Share PDF

Search documents:
  Report this document  
    Download as PDF   
      Share on Facebook

รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์

การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องพฤติกรรมทางการศึกษา ส าหรับนักศึกษาที่เรียนในรายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเร

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

Using computer assisted instruction tiled Behavior Education for the learners in Principles of Learning Measurement and Evaluation course,

Chiang Mai Rajabhat University.

สายฝน แสนใจพรม

คณะครุศาสตร์

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

 

ข

หัวข้อวิจัย

การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องพฤติกรรมทางการศึกษา สาหรับ

 

นักศึกษาที่เรียนในรายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

 

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

ชื่อผ้วิจัยู

นางสายฝน แสนใจพรม

คณะ

ครุศาสตร์

มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

ปี การศึกษา

2553

 

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและศึกษาผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา่มีตี ่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนและความพึงพอใจของนักศึกษาที่เรี ยนใน รายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรี ยนรู้มหาวิทยาลัยราชภัฏเชีงใหม่ ในภาคเรี ยนที่2 ปี การศึกษา2553 จ านวน41 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบเก็บคะแนนระหว่างเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและ หลังเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา

ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการให้นักศึกษาทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียน จากนั้นให้เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา หลังจากสิ้นสุดการเรียนแล้วให้นักศึกษาทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนและตอบ แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรี ยนาคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนมา หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบโดยกาหาค่า t (t-test) วิเคราะห์เนื้อหา ประมวลผลการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยค่าความถี่ร้อยละ ผลการวิจัยพบวา่

1.บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 สูงกวาเกณฑ์ที่ตั่้งไว้ คือมีค่าเท่ากบั 85.01/83.05

2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาหลังเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีค่า

สูงกวาก่่อนเรียนอยางมีนัยส่าคัญทางสถิติที่ระดับ.01

ค

3. นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา โดยส่วนใหญ่มีความเห็นว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมี ความน่าสนใจ

 

ง

Research Tile

Using computer assisted instruction tiled Behavior Education for

 

the learners in Principles of Learning Measurement and Evaluation

 

course, Chiang Mai Rajabhat University.

Name

Mrs. Saiphon Sanjaiprom

Faculty

Education

University

Chiang Mai Rajabhat University

Year

2010

Abstract

The purposes of this study were to create and

apply the computer assisted

instruction titled

Behavior Education and to study

the results of the application towards

the learners’ learning achievement and the learners’

learning satisfactory. The target group

was 41 learners

who enrolled in Principles of

Learning

Measurement and Evaluation

course in the second semester of the academic year 2010 at Chiang Mai Rajabhat University. The experimental instrument consisted of the computer assisted instruction titled Behavior Education. The collecting data instruments consisted of the tests and the

satisfactory test form which were

administered

to the learners before, while and after

using the computer assisted instruction. The data

obtained were analyzed by using means

and standard deviation measuring

the learners’ learning achievement and using t-test,

frequency and percentage measuring the learners’

learning satisfactory.

The finding were as follows:

 

1.The computer assisted instruction was very affective.

2.After using the computer assisted instruction, learners’ learning achievements

were higher than those of the pretest

at .01 level of statistical significance.

3. Most learners were satisfied with the

computer assisted instruction and viewed

that was interesting.

 

บทที่1 บทน ำ

ควำมเป็ นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ

จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 หมวดหนึ่ ง มาตรา6 ได้บัญญัติ เก่ียวกบการศึกษาไว้วัา่ การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้ง ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการด ารงชีวิต สามารถ อยู่ร่วมกบผู้อื่นได้อยั่างมีความสุข ซึ่งจุดมุ่งหมายหลักของการศึกษาก็เพื่อการพัฒนาคนทั้งด้าน ร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา จากการให้ความสาคัญกบการจัดการศึกษาดังกลั่าว จึงมีแนวโน้มที่ จะต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ยิงขึ่ ้นเพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพของการจัดการเรียน การสอน ดังนั้นการผลิตครูใ นปัจจุบันต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับ สภาพแวดล้อมความต้องการของสังคม

คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ได้รับการประกาศจัดตั้งขึ้นเพื่อทาหน้าที่ ผลิตบัณฑิตสายครูทั้งในระดับปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรีเพื่อสนองความต้องการของ ท้องถิ่นและสังคมในปัจจุบันให้เป็นครูมืออาชีพ ดังนั้นหลักสูตรของคณะครุศาสตร์จึงได้บรรจุ เนื้อหาวิชาที่จาเป็นสาหรับบัณฑิตสายครูในรูปแบบของวิชาศึกษาบังคับที่นักศึกษาสายครูทุกสาขา ต้องเรียน วิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ถือเป็นวิชาพื้นฐานที่สาคัญและจาเป็นมากวิชา หนึ่เพราะการวัดและการประเมินผลในชัง้นเรียนนั้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอน ที่จะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมกระบวนการเรียนการสอน (พิชิต ฤทธิ์จรูญ, 2545 หน้า13) หาก นักศึกษาเรียนอย่างเข้าใจก็จะสามารถนาไปใช้ประกอบอาชีพของการเป็นครูได้อยางเต็มที่และส่่ง ผลดีต่อกระบวนการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนได้

เนื้อหาเรื่ องพฤติกรรมทางการศึกษาเป็นเนื้อหาที่สาคัญและจาเป็นมากสาหรับครู เนื่องจากว่าหากครูไม่สามารถทาการวิเคราะห์พฤติกรรมทางการศึกษาได้ และไม่สามารถแยก ลาดับขั้นการเกิดพฤติกรรมทางการศึกษาแต่ละด้านได้ ก็อาจส่งผลทาให้สร้างแบบทดสอบขาด คุณภาพด้านความตรง เกิดการวัดผลประเมินผลที่ผิดพลาด จากการจัดการเรียนการสอนวิชา หลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2550 – ปี การศึกษา2552 พบว่า

2

ผลการสอบกลางภาคของนักศึกษาร้อยละ70 ไม่ผานหน่่วยการเรียนเรื่องพฤติกรรมทางการศึกษา ส่งผลทาให้ออกแบบการวัดและประเมินผลผิดพลาดและสร้างแบบทดสอบไม่ถูกต้อง จากการสอบถาม พบว่านักศึกษาส่วนใหญ่มีความเห็นว่าเนื้อหาเรื่องพฤติกรรมทางการศึกษานี้มีเนื้อค่อนข้างเป็น นามธรรมทาให้ยากแก่การทาความเข้าใจ ประกอบกบนักศึกษาใช้เวลารับรู้บทเรียนที่แตกตั่างกนั เนื่องจากในหมู่เรียนหนึ่งๆนั้นมีนักศึกษาหลากหลายสาขาซึ่งเรียนร่วมกันอยู่ ทาให้ผู้วิจัยต้อง พยายามหาวิธีการอธิบายเนื้อหาที่ยากให้เป็นที่เข้าใจง่ายมากที่สุด

ในการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทเป็นอยางมากทั่้ง ในด้านความคิด พฤติกรรมและด้านการศึกษา โดยเฉพาะบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพราะการใช้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะสามารถถ่ายทอดเนื้อหาวิชาที่ยากให้ง่ายขึ้นได้ เนื่องจาก กระบวนการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนก่อให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะ กระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล ผู้เรียนมีความเพลิดเพลิน สนุกสนานในการใช้บทเรียน ก่อให้เกิดการเสริมแรงซึ่งถือเป็นปัจจัยที่สาคัญอย่างหนึ่งของผู้เรียนในกรณีที่ตอบคาถามหรื อ แบบทดสอบได้ถูกต้อง ทาให้ความสนใจในบทเรียนมีมากขึ้น เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถ เรี ยนรู้ด้วยตนเองได้ตลอดเวลา เลือกเรี ยนได้ตามความสนใจและตามความสามารถของตนเอง สร้างความพึงพอใจในการเรียน ก่อให้เกิดเจตคติที่ดีต่อบทเรียน เป็นการส่งเสริมให้นักศึกษาได้ เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองและส่งผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น

ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยได้เล็งเห็นความสาคัญของการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จึงได้น ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เรื่องพฤติกรรมทางการศึกษาฒนาผลสัมฤทธิั์และ

ความพึงพอใจในการเรี ยนของนักศึกษาที่เรี ยนในรายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรี ยนรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย

1. เพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษาส าหรับนักศึกษาที่ เรี ยนในรายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรี ยนรู้มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80

2. เพื่อศึกษาผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา ที่มีต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนและความพึงพอใจของนักศึกษาที่เรี ยนในรายวิชาหลักการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้มหาวิทยาลัยราชภัฏเี งใหม่

3

ขอบเขตกำรวิจัย

ขอบเขตด้ำนเนื้อหำ

การวิจัยครั้งนี้มุ่งจัดการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในรายวิชาวิชา หลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา โดยครอบคลุมเนื้อหาดังนี้

1)ความหมายของพฤติกรรมทางการศึกษา

2)ประเภทของพฤติกรรมทางการศึกษา

3)ลาดับขั้นการเกิดพฤติกรรมทางการศึกษา

กล่มเป้ำหมำยุ

กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาคือ นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรี ยนรายวิชา หลักการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ ในภาคเรียนที่2 ปี การศึกษา2553 หมู่เรียนที่ผู้วิจัยได้รับผิดชอบในการสอน 1 หมู่เรียน จานวน 41 คน

ขอบเขตด้ำนเวลำ

ปี งบประมาณ2554 (1 ตุลาคม2553 - 30 กนยายนั 2554)

นิยำมศัพท์เฉพำะ

บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง บทเรียนเก่ียวกบบทเรียนเรื่องั พฤติกรรม ทางการศึกษา รายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้สวิชารหัER 2104 ซึ่ งน าเสนอโดย ใช้คอมพิวเตอร์ในรูปของข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง แบบฝึกหัด และแบบทดสอบ ซึ่งออกแบบไว้นาเสนอบทเรียนตามลาดับขั้นตอนการเรียนรู้อยางเป็นระบบ่ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ ได้ด้วยตนเองและจะได้รับข้อมูลย้อนกลับทันที

ผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง

1.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนบทเรียนเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา รายวิชาหลักการวัดและ ประเมินผลการเรี ยนรู้ รหัสวิชาER 2104 ซึ่งแสดงด้วยผลคะแนนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียนซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง รวมคะแนน 40 คะแนน

2.ความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนบทเรียนเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา รายวิชาหลักการวัด และประเมินผลการเรียนรู้ รหัสวิชาER 2104 ซึ่งรวมถึง ความรู้สึกชอบไม่ชอบ หรือความพึงพอใจ ในการเรี ยนของนักศึกษา ที่เกิดขึ้นในขณะที่กาลังเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่ อง

4

พฤติกรรมทางการศึกษา โดยถ่ายทอดออกมาจากการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจเก่ียวกบการใช้ั บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนชนิดปลายเปิดที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น

พฤติกรรมทางการศึกษา หมายถึง เนื้อหาเก่ียวกบเรื่องพฤติกรรมทางการศึกษาั ในรายวิชา หลักการวัดและประเมินผลการเรี ยนรู้รหัสวิชาER 2104 ได้แก่ ความหมายของพฤติกรรมทาง การศึกษา ประเภทของพฤติกรรมทางการศึกษาได้แก่ พฤติกรรมพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะ พิสัย ตลอดจนลาดับขั้นการเกิดพฤติกรรมทางการศึกษาทั้ง 3 ด้าน

นักศึกษาที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกนั หมายถึง นักศึกษาที่ผู้วิจัยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดยใช้ผลการเรียนเฉลี่ยเป็นเกณฑ์ดังนี้

