Share PDF

Search documents:
  Report this document  
    Download as PDF   
      Share on Facebook

รหัสโครงการวิจัย.1มจ-554-055.2

งานวิจัยเสร็จสิ้นสมบูรณ์

20 มกราคม 2556

กิตติกรรมประกาศ

คณะผู้วิจัยขอขอบคุณส้านักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตรยแมหาวิทยาลั่โจ้และ สภาวิจัยแห่งชาติที่ให้การสนับสนุนในการจัดสรรงบประมาณวิจัยประจ้าปี255 5 จ้านวนเงิน 200,000 บาท ส้าหรับงานวิจัยในครั้งนี้และขอขอบคุณคณาจารย์ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ คณะ

ที่ได้

 

ก

 

สารบัญเรื่อง

 

หน้า

สารบัญตาราง

ข

สารบัญภาพ

ค

บทคัดย่อ

1

ข

สารบัญตาราง

หน้า ตารางที่1 ประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของปลาหมอที่เลี้ยงด้วยความหนาแน่นที่แตกต่างกัน15 ตารางที่2 ประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของปลาดุกบิ๊กอุยในการเลี้ยงรอบที่1 15

ค

สารบัญภาพ

 

 

หน้า

ภาพที่1

ปลาหมอที่เลี้ยงด้วยความหนาแน่นที่แตกต่างกัน(20, 30 และ 40 ตัว/ตร.ม.)

16

ภาพที่2

การเก็บข้อมูลปลาหมอ

26

การเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยในกระชังร่วมกับปลาหมอเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

และความปลอดภัยด้านอาหาร

Hybrid catfish and Climbing perch culture in an integrated cage-cum-pond system: economic performance and food safety

เทพรัตน์ อึ้งเศรษฐพันธ์ทิพสุคนธ์ พิมพ์พิมลและ ประจวบ ฉายบุ

อัตราการรอด

อัตราการเจริญเติบโตต

คําสําคัญ: ความหนาแน่น; การเจริญเติบโต; ปลาหมอ (Anabas testudineus)

2

ABSTRACT

An experiment was conducted over a period of 240 days to adapt integrated hybrid catfish and climbing perch cage culture systems, to determine appropriate stocking density of climbing perch in cages and to evaluate growth and economic performance of this integrated system.

3

ค าน า

ปลาหมอ (Anabas testudineus) เป็นปลาน้ําจืดพื้นบ้านไทยที่ประชนทุกระดับชนชั้นา ของสังคมไทยนิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลายเพราะสามารถประกอบอาหารได้หลากหลาย อย่างไรก็ ตาม ผลผลิตส่วนใหญ่ได้จากแหล่งน้ําธรรมชาติ ในด้านการเพาะเลี้ยงโดยทั่วไปเกษตรกรนิยมปล่อย ลูกปลาหมอขนาด2-3 เซนติเมตร ในอัตรา30-50 ตัวต่อตารางเมตร หรือประมาณ50,000 –

โดยการ

เพื่อเพิ่มอัตรารอ

จะทําให้เกษตรกร

ทั้งยังเป็น

ตาม

4

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1.เพื่อศึกษาความหนาแน่นที่เหมาะสมในการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยในกระชังร่วมกับปลาหมอ

2.เพื่อศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนของการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยร่วมกับปลาหมอ

3.เพื่อศึกษาคุณภาพน้ําจากระบบการเลี้ยงเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

5

การตรวจเอกสาร

ปลาหมอไทย

ปลาหมอเป็นปลาที่มีความสําคัญทางด้านเศรษฐกิจเป็นที่นิยมบริโภคอย่างกว้างขวาง พบ โดยทั่วไปแถบอินโดจีนใต้ ไทย มาเลเซีย พม่า ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ปากีสถานตะวันตก ออสเตรเลีย รวมทั้งยุโรปและอเมริกา สําหรับประเทศไทย พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ มีชื่อเรียก

