที่ผ่านมาจะจัดอยู่ในประเภทเป็ นผู้ที่ไม่ดื่ม

13

กรอบแนวคิดในการวิจัย

(แผนภาพ 1)

ปัจจัยด้านจิตวิทยา

-ความไม่มันคงทางอารมณ์่

-บุคลิกภาพแบบพึ่งพา

ปัจจัยด้านสัมพันธภาพ

-ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับมารดา

-ความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตกับบิดามาร

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม

-ประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์

ปัจจัยด้านชีวสังคมและภูมิหลัง

-เพศ

-อายุ

-ชั้นปีที่ศึกษา

-กลุ่มสาขาวิชาที่ศึกษา

-สถานที่เรียน

-ล าดับการเกิด

-สถานภาพทางเศรษฐกิจครอบครัว

-สถานภาพสมรสบิดามารดา

-บุคคลที่นิสิตพักอาศัยด้วย

-การมีกิจกรรมยามว่าง

พฤติกรรมการดื่ม

เครื่องดื่มแอลกอฮอ

 

14

 

 

(แผนภาพ 2)

 

 

 

 

พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 

ปัจจัยด้านจิตวิทยา

 

- ดื่ม

 

ปัจจัยด้านสัมพันธภาพ

 

- ไม่ดื่ม

 

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม

 

 

 

 

 

การด าเนินการวิจัย

1.ประชากร เป็ นนิสิตระดับปริญญาตรี ในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประจ าปี255การศึกษา1

2.กลุ่มตัวอย่าง เป็ นนิสิตระดับปริญญาตรี ในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ425คนจเป็านวน นิสิตชาย181 คน และนิสิตหญิง244 คน ที่มาลงทะเบียนเรี ยนวิชา223จต จิตวิทยาวัยรุ่ น และ321จต จิตวิทยาวัยผู้ใหญ่ เป็ นวิชาเลือกเสรี ในภาคเรียนที่3ปี การศึกษา2551

3.ตัวแปรที่ศึกษา 3.1 กรณีท านายพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนิสิตมหาวิทยาลัย

ตัวแปรอิสระ (ตัวท านาย) ได้แก่ ปัจจัยด้านจิตวิทยา ปัจจัยด้านสัมพันธภาพ ปัจจัยด้าน สิ่งแวดล้อม และปัจจัยด้านชีวสังคมและภูมิหลัง

ปัจจัยด้านจิตวิทยา ประกอบด้วย2ตัวแปรคือความไม่มันคงทางอารมณ์่ และบุคลิกภาพ

แบบพึ่งพา

ปัจจัยด้านสัมพันธภาพ ประกอบด้วย2ตัวแปรคือความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับมารดา และความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตกับบิดามารดา

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย 1 ตัวแปรคือประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มเครื่ องดื่ม

แอลกอฮอล์

ปัจจัยด้านชีวสังคมและภูมิหลัง ประกอบด้10 ตัวยแปรคือเพศ อายุชั้นปีที่ศึกษา กลุ่ม สาขาวิชาที่ศึกษาสถานที่เรียนล าดับการเกิดสถานภาพทางเศรษฐกิจครอบครัวสถานภาพสมรสบิดามารดา บุคคลที่นิสิตพักอาศัยด้วยและการมีกิจกรรมยามว่าง

ตัวแปรตาม(ตัวแปรเกณฑ์) ได้แก่ พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 3.2 กรณีเปรียบเทียบปัจจัยด้านจิตวิทยา ปัจจัยด้านสัมพ ธภ พ และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ของ

นิสิตที่มีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างกัน ตัวแปรอิสระ คือ พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ตัวแปรตาม คือ ปัจจัยด้านจิตวิทยา(2ตัวแปร) ปัจจัยด้านสัมพันธภาพ(2ตัวแปร) และ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (1 ตัวแปร)

4. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม 6 ฉบับดังนี้

15

4.1 แบบสอบถามปัจจัยด้านชีวสังคมและภูมิหลัง ได้แก่เพศ อายุชั้นปีที่ศึกษา กลุ่มสาขาวิชาที่ ศึกษา สถานที่เรียน ล าดับการเกิด สถานภาพทางเศรษฐกิจครอบครัว สถานภาพสมรสบิดามารดา บุคคลที่

นิสิตพักอาศัยอยู่ด้วย และการมีกิจกรรมยามว่าง ลักษณะของแบบสอบถามเป็ นแบบให้เลือกตอบหรื อเติม ข้อความ

4.2 แบบสอบถามความไม่มันคงทางอารมณ์่ เป็นแบบสอบถามของ ธิดา ฐิติพานิชยางกูร (2550) มีลักษณะเป็ นข้อความประกอบมาตรประเมินค่า6 ดับ ตั้งแต่จริงที่สุด ถึงไม่จริงเลย จ านวน20 ข้อ ในการวิจัยนี้ผู้วิจัยนาแบบสอบถามมาหาค่าความเชื่อมันได้เท่ากับ่ 0.846

4.3 แบบสอบถามบุคลิกภาพแบบพึ่งพา เป็ นแบบสอบถามที่น ามาจากแบบสอบถามการพึ่งพา ผู้อื่น ที่สร้างโดย ประณตเล็กสวาสดิ์(2517) ตามแนวคิดของWiggins; and Others (1971)