กลุ่มที่1 ระดับผลการเรียนเฉลี่ย2.00-2.50 กลุ่มที่2 ระดับผลการเรียนเฉลี่ย2.51-3.00 กลุ่มที่3 ระดับผลการเรียนเฉลี่ย3.01-4.00

ประโยชน์ที่ได้รับจำกกำรวิจัย ประโยชน์ด้ำนควำมรู้

1.ได้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา ส าหรับ นักศึกษาที่เรียนในรายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้าลัยราชภัฏเชียงใหม่ที่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80

2. ได้ทราบผลการใช้ทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ที่มีต่อ การเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา

ประโยชน์ด้ำนกำรพัฒนำ

ได้แนวทางในการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในการพัฒนาการจัดการเรียน การสอนในรายวิชาอื่นๆ ต่อไป

ประโยชน์ด้ำนผลผลิต

ได้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนซึ่งเป็นสื่อช่วยในการจัดการเรียนการสอนที่มี

คุณภาพ

บทที่2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการสร้างและศึกษาผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง พฤติกรรม ทางการศึกษา ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนและความพึงพอใจของนักศึกษาที่เรี ยนในรายวิชา หลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ มหาวิทยาลรชภฏเชียงใหมัย ่ ในภาคเรียนที่2ปี การศึกษา 2553 ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องเพื่อใช้เป็นแนวทางสาหรับการวิจัย โดยนาเสนอตามลาดับ ดังนี้

1.ขอบข่ายเนื้อหาของพฤติกรรมทางการศึกษา

2.เอกสารเก่ียวกบบทเรียนคอมพิวเตอร์ชั่วยสอน

3.แนวคิดทฤษฎีเก่ียวกบความพึงพอใจั

4.งานวิจัยที่เก่ียวข้อง

5.กรอบแนวคิดการวิจัย

ขอบข่ายเนื้อหาของพฤติกรรมทางการศึกษา

การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรม ไปในทางที่พึงประสงค์ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในตัวผู้เรียนนี้เรียกวา่ พฤติกรรมทางการศึกษา โดยใน การจัดการเรียนการสอนนั้นจะต้องมีการประเมินผลการเรียนสอดคล้องกบจุดประสงค์การเรียนรู้ั ของแต่ละรายวิชา โดยจุดประสงค์การเรียนรู้ครอบคลุมพฤติกรรมการศึกษา 3 ด้านคือพฤติกรรม พุทธิพิสัย(Cognitive Domain) พฤติกรรมจิตพิสัย(Affective Domain) และพฤติกรรมทักษะพิสัย (Psychomotor Domain)

พฤติกรรมพุทธิพิสัย (Cognitive Domain)

พฤติกรรมพุทธิพิสัย เป็ นพฤติกรรมทางด้านความคิด(Thinking) ซึ่ งแสดงความสามารถ ทางด้านสมอง สติปัญญา ในการรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ จากการเรียนรู้และประสบการณ์โดย Benjamin S. Bloom และคณะ (Bloom, 1971) ได้จ าแนกเป็ 6น ระดับพฤติกรรมตามลาดับ ดังนี้

6

1.ความรู้ความจ า

2.ความเข้าใจ

3.การน าไปใช้

4.การวิเคราะห์

5.การสังเคราะห์

6.การประเมินค่า

พฤติกรรมจิตพิสัย(Affective Domain)

พฤติกรรมจิตพิสัย เป็นพฤติกรรมการเรียนรู้ทางด้านจิตใจที่แสดงออกมาในรูปของค่านิยม

ทัศนคติ ความสนใจ ความซาบซึ้ง พฤติกรรมด้านนี้เริ่มจากการรับรู้สิ่งแวดล้อมและหลังจากนั้น บุคคลจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบกบสิั่งแวดล้อม เมื่อมีผลปรากฏออกมาจะนาไปสู้การสร้างความรู้สึกต่อ สิ่งนั้น ในที่สุดกลายเป็นความคิด อุดมคติ ซึ่งจะทาหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมในชีวิตของบุคคลนั้น ๆ โดยแครทโฮล (David R. Krathwohl) และคณะเป็นผู้คิดค้นขึ้นในปีคริสตศักราช.1964 ได้ จัดลาดับขั้นการเกิดพฤติกรรมด้านจิตพิสัยตามลาดับขั้นดังนี้

1.การรับ

2.การตอบสนอง

3.การให้ค่านิยม

4.การจัดรวบรวม

5.การสร้างลักษณะนิสัยจากค่านิยม

พฤติกรรมทักษะพิสัย(Psychomotor Domain)

พฤติกรรมทักษะพิสัย เป็นพฤติกรรมเก่ียวกบทักษะกลไกการเคลื่อนไหวั การใช้อวัยวะ ต่าง ๆของร่างกาย ตลอดจนการประสานงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท ซึ่งมีการแบ่งแยก ได้หลายลักษณะ หลายรูปแบบ โดยแบ่งพฤติกรรมออกเป็ น5 ระดับ(Dave’, 1969 )ดังนี้

1.ขั้นเลียนแบบ

2.ขั้นทาตามคาสัง่

3.ขั้นทาเพื่อหาความถูกต้อง

4.ขั้นทาอยางสร้างสรรค์ต่่อเนื่อง

5.ท าได้เหมือนธรรมชาติ จากการจัดการเรียนการสอนของผู้วิจัยพบว่านักศึกษาไม่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมทาง

การศึกษาและเรียงลาดับขั้นการเกิดพฤติกรรมในแต่ละด้านได้ถูกต้อง ซึ่งจะมีผลต่อการเขียน

7

จุดประสงค์การเรี ยนรู้ การสร้างค าถามและเครื่ องมือในการวัดผลในที่สุ ด จึงท าให้ผู้วิจัยได เนื้อหาในเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา มาใช้ในการพัฒนาในครั้งนี้

เอกสารเกี่ยวกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

ความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer–Assisted Instruction

หรื อComputer–Aided Instruction) มี

ความหมายตรงกบคัาวา่ “คอมพิวเตอร์ช่วยสอน” หรือCAI

เป็ นซอฟแวร์ทางการศึกษาชนิดหนึ่ ง

ซึ่ งโปรแกรมคอมพิวเตอร์เ็นส่วนสาคัญในกระบวนการสอนCAI มีลักษณะเด่นสามประการคือ

ประหยัด ได้ผลและฉลาด มีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ดังนี้ ถนอมพร (ตันพิพัฒน์) เลาหจรัสแสง(2541 : 7) อธิบายความหมาย คอมพิวเตอร์ช่วยสอน

หมายถึง สื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ งซึ่ งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ใน การนาเสนอสื่อประสม ได้แก่ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิกแผนภูมิกราฟ ภาพเคลื่อนไหว วิดีทัศน์และ เสียง เพื่อถ่ายทอดเนื้อหา บทเรียนหรือองค์ความรู้ลักษณะที่ใกล้เคียงกบความเป็นจริงในห้องเรียนั ให้มากที่สุด โดยมีเป้ าหมายสอาคัญคืก รได้มาซึ่งคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สามารถดึงดูดความสนใจ ของผู้เรียนและกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความต้องการที่จะเรียนรู้

สุรางค์ โค้วตระกูล(2545 : 358) อธิบายว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ช่วย ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้รายบุคคล โดยใช้หลักทฤษฎีการเรียนรู้ทางพฤติกรรมของสกินเนอร์ ทฤษฏีการเรียนรู้ทางสังคมของแบนดูราและทฤษฏีการเรียนรู้ของปัญญานิยม กล่าววา่ คอมพิวเตอร์ ช่วยสอน หมายถึง การนาเอาคอมพิวเตอร์มาเป็นเครื่องมือเพื่อนาเสนอเนื้อหาแทนครูผู้สอน ซึ่ง ผู้เรี ยนสามารถเรี ยนรู้ได้ตามระดับความสามารถของตนเองที่ผู้เรียนเรียนเนืโ ้อหาซึ่งเป็นสิ่งเร้า

แล้วมีการตอบสนอง โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะประเมินการตอบสนองของผู้เรียนและให้ข้อมูล ย้อนกลับเพื่อเป็นการเสริมแรง แล้วให้ผู้เรียนเลือกเรียนสิ่งเร้านั้นลาดับต่อไปจนจบบทเรียน

สุ วิทย์ มูลค(2547า : 59) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็น กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนที่อาศัยคอมพิวเตอร์ ซึ่ งเป็ นเทคโนโลยีระดับสูงมาประยุกต์ใช้เป็ น หรือเครื่องมือสาหรับการเรียนรู้ โดยจัดเนื้อหาสาระหรือประสบการณ์สาหรับให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ อาจจัดเป็นลักษณะบทเรียน หน่วยการเรียน หรือโปรแกรมการเรียน

กิดานันท์ มลิทอง( 2548 : 202) ได้กล่าวถึงความหมายของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Asisted Instruction)หรือเรียกอยางสั่้นๆวา“บทเรียนซีเอไอ”เป็่ นบทเรียนที่ประกอบด้วย เนื้อหา สื่อประสม และอาจมีคุณลักษณะของสื่อหลายมิติในการเชื่อโ ไปยังหัวข้อยอยเพื่อสะดวก่

8

ในการเรี ยน ผู้เรี ยนสามารถเ ี นรู้จากเนื้อหาที่มีทั้งข้อความ ภาพ และเสียง มีการตอบสนองกบั บทเรี ยน โดยการท าแบบทดสอบและได้ผลป้ อนกลับทันที ท าให้สามารถประเมินผลการเรี ยนรู้ ของตนเองได้ บทเรียนCAI จะบรรจุลงแผนซีดี่เพื่อสะดวกในการใช้ทั้งในห้องเรียนหรือผู้เรียนใช้ เรียนด้วยตนเองที่บ้านตามความสามารถของแต่ละคน

ธีรพงษ์ มงคลวุฒิกุล(2550 : 1) กล่าวถึงบทเรียนคอมพิวเตอร์วา่ คาวา่ “ CAI” ยอมาจาก่ ค าในภาษาอังกฤษว่า “ Computer Asisted Instruction” ซึ่งเป็นบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่

หมายถึง สื่อการเรีการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ยน งที่ใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ใน การนาเสนอสื่อผสมที่ได้จากข้อความ ภาพนิ่ง แผนภูมิ กราฟ ภาพเคลื่อนไหว วิดีโอ และเสียง เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียนหรือหาความรู้ในลักษณะที่ใกล้เคียงกบการสอนจริงในห้องเรียนมากั

ที่สุด โดยที่บทเรียนCAI จะนาเสนอเนื้อหา ที่ละหน้าจอ และเนื้อหาในบทเรียน CAI จะได้รับ การถ่ายทอดในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งขึ้นอยู่กับโครงสร้างของเนื้อหาเป็นเป้าหมาย สาคัญคือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ และกระตุ้นใช้เกิด ความต้องการที่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องกบเนืั้อหาและกิจกรรมต่างๆของบทเรียน CAI นอกจากนี้ บทเรียนCAI ยังเป็ นสื่อที่สามารถประเมินผลและตรวจสอบความเข้าใจของผู้ใช้งานได้อีกด้วย

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช(2550 : ออนไลน์) ให้ความหมายบทเรี ยนคอมพิวเตอร์ช่ ย สอน หมายถึงการนาคอมพิวเตอร์มาใช้ในระบบการเรียนการสอนวิชาต่าง ๆ ใน 8 กลุ่มสาระการ เรียนรู้รวมทั้งวิชาคอมพิวเตอร์โดยถือวาคอมพิวเตอร์เป็นสื่อในระบบการเรียนการสอนที่สามารถ่ ให้ผู้เรียนรู้ผลการตอบสนองได้รวดเร็วกวาสื่อประเภทอื่น่