โดยธรรมชาติปลาหมอ

ทรหดอดทนสู

ที่มีความเค็มได้ถึง

สามารถปรั

เมื่ออยู่บน

ปลาหมอสามารถแพร่พันธุ์ได้ในบ่

รังไข่และถุงน้ําเชื้อข

หากได้รับ

เช่น ตลาด

6

อาหารและนิสัยการกินอาหาร

ปลาหมอไทยเป็นปลากินเนื้อ(carnivorous fish) จึงเป็นปลาผู้ล่า(predator) สัตว์น้ําที่มี ขนาดเล็กกว่า มีพฤติกรรมกินอาหารที่ผิวน้ําและกลางน้ําทั้งยังสาม รถกินเมล็ดข้าวธัญพืชปลวก ตัวอ่อนแมลงน้ําตั๊กแตนกุ้งฝอยหรือลูกปลาเล็กปลาน้อยที่มีชีวิตหรือตายแล้วเป็นอาหารหลังจากลูก ปลาฟักออกจากไข่เป็นตัวระยะ 3 วันแรกจะใช้ถุงอาหาร(yolk sac) เป็นอาหารแล้วจะเริ่มกิน อาหารมีชีวิตขนาดเล็กๆ(zooplankton feeder) พวก protozoa, rotifer, copepod, ostracod,

การเลี้ยงปลาหมอเชิงพาณิชย์จะปล่อยลูกปลาอัตราประมาณ40,000 ตัว ควรอนุบาล ลูกปลาในคอกที่ทําด้วยมุ้งเขียวก่อนแล้ว ย้ายลงเลี้ยงในบ่อดิน ให้อาหารอย่างสม่ําเสมอ พร้อ ติดตั้งระบบการเพิ่มออกซิเจนแบบทําน้ําพุหรือแบบสปริงเกอร์ก็ได้ การให้อาหารลูกปลาอย่างทั ในช่วงอนุบาลนั้จะมีผลช่วยลดการแตกไซด์ของปลาได้ ดังนั้นอาจมีการผสมอาหารและปั้นใส่ยอไว้ (ประมาณ 20 ยอ) เพื่อให้ปลามาตอดกินอาหารทั่วถึงทั้งบ่อ ซึ่งสามารถแก้ปัญหาการแตกไซด์พร้อ กับการหว่านอาหารด้วย(สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ําชายฝั่ง, 2554; ศราวุธ และคณะ, 2547 ;

ไชย, 2547; สมเจตน์, 2549)

7

การอนุบาลลูกปลาหมอ

การอนุบาลลูกปลาหมอเป็นขั้นตอนที่สําคัญยิ่งเพื่อให้ได้ลูกปลาที่สมบูรณ์แข็งแรง แ อัตรารอดตายสูง การจัดการอาหารสําหรับลูกปลาวัยอ่อน ป้องกันศัตรูและโรคพยาธิปลาให้สอดคล้อ กับพัฒนาการของลูกปลา จึงเป็นหัวใจที่นักเพาะพันธุ์ปลาต้องตระหนักและหมั่นเอาใจใส่ควบคุมดูแล ใกล้ชิดเป็นอย่างยิ่ง เตรียมบ่ออนุบาล จัดทําน้ําเขียวและอาหารธรรมชาติ โดยสูบน้ําเข้าบ่อแล น้ําด้วยมุ้งเขียวตาถี่50ระดับน้ําเซนติเมตร หว่านปุ๋ยอินทรีย์100อัตรากิโลกรัม/ไร่ และใช่ปลาป่น

ช่วงเช้าตรู่จําเป็นต้อ

ควรอนุบาลในบ่อดิน

และใส่ผักบุ้งหรือพันธุ์ไม้น

ปลาดุกเล็ก โดยให้ในอัตรา3-5% ของน้ําหนักตัว วันละ3-4 มื้อ หลังจากเลี้ยงได้2 เดือนก็ เปลี่ยนเป็นอาหารเม็ดปลาดุกใหญ่ โดยการให้อาหารต้องหว่านให้รอบบ่อ ระยะเวลา การเลี้ยงขึ้นอยู กับขนาดปลาที่ตลาดต้องการสภาพสิ่งแวดล้อมภายในบ่อและสุขภาพปลาใช้ระยะเวลาในการเลี้ยง 90-120 วันหรือประมาณ4-5 เดือน การให้อาหารต้องหว่านให้ทั่วบ่อ และต้องสังเกตการกินอาหาร

ของปลาด้วย ถ้ามีอาหารเหลือมากเกินไป ควรลดอาหารในมื้อถัดไปให้น้อยลง เพราะอาจทําให้น้ําใน บ่อเน่าเสียได้ดังนั้นปลาหมอไทยสามารถเลี้ยงแบบหนาแน่นสูงมาก(intensive system) และ เจริญเติบโตในสภาวะคุณสมบัติของด นและน้ําที่แปรปรวนสูงได้ ทั้งน้ําจืด น้ํากร่อยและน้ําค่อนข้