4.4 แบบสอบถามความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับมารดา เป็นแบบสอบถามของยิงยง่ ยุทธศักดิ์ (2539) มีลักษณะเป็ นข้อความประกอบมาตรประเมินค่า6ดับ ตั้งแต่จริงที่สุด จนถึง ไม่จริงเลย จ านวน 10 ข้อ ซึ่งผู้วิจัยนค่าวามาหาเชื่อมันได้เท่ากับ่ 0.902

4.5 แบบสอบถามความสัมพันธ์ระหว่ง ิสิตกับบิดามารดา เป็นแบบสอบถามของยิ่งยง ยุทธศักดิ์(2539) มีลักษณะเป็ นข้อความประกอบมาตรประเมินค่า6ดับ ตั้งแต่จริงที่สุด จนถึง ไม่จริงเลย

จานวน10 ข้อ ซึ่งผู้วิจัยนามาหาความเชื่อมันได้เท่ากับ่ 0.920

4.6แบบสอบถามประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็ นแบบสอบถามที่ผู้วิจัย

สร้างขึ้นเอง โดยครอบคลุมในเรื่องของการเห็นตัวแบบจากครอบครัว จากเพื่อน จากคนในชุมชนและสังคม การได้รับการสนับสนุนหรือได้รับการยินยอมในการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากบุคคลดังกล่าว การรับส และการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ความชุกชุมของแหล่งค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในชุมชม ความสะดวก ในการหาซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และมาตรการที่ไม่เข้มงวดของกฎหมาย

แบบสอบถามประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์มีลักษณะเป็ นข้อความ ประกอบมาตรประเมินค่า6 ระดับ ตั้งแต่จริงที่สุด จนถึง ไม่จริงเลย เป็ นข้อความที่แสดงถึงประสบการณ์จูง ใจต่อการดื่มทั้งหมดจานวน 20 ข้อ

5. การวิเคราะห์ข้อมูลผ ิจัยนาข้อมูลทั้งหมดมาตรวจและวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติด้วยเครื่อง คอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูป

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย(1) สถิติพื้นฐาน ได้แก่การค านวณความถี่ และค่า ร้อยละ เพื่อแจกแจงลักษณะทัวไปของกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา่ และการค านวณหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ของตัวแปรที่ศึกษา(2) สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานได้แก่การท านายพฤติกรรมการดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยใช้สถิติLogistic Regression Analysis และการเปรียบเทียบคะแนนของปัจจัยด้าน จิตวิทยา ปัจจัยด้านสัมพันธภาพ และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ระหว่างนิสิตที่มีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ต่างกัน โดยใช้t-test

16

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

สมมติฐานที่1ปัจจัยด้านจิตวิทยา ยด้านสัมพันธภาพปัจจั ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม และปัจจัยด้าน ชีวสังคมและภูมิหลัง สามารถร่วมกันท านายพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนิสิตได้

ตาราง 1 ความสามารถในการท านายพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ของนิสิตตัวทานายที่ด้วย ประกอบด้วย ปัจจัยด้านจิตวิทยยด้านสัมพันธภาพั ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม และปัจจัยด้านชีวสังคมและ ภูมิหลัง

ตัวแปรท านาย

B

S.E.

Wald

df

Sig.

Exp (B)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เพศ

1.10

0.24

21.37

1

.00

2.99

 

อายุ

-0.07

0.12

0.28

1

.60

0.94

 

ล าดับการเกิด

 

 

4.33

3

.23

 

 

ลูกคนโต

-0.21

0.36

0.33

1

.57

0.81

 

ลูกคนกลาง

0.51

0.43

1.36

1

.24

1.66

 

ลูกคนเล็ก

0.13

0.36

0.13

1

.72

1.14

 

สถานภาพทางเศรษฐกิจ

 

 

1.66

2

.44

 

 

รายได้มากกว่ารายจ่าย

-0.02

0.73

0.00

1

.98

0.98

 

รายได้พอๆกับรายจ่าย

-0.35

0.71

0.24

1

.62

0.70

 

สถานภาพสมรสบิดามารดา

-0.22

0.34

0.42

1

.52

0.80

 

สถานที่เรียน

0.74

0.25

8.91

1

.00

2.09

 

ลักษณะอารมณ์

0.00

0.01

0.03

1

.87

1.00

 

ลักษณะนิสัย

-0.02

0.01

3.17

1

.08

0.98

 

ความสัมพันธ์ระหว่างบิดา

 

 

 

 

 

 

 

มารดา

0.03

0.02

2.41

1

.12

1.03

 

ความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตกับ

 

 

 

 

 

 

 

บิดามารดา

-0.01

0.02

0.20

1

.66

0.99

 

ประสบการณ์จูงใจต่อการดื่ม

-0.05

0.01

30.04

1

.00

0.95

 

 

 

 

 

 

 

 

 

17

ตาราง 1 (ต่อ)

ตัวแปรท านาย

B

S.E.

Wald

df

Sig.