กล่าวโดยสรุป บทเรียนคอมพิวเตอร์ หมายถึง โปรแกรมการเรี ยนการสอนโดยใช้เครื่ อง คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือหรือสื่อในการเรียนการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในวิชาต่างๆ ได้ บรรลุผลตามจุดมุ่งหมายของรายวิชาที่ได้กาหนดไว้ สาระวิชาที่บรรจุโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ประกอบไปด้วยระบบภาพและเสี ยงสามารถโต้ตอบผู้เรี ยนได้ทันที เพื่อให้ผู้เรี ยนได้เรี ยนรู้ด้วน ตนเองตามความมุ่งหมายของรายวิชาที่กาหนดไว้

ประเภทของบทเรียนคอมพิวเตอร์

ไพโรจน์ ตีรณธนากุลและไพบูลย์เกียรติโกมล (2539 : 162 - 183) ได้แบ่งประเภทของ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามลักษณะวิธีการนาเสนอเนื้อหา และกระบวนการเรี ยนการสอน สามารถสรุปได้เป็8นประเภท ดังนี้

1. แบบการสอน (Instruction) เพื่อใช้สอนความรู้ใหม่แทนครู ซึ่ งเป็ นการพัฒนาแบบ Self Study Package เป็ นรูปแบบของการศึกษาด้วยตนเองจะเป็ นชุดการสอนที่จะต้องใช้ความ

9

ระมัดระวัง และทักษะในการพัฒนาที่สูงมาเ าะจะยากเป็นทวีคูณกวาการพัฒนาชุดการสอน่ แบบโมดูลหรือแบบโปรแกรมที่เป็ นตซึ่งคาราดวาจะมีบทบาทมากในอนาคตอันใกล้นี่้โดยเฉพาะ

IMMCAI : Interaction Multi Media CAI บน Internet

2.แบบสอนซ่อมเสริมหรือทบทวน (Tutorial) เป็ นบทเรี ยนเพื่อทบทวนการเรีจากยน

ห้องเรีนหรืย อจากผู้สอนโดยวิธีใดจากทางไกลหรือทางใกล้ๆ การเรียนมักจะไม่ใช่ความรู้ใหม่ หากแต่เป็นความรู้ที่เคยได้รับมาแล้วในรูปแบบอื่น ๆ แล้วใช้บทเรียนซ่อมเสริมเพื่อย้าความเข้าใจที่ ถูกต้องและสมบูรณ์ดีขึ้น สามารถใช้ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ดังนั้น CAI ประเภทนี้จึงไม่ สามารถนามาสอนแทนครูได้ทั้งหมด เพียงแต่นามาใช้สอนเสริมหรือใช้ทบทวนในรายวิชาที่มีการ จัดการเรียนการสอนมาแล้วในชั้นเรียนปกติ

3. แบบฝึ กหัดและฝึ กปฏิบัติ(Drill and Practice) เพื่อใช้เสริมการปฏิบัติหรือเสริมทักษะ กระทาบางอยางให้เข้าใจยิ่งขึ่ ้นและเกิดทักษะที่ต้องการได้เป็ นการเสริมประสิทธิผลการเรียนของ ผู้เรียน สามารถใช้ในห้องเรียนเสริมขณะสอนหรือนอกห้องเรียน ณ ที่ใด เวลาใดก็ได้ สามารถใช้ ฝึกทางด้านทักษะการแกปัญหาทางคณิตศาสตร์้วิทยาศาสตร์และทางช่างอุตสาหกรรม

4. แบบสร้างสถานการณ์จ าลอง(Simulation) เพื่อใช้ส าหรับการเรียนรู้ หรือทดลองจาก สถานการณ์ที่จ าลองจากสถานการณ์จริซึ่งอาจจะหาไมง่ได้หรืออยู่ไกล ไม่สามารถน าเข้ามาใน ห้องเรี ยนได้ หรื อมีสภาพอันตรายห ืออาจสิ้นเปลืองมากที่ต้องใช้ของจริงซ้า ๆ สามารถใช้สาธิต ประกอบการสอน ใช้เสริมการสอนในห้องเรียน หรือใช้ซ่อมเสริมภายหลังการเรียนนอกห้องเรียน ที่ได้เวลาใด ก็ได้

5. แบบสร้างเป็ นเกม(Game) การเรี ยนรู้บางเรื่ อง บางระดับครั้ง การพัฒนาเป็น ลักษณะเกม สามารถเสริมการเรียนรู้ได้ดีกวา่ การใช้เกมเพื่อการเรียนสามารถใช้ส าหรับการเรียนรู้ ความรู้ใหม่หรือเสริมการเรียนในห้องเรียนก็ได้รวมทั้งสามารถสอนทดแทนครูในบางเรื่องได้ด้วย จะเป็ นการเรียนรู้จากความเพลิดเพลินห าะสาหรับผู้เรียนที่มีระยะเวลาความสนใจสั้น เช่น เด็ก หรือในภาวะสภาพแวดล้อมที่ไม่อานวย

6. แบบการแกปัญหา้ (Problem Solving) เป็ นการฝึ กการคิดการตัดสินใจ สามารถใช้กบั วิชากรต่าง ๆ ที่ต้องการให้สามารถคิด แกปัญหา้ ใช้เพื่อเสริมการสอนในห้องเรียน หรือใช้ในการ ฝึกทัว่ ๆ ไป นอกห้องเรียนก็ได้เป็ นสื่อส าหรับการฝึ กผู้บริหาร

7. แบบทดสอบ (Test) เพื่อใช้ส าหรับตรวจวัดความสามารถของผู้เรียนใช้ ประกอบการสอนในห้องเรียน หรื อใช้ตามความต้องการของครูหรือของผู้เรียนเอง รวมทั้งสามารถใช้ นอกห้องเรียนเพื่อตรวจวัดความสามารถของตนเองได้ด้วย

10

8. แบบสร้างสถานการณ์เพื่อให้ค้นพบ(Discovery) เป็ นการจัดท าเพื่อให้ผู้เรียนสามารถ เรียนรู้ จากประสบการณ์ของตนเองโดยการลองผิดลองถูก หรือเป็นการจัดระบบ นาร่องเพื่อชี้นาสู่ การเรียนรู้สามารถใช้เรียนรู้ความรู้ใหม่หรือเป็นการทบทวนความรู้เดิม และใช้ประกอบ การสอน ในห้องเรียนหรือการเรียนนอกห้องเรียน สถานที่ใด เวลาใด

ถนอมพร เลาหจรัสแสง(2541, 8) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะที่เป็นองค์ประกอบสาคัญของ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนไว้4 ประการ ได้แก่

1. สารสนเทศ (Information) หมายถึง เนื้อหาสาระที่เรียบเรียงแล้ว ทาให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้หรือได้รับทักษะตามที่ผู้สร้างกาหนดวัตถุประสงค์ไว้โดยอาจนาเสนอในทางตรงหรือ ทางอ้อมก็ได้ การนาเสนอทางตรงได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทติวเตอร์ซึ่ งเปิ ดโอกาสให้ ผู้ใช้ได้เนื้อหาสาระและทักษะอย่างตรงไปตรงมาจากการอ่าน การจา การทาความเข้าใจและการ ฝึกฝน การนาเสนอทางอ้อม ได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทเกม ให้ผู้ใช้ได้ฝึกทักษะการคิด การสารวจสิ่งต่าง ๆ และเพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนานเพลิดเพลิน จูงใจให้ผู้ใช้มี

ความต้องการที่จะเรียนมากขึ้น

 

2. ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individualization)

แต่ละบุคคลจะมีบุคลิกภาพ

สติปัญญา ความสนใจ พื้นฐานความรู้ที่แตกต่างกัน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจึงต้องได้รับการ ออกแบบให้มีลักษณะที่ตอบสนองความแตกต่างส่วนบุคคลให้มากที่สุด คือ ต้องมีความยืดหยุ่น มากพอ ให้ผู้เรียนควบคุมและเลือกรูปแบบการเรียนที่เหมาะกบตนได้ในหลายลักษณะั ได้แก่

2.1 การควบคุมเนื้อหา คือ การเลือกที่จะเรียนส่วนใด ข้ามส่วนใด ออกจาก บทเรียนเมื่อใด หรือย้อนกลับมาเรียนในส่วนที่ยังไม่ได้ศึกษาได้

2.2 การควบคุมลาดับของการเรียนคือ เลือกที่จะเรียนส่วนใดก่อนหลังหรือการ สร้างล าดับการเรี ยนด้วยตนเอง ผู้เรี ยนสามารถเลือกข้อมูลที่ต้องการเรี ยนตามความสนใจ ความ ถนัดหรือตามพื้นฐานความรู้ของตนได้

2.3 การควบคุมการฝึ กปฏิบัติหรือการทดสอบ คือ ความต้องการที่จะฝึ กปฏิบัติหรือ ทาแบบทดสอบหรือไม่หากจะทามากน้อยเพียงใด เป็นต้น

3. การโต้ตอบ (Interaction) หมายถึง การมีปฏิสัมพันธ์ระหวางผู้เรียนก่บคอมพิวเตอร์ั ช่วยสอนที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดีจะต้องเอื้ออานวยให้เกิดการโต้ตอบระหว่างผู้เรียนกับ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยางต่่อเนื่องตลอดทั้งบทเรียน

4. การให้ผลป้ อนกลับทันที(Immediate Feedback) เป็นการเสริมแรงอยางหนึ่ง่ ซึ่ง หมายรวมถึงการที่คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีการทดสอบหรือประเมินความเข้าใจของเนื้อหาหรือ ทักษะต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้เป็นวิธีที่ผู้เรียนตรวจสอบการเรียนของตนได้

11

วุฒิชัย ประสานสอย(2547 : 121) ได้อธิบายถึงประเภทของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอนได้แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. แบบสอนเนื้อหา (Tutorial) คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทนี้จะเน้นสาระ สาคัญของ เนื้อหาความรู้เป็นหลักและมีการถามตอบระหวางบทเรียน่ คล้ายกบการเรียนการสอนในห้องั ต้อง อาศัยการจาลองบทบาทของครูผู้สอนมาไว้หน้าจอ ซึ่งการสร้างและออกแบบให้ดียากเพราะไม่ สามารถสร้างโปรแกรมที่เตรียมรับมือนักเรียนได้ทุกคาถาม โปรแกรมประเภทนี้จะอธิบายเนื้อหาที่ ต้องการสอนแล้วตั้งคาถามให้ผู้เรียนตอบ พร้อมทั้งต้องวิเคราะห์ตอเมื่อผู้เรี ยนตอบถูกให้เรีืหายน ใหม่ถ้าตอบผิดต้องไปเรียนซ้า สื่อการสอนประเภทนี้บางโปรแกรมอาจมี Hypertext เพื่ออธิบาย เนื้อหาเพิมเติม่

2. แบบฝึ กทักษะหรือฝึ กปฏิบัติ(Drill and Practice) คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทนีจะเน้น การฝึกทักษะ โดยเชื่อวาการฝึกดังกล่่าวจะช่วยให้ผู้เรียนประยุกต์เอาความรู้หลักการและทฤษฏีต่าง ๆ ที่เรียนมาแล้วมาใช้ในการทาแบบฝึกหัดหรือแกปัญหาต้่าง ๆ จากบทเรียนซึ่งส่วนมากจะเป็น บทเรียนวิชาคณิตศาสตร์วิชาภาษาต่างประเทศ

3. การสร้างสถานการณ์จ าลอง(Simulation) คอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบนี้จะช่วยสร้าง บรรยากาศในการเรียนการสอนในบางเนื้อหาที่เข้าใจยาก เป็นนามธรรมให้เข้าใจง่ายขึ้น เช่น การ อธิบายเก่ียวกบโครงสร้างของอะตอมั การทางานของเครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมี สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทเกมการศึกษา ที่ได้รับการออกแบบให้ใช้ง่าย มีความสนุกสนานที่ พบมากเป็ นเกมการศึกษาแบบสาธิต(Demonstration) แบบทดสอบความรู้(Testing) และแบบ แกปัญหา้ (Problem Solving)

จากประเภทของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสรุปได้วา่ การแบ่งประเภทของบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีหลากหลายขึ้นอยูกบการนัาใช้เป็นสื่อการเรียน่ บทเรียน ให้กบผู้เรียนกับั สถานการณ์จริง ซึ่งการวิจัยครั้งนี้ได้ใช้ประเภทในการศึกษาเป็นแบบทดสอบและแบบฝึ กหัดและ ฝึ กปฏิบัติ

แนวคิดการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นกระบวนการที่จะต้องปฏิบัติอยางต่่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้ทั้งความวิริยะอุตสาหะ รวมทั้งความรู้ความสามารถของผู้พัฒนาและทีมงานเป็นอยางมาก่ โดยมีเป้าหมายอยูที่การสร้างคุณภาพหรือประสิทธิภาพเชิงความรู้่ทั้งนี้เพื่อสามารถรับประกนได้วัา่ บทเรียนที่พัฒนาหรือสร้างขึ้นนั้นมีคุณค่าต่อการศึกษาและช่วยให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์การ เรียนรู้ตามขั ตอนการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในงานวิจัยนี้นาเสนอ 2 แนวคิด ได้แก่

แนวคิดที่1

12

แนวคิดแรก เป็ นการพัฒนาCAI ตามรูปแบบการจัดกิจกรรมในชั้นเรียนปกติ และ แนวคิดที่สอง เป็ นการพัฒนาCAI แบบ Interactive Multi Media CAI หรือIMMCAI ดังราย ละเอียดต่อไปนี้

การพัฒนา CAI ตามรูปแบบการจัดกิจกรรมในชั้นเรียนปกติ(วุฒิชัย ประสารสอย, 2547 : 51–54) เป็นแนวคิดในการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่เน้นการ พัฒนาตามขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในชั้นเรียนปกติ เน้นสร้างเนื้อหานาเสนอให้ เหมาะสมกบพฤติกรรมและการตอบสนองของผู้ใช้บทเรียนมีขัั้นตอนการสร้าง 8 ขั้นตอนดังนี้

 

1.

 

วัตถุประสงค์ทัวไป่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2.

รายละเอียดของเนื้อหา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3. วิเคราะห์เนื้อหา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

8. การวัดผลและประเมินผล

 

 

4. วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

7. นาเสนอต่อผู้เรียน

 

 

5. กลยุทธิ์ทางการสอนและนาเสนอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

6. ออกแบบและลงมือสร้างบทเรียน

ภาพ 1 แสดงขั้นตอนการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เน้นรูปแบบตามการจัดกิจกรรม ในชั้นเรียนปกติ

จากภาพ 1 แสดงขั้นตอนการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน รายละเอียดดังนี้

1. วัตถุประสงค์ทัวไป่ (Goal/Objective) เป็นการกาหนดวาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่่วยสอนที่ พัฒนาขึ้นนี้ต้องการจะนาไปใช้เพื่อใคร และต้องการให้เรียนรู้ อะไรบ้าง จากการศึกษาและวิเคราะห์ ค าอธิบายรายวิชารวมไปถึงแผนการจัดการเรี ยนการสอนในรายวิชาที่ต้องการนางเป็ามาสร้นสื่อ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอีกด้วย

2. รายละเอียดของเนื้อหาวิชา (Content Specification) ได้แก่เนื้อหาความรู้ที่กาหนดเอาไว้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมตามวัตถุประสงค์ ซึ่งอาจจะได้จากการวิเคราะห์เนื้อหาของหลักสูตร การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญรสัมมนาทางวิชาการ หรือค้นหาเพื่อจัดระบบจากแหล่งทรัพยากรอื่น แล้วนามาวิเคราะห์ความสาคัญและคุณค่าของบูรณาการด้านเนื้อหา รวมไปถึงการศึกษาและกาหนด

13

คุณสมบัติของเนื้อหาความรู้ และกิจกรรมบทเรียนที่เหมาะสมกบระดับความสามารถของผู้เรียนั ด้วย

3. วิเคราะห์เนื้อหาวิชา (Content Analysis) วิธีการนี้เริ่มต้นจากการ วิเคราะห์งาน(Task Analysis) เพื่ออธิบายกิจกรรมการเรียนการสอน และจัดลาดับกิจกรรมเหล่านั้นให้เหมาะสม ถูกต้อง และสอดคล้องกบวัตถุประสงค์ทััวไปจนกระทั่ งได้รายละเอียดของเรื่องที่จะสอนหรือหัวข้อการ่

สอน (Topic Content)

4. วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม(Behavioral Objectives) เป็นการกาหนดพฤติกรรมเชิง ความรู้(Knowledge-Based Behavior) เพื่อให้ผู้เรียนได้รับรู้วาเมื่อเรียนจบบทเรียนแล้วจะได้รับสิ่่ง ใดจากบทเรี ยน ซึ่งการกาหนดวัตถุประสงค์ในการเรียนไว้ล่วงหน้าอยางแน่่ชัด เป็ นการบอกให้ ผู้เรียนทราบวาจะได้รับการพัฒนาความสามารถ่ (Competency – Base Learning) จนประสบผลส าเร็จ ในการเรียนอยางไร่ และช่วยให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ตามระดับความสามารถจากการกาหนดระดับ ขั้น เพื่อจะได้จัดสภาวการณ์การเรียนการสอนล่วงหน้า

5. กลยุทธ์ทางการสอนและน าเสนอ(Teaching Strategies & Models of Delivery) ได้แก่ การเลือกว่าจะใช้วิธีสื่อสารเพื่อให้เกิดความรู้เช่น การนาเสนอข้อมูลเนื้อหาด้วยข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เป็ นต้นโดยกาหนดหลักการให้สอดคล้องกนกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมและั ธรรมชาติของเนื้อหาวิชา เพื่อนาไปสู่การเรียนรู้ในที่สุด และการกาหนดกลยุทธ์ทางการสอนและ การน าเสนอบทเรียนควรแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยย่อยที่สัมพันธ์กนเป็นอยั่างดี นาเสนอเนื้อหา ความรู้นั้นทีละน้อย ๆ เพื่อให้ผู้เรียนประสบสาเร็จในการเรียนที่ต่อเนื่องกนั และสามารถกลับมา เรียนซ้าได้ไม่จากดครัั้ง

6. ออกแบบและลงมือสร้างบทเรียน(Design & Implementation) ในขั้นตอนนี้เก่ียวข้องกบั การเตรียมผลิตบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้แก่การนารายละเอียดที่ได้จากการปฏิบัติที่ผานมา่ ทั้งหมดมาจาแนกรายละเอียดเป็นการเฉพาะในแต่ละส่วน และเป็นการกาหนดแผน วิธีการปฏิบัติ ในรายละเอียดที่เก่ียวข้อง เพื่อให้ได้ข้อมูลในการปฏิบัติหากพบวามีข้อบกพร่่องที่ส่วนใด ควรปรับปรุง และแกไขให้บกพร้่องมีน้อยที่สุดเรียกขั้นตอนนี้วา่ การเขียนบทด าเนินเรื่อง หรือ การเขียนสคริปต์ (Script)

7. นาเสนอต่อผู้เรียน (Delivery) เป็นวิธีการนาไปสู่กระบวนการหาประสทธิภาพโดย คานึงถึงหลักการด้านความยืดหยุ่น (Flexibility) และสร้างรูปแบบนาเสนอให้เหมาะสมกบระดับั ความสามารถของผู้เรียนควรเลือกวิธีการนาเสนอความรู้อย่างรอบคอบรัดกุม โดยอาจจะใช้วิธี ออกแบบกิจกรรมในบทเรียนให้ผู้เรียนได้มีโอกาสรับการสอนซ่อมเสริม (Remedial Teaching) เพื่อ เสริมสร้างความร่วมมือกนระหวัางผู้เรียนก่บผู้เรียนั และผู้เรียนกบผู้สอนั ซึ่ งเป็ นการสร้างบรรยากาศ

14

ของการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีให้สอดคล้องกบการสั่งเสริมพัฒนาการทางเจตคติหรือเข้าใจ ความรู้สึกมนุษย์สร้างบรรยากาศการจัดกิจกรรมการสอนในบทเรียนให้เป็นไปตามแนวความคิด ของการสอนแนวใหม่(Alternative Teaching) ควรมีหลักการ ดังนี้

-

เน้นความเป็นกนเองระหวัางผู้สอนก่บผู้เรียนั และไม่เคร่งเครียด

-

เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียน

-

ผู้เรียนมีเสรีภาพในการเลือกเรียนสิ่งที่ตนเองสนใจ และใช้เวลาเรียนได้อยาง่

เต็มที่

 

-เน้นกิจกรรมแบบความร่วมมือกนของกลุั่มมากกวาการแข่่งขัน

8.การวัดและประเมินผล(Evaluation) ได้แก่ การประเมินระหว่างการพิจารณาด้าน

เนื้อหาและกิจกรรมการเรียน เพื่อให้ได้ตามเกณฑ์ที่กาหนดเอาไว้ในเบื้องต้น เช่น การประเมินความ ถูกต้องความเหมาะสม และการครอบคลุมเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนที่จะจัดให้มีขึ้นในบทเรียนนั้น รวมทั้งการประเมินสรุป ซึ่งเป็นขั้นตอนการประเมินทั้งด้านเนื้อหาและกิจกรรมที่สอดคล้องกบั วัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้เพื่อการหาประสิทธิภาพของบทเรียน

แนวคิดที่2 การพัฒนาCAI แบบ IMMCAI (ไพโรจน์ตีรณธนากุล และไพบูลย์เกียรติ โกมล, 2546 : 87 - 91) แนวคิดการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบ IMMCAI เป็ นการ พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภท การสอนเนื้อหาหรือความรู้ใหม่ (Instruction) โดย เน้นการสร้างให้มีการโต้ตอบ(Interactive) และมัลติมดียในบทเรียนเ หรือเรียกวา่ Interactive Multi Media Computer Assisted Instruction : IMMCAI)

การสร้างเริ่มจากกาหนดหัวเรื่องหรือวิชา เป้าหมายที่กาหนด วัตถุประสงค์ และ กลุ่มเป้าหมายผู้ใช้บทเรียน การพัฒนามีขั้นตอน 5 ขั้นตอนหลักสาคัญ ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา (Analysis) การออกแบบบทเรี ยน(Design) การพัฒนาบทเรี ยน(Development) การน าเสนอ บทเรียนบนคอมพิวเตอร์(Implementation) และการประเมินผล(Evaluation) จากนั้น นาบทเรียนออก เผยแพร่(Publication) และควรจะมีการติดตามผล(Follow up) เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาครั้งต่อ ๆ ไป ดังแสดงในภาพ2

15

ขั้นวิเคราะห์(Analysis)

ขั้นออกแบบ (Design)

ขั้นพัฒนา(Developing)

ขั้นสร้าง(Implementation)

ขั้นประเมินผล(Evaluation)

ภาพ 2 แสดงขั้นตอนการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบ IMMCAI

จากภาพ 2 แสดงรายละเอียดขั้นตอนการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบ IMMCAI ทั้ง 5 ขั้นตอน สามารถแบ่งเป็นขั้นตอนการพัฒนายอย่ ๆ ได้16 ขั้นตอน โดยเริ่มจากหัวเรื่อง ที่กาหนด มีวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายกากบั ดังนี้