8

เป็นกรดหรือพื้นที่ดินพรุ ดินเปรี้ยวนาข้าวตลอดจนนากุ้งทิ้งร้างได้(เชียงใหม่นิวส์, 2551; วิทย์, 2533; ศราวุธ และคณะ, 2547 )

ปลาดุกบิ๊กอุย

ปลาดุกบิ๊กอุยเป็นปลาที่ผสมข้ามพันธุ์ด้วยวิธีผสมเทียมระหว่างพ่อพันธุ์ปลาดุกเทศ(Clarias gariepinus) กับแม่พันธุ์ปลาดุกอุย(Clarias macrocephalus) เจริญเติบโตรวดเร็ว ทนทานต่อโรค

ซึ่งลูกผสมที่ หรืออาจรียกว่า อุย

เพราะได้จํานวนล

จึงทํา มีการเจริญเติบโตเร็ว จึ

เนื่องจากเนื้อมีรสชาต

ๆ ปีโดยไม่มีก

ตอนเช้าและตอน

เพราะช่วงเวลาดังกล่าวจะมีออกซิเจนต่ําที่สุด โดยเฉพาะบ่อที่มีการใส่ปุ๋ย หลังจากปล่อยลูกปลาลงในบ่อเรียบร้อยแล้ว ในวันนั้นยังไม่ต้องให้อาหาร เนื่องจากลูกปลา

ยังอ่อนเพลียจากการขนส่งและลูกปลายังตื่นอยู่ โดยจะเริ่มให้อาหารในวันถัดไป ในช่วงแรกนี้หาก เป็นไปได้ควรเติมไรแดงลงไปในอัตรา5 กิโลกรัมต่อไร่ด้วย เพื่อเป็นอาหารเสริมให้กับลูกปลาและ เพื่อให้เวลากับลูปลาในการปรับตัวให้กินอาหารผสมได้ ปริมาณการให้อาหารลูกปลาควรให้วันละ ประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ของน้ําหนักรวมของปลาที่เลี้ยงทั้งหมด แต่ควรจะสังเกตดูว่าอาหารที่ใ

9

เหลือมากน้อยเพียงใด ถ้าเหลือมากควรลดปริมาณอาหารลง การให้อาหารแต่ละครั้งควรให้ในปริมาณ ที่ปลาจะกินได้หมดภายในเวลา30-60 นาที(พิพัฒน์, 2553)

ระยะเวลาการเลี้ยงและการจับจ าหน่าย

แม้ว่าปลาดุกบิ๊กอุยจะเป็นปลาที่เจริญเติบโตรวดเร็วก็ตาม แต่การเจริญเติบโตของปลาดุก อุยที่เลี้ยงในบ่อดินยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกัน ปัจจัยที่สําคัญได้แก่ ความหนาแน่

มีการจัดการระบบการเลี

จึงทําการจับจําหน่าย ซ

เพราะเป็นช่วงที่ปลาในแ

ระดับโปรตีนร้อยละ20, 25 และ 30 ระยะเวลาที่ทําการทดลองทั้งสิ้น12 สัปดาห์ ผลการศึกษา พบว่า ปลาหมอไทยที่เลี้ยงในกระชังที่ความหนาแน่น200 ตัว/ตร.ม. และเลี้ยงด้วยอาหารโปรตีนร้อย ละ 30 แสดงอัตราการเจริญเติบโตจําเพาะ, ความยาวเพิ่ม, น้ําหนักเพิ่ม, ประสิทธิภาพการใช้โปรตีน,

ต้นทุนค่าอาหาร และอัตราการรอดตาย ดีที่สุด สรุปว่าระดับโปรตีนในอาหารเพิ่มขึ้นทําให้ผลผลิ เพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตราการรอดตายและน้ําหนักเพิ่มลดลงเมื่อเพิ่มระดับความหนาแน่นของปลาต่อ พื้นที่เลี้ยง(สนอง และคณะ, 2540)

10

ทดลองเลี้ยงปลาหมอไทย(Anabas testudineus) ในตู้กระจก ที่น้ําหนักเริ่มต้น0.438 กรัม ด้วยอาหารโปรตีน3 ระดับ(25, 30 และ 35 เปอร์เซ็นต์) เป็นเวลา12 สัปดาห์ พบว่า ระดับโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์อาหารทําให้ปลาหมอไทยเจริญเติบโตดีที่สุดใน (p<0.05) โดยผลการทดสอบอัตราการ