Exp (B)

 

 

 

 

 

 

 

เพศ

1.09

0.23

22.74

1

.00

2.98

สถานที่เรียน

0.70

0.23

8.90

1

.00

2.01

ประสบการณ์จูงใจต่อ

 

 

 

 

 

 

การดื่ม

-0.05

0.01

31.05

1

.00

0.95

ความถูกต้องในการท านาย71.5%

ความสามารถในการท านาย(Nagelkerke R Square) 27.4%

จากตาราง 1 แสดงให้เห็นว่าตัวแปรที่สามารถท านายการเกิดพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่ม แอลกอฮอล์ได้อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.01ขึ้นไป มี3 ตัวแปรได้แก่ เพศ สถานที่เรี ยนและ ประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มเครื่มแอลกอฮอล์องดื่เมื่อพิจารณาจากค่าOdds Ratio หรื อExp (B) พบว่า นิสิตเพศชายมีโอกาสในการมีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็ 2.98 เท่าของนิสิตเพศหญิง นิสิต ที่เรียนองครักษ์มีโอกาสในการมีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็ยู่ 2.01 เท่าของนิสิตที่เรียู่ ประสานมิตร นิสิตที่มีประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ลดลง1หน่วย มีโอกาสที่จะมี พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์0.95เป็ท่าน ของโอกาสในการดื่มครั้งก่อน

นอกจากนี้ ตัวแปรเพศ สถานที่เรี ยนและประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ มี ความสามารถในการท านายพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ของนิสิตได้ร้อยละ27.4และมีความ ถูกต้องในการท านายร้อยละ71.5

สมมติฐานที่2นิสิตที่มีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างกัน มีคะแนนปัจจัยด้านจิตวิ ปัจจัยด้านสัมพันธภาพ และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ต่างกัน

ตาราง 2 แสดงการเปรี ยบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนปัจจัยด้านจิตวิทยา ระหว่างนิสิตที่ไม่ดื่ม และดื เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ปัจจัยด้านจิตวิทยา

ไม่ดื่ม(n=253)

ดื่ม(n=172)

t

p

 

 

 

 

 

(2-tailed)

 

Mean

SD.

Mean

SD.

 

 

 

 

 

 

 

 

ความไม่มันคงทางอารมณ์่

4.09

0.52

4.04

0.56

0.95

.34

บุคลิกภาพแบบพึ่งพา

3.87

0.56

3.74

0.61

2.32*

.02

* มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.05

 

 

 

 

 

 

18

จากตาราง 2 แสดงให้เห็นว่า นิสิตที่ไม่ดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ มีปัจจัยด้านจิตวิทยาในตัวแปร บุคลิกภาพแบบพึ่งพาแตกต่างกับนิสิตที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.05และ เมื่อพิจารณาจากค่าเฉลี่ยเห็นได้ว่า นิสิตที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีบุคลิกภาพแบบพึ่งพามากกว่านิสิตที่ไม่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส าหรับปัจจัยด้านจิตวิทยาใ แ ความไม่มันคงทางอารมณ์่ พบว่าทั้งสองกลุ่ม ไม่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์เปรี ยบเทียบจ าแนกเป็ นกลุ่มย่อยตามลักษณะทางชีวสังคมและ ภูมิหลังพบว่า ในกลุ่มนิสิตเพศชาย ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีวา ไ นั างอารมณ์มากกว่าผู้ที่ไม ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีนัยสทางถิติที่ระดับาคัญ.05

ตาราง 3 แสดงการเปรี ยบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนปัจจัยด้านสัมพันธภาพ ระหว่างนิสิตที่ไม่ดื่ม และดื เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ปัจจัยด้านสัมพันธภาพ

ไม่ดื่ม(n=253)

ดื่ม(n=172)

t

p

 

 

 

 

 

(2-tailed)

 

Mean

SD.

Mean

SD.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับมารดา

4.58

0.96

4.61

1.00

-0.36

.72

ความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตกับ

 

 

 

 

 

 

บิดามารดา

4.89

0.94

4.69

0.94

2.16*

.03

* มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.05

 

 

 

 

 

 

จากตาราง 3 แสดงให้เห็นว่า นิสิตที่ไม่ดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์มีปัจจัยด้านสัมพันธภาพเกี่ ความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตกับบิดามารดาแตกต่างกับนิสิตที่ดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างมีนัยส าคัญ สถิติที่ระดับ.05และเมื่อพิจารณาจากค่าเฉลี่ยเห็นได้ว่า นิสิตที่ไม่ดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์มีความสั ระหว่างตัวนิสิตกับบิดามารดาดีกว่านิสิตที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์าหรับปัจจัยด้านสัมพันธภาพเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับมารดา พบว่า ทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์เปรี ยบเทียบจ าแนกเป็ นกลุ่มย่อยตามลักษณะทางชีวสังคมและ ภูมิหลัง พบว่า ในกลุ่มนิสิตที่เป็ นลูกคนโต ผู้ที่ดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์มีความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับ มารดาดีกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีนัยส.05 าคัญที่ระดับ

19

ตาราง 4 แสดงการเปรี ยบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ระหว่างนิสิตที่ไม่ดื่มและดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม

ไม่ดื่ม(n=253)

ดื่ม(n=172)

t

p

 

 

 

 

 

(2-tailed)

 

Mean

SD.

Mean

SD.