1.ขั้นตอนการวิเคราะห์(Analysis) การวิเคราะห์เนื้อหา มี3 ขั้นตอนยอย่ ดังนี้

1.1สร้างแผนภูมิระดมสมอง(Brain Storm Chart) โดยเริ่มจากเขียนชื่อวิชาไว้ตรง

กลางกระดาน แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญในวิชานั้น ๆ จานวน 4-5 คน ช่วยกนระดมสมองบอกหัวเรื่องที่ั ควรจะสอนในวิชานั้น เขียนโยงกบชื่อวิชาอยัางอิสระ่ หรือหากเป็นหัวเรื่องยอย่ ก็ให้โยงกบหัวเรื่องั หลักต่อไป โดยไม่ทาการลอกแบบของตาราเล่มใดเล่มหนึ่งเลย แผนภูมิที่ได้เรียกวา่ แผนภูมิระดมสมอง (Brian Storm Chart)

1.2 สร้างแผนภูมิหัวเรื่องสัมพันธ์(Concept Chart) จากแผนภูมิระดมสมองน ามาท า การวิเคราะห์ความถูกต้องของทฤษฎี หลักการแ ะเหตุผลความสัมพันธ์ต่อเนื่องกนอยัางละเอียด่ อาจมีการตัด-เพิ่มหัวเรื่องตามเหตุ-ผล และความเหมาะสม จนสามารถอธิบายและตอบค าถามได้ ผลที่ได้เป็นแผนภูมิที่เรียกวา่ แผนภูมิหัวเรื่องสัมพันธ์(Concept Chart)

1.3 สร้างแผนภูมิโครงข่ายเนื้อหา (Content Network Chart) นาหัวเรื่องต่าง ๆ จาก แผนภูมิหัวเรื่องสัมพันธ์(Concept Chart) มาเขียนเป็นโครงข่ายตามหลักการเทคนิคโครงข่าย โดย ค านึงถึงล าดับก รเรียนเนื้อหาก่อน-หลัง ความต่อเนื่องของเนื้อหา หรือเนื้อหานั้นสามารถเรียน เนื้อหาขนานกนได้แล้วทัาการวิเคราะห์เหตุผลความสัมพันธ์ของเนื้อหาโดยวิธีการวิเคราะห์ข่ายงาน

16

(Network Analysis) จนสมบูรณ์ผลที่ได้จะเป็นโครงข่ายเนื้อหาที่ต้องการ เรียกวา่ แผนภูมิโครงข่าย เนื้อหา (Content Network Chart)

2.ขั้นออกแบบบทเรียน (Design) มี2 ขั้นตอนยอย่ ดังนี้

2.1การกาหนดกลวิธีการนาเสนอและวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม (Strategic

Presentation Plan and Behavior Objective) โดยเริ่มจากนา แผนภูมิโครงข่ายเนื้อหา (Content Network Chart) มาพิจารณากลุ่มหัวเรื่องที่สามารถจัดไว้ในหน่วยการเรียน (Module) เดียวกนได้ภายใต้กรอบั เวลาที่กาหนด ตีเป็นกรอบ ๆ ไว้จนครบหัวเรื่องบนโครงข่ายเนื้อหา จากนั้นนากรอบหน่วยการเรียน (Module) มาจัดลาดับการนาเสนอตามอันดับและความสัมพันธ์ให้เป็นแนวทางเดียวกบแผนภูมิั โครงข่ายเนื้อหา (Content Network Chart) ซึ่ งจะได้ผลเป็ นแผนภูมิบทเรียน(Course Flow Chart) แสดงให้เห็นถึงลาดับการเรียนแต่ละหน่วยการเรียน (Module) ทั้งรายวิชา

2.2 สร้างแผนภูมิการนาเสนอในแต่ละหน่วย (Module Presentation Chart) ซึ่งนับวา่ เป็ นการออกแบบการสอน(Instruction Design) จะต้องออกแบบลาดับการนาเสนอเนื้อหาบทเรียน ตามหลักการสอนจริงนเป็นสั่วนสาคัญมากในการประกนคุณภาพการเรียนจากบทเรียนั

IMMCAI

3. ขั้นพัฒนาบทเรียน (Development) มี4 ขั้นตอนยอย่ ดังนี้

3.1 เขียนรายละเอียดเนื้อหาตามรูปแบบที่ได้กาหนด (Script Development) โดย เขียนเป็ นกรอบๆ จะต้องเขียนไปตามที่ได้ออกแบบไว้ โดยเฉพาะถ้าเป็Interactiveน Multi Media : IMM จะต้องกาหนด ข้อความ ภาพ เสียง สีฯลฯ และการกาหนดปฏิสัมพันธ์(Interactive) ไว้ให้ สมบูรณ์

3.2 จัดทาลาดับเนื้อหา (Storyboard Development) เป็ นการนาเอากรอบเนื้อหาหรือที่ เขียนเป็ นScript ไว้มาเรียบเรียงลาดับการนาเสนอที่ได้วางแผนไว้ซึ่งจะยังเป็นเอกสารสิ่งพิมพ์อยู่ การลาดับกรอบนี้สาคัญมาก

3.3นาเนื้อหาที่ยังเป็นสิ่งพิมพ์นี้มาตรวจสอบหาค่าความถูกต้อง (Content

Correctness)โดยเฉพาะการสร้างIMMCI เป็ นการเขียนตาราใหม่ทั้งเรื่อง ควรอาศัยผู้เชี่ยวชาญใน วิชานั้น ๆ (Subject Specialist) เป็ นผู้ตรวจสอบให้ากนั้นนาเนื้อหาไปทดลองใช้กบกลุั่มตัวอยาง่ หรือกลุ่มเป้าหมายแล้วปรับปรุงให้สมบูรณ์

3.4 การสร้างแบบทดสอบส่วนต่าง ๆ ต้องนามาหาค่าความยากง่าย อานาจจาแนก ความ เที่ยง และความเชื่อมันทุกแบบทดสอบ่ และต้องปรับปรุงให้สมบูรณ์ผลที่ได้ทั้งหมด ทั้งเนื้อหา (ที่จัด อยู่ในโครงสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ด้วยแล้ว) และแบบทดสอบต่าง ๆ รวมกนจะเป็นตัวบทเรียนั (Courseware)

17

4. ขั้นการนาเสนอบทเรียนบนคอมพิวเตอร์(Implementation) มี3 ขั้นตอน ดังนี้

4.1 เลือกSoftware หรือโปรแกรมสาเร็จรูปที่เหมาะสมและสามารถสนองตอบต่อ ความต้องการที่กาหนดไว้เป็นตัวจัดการเสนอบทเรียนบนคอมพิวเตอร์

4.2 จัดเตรียมรูปภาพ เสียง หรือการถ่ายวิดีโอหรือภาพนิ่ง หรือ Caption ไว้ให้พร้อม ที่จะใช้งาน โดยสร้างเป็ นแฟ้ ม ๆ

4.3 จัดการน Coursewareา เข้าในโปรแกรม(Coding) ด้วยความประณีตและด้วย ทักษะที่ดี ท าการEdit ภาพ เสียงVDO ให้เรียบร้อยสมบูรณ์ ซึ่ งจะได้เป็ นบทเรียน1 วิชา บนคอมพิวเตอร์ ตามที่ต้องการ(Subject CAI Software)

5.ขั้นประเมินผล (Evaluation ) มี3 ขั้นตอนยอย่ ดังนี้

5.1การตรวจสอบคุณภาพของPackage (Quality Evaluation) จัดการให้คณะ

ผู้เชี่ยวชาญทางIMMCAI ตรวจสอบคุณภาพของPackage แล้วปรับปรุงให้สมบูรณ์

5.2 ท าการทดลองการด าเนินการทดสอบหาประสิทธิภาพวยกลุ้่มตัวอยางเป้าหมาย่ จานวนไม่เกิน 10 คน ท าการปรับปรุงและนาผลมากาหนดกลวิธีการหาประสิทธิภาพจริงต่อไป

5.3 ท าการทดสอบเพื่อหาประสิทธิภาพ(Efficiency E1 / E2) ของ Package และหา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Effectiveness) จากกลุ่มตัวอยางเป้าหมายไม่่น้อยกวา่ 30 คน หากได้ผล ตามเป้ าหมายที่ต้องการเป็ นอันใช้ได้

5.4 จัดทาคู่มือการใช้Package (User Manual) หรือPackage Instruction ในคู่มือการ ใช้ควรประกอบไปด้วยหัวเรื่องดังนี้บทนา อุปกรณ์ที่ใช้เรียน การกาหนดหน้าจอคอมพิวเตอร์ก่อน เข้าบทเรี ยน เป้ าหมายของบทเรี ยน ข้อมูลเสริ มที่สข้อควรระวังาคัญ ข้อมูลผู้พัฒนาบทเรียน และ วันที่เผยแพร่บทเรียน

เมื่อได้พัฒนาตาม16 ขั้นตอนและเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ตามที่ได้มุ่งหวังไว้เป็นอันวาได้่ พัฒนาIMMCAI Package ที่มีคุณภาพสาเร็จและสามารถนาออกเผยแพร่(Publication) ใช้งานต่อไป ได้แต่ควรจะมีระบบติดตามผล (Follow up) เพื่อนาผลมาประกอบการปรับปรุงงานต่อ ๆไป

จากแนวคิดการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผู้วิจัยจึงตระหนักถึงแนวคิดที่ได้ จากการการนาคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาใช้ในการเรียนการสอน และคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีคุณค่า ทางการเรียนการสอนอยางยิ่ง่ (Friedman 1974 : 145) คือ

1. ให้ข้อมูลย้อนกลับอยางรวดเร็ว่ เมื่อนักเรียนมีปัญหา หรือไม่เข้าใจในบทเรียนหรือเมื่อ นักเรี ยนตอบค าถามได้ถูกต้องเครื่ องรายงานผลให้ทราบทันทีซึ่ งเป็ นการกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความ ต้องการที่จะเรียนต่อไป

18

2. ลดปัญหาระหว่างครูกบนักเรียนั และระหว่างนักเรียนกบนักเรียนั เพราะเป็ นการเรี ยน แบบเอกตบุคคลผู้เรียนสามารถเรียนรู้ทันกันได้ั

3. ผู้เรียนที่เรียนดีจะเรียนได้เร็วกวาการสอนปกติ่และช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาโดยการจัด โปรแกรมเสริมในส่วนที่ยังไม่เข้าใจและยังเป็นอุปกรณ์เสริมสาหรับนักเรียนที่เรียนเก่งให้สามารถ ศึกษาได้ด้วยตนเอง

4. เป็ นสื่อการสอนที่ดี เพราะสื่อการสนิดอื่นชไม่สามารถทาได้เช่น การสร้าง สถานการณ์จ าลอง การเลียนแบบของจริงตลอดจนการช่วยตัดสินใจการเสนอเนื้อหาใหม่ๆ หรื อ ให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาเดิมอีกก็ได้

5.ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะอยางยิ่งในการปรับปรุงเนื่ ้อหาบทเรียนสามารถ

ทาได้รวดเร็ว

6.ความทันสมัยของคอมพิวเตอร์จะช่วยให้สื่อน่าสนใจยิงขึ่ ้น

7.สามารถใช้สื่ออื่น ๆ ร่วมกนได้ัเช่น เสียง ภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น

8.สามารถสื่อสาร และถ่ายโอนข้อมูลในระบบสารสนเทศได้ดี

ดังนั้นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีความแตกต่างไปจากสื่อการสอนอื่น ๆ คือ สามารถโต้ตอบ แสดงผลลัพธ์บางอยางให้ผู้เรียนได้ทันที่ ทาให้น่าตื่นเต้น สนุกสนาน เร้าความสนใจให้ต้องการที่ จะเรียนด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงศึกษาผลของการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ขั้นตอนการสร้าง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและแนวคิดต่าง ๆ ประยุกต์ใช้ร่วมกนให้มีสั่วนเสริมในการเรียน การสอนได้อยางมีประสิทธิภาพ่ และประสิทธิผลดีกวาการสอนแบบอื่น่

หลักการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

Alessi & Trollip (1991 : 15 อ้างใน ถนอมพร(ตันพิพัฒน์) เลาหจรัสแสง, 2541 : 29 -30) ได้ ให้หลักการออกแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนว่ามีความสาคัญอย่างยิ่ง การออกแบบต้องด าเนินการ อย่างเป็นขั้นตอน เพราะแต่ละขั้นตอนผู้ออกแบบจะต้องมีการวางแผนอย่างดีเพื่อให้ได้บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกาหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ของผู้เรียนจะเป็นขั้นตอนที่สาคัญที่สุดเพื่อให้ได้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สมบูรณ์และ เหมาะสมกบผู้เรียนั ดังแผนภูมิแบบจาลองการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนต่อไปนี้

19

ขั้นตอนที่1: ขั้นตอนการเตรียม

การย้อนกลับเพื่อทดสอบและปรับปรุง

(1.1)

 

 

 

(1.2)

 

 

 

 

(1.3)

 

 

(1.4)

 

 

 

 

 

 

ขั้นตอนที่2

 

กาหนดเป้าหมาย

 

เก็บข้อมูล

 

เรียนรู้เนื้อหา

 

 

สร้างความคิด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขั้นตอนที่2: ขั้นตอนการออกแบบบทเรียน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

(2.1)

 

 

 

(2.2)

 

 

 

 

(2.3)

 

 

(2.4)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทอนความคิด

 

วิเคราะห์งาน

 

การออกแบบ

 

 

ประเมินและแกไข้

 

 

 

 

ขั้นตอนที3

 

 

 

 

 

 

 

และแนวคิด

 

บทเรียน

 

 

การออกแบบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขั้นตอนที่3– 7

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

(3)

 

 

 

(4)

 

 

(5)

 

 

(6)

 

 

(7)

 

 

 

 

 

 

 

เขียนผังงาน

 

 

สร้างสตอรี่บอร์

 

 

สร้าง/เขียน

 

 

ผลิตเอกสาร

 

ประเมินและ

 

 

 

จบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โปรแกรม

 

 

ประกอบ

 

แกไขบทเรียน้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพ 3 แสดงแบบจาลองการออกแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนของ Alessi & Trollip

 

 

จากภาพ 3 แสดงแบบจาลองการออกแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนของ Alessi & Trollip

อธิบายรายละเอียดขั้นตอนการออกแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ดังนี้

 

 

 

 

 

 

ขั้นตอนที่1ขั้นตอนการเตรียม(Preparation)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1.1 กาหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์(Determine Goals and

Objectives) การ

กาหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของบทเรียน คือ การตั้งเป้าหมายวาผู้เรียนจะสามารถใช้บทเรียน่ นี้เพื่อการศึกษาเรื่องใดและในลักษณะใด รวมทั้งการกาหนดวัตถุประสงค์ในการเรียน คือ เมื่อ ผู้เรียนเรียนจบแล้วจะสามารถทาอะไรได้บ้าง ผู้ออกแบบจึงควรที่จะทราบพื้นฐานของผู้เรียนที่เป็น กลุ่มเป้าหมายเสียก่อน เพราะความรู้พื้นฐานของผู้เรียนมีอิทธิพลต่อเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของ บทเรียนดังนั้นเพื่อให้บทเรียนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผู้สร้างคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ควรใช้เวลาใน ส่วนของการกาหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์นี้และพิจารณาครอบคลุมถึงวิธีการในการ ประเมินผลควบคู่กนไปั เนื่องจากการประเมินผลถือวาเป็นวิธีการที่จะตรวจสอบได้ว่าผู้เรียนบรรลุ่ วัตถุประสงค์ตามที่ผู้สร้างได้กาหนดไว้หรือไม่

20

1.2 รวบรวมข้อมูล(Collect Resources) การรวบรวมข้อมูล หมายถึง การเตรียมความ พร้อมทางด้านทรัพยากรสารสนเทศ(Information Resources) ทั้งหมดที่เก่ียวข้อง ทั้งในส่วนของ เนื้อหา (Materials) การพัฒนาและการออกแบบบทเรี ยน(Instructional Development) และสื่อใน การน าเสนอบทเรียน(Instructional Delivery System)

1.3 เรียนรู้เนื้อหา (Learn Content) ผู้ออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหากเป็น ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเนื้อหาต้องหาความรู้ทางด้านการออกแบบบทเรียนหรือหากเป็นผู้ออกแบบ บทเรียนก็จะต้องหาความรู้ด้านเนื้อหาควบคู่กนไปั การเรียนรู้เนื้อหาเป็น สิ่งที่สาคัญอยางยิ่งส่ าหรับ ผู้ออกแบบเนื่องจากความไม่รู้เนื้อหาจะทาให้เกิดข้อจากดในการออกแบบั กล่าวคือ ผู้ออกแบบจะ ไม่สามารถออกแบบบทเรียนที่มีประสิทธิภาพได้ไม่วาจะเป็นส่่วนของการออกแบบ การชี้แนวทาง การเรียนรู้การนาเสนอเนื้อหา การให้ผลป้อนกลับตลอดจนการทดสอบความรู้ของผู้เรียน

1.4 สร้างความคิด(Generate Ideas) ขั้นตอนนี้ก็คือการระดมสมอง หมายถึงการ กระตุ้นให้เกิดการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้ได้ข้อคิดเห็นต่างๆเป็นจานวนมากจากทีมงานใน ระยะเวลาอันสั้นโดยความคิดสร้างสรรค์จะยึดถือปริมาณมากกวาการประเมินค่่าความถูกต้องเหมาะสม การระดมสมองมีกติกาอยูด้วยก่นั 4 ประการ ได้แก่การห้ามวิจารณ์(Supend Judgement) การคิด โดยอิสระ(Free Wheel) การเน้นปริมาณ(Quantity) และการกระตุ้นความคิดอยางต่่อเนื่อง (Cross Fertilize) ซึ่ งเป็ขัน้ ตอนที่สาคัญมาก เพราะจะทาให้เกิดข้อคิดเห็นต่างๆอันจะนามาซึ่งแนวคิดที่ดี และน่าสนใจที่สุด

ขั้นตอนที่2ขั้นตอนการออกแบบบทเรียน(Design Instruction)

การออกแบบบทเรียนเป็นขั้นตอนที่ครอบคลุมถึงการทอนความคิดการวิเคราะห์งาน และแนวคิด การออกแบบบทเรียนขั้นแรกและการประเมิน แก้ไขการออกแบบขั้นตอนการ ออกแบบบทเรียนนี้เป็นขั้นตอนที่สาคัญที่สุดขั้นตอนหนึ่งและเป็นตัวกาหนดบทเรียนที่ออกมา ลักษณะใด ประกอบด้วยขั้นตอน ดังนี้

2.1 ทอนความคิด(Elimination of Ideas) หลังจากระดมสมองแล้วนักออกแบบจะน า ความคิดทั้งหมดมาประเมินว่าข้อคิดใดที่น่าสนใจ ซึ่งในช่วงพิจารณาอีกครั้งหนึ่งนี้อาจรวมไปถึง การซักถาม อภิปรายถึงรายละเอียดและขัดเกลาข้อคิดต่าง ๆ

2.2 วิเคราะห์งานและแนวคิด(Task and Concept Analysis) การวิเคราะห์งานเป็ น การพยายามในการวิเคราะห์ขั้นตอนเนื้อหาที่ผู้เรียนจะต้องศึกษาจนทาให้เกิดการเรี ยนรู้ที่ต้องการคือ การวิเคราะห์งาน(Task Analysis) เป็นขั้นตอนการวิเคราะห์เนื้อหาที่เหมาะสมและการสอนทักษะที่ ต้องใช้ทักษะพื้นฐานต่าง ๆ ที่ได้สอนไปแล้วผนวกเข้าด้วยกนจนในที่สุดผู้เรียนกั็จะสามารถเรียนรู้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพการวิเคราะห์แนวคิด (Concept Analysis) เป็นขั้นตอนในการวิเคราะห์

21

เนื้อหาซึ่งผู้เรียนจะต้องศึกษาอยางพินิจพิจารณาทั่้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งเนื้อหาที่เก่ียวข้องกบการเรียนั และเนื้อหาที่มีความชัดเจนเท่านั้น ดังนั้นการวิเคราะห์งานและวิเคราะห์แนวคิดถือเป็นการ วิเคราะห์ที่มีความสาคัญมาก ทั้งนเพื่อหาหลักการเรียนรู้(Principles of Learning) ที่เหมาะสมของ เนื้อหานั้น ๆ และเพื่อให้ได้มาซึ่งแผนงานสาหรับการออกแบบบทเรียนที่มีประสิทธิภาพ

2.3 การออกแบบบทเรียนขั้นแรก (Preliminary Lesson Description) หลังจากที่มีการ วิเคราะห์งานและแนวคิด ผู้ออกแบบจะต้องนางานและแนวคิดทั้งหลายที่ได้มานั้นมาผสมผสานให้ กลมกลืนและออกแบบให้เป็นบทเรียนที่มีประสิทธิภาพโดยการผสมผสานและแนวคิดเหล่านี้ จะต้องท าภายใต้ทฤษฏีการเรี ยนรู้ฮอฟแมนและเมดสเคอร์(Hoffman and Medsker,1983 อ้างใน ถนอมพร (ตันพิพัฒน์) เลาหจรัสแสง, 2541 : 34) ซึ่ งประกอบไปด้วยการกาหนดประเภทของการ เรียนรู้ประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนการกาหนดขั้นตอนและทักษะที่จาเป็น การกาหนดปัจจัย หลักที่ต้องคานึงในการการออกแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแต่ละประเภทและท้ายที่สุดคือ การ จัดระบบความคิดเพื่อให้ได้มาซึ่ งการออกแบบล าดับของบทเรียนที่ดีที่สุดผู้ออกแบบควรใช้เวลาใน การออกแบบส่วนนี้ให้มากที่สุดโดยเฉพาะอยางยิ่่งในการสร้างสรรค์งานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ของ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่จะต้องมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ต้องใช้เวลาให้มากในส่วนของการออกแบบลาดับ ของการนาเสนอบทเรียนเพื่อให้ได้มาซึ่งโครงสร้างของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สามารถตอบสนอง ความแตกต่างระหวางบุคคลของผู้เรียนได้จริง่

2.4 ประเมินและแกไขการออกแบบ้ (Evaluation and Revision of the Design) การ ประเมินและการแกไขการออกแบบ้ เป็นสิ่งสาคัญมากในการออกแบบบทเรียนอยางมีระบบ่ การ ประเมินจะต้องทาอยู่เรื่อยๆเป็นระยะระหว่างการออกแบบหลังจากการออกแบบควรจะมีการ ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญเนื้อหา ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบและโดยผู้เรียน เพื่อเป็นการทดสอบว่า ผู้เรียนสามารถบรรลุเป้าหมายหรือไม่จนกระทังได้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่ ่วยสอนที่มีคุณภาพ

ขั้นตอนที่3ขั้นตอนการเขียนผังงาน(Flowchart Lesson)

ผังงาน คือชุดของสัญลักษณ์ต่างๆซึ่งอธิบายขั้นตอนการทางานของโปรแกรมการ เขียนผังงานเป็นสิ่งสาคัญทั้งนี้ก็เพราะคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ดีจะต้องมีปฏิสัมพันธ์อยางสม่่าเสมอและ จะถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุดในรูปของสัญลักษณ์การเขียนผังงานมีหลายระดับ แตกต่างกนไปแล้วแตั่ความละเอียดของแต่ละผังงานและขึ้นอยูก่ บประเภทของบทเรียนด้วยั

ขั้นตอนที่4ขั้นตอนการสร้างสตอรี่บอร์ด(Create Storyboard)