รอดตาย น้ําหนักเพิ่ม อัตราการเจริญเติบโตจําเพาะ และความยาวเพิ่ม ระดับโปรตีนในอาหารไม่มี ผลกระทบต่ออัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ(วิรัช และ นําชัย, 2539)

สุวรรณดี และคณะ(2552) ทดลองเลี้ยงปลาหมอไทยในกระชังในแม่น้ําปากพนัง ที่ระดับ

อัตรา

พบว่ามีความ

และชุดปลาหมอ

คือ

และอัตรารอด

มีผลผลิตสูงที่สุด รองลงมา คือความหนาแน่น50 และ 30 ตัวต่อตารางเมตร และผลผลิตต่ําที่สุด คือ 10 ตัวต่อตารางเมตร เมื่อพิจารณาจากค่าการเจริญเติบโต ผลผลิต และต้นทุน จึงประเมินได้ว่าระดั ความหนาแน่นที่เหมาะสมสําหรับการเลี้ยงปลาหมอในบ่อดิน คือ ที่ระดับความหนาแน่น70 ตัวต่อ ตารางเมตร (การุณ และ ประดิษฐ์, 2547)

อัตราการเจริญเติบโตและการกินอาหารของลูกปลาหมอไทยวัยอ่อนอายุ3 วัน อนุบาลด้วย โรติเฟอร์และไรแดงนาน14 วัน ที่ความหนาแน่น20-240 ตัว/ลิตร น้ําหนักเฉลี่ยและความยาวรวม เฉลี่ยที่ความหนาแน่น20 ตัว/ลิตร มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญกับความหนาแน่นที่40-240 ตัว/

11

ลิตร ที่ระดับความเชื่อมั่น95 เปอร์เซ็นต์ อัตราการเจริญเติบโตและความสัมพันธ์ของน้ําหนักกับความ ยาวของปลาลดลง เมื่อความหนาแน่นเพิ่มขึ้น แต่อัตราการตายเพิ่มขึ้น เมื่อความหนาแน่นเพิ่มขึ ระดับความหนาแน่นที่เหมาะสมในการอนุบาลคือ20 ตัว/ลิตร(สมพงษ์, 2542)

12

อุปกรณ์และวิธการวิจัย

การเตรียมหน่วยทดลอง

เตรียมบ่อดิน ขนาด300 ตร.ม. จํานวน3 บ่อใช้กระชังไนลอนขนาด1.03.01.5 ม. (กว้างยาวลึก) ขึงในบ่อด้วยเสาไม้ไผ่ให้ก้นกระชังอยู่เหนือระดับพื้นบ่ออย่างน้อย0.5 ซม. และ รักษาระดับให้ขอบด้านบนของกระชังอยู่เหนือผิวน้ํา30 ซม. ตลอดการทดลอง

ให้อาหารผง

คู่ กับเลี้ยงปลาหมอในกระชัง(231.5 ม.) ด้วยความหนาแน่น30 และ 40 ตัว/ตร.ม. ในบ่อที่2 และ 3 ตามลําดับ(6 กระชัง/บ่อ) ระยะเวลาในการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย120 วันต่อรอบทําการทดลอง เลี้ยงปลาดุกบิ๊ก2 รอบุยระยะเวลาในการเลี้ยงปลาหมอ 1 รอบ 240 วัน

การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลด้านประสิทธิภาพการเติบโต

นับและชั่งน้ําหักลูกปลาในแต่ละหน่วยการทดลองทุกๆ14 วัน ตลอดการทดลอง นําข้อมูลที่ ได้ไปปรับปริมาณการให้อาหารและคํานวณค่าต่างๆ ดังนี้

13

ก. อัตราการเจริญเติบโตจําเพาะ(Specific Growth Rate; SGR) (เปอร์เซ็นต์/วัน)

= 100 x (ln นน.ปลาเมื่อสิ้นสุดการทดลอง–ln นน.ปลาเมื่อเริ่มการทดลอง) จํานวนวันที่ทดลอง

ข. อัตรารอด(Survival) %

= (จํานวนปลาเมื่อสิ้นสุดการทดลอง/ จํานวนปลาเมื่อเริ่มต้นการทดลอง) x 100 ค. อัตราการแลกเนื้อ(FCR)