 

 

 

 

 

 

 

 

ประสบการณ์จูงใจต่อการดื่ม

3.95

0.65

3.46

0.67

7.57*** .001

*** มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.001

 

 

 

 

 

 

จากตาราง 4 แสดงให้เห็นว่า นิสิตที่ไม่ดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์มีประสบการณ์จูงใจต่อการด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แตกต่างกับนิสิตที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.001และ เมื่อพิจาณาจากค่าเฉลี่ยจะเห็นได้ว่า นิสิตที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มเครื่ องดื่ม แอลกอฮอล์มากกว่านิสิตที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ผลการวิจัยและอภิปรายผลการวิจัย

1. ตัวแปรที่สามารถท านายการเกิดพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างมีนัยส าคัญท สถิติที่ระดับ.01ขึ้นไปมี3 ตัวแปร ได้แก่ เพศ สถานที่เรี ยน และประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มเครื่ องดื่ม แอลกอฮอล์ โดยพบว่า

1.1 นิสิตเพศชายมีโอกาสในการมีพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าเพศหญิง

2.98 เท่า

1.2 นิสิตที่เรียนอยู่ที่องครักษ์มีโอกาสในการมีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากก เรียนอยู่ที่ประสานมิตร2.01เท่า

1.3 นิสิตที่มีประสบการณ์ที่ดีเพิมขึ่้น (หรือประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มน้อยลง) จะมีโอกาสใน การที่จะมีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็0.95ของโอกาสในการดื่มครัน้งก่อน

1.4 ตัวแปรเพศ สถานที่เรียน และประสบการณ์จูงใจต่อการดื่ม มีความสามารถในการท านาย พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ร้อย27.4ละมีความถูกต้องในการท านายร้อยละ71.5

2.การเปรียบเทียบปัจจัยด้านจิตวิทยาระหว่างกลุ่มนิสิตที่มีพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอ ต่างกัน พบว่านิสิตที่ไม่ดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์มีบุคลิกภาพแบบพึ่งพาแตกต่างกับนิสิตที่ดื่ แอลกอฮอล์อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.05โดยนิสิตที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีบุคลิกภาพแบบพึ่งพา มากกว่านิสิตที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่สาหรับตัวแปรความไม่มันคงทางอารมณ์่ พบว่าทั้งสองกลุ่ม ไม่แตกต่างกัน

3.การเปรี ยบเทียบปัจจัยด้านสัมพันธภาพระหว่างกลุ่มนิสิ ตที่มีพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่ม แอลกอฮอล์ต่างกัน พบว่านิสิตที่ไม่ดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์มีความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตกับบิด

20

แตกต่างกับนิสิตที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.05โดยนิสิตที่ไม่ดื่มเครื่ องดื่ม แอลกอฮอล์มีความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตกับบิดามารดาดีกว่านิสิตที่ดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ส าหรับตั แปรความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดา พบว่าทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน

4. การเปรียบเทียบตัวแปรในปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างกลุ่มนิสิตที่มีพฤติกรรมการดื่ม เครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ต่างกัน พบว่า นิสิตทีมเครื่ไม่ดื่องดื่มแอลกอฮอล์มีประสบการณ์จูงใจต่อการดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แตกต่างกับนิสิตที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.001โดย

นิสิตที่ดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์มีประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่านิสิต เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในการอภิปรายผล ผู้วิจัยจะได้อภิปรายผลตามจุดมุ่งหมายและสมมติฐานี 1. การท านายพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากปัจจัยด้านจิตวิทยา ปัจจัยด้านสัมพันธภา

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม และปัจจัยด้านชีวสังคมและภูมิหลัง พบว่า ตัวแปรที่สามารถทานายการเกิดพฤติกรรม การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.01ขึ้นไปม 3 ตัวแปร ได้แก่ เพศ สถานที่ เรียน และประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยพบว่า เพศชายมีโอกาสในการมีพฤติกรรม

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าเพศหญิง2.98เท่า นิสิตที่เรียนอยู่ที่องครักษ์มีโอกาสในการมีพฤติกรรม การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าที่เรียนอยู่ที่ประส2.01่านมิตรและ สิตที่มีประสบการณ์ที่ดีเพิมขึ่้น (หรือประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มน้อยลง) จะมีโอกาสในการที่จะมีพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ เป็ น0.95 เท่าของโอกาสในการดื่มครั้งก่อน

ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ตัวแปรเพศ สถานที่เรี ยน และประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มเครื่ องดื่ แอลกอฮอล์เป็นตัวแปรที่มีความสาคัญต่อพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งผลที่ได้เช่นนี้มีความ สอดคล้องกับงานวิจัยหลายเล่ม ดังจะได้น าเสนอพอเป็ นตัวอย่าง ในส่วนของตัวแปรเพศ มีงานวิจัยของ จิราภรณ์เทพหนู(2540) ประกิจ โพธิอาศน์(2541) ลักขณา เติมศิริกุลชัย และคนอื่นๆ(2542) และพินทุอร วิรุฬตั้งตระกูล (2550) ที่ศึกษาพบว่า เพศเป็ นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการดื่มเครื่ฮอล์องดื่มแอลกอเป็ นน่าสังเกต ว่าอัตราส่วนการดื่มระหว่างเพศเปลี่ยนไปอย่างมากจากงานวิจัยที่ผ่านมา งานวิจัยของ จิราภรณ์ เทพหน (2540) พบว่าเพศชายมีความเสี่ยงที่จะดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์เป็13.03เท่าของเพศหญิงน ในขณะที่ งานวิจัยครั้งนี้พบว่า นิสิตชายมีโอกาสในการมีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าเพศหญิง2.98 เท่า ซึ่งอาจเป็นเพราะจานวนผู้หญิงที่มีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีมากขึ้น สิ่งที่สนับสนุน