การสร้างสตอรี่บอร์ด เป็นขั้นตอนของการเตรียมการนาเสนอข้อความภาพ รวมทั้ง สื่ อในรู ปแบบมัลติมิเดียบันทึกลงบนกระดาษห้การนเพื่อใาเสนอข้อความและสื่ อมีรู ปแบบที่

22

ต้องการตามความเหมาะสมบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อไป ควรจะมีการประเมินและทบทวนแกไข้ บทเรียนจากสตอรี่บอร์ดให้เป็นที่น่าพอใจของทุกฝ่ายด้วย

ขั้นตอนที่5ขั้นตอนการสร้าง/เขียนโปรแกรม( Program Lesson)

การสร้ าง/เขียนโปรแกรมเป็ กระบวนการเปลี่ ยนสตอรี่ บอร์ ดให้กลายเป็ น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การสร้างบทเรียนที่ผู้ออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะต้องรู้จักเลือกใช้ โปรแกรมที่เหมาะสม โดยมีปัจจัยหลักในการพิจารณาโปรแกรมสร้างคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่เหมาะสม ได้แก่

5.1 ด้านฮาร์ดแวร์ผู้ออกแบบจะต้องค ึงถึงกลุ่มเป้าหมายที่จะใช้บทเรียนนั้นมี ข้อจากดทางด้านฮาร์ดแวร์หรือไมั่

5.2 ลักษณะและประเภทของบทเรียน ที่ต้องการออกแบบก็เป็นปัจจัยอยางหนึ่งที่่ ควรพิจารณา ผู้ออกแบบจาเป็นต้องทาความเข้าใจในการทางานของโปรแกรมช่วยสร้างคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนแต่ละโปรแกรมวามีข้อดีและข้อจ่ากดแตกตั่างกนอยัางไรเพื่อให้ได้มาซึ่งเครื่องมือที่เหมาะสม่ กบลักษณะบทเรียนที่ต้องการและลดเวลาในการพิจาณาเลือกโปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ชั่วยสอน สาหรับงานครั้งต่อไป

5.3 โปรแกรมช่วยสร้างคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบต่างกัน ออกไปบางโปรแกรมลักษณะเพิ่มเติมที่ช่วยให้การออกแบบบทเรียนประเภทใดประเภทหนึ่งได้ สะดวกยิงขึ่ ้น

5.4 งบประมาณ เป็นปัจจัยที่ผู้ออกแบบต้องคานึงในการเลือกโปรแกรมช่วยสร้าง คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่เหมาะสมเนื่องจากโปรแกรมช่วยสร้างคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแต่ละโปรแกรม จะมีราคาที่แตกต่างกนั โดยเฉพาะโปรแกรมที่มาจากต่างประเทศจะมีราคาสูงกว่าที่ผลิตในประเทศ ไทย

ขั้ นตอนที่6ขั้ นตอนการผลิตเอกสารประกอบบทเรียน(Produce Supporting Materials)

เอกสารประกอบบทเรียนเป็นสิ่งที่จาเป็นอยางยิ่ง่ เอกสารประกอบบทเรียนอาจแบ่ง ได้เป็ น4 หมวด คือ คู่มือการใช้ของผู้เรียน ผู้มือการใช้ของครูผู้สอน คู่มือสาหรับการแก้ปัญหา เทคนิคต่าง ๆ และเอกสารประกอบเพิมเติมทั่ วไป่

ขั้นตอนที่7ขั้นตอนการประเมินผลและแก้ไขบทเรียน(Evaluate and Revise)

บทเรียนและเอกสารประกอบทั้งหมด ควรที่จะได้รับการประเมินโดยเฉพาะการ ประเมินในส่วนของการนาเสนอและการทางานของบทเรียน ส่วนการนาเสนอนั้นผู้ที่ควรจะทาการ ประเมินก็คือผู้ที่มีประสบการณ์ในการออกแบบมาก่อน ผู้ออกแบบควรจะสังเกตพฤติกรรมของ

23

ผู้เรียนขณะที่ใช้บทเรียนหรือสัมภาษณ์ผู้เรียนหลังการใช้บทเรียน นอกจากนี้ยังอาจทดสอบความรู้ ผู้เรียนหลังจากที่ได้ทียนจากคอมพิวเตอร์ชาก ่วยสอนนั้น ๆ แล้ว

บุญเลิศ อรุ ณพิบูลย์(2549 : 15) ได้มีการออกแบบการสร้างหรื อจัดท าบทเรี ยน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนคานึงถึงส่วนประกอบในการจัดทา ดังนี้

1. บทน าเรื่อง(Title) เป็นส่วนแรกของบทเรียน ช่วยกระตุ้น เร้าความสนใจ ให้ผู้เรียน อยากติด่อเนื้อหาต่อไป

2. คาชี้แจงบทเรียน (Instruction) ส่วนนี้จะอธิบายเก่ียวกบการใช้บทเรียนั การทางานของ บทเรียนเพื่อสร้างความมันใจให้ก่ บผู้เรียนั

3.วัตถุประสงค์บทเรียน(Objective) แนะน า อธิบายความคาดหวังของบทเรียน

4.รายการเมนูหลัก(Main Menu) แสดงหัวเรื่อ ยอยของบทเรียนให้ผู้เรียนศึกษา่

5.แบบทดสอบก่อนเรียน (Pre Test) ส่วนประเมินความรู้ขั้นต้นของผู้เรียน เพื่อดูว่า

ผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานในระดับใด

6. เนื้อหาบทเรียน (Information) ส่วนสาคัญที่สุดของบทเรียน โดยนาเสนอเนื้อหาที่จะ

น าเสนอ

7. แบบทดสอบท้ายบทเรียน (Post Test) ส่วนนี้จะนาเสนอเพื่อตรวจผลวัดสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ของผู้เรียน

8. บทสรุป และการน าไปใช้งาน(Summary - Application) ส่วนนี้จะสรุปประเด็นต่าง ๆ ที่จาเป็น และยกตัวอยางการน่าไปใช้งาน

Gangné (2006 อ้างใน รุจโรจน์แกวอุไร้, 2549 : ออนไลน์) ให้แนวคิดหลักการออกแบบ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไว้วา่ เป็นบทเรียนเกิดจากการออกแบบในลักษณะการเรียนการสอนจริง โดยยึดหลักการนาเสนอเนื้อหาและจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์หลักการสอน 9 ประการ ได้แก่

1. เร่งเร้าความสนใจ (Gain Attention) ก่อนเริ่มการนาเสนอเนื้อหาบทเรียนควรมีการจูงใจ และเร่งเร้าความสนใจให้ผู้เรียนอยากเรียน ดังนั้น บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจึงควรเริ่มด้วยการ ใช้ภาพ แสง สีเสียงหรือใช้สื่อประกอบกนหลายั ๆ อยาง่ โดยสื่อที่สร้างขึ้นนั้นเก่ียวข้องกบเนืั้อหา และน่าสนใจซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสนใจของผู้เรียน นอกจากเร่งเร้าความสนใจแล้วยังเป็นการ เตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนพร้อมจะศึกษาเนื้อหาต่อไปในตัวอีกด้วย ตามลักษณะของบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การเร่งเร้าความสนใจในขั้นตอนแรกนี้ก็คือ การนาเสนอบทนาเรื่อง (Title) ของบทเรียนนันเอง่ ซึ่งหลักสาคัญประการหนึ่งของการออกแบบในส่วนนี้คือ ควรให้สายตาของ ผู้เรียนอยูที่จอภาพ่ โดยไม่ต้องกงวลอยูัที่แป้นพิมพ์หรือส่่วนอื่นๆ แต่ถ้าบทนาเรื่องดังกล่าวต้องการ

24

ตอบสนองจากผู้เรียนโดยการปฏิสัมพันธ์ผานทางอุปกรณ์ป้อนข้อมูล่ ควรเป็นการตอบสนองง่าย ๆ เช่นกดแป้น Spacebar คลิกเมาส์หรือกดแป้พิมพ์ตัวใดตัวหนึ่งน เป็นต้น สิ่งที่ต้องพิจารณาเพื่อเร่งเร้า ความสนใจของผู้เรียนมีดังนี้

1.1 เลือกใช้ภาพกราฟฟิกที่เก่ียวข้องกบเนืั้อหา เพื่อเร่งเร้าความสนใจในส่วนของ บทนาเรื่อง โดยมีข้อพิจารณา ดังนี้

1)ใช้ภาพกราฟิกที่มีขนาดใหญ่ชัดเจน ง่าย และไม่ซับซ้อน

2)ใช้เทคนิคการนาเสนอที่ปรากฏภาพได้เร็ว เพื่อไม่ให้ผู้เรียนเบื่อ

3)ควรให้ภาพปรากฏบนจอภาพระยะหนึ่ง จนกระทังผู้เรียนกดแป้่ นพิมพ์ใดๆ

จึงเปลี่ยนไปสู่เฟรมอื่นๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้กบผู้เรียนั 1.2 เลือกใช้ภาพกราฟิกที่เก่ียวข้องกบเนืั้อหา ระดับความรู้และเหมาะสมกบวัยของั

ผู้เรียนใช้ภาพเคลื่อนไหวหรือใช้เทคนิคการนาเสนอภาพผลพิเศษเข้าช่วย เพื่อแสดงการเคลื่อนไหว ของภาพ แต่ควรใช้เวลาสั้น ๆ และง่าย

1.3 เลือกใช้สีที่ตัดกบฉากหลังอยัางชัดเจน่ โดยเฉพาะสีเข้ม

1.4 เลือกใช้เสียงท่ อดคล้องกบภาพกราฟิกและเหมาะสมกับเนืั้อหาบทเรียนควร บอกชื่อเรื่องบทเรียนไว้ด้วยในส่วนของบทนาเรื่อง

2.บอกวัตถุประสงค์(Specify Objective) วัตถุประสงค์ของบทเรียน นับวาเป็นส่่วน สาคัญยิ่งต่อกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะได้ทราบถึงความคาดหวังของบทเรียนจากผู้เรียน นอกจากผู้เรียจะทราบถึงพฤติกรรมขั้นสุดท้ายของตนเองหลังจบบทเรียนแล้ว จะยังเป็นการแจ้ง ให้ทราบล่วงหน้าถึงประเด็นสาคัญของเนื้อหา รวมทั้งเค้าโครงของเนื้อหาอีกด้วย การที่ผู้เรียนทราบ ถึงขอบเขตของเนื้อหาอยางคร่่าว ๆ จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถผสมผสานแนวความคิดในรายละเอียด หรือส่วนยอยของเนื่้อหาให้สอดคล้องและสัมพันธ์กบเนืั้อหาในส่วนใหญ่ได้ซึ่งมีผลทาให้การเรียนรู้ มีประสิทธิภาพยิงขึ่ ้น นอกจากจะมีผลดังกล่าวแล้ว ผลการวิจัยยังพบด้วยวา่ ผู้เรียนที่ทราบวัตถุประสงค์ ของการเรียนก่อนเรียนบทเรียน จะสามารถจาและเข้าใจในเนื้อหาได้ดีขึ้นอีกด้วย

วัตถุประสงค์บทเรียนจ าแนกเป็2 นชนิด ได้แก่ วัตถุประสงค์ทัวไป่ และวัตถุประสงค์ เฉพาะหรือวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมการบอกวัตถุประสงค์ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กาหนดเป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เนื่องจากเป็นวัตถุประสงค์ชี้เฉพาะ สามารถวัดและสังเกต ได้ง่ายต่อการตรวจวัดผู้เรียนในขั้นสุดท้าย วัตถุประสงค์ทัวไปมีความจ่ าเป็นต้องแจ้งให้ผู้เรียน ทราบถึงเค้าโครงเนื้อหาแนวกว้าง ๆ สิ่งที่ต้องพิจารณาการบอกวัตถุประสงค์บทเรียน ดังนี้