ที่

14

ผลการวิจัย

ด้านประสิทธิภาพการเจริญเติบโต

ปลาหมอ

จากผลการทดลองเลี้ยงปลาหมอด้วยความหนาแน่นที่แตกต่างกัน เป็นระยะเ240 วันลา พบว่าปลาหมอที่เลี้ยงด้วยความหนาแน่น20 ตัว/ตร.ม. มีน้ําหนักสุดท้าย น้ําหนักที่เพิ่มขึ้น อัตรากา

ปลาหม

และ

อัตราการเปลี่ยนอาหารเป

อัตราการรอดตาย(เปอร์เซ็นต์)

75.83±0.96a

68.89±1.11b

60.00±0.83b

0.001

ต้นทุนในการผลิต(บาท/กิโลกรัม)

61.37±0.36b

67.97±0.62a

67.94±0.67a

0.001

อัตราส่วนผลตอบแทนเงินลงทุน, B/C ratio*

1.67±0.01a

1.50±0.01b

1.50±0.01b

0.001

หมายเหตุค่าเฉลี่ย± SE ตามด้วยตัวอักษรที่ต่างกันในแถวเดียวกัน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p<0.05) * คํานวณโดยคิดราคาข ยปลาหมอ 102.50 บาท/กิโลกรัม(ราคาตลาดสี่มุมเมือง เดือนมกราคม2556)

15

ตารางที่2 ประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของปลาดุกบิ๊กอุยที่เลี้ยงร่วมกับปลาหมอที่ความหนาแน่น ต่างกันในการเลี้ยงรอบที่1

พารามิเตอร์

ความหนาแน่นของปลาหมอ(ตัว/ตร.ม.)

P-Value

 

 

 

20

30

40

 

 

น้ําหนักเริ่มต้น(กรัม/ตัว)

5.33±0.09

5.33±0.00

5.23±0.05

0.783

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อัตราการรอดตาย(เปอร์เซ็นต์)

78.33±0.96

79.44±0.56

78.33±0.96

0.593

ต้นทุนในการผลิต(บาท/กิโลกรัม)

29.98±0.25

29.75±0.33

30.11±0.17

0.636

อัตราส่วนผลตอบแทนเงินลงทุน, B/C ratio1

1.42±0.01

1.43±0.01

1.41±0.01

0.623

หมายเหตุค่าเฉลี่ย± SE ตามด้วยตัวอักษรที่ต่างกันในแถวเดียวกัน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p<0.05) * คํานวณโดยคิดราคาขายปลาดุกบิ๊กอุย42.50 บาท/กิโลกรัม(ราคาตลาดสี่มุมเมือง เดือนมกราคม2556)

16

17

ตารางที่5 คุณภาพน้ําในบ่อทดลองที่เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยในการเลี้ยงรอบที่1

พารามิเตอร์

ความหนาแน่นของปลาหมอ(ตัว/ตร.ม.)

P-Value

20

30

40

 

 

pH

7.68±0.00

7.69±0.00

7.68±0.00

0.729

๐

28.46±0.38

28.84±0.01

28.45±0.38

0.622

อุณหภูมิ( ซ)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

18

วิจารณ์ผลการวิจัย

ศึกษาความหนาแน่นที่เหมาะสมของการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยในกระชังร่วมกับปลาหมอ

กระชัง

จากผลการทดลองเลี้ยงปลาหมอด้วยความหนาแน่นที่แตกต่างกัน เป็นระยะเ240 วันลา

ปลาหมอที่เลี้ยงด้วยความ

ความ

มีกา

ทั้งยังสามารถคัดแยกเพศ

ซึ่งมีน้ําหนักสูงถ

มีก

มีน้ําหนักสุดท้าย และน้ําหนักที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าการเลี้ยงรอบแรก เนื่องจากในช่วงที่เริ่มเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอ ในฤดูหนาวส่งผลให้ปลามีการเจริญเติบโตที่ช้ากว่าปกติ

คุณภาพน้ําในบ่อและกระชังทดลองมีคุณภาพน้ําเหสมกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา(มั่นสิน และ ไพพรร ณ, 2539) และไม่ก่อให้เกิดมลพิษตามคู่มือการประเมินน้ําทิ้งและปริมาณมลพิษจาก กิจกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา(กรมควบคุมมลพิษ, 2554) แสดงให้เห็นถึงการใช้ประโยชน์ จากการ เลี้ยงสัตว์น้ําร่วมกันในบ่อเดียวกันน้ําทิ้งจากการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยที่มีธาตุอาหารและลดปัญหา