ข้อสรุปนี้คือ ข้อมูลจากการสารวจที่พบว่ากลุ่มวัยรุ่นหญิงอายุ15 – 19 ปี เป็ นกลุ่มที่น่าสนใจมากที่สุด โดย การดื่มในปี พ.ศ. 2546 เพิ่มจากปีพ.ศ. 2541 ถึง5 เท่าตัว ในจานวนนี้ร้อยละ 8 ถือว่าดื่มจัด คือ ดื่มทุกวัน หรือดื่มอาทิตย์ละ3– 4 ครั้ง (ผู้จัดการออนไลน์.20 พฤศจิกายน2547) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า จ านวนผู้ดื่มวัยรุ่ น หญิงเพิ่มจานวนเข้าใกล้กับจานวนวัยรุ่นชายมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง การที่นิสิต มหาวิทยาลัยทั้งเพศหญิงและชาย (โดยเฉพาะผู้ชาย) มีพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์จ านวนมาก น่าจะมีปัจจัยหลายประการเข้ามาเกี่ยวข้อง ประการที่สคือ บุาคัญลวัยนี้ยังคาบเกี่ยวระหว่างความเป็น

21

วัยรุ่นกับผู้ใหญตอนต้น อิทธิพลของกลุ่มเพื่อนจึงมีมาก มักมีกิจกรรมต่างๆ กับกลุ่มเพื่อน บ่อยครั้งที่เป็น กิจกรรมสังสรรค์ ซึ่งมักจะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาเป็ นส่วนหนึ่งของความสนุกสนาน อีกประการหน คือ ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องของเด็กวัยรุ่น ที่เห็นการดื่มสุราแสดงถึงการมีสถานภาพแบบผู้ใหญ่ โดยเฉพาะ เพศชายที่เห็นว่าการดื่มสุราแสดงถึงความเป็ นผู้ชาย ได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ ด้วยกันและจากเพศตร ข้าม ในส่วนของที่ตั้งมหาวิทยาลัยนั้น ยังไม่พบงานวิจัยที่สนับสนุนโดยตรง แต่ในงานวิจัยนี้พบว่า นิสิตที่ อยู่องครักษ์มีโอกาสในการมีพฤติกรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าที่ประสานมิตรรม2.01เท่า ที่เป็ น เช่นนี้อาจเป็นเพราะนิสิตที่เรียนอยู่ที่องครักษ์เกือบทั้งหมดพักอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย จะกลับบ้าน เฉพาะในวันหยุด การอยู่ในหอพักท าให้การรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ มีมากและการท ากิจกรรมต่างๆ ร่ วมกัน มากขึ้น ประกอบกับการอยู่ห่างไกลจากบิดามารดาและครอบครัว ทาให้การรวมกลุ่มกับเพื่อนเป็นไปอย่าง เหนียวแน่น และที่ส าคัญคือขาดคนคอยว่ากล่าวตักเตือน ซึ่งตรงข้ามกับนิสิตที่เรียนอยู่ที่ประสานมิตร ส่ว ใหญ่พักอยู่ตามบ้าน นิสิตมักต้องรีบกลับบ้านหลังเลิกเรียนและอยู่ใกล้ชิดกับผู้ปกครองมากกว่า ส าหรับตัว

แปรสุดท้ายที่สามารถท านายพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนิสิตมหาวิทยาลัย คือ ประสบการ จูงใจต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งประกอบด้วย การมีตัวแบบทั้งจากครอบครัว กลุ่มเพื่อน ชุมชน ทัวไป่ สื่อและการโฆษณา แหล่งค้าของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมาตรการด้านกฎหมาย ในประเด็นของตัว แปรด้านสิ่งแวดล้อมนี้มีงานวิจัยจานวนมากที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดังเช่น งานวิจัยของประกิจ โพธิอาศน์(2541) ศึกษาพบว่า ปัจจัยเอื้อ คือ การเข้าถึงแหล่งซื้อขาย ปัจจัยเสริม คือ

พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเพื่อนสนิท และการรับอิทธิพลจากสื่อโฆษณา มีความสัมพัน กับพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ โดยพบว่า ตัวแปรที่สามารถท า พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ดีที่สุดคือ พฤติกรรมการดื่มเครื่งดื่มแอลกอฮอล์ของเพื่อนสนิท ในขณะที่การรับอิทธิพลจากสื่อโฆษณาเป็ นตัวแปรที่ท านายได้รองลงมา งานวิจัยของ ลักขณา เติมศิริ กุล และคนอื่นๆ(2542) ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ในเยาวชนไทย พบว่าปัจจัยท อิทธิพลต่อพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุดคือ การดื่มของเพื่อน รองลงมาคือ การได้รับสื่อ และอิทธิพลจากโฆษณา เพศ ประเภทสถานศึกษา ความสัมพันธ์ในครอบครัว ค่านิยมต่อการไม่ดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์และการดื่มของพี่น้อง เรียงตามลาดับ งานวิจัยทั้งหลายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า อิทธิพลจากกลุ่ม เพื่อน สื่อและการโฆษณา เป็นตัวแปรในด้านสิ่งแวดล้อมที่สาคัญมากต่อพฤติกรรมการดื่มของเยาวชน

2. การเปรียบเทียบปัจจัยด้านจิตวิทยา ปัจจัยด้านสัมพันธภาพ และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ระหว่าง นิสิตที่มีพฤติกรรมการดื่มต่างกัน ผลการวิจัยพบว่า

2.1 นิสิตที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีบุคลิกภาพแบบพึ่งพามากกว่านิสิตที่ไม่ดื่มเครื่ องดื แอลกอฮอล์แต่สาหรับตัวแปรความไม่มันคงทางอารมณ์่ พบว่าทั้งสองกลุ่มมีไม่ต่างกัน

ผลการวิจัยที่พบว่านิสิตที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีบุคลิกภาพแบบพึ่งพามากกว่านิส ดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ มีความสอดคล้องกับทฤษฎีทางจิตวิทยา ที่น าเสนอโดยWilliam McCord and

John McCord (Thio. 1978) ที่เสนอว่า บุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบพึ่งพา(Dependent Personality) มีโอกาส

22

มากที่สุดที่จะติดสุราเมื่อโตขึ้น ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะบุคลิกภาพแบบพึ่งพาเป็นลักษณะของผู้ที่ไม่มีวุฒิ ภาวะ คล้อยตามง่าย แสวงหาการช่วยเหลือ ต้องการความสนใจ เป็นต้น ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้เป็น

คุณลักษณะของความไม่เข้มแข็งในตนเอง เมื่อเข้าไปอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ดื่มสุรา จึงคล้อยตามได้ง่าย เ ขาดความเข้มแข็ง ไม่เป็ นผู้ใหญ่ และต้องการการยอมรับจากเพื่อน แต่การที่นิสิตที่มีพฤติรรมไม่ดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีความไม่มันคงทางอารมณ์ไม่ต่างไปจากนิสิตที่มีพฤติกรรมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์่ อาจเป็นเพราะนิสิตบางส่วนยังอยู่ในวัยรุ่น และบางส่วนเพิ่งผ่านพ้นวัยรุ่นมาไม่นานนัก ซึ่งธรรมชาติทาง

อารมณ์ของวัยรุ่นจะมีลักษณะของความไม่มันคงทางอารมณ์อยู่แล้ว่ อารมณ์ที่รุนแรงของวัยรุ่นมักไม่ถูกเก็บ ซ่อนไว้ แต่จะแสดงออกมาในรูปของพฤติกรรมบางอย่างGesellดังที่and Others (1956) อธิบายว่า ช่วง อารมณ์รุ นแรงในวัยรุ่ นเป็ นช่วงของการไม่มีดุลยภาพ(Disequilibrium) เป็ นช่วงเวลาที่บุคคลต้องพบกับ ความไม่มันคง่ ความเครียด ตัดสินใจไม่ได้และมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหา เป็นช่วงที่พฤติกรรมของบุคคล

ก่อให้เกิดปัญหากับคนอื่นๆ มากกว่าปกติ เป็ นเวลาที่มีความสุขน้อยกว่าและปรับตัวได้ดีน้อยกว่าปกต เหตุผลดังกล่าวนี้ความไม่มันคงทางอารมณ์และการมีอารมณ์รุ่ นแรงในวัยรุ่ นจึงเป็ นลักษณะประจ าของ บุคคลวัยนี้ซึ่งนิสิตที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ดื่มก็น่าจะมีสภาพเช่นนี้ไม่ต่างกัน ผลจึงปรากฏว่า นิสิตที่ไม่ดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์มีพฤติกรรมไม่ต่างกับนิสิตที่ดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ อย ผลการวิจัยนีขัดแย้งกับความคิดเห็นของSteinberg ที่ว่าบุคคลที่ฉุนเฉียวหุนหันพลันแล่น มักใช้ยาเสพติด และสุรามากกว่าเพื่อนๆ(Steinberg. 1996)

2.2 นิสิตที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีสัมพันธภาพระหว่างนิสิตกับบิดามารดาดีกว่านิส เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ส าหรับตัวแป ค มสัมพันธ์ระหว่างบิดากับมารดา พบว่าทั้งสองกลุ่มมีไม่ต่างกัน

ผลการวิจัยที่พบว่า นิสิตที่ไม่ดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์มีสัมพันธภาพระหว่างนิสิตก มารดาดีกว่านิสิตที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่สัมพันธภาพระหว่างบิดากับมารดาของนิสิตทั้งสองกลุ่มนี้ไม่ แตกต่างกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าเมื่อพิจารณาจากค่าเฉลี่ยพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับมารดาอยู่ใน ระดับค่อนข้างดีทั้งสองกลุ่ม (ค่าเฉลี่ยเกิน4.5 จาก 6 ทั้งสองกลุ่ม) ซึ่ งมีความสมเหตุสมผลตรงที่ว่าบิดา มารดาของทั้งสองกลุ่มต่างก็มีชีวิตคู่มายาวนานเกือบ 20 ปีน่าจะมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดี เพราะถ้า