ปริมาณแพลงก์ตอนสูง ก่อให้เกิดปัญหามลพิษต่อระบบน้ําในคูคลองธรรมชาติและก่อให้เกิดความ

19

ขัดแย้งกับเกษตรกรที่ทํานาข้าวซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ผ่านมาที่เสนอทางออกเพื่อแก้ปัญหาเช่นี้ การ ทดลองเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยในกระชังในบ่อเลี้ยงปลานิล โดยปลานิลได้ใช้ประโยชน์จากแพลงก์ ตอนในบ่อที่เกิดจากสารอาหารในการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย(Yi et al. (2003); Lin and Yi (2003); Yi

and Lin (2001))

นอกจากนี้การเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยในกระชังร่วมกับการเลี้ยงปลาหมอในกระชังนั้น ยังช่วย เกษตรกรผู้เลี้ยงสามารถมีรายได้จากการขายปลาดุกบิ๊กอุยเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการขายปลาหมอ

20

สรุปผลการวิจัย

การเลี้ยงปลาหมอในกระชังด้วยความหนาแน่น20 ตัว/ตร.ม. ควบคู่กับการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย ในกระชังด้วยความหนาแน่น20 ตัว/ตร.ม. เป็นระยะเวลา8 เดือน จะได้ผลผลิตปลาดุกบิ๊กอุยสอง รอบการผลิต และปลาหมอหนึ่งรอบการผลิตจะมีต้นทุนและผลตอบแทนในการเลี้ยงปลาหมอใน กระชังสูงสุด

21

เอกสารอ้างอิง

กรมควบคุมมลพิษ. 2554. คู่มือการประเมินน้ําทิ้งและปริมาณมลพิษจากกิจกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว น้ํา. สํานักขัดการคุณภาพน้ํา. กรมควบคุมมลพิษ. กรุงเทพฯ. 67 หน้า.

การุณ อุไรประสิทธิ์ และ ประดิษฐ์ .เพ็ชรจรูญ2547. ผลของความหนาแน่นต่อการเลี้ยงปลาหมอใน บ่อดิน. สัมนาวิชาการประมงประจําปี2547 วันที่7-9 กรกฎาคม, กรมประมง. หน้า477-

คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 111 หน้า.

ศราวุธ เจ๊ะโส๊ะ อนัญญา ดําจุติ สุชาติ จุลอดุง กฤษณุพันธ์ โกเมนไปรรินทร์ เมตตา ทิพย์บรรพต นพพร สิทธิเกษมกิจ. 2547. ปลาหมอไทย : ชีววิทยาและเทคนิคการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์.

33 หน้า ศราวุธ เจ๊ะโส๊ะ. 2548. ปลาหมอ. เอกสารเผยแพร่. สํานักงานพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการ

ประมง. กรมประมง, 42 หน้า.

22

สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ําชายฝั่ง. 2554. ปลาหมอไทย. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.nicaonline.com/articles1/site/view_article.asp?idarticle=97 (10

ธันวาคม2555).

สนอง เทียบศรี, สําเนาว์ข้องสาย และ วิรัช จิ๋วแหยม. 2540. ระดับโปรตีนในอาหารและความ หนาแน่นที่เหมาะสมในการเลี้ยงปลาหมอไทย(Anabas testudineus) ในกระชัง. วารสาร แก่นเกษตร. 25(1) หน้า42-47.

เพื่อคุณภาพชีวิตคน

and reuse of pond effluents and mud. Aquaculture. 226, 57-68.

Smith, H.M. 1945. The Freshwater Fishes of Siam or Thailand, United States Govt. office, Washington. 622 pp.

Suvatti, Chote. 1950 Fauna of Thailand. Department of Fisheries. Bangkok. Thailand. 1,100 pp.

Yi, Y., Lin, C.K., Diana, J.S., 2001. Integrated recycle system for catfish and tilapia culture. In: Gupta, A., McElwee, K., Burke, D., Burright, j., Cummings, X., Egna,

23

H. (Eds.), Eighteenth Annual Technical Report. Pond Dynamics/Aquaculture CRSP. Oregen State University, Corvallis, OR, pp. 87-95.

Yi, Y., Lin, C.K., Diana, J.S., 2003. Hybrid catfish (Clarias mocrocephalus x C. gariepinus) and Nile tilapia (Oreochromic niloticus) culture in an integrated pen-cum-pond system: growth performance and nutrient budgets. Aquaculture. 217, 395-408.

24

25

26