ความสัมพันธ์ไม่ดีหรื อมีปัญหามาก ก็คงไม่สามารถประคับประคองกันมาได้นานจนบุตรเรี ยนในระดับ มหาวิทยาลัย แต่แม้กระนั้นความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาเหล่านี้กับนิสิตกลับแตกต่างกันตามการมี พฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ล่าวคือก ในกลุ่มที่ไม่ดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์รับรู้ว่าตน ความสัมพันธ์กับบิดามารดาดีกว่าในกลุ่มที่ดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีความเป็ นไปได้ว่านิสิ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์น่าจะเป็นผู้ที่มีความประพฤติด้านอื่นๆ ดีด้วย เช่น ตั้งใจเรียนหนังสือ เชื่อฟังผู้ใหญ่ ใช้ เวลาว่างให้เป็ นประโยชน์ เป็ นต้นจึงทาให้บิดามารดาสบายใจ มีความสุข และปฏิบัติต่อบุตรอย่างดีเป็ นการ ตอบแทน ซึ่งจะย้อนกลับไปทาให้นิสิตมีพฤติกรรมที่น่าปรารถนามากยิงขึ่้น ในทานองตรงกันข้าม นิสิตที่มี พฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์น่าจะสร้างความไม่สบายใจให้กับบิดามารดา และอาจเกิดความ

23

ขัดแย้งกันได้ระหว่างบิดามารดากับบุตร ผลที่ได้จึงปรากฏว่า นิ สิ ตที่ไม่ดื่มเครื่ องดื่มแอลกอ สัมพันธภาพกับบิดามารดาดีกว่านิสิตที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.05

2.3 นิสิตที่ดื่มเครื่มแอลกอฮอล์มีประสบการณ์จูงใจต่อการดื่มเครื่งดื่ องดื่มแอลกอฮอล์ มากกว่านิสิตที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.001ใน นวจยน้ป สบการณ์ จูงใจต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประกอบด้วยตัวแบบจากในครอบครัว เพื่อน และในชุมชน การได้รับ การสนับสนุนหรือได้รับความยินยอมในการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากบุคคลดังกล่าว การรับสื่อและก โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ความชุกชุมของแหล่งค้าขายและความสะดวกในการหาซื้อเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ และมาตรการไม่เข้มงวดของกฎหมาย ผลการวิจัยที่ได้สอดคล้องกับแนวคิดและผลการ

มากมาย เช่น สอดคล้องกับแนวคิดของSteinberg ที่กล่าวว่าวัยรุ่ นที่ใช้ยาเสพติด(ซึ่งรวมถึงสุราด้วย) มัก อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่ทาให้การใช้ยาเสพติดง่ายขึ้น ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่สาคัญก็คือ การหา ยาเสพติดได้โดยง่าย บรรทัดฐานของชุมชนเกี่ยวกับการใช้ยาเสพติด ความรุนแรงของการใช้กฎหมายยาเสพ ติด และการน าเสนอการใช้ยาเสพติดทางสื่อมวลชน(Steinberg. 1996) ส าหรับงานวิจัยที่สอดคล้องกับ

ผลการวิจัย เช่น งานวิจัยของ ประกิจ โพธิอาศน์(2541) พบว่า ลักษณะที่อยู่อาศัย การเข้าถึงแหล่งค้าขาย พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเพื่อนสนิท และการรับอิทธิพลจากสื่อโฆษณา มีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ งานวิจัยของ กมลทิพย์ วิจิตรสุน (2542) พบว่า การคล้อยตามกลุ่มเพื่อนสามารถท านายการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ร้อยละ34เช่นเดียวกับ งานวิจัยของ สายใจ ชื่นค(2542)า ที่พบว่าอิทธิพลของเพื่อนสนิทมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งานวิจัยของลักขณา เติมศิริกุลชัย (2542)และคนอื่นๆพบวา ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์รดื่มขคืองเพื่อนกา การได้รับสื่อและอิทธิพลจาก

โฆษณา และการดื่มของพี่น้อง เป็ นต้น การที่งานวิจัยพบว่านิสิตที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีประสบก ใจต่อการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์เป็ นเพราะตามทฤษฎีของแบนดูรา(Bandura) บุคคลมักเรี ยนรู้การมี พฤติกรรมต่างๆ จากตัวแบบโดยเฉพาะตัวแบบที่มีความส าคัญและเป็ นที่นิยม เช่น บุคคลในครอบครัว เพื่อน และดารา ดังนั้น การเห็นบุคคลในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทดื่มหรือสนับสนุนให้ดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์รวมทั้งสื่อโฆษณาที่ใช้ดารายอดนิยมหรือใช้ตัวแบบที่แสดงถึงความสุขอย่างมากในการดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงจูงใจให้เยาวชนมีพฤติกรรมท าตามและทดลองดื่มจนอาจมีนิสัยชอบดื่มเครื่ องดื่ แอลกอฮอล์นอกจากที่กล่าวมาแล้ว การเข้าถึงแหล่งซื้อขายอย่างง่ายดาย และความไม่เข้มงวดของกฎหมาย ยิงไปเสริมให้พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แพร่หลายมากขึ่้น การมีประสบการณ์จูงใจต่อการดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงท าให้มีความเสี่ยงสูงที่เด็กและเยาวชนจะกลายเป็ นผู้มีพฤติกรรมการดื่มเครื แอลกอฮอล์ จนอาจกลายเป็ นผู้ติดสุราในวัยผู้ใหญ่ก็เป็ นได้

24

ข้อเสนอแนะ

1.ข้อเสนอแนะในการน าผลวิจัยไปใช้ 1.1 จากการวิจัยพบว่าปัจจัยที่สามารถท านายพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปัจจัยคือ

ด้านชีวสังคมและภูมิหลัง ซึ่งได้แก่เพศ และสถานที่เรียน กับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม คือประสบการณ์จูงใจ ต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเพศชายมีโอกาสในการมีพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล มากกว่าเพศหญิงประมาณ3 เท่า ดังนั้น บิดามารดาควรให้การดูแลเอาใจใส่กลุ่มบุตรชายมากเป็นพิเศษใน ด้านการบริ โภคเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายของการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ ค าแนะน าเกี่ยวกับการคบเพื่อน การบริ โภคสื่อ บิดามารดาและคนในครอบครัวต้องไม่ทางที่ไม่ดีาตัวอย่ เกี่ยวกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้บุตรหลาน ็น รวมทั้งไม่สนับสนุนหรือยินยอมให้ท าด้วย และใน

ส่วนของสถานที่เรีพบว่ายนนิ สิ ตที่เรี ยนอยู่ที่องครักษ์มีโอกาสในการมีพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื แอลกอฮอล์มากกว่าที่ประสานมิตรประมาณ2เ ่า ดังนั้น ผู้บริหารมหาวิทยาลัยจะต้องตระหนักในเรื่องนี้ และหามาตรการป้ องกันพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันบิดามารดาก็ จะต้องคอยหมันไปเยี่ยมเยียนบุตร่ รวมทั้งการกวดขันจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองในเรื่องการจาหน่ายเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ให้เป็ นไปตามกฎหมายด้วย

1.2 จากการวิจัยพบว่านิสิตที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีบุคลิกภาพแบบพึ่งพามากกว่านิสิตที ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดังนั้น ในการอบรมเลี้ยงดูของบิดามารดาต้องเป็นไปอย่างเหมาะสม การปกป้อง บุตรมากเกินไปจะท าให้ไม่รู้จักท าอะไรด้วยตนเอง ต้องคอยพึ่งพาผูนหรื ก รเลี้ยงดูที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยอื่ บางครั้งแสดงความรักใคร่แต่บางครั้งก็ไม่ยอมรับบุตร ประสบการณ์ที่เป็นความขัดแย้งกันเช่นนี้จะยิงไป่ เพิมความต้องการความรักหรือต้องการการพึ่งพามากขึ่้น

1.3 จากการวิจัยพบว่าสัมพันธภาพระหว่างนิสิตกับบิดามารดา มีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรม การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดังนั้น บิดามารดาควรจะต้องระมัดระวังให้ความสัมพันธ์กับบุตรวัยรุ่นเป็นไป ด้วยดีโดยการแสดงความเอาใจใส่ เข้าใจ เป็ นมิตร จะท าให้บรรยากาศของบ้านอบอุ่นน่าอยู่ ซึ่งจะเป็ นปัจจัย ป้ องกันที่ดีให้กับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

2.ข้อเสนอแนะส าหรับการวิจค้ังต่อไปย 2.1 ควรมีการศึกษาพฤติกรรมการดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ของนิสิตมหาวิทยาลัยให้มากแห่ง

กว่านี้และควรศึกษาพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนิสิตในมหาวิทยาลัยเอกชนด้วย 2.2 ควรมีการวิจัยเชิงทดลองเพื่อหาวิธีลดพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

25

บรรณานุกรม

กฤษณพงษ์ นกชัยภูมิ.(2549). พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียนอาชีวศึกษาในอ าเภอ แก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิมหาวิทยาลัยสารคาม. วิทยานิพนธ์. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

ชัยยุทธ ดาผา.(2534). ปัจจัยการขัดเกลาทางสังคมของพ่อแม่ที่กระทบต่อพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของ

วัยร่นุ : กรณีศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กรมสามัญศึกษาที่อย่ในเขตเทศบาลเมืองู จังหวัดสกลนคร.วิทยานิพนธ์สังคมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสังคมศาสตร์.กรุ งเทพฯ: บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ประกิจ โพธิอาศน์.(2541). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของวัยร่นุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต(สุขศึกษา). กรุ งเทพฯ: บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล.ถ่ายเอกสาร.

พินทุอร วิรุฬตั้งตระกูล. (2550). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจบริโภคเครื่องที่มีแอลกอฮอล์ข นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่ศึกษาในมหาวิทยาลัย เขตกรุงเทพมหานคร. ปริ ญญานิพนธ์ เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเศรษฐศาสตร์การจัดการ.ุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ.

ลักขณา เติมศิริกุลชัย และคนอื่นๆ. (2542. ตุลาคม-ธันวาคม). การศึกษาพฤติกรรมและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเยาวชนไทย.สารนโยบายและแผนสาธารณสุข, 2(4) : 54.

สมพร สิ ทธิสงคราม.(2549). ปัจจัยการท านายพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วัุ.ขอ

วิทยานิพนธ์. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

สายใจ ชื่นค. (2542)า . พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของวัยร่นในสังคมไทยุ. วิทยานิพนธ์.

มหาวิทยาลัยรามค าแหง.

Steinberg, L. (1996). Adolescence. New York : McGraw-Hill.

Thio, A. (1978). Deviant behavior. Boston : Houghton Mifflin Company.

Wiggins, J.S.; and Others. (1971). The psychology of personality. Addison – Wesley Publishing Company, Inc.