2.1บอกวัตถุประสงค์โดยเลือกใช้ประโยคสั้นๆ แต่ได้ใจความ อ่านแล้วเข้าใจ ไม่

ต้องแปลความอีกครั้ง

25

2.2หลีกเลี่ยงการใช้คาที่ไม่เข้าใจและไม่รู้จักของผู้เรียน

2.3ไม่ควรกาหนดวัตถุประสงค์หลายข้อเกินไปในเนื้อหาแต่ละส่วน ๆ ซึ่งจะทาให้

ผู้เรียนเกิดความสับสน หากมีเนื้อหามาก ควรแบ่งบทเรียนออกเป็นหัวเรื่องยอย่ ๆ 2.4 ควรบอกการน าไปใช้งานให้ผู้เรีราบด้วยวยนท่า หลังจากจบบทเรียนแล้วจะ

สามารถน าไปประยุกต์ใช้ท าอะไรได้บ้าง 2.5 ถ้าบทเรียนนั้นประกอบด้วยบทเรียนยอยหลายหัวเรื่อง่ ควรบอกทั้งวัตถุประสงค์

ทัวไปและวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม่ โดยบอกวัตถุประสงค์ทัวไปในบทเรียนหลัก่ และตามด้วย รายการให้เลือก หลังจากนั้นบอกวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของแต่ละบทเรียนยอย่ ๆ

2.6 อาจนาเสนอวัตถุประสงค์ให้ปรากฏบนจอภาพทีละข้อ ๆ แต่ควรคานึงถึงเวลา การนาเสนอให้เหมาะสม หรืออาจให้ผู้เรียนกดแป้นพิมพ์เพื่อศึกษาวัตถุประสงค์ต่อไปทีละข้อ เพื่อให้การน าเสนอวัตถุประ งค์น่าสนใจยิงขึ่ ้น อาจใช้กราฟิกง่าย ๆ เข้าช่วย เช่น ตีกรอบ ใช้ลูกศร และใช้รูปทรงเรขาคณิต แต่ไม่ควรใช้การเคลื่อนไหวเข้าช่วย โดยเฉพาะกบตัวหนังสือั

3. ทบทวนความรู้เดิม(Activate Prior Knowledge) การทบทวนความรู้เดิมก่อนที่จะ นาเสนอความรู้ใหม่แก่ผู้เรียน มีความจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาวิธีการประเมิน ความรู้ที่จ าเป็ น สาหรับบทเรียนใหม่เพื่อไม่ให้ผู้เรียนเกิดปัญหาในการเรียนรู้วิธีปฏิบัติโดยทัวไปส่ าหรับบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนก็คือ การทดสอบก่อนบทเรียน (Pre-test) ซึ่ งเป็ นการประเมินความรู้ของ ผู้เรียน เพื่อทบทวนเนื้อหาเดิมที่เคยศึกษาผ่านมาและเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับเนื้อหาใหม่ นอกจากจะเป็นการตรวจวัดความรู้พื้นฐานแล้ว บทเรียนบางเรื่องอาจใช้ผลจากการทดสอบก่อน บทเรียนมาเป็นเกณฑ์จัดระดับความสามารถของผู้เรียน เพื่อจัดบทเรียนให้ตอบสนองต่อระดับ ความสามารถของผู้เรียนที่แท้จริงของผู้เรียนแต่ละคน ในขั้นการทบทวนความรู้เดิมนี้ไม่จาเป็นต้อง เป็นการทดสอบเสมอไป หากเป็นบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างขึ้นเป็นบทเรียนที่เรียน ต่อเนื่องกนไปตามลัาดับ การทบทวนความรู้เดิม อาจอยู่ในรูปแบบของการกระตุ้นให้ผู้เรียนคิด ย้อนหลังถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มาก่อนหน้านี้ก็ได้การกระตุ้นดังกล่าวอาจแสดงด้วยคาพูด คาเขียน ภาพ หรือผสมผสานกนแล้วแตั่ความเหมาะสม ปริมาณมากน้อยเพียงใดขึ้นอยูก่ บเนืั้อหา ถ้าพบวาผู้เรียน่ ไม่เข้าใจวิธีการบทเรียนต้องชี้แนะให้ผู้เรียนกลับไปศึกษาก่อน หรืออาจนาเสนอบทเรียนยอยเพิ่่มเติม เพื่อเป็นการทบทวนก่อนก็ได้สิ่งที่จะต้องพิจารณาในการทบทวนความรู้เดิม มีดังนี้

3.1 ควรมีการทดสอบความรู้พื้นฐานหรือนาเสนอเนื้อหาเดิมที่เก่ียวข้อง เพื่อเตรียม ความพร้อมผู้เรียนในการเข้าสู่เนื้อหาใหม่โดยไม่ต้องคาดเดาวาผู้เรียนมีพื่้นความรู้เท่ากนั

3.2 แบบทดสอบต้องมีคุณภาพ สามารถแปลผลไโดยวัดความรู้พื้้นฐานที่จาเป็นกบั การศึกษาเนื้อหาใหม่เท่านั้น มิใช่แบบทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแต่อยางใด่

26

3.3 การทบทวนเนื้อหาหรือการทดสอบ ควรใช้เวลาสั้น ๆ กระชับ และตรงตาม วัตถุประสงค์ของบทเรียนมากที่สุด

3.4 ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนออกจากเนื้อหาใหม่หรือออกจากการทดสอบ เพื่อไป ศึกษาทบทวนได้ตลอดเวลา

3.5 ถ้าบทเรียนไม่มีการทดสอบความรู้พื้นฐานเดิม บทเรียนต้องนาเสนอวิธีการ กระตุ้นให้ผู้เรียนย้อนกลับไปคิดถึงสิ่งที่ศึกษาผ่านมาแล้ว หรือสิ่งที่มีประสบการณ์ผ่านมาแล้ว โดย อาจใช้ภาพประกอบในการกระตุ้นให้ผู้เีย ย้อนคิด จะทาให้บทเรียนน่าสนใจยิงขึ่ ้น

4. นาเสนอเนื้อหาใหม่(Present New Information) หลักสาคัญในการนาเสนอเนื้อหา ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนก็คือ ควรนาเสนอภาพที่เก่ียวข้องกับเนื้อหา ประกอบกับ คาอธิบายสั้น ๆ ง่าย แต่ได้ใจความ การใช้ภาพประกอบทาให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาง่ายขึ้น และมีความ คงทนในการจาได้ดีกวาการใช้ค่าอธิบายเพียงอยางเดียว่ โดยหลักการที่วา่ ภาพจะช่วยอธิบายสิ่งที่ เป็นนามธรรมให้ง่ายต่อการรับรู้แม้ในเนื้อหาบางช่วงจะมีความยากที่จะคิดสร้างภาพประกอบ แต่ก็ ควรพิจารณาวิธีการต่าง ๆ นาเสนอด้วยภาพให้ได้แม้มีจานวนน้อยก็ยังดีกวาค่าอธิบายเพียงคาเดียว

ภาพที่ใช้ในบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจาแนกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ ภาพนิ่ง ได้แก่ภาพลายเส้น ภาพ 2 มิติ ภาพ3 มิติ ภาพถ่ายของจริง แผนภาพ แผนภูมิ และกราฟ อีกส่วน ได้แก่ภาพเคลื่อนไหว เช่น ภาพวิดีทัศน์ ภาพจากแหล่งสัญญาณดิจิตอลต่าง ๆ เครื่องเล่นภาพโฟโต้ ซีดี เครื่องเล่นเลเซอร์ดิสก์ กล้องถ่ายภาพวิดีทัศน์ และภาพจากโปรแกรมสร้างภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น การใช้ภาพประกอบเนื้อหาอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร หากภาพนั้นมีรายละเอียดมากเกินไปจะ ใช้เวลามากไปในการปรากฏบนจอภาพ ไม่เก่ียวข้องกบเนืั้อหา ซับซ้อนเข้าใจยากและไม่เหมาะสม ในเรื่องเทคนิคการออกแบบ เช่น ขาดความสมดุลย์องค์ประกอบภาพไม่ดีเป็นต้น ดังนั้น การเลือก ภาพที่ใช้ในการนาเสนอเนื้อหาของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรพิจารณาในประเด็น ดังนี้

4.1 เลือกใช้ภาพประกอบการนาเสนอเนื้อหาให้มากที่สุด โดยเฉพาะอยางยิ่งในส่ ่วน ที่เป็นเนื้อหาสาคัญ ๆ

4.2 เลือกใช้ภาพเคลื่อนไหว สาหรับเนื้อหาที่ยากและซับซ้อนที่มีการเปลี่ยน แปลง เป็นลาดับขั้น หรือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอยางต่ ่อเนื่อง

4.3 ใช้แผนภูมิ แผนภาพ แผนสถิติ สัญลักษณ์ หรือภาพเปรียบเทียในการน าเสนอ เนื้อหาใหม่แทนข้อความคาอธิบาย

4.4 การเสนอเนื้อหาที่ยากและซับซ้อน ให้เน้นในส่วนของข้อความสาคัญ ซึ่งอาจใช้ การขีดเส้นใต้การตีกรอบ การกระพริบ การเปลี่ยนสีพื้น การโยงลูกศร การใช้สีหรือการชี้แนะด้วย คาพูด เช่น สังเกตที่ด้านขวาของภาพ เป็นต้น

27

4.5ไม่ควรใช้กราฟิกที่เข้าใจยาก และไม่เก่ียวข้องกบเนืั้อหา

4.6จัดรูปแบบของคาอธิบายให้น่าอ่าน หากเนื้อหายาว ควรจัดแบ่งกลุ่มคาอธิบายให้

จบเป็ นตอน ๆ 4.7 คาอธิบายที่ใช้ในตัวอยาง่ ควรกระชับและเข้าใจได้ง่าย และคาที่ใช้ควรเป็นคาที่

ผู้เรียนระดับนั้น ๆ คุ้นเคย และเข้าใจความหมายตรงกนั 4.8 หากเครื่ องคอมพิวเตอร์แสดงกราฟิ กได้ช้า ควรเสนอเฉพาะฟิกราที่จ าเป็ น

เท่านั้น

4.9 ไม่ควรใช้สีพื้นสลับไปสลับมาในแต่ละเฟรมเนื้อหา และไม่ควรเปลี่ยนสีไปมา โดยเฉพาะสีหลักของตัวอักษร

4.10ขณะนาเสนอเนื้อหาใหม่ควรให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทาอยางอื่นบ้าง่ แทนที่จะให้กด แป้นพิมพ์หรือคลิกเมาส์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เช่น การปฏิสัมพันธ์กบบทเรียนโดยวิธีการพิมพ์ั หรือตอบค าถาม

5. ชี้แนะแนวทางการเรียนรู้(Guide Learning) ตามเงื่อนไขการเรียนรู้และหลักการผู้เรียน จาเนื้อหาได้ดีหากมีการจัดระบบการเสนอเนื้อหาที่ดีและสัมพันธ์กบประสบการณ์ัเดิมหรือความรู้ เดิมของผู้เรียน บางทฤษฎีกล่าวไว้ว่า การเรียนรู้ที่กระจ่างชัดนั้นทางเดียวที่จะเกิดขึ้นได้คือการที่ ผู้เรียนวิเคราะห์และตีความในเนื้อหาใหม่บนพื้นฐานของความรู้และประสบการณ์เดิม รวมกนเกัิด เป็ นองค์ความรู้ใหม่ดังนั้น หน้าที่ผู้ออกแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในขั้นนี้คือ พยายามค้นหา เทคนิคในการที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนนาความรู้เดิมมาใช้ในการศึกษาความรู้ใหม่นอกจากนั้นต้อง พยายามหาวิธีทาให้การศึกษาความรู้ใหม่ของผู้เรียนมีความกระจ่างชัดเท่าที่จะทาได้เป็นต้นวา่ การ ใช้เทคนิคการให้ตัวอยาง่ (Example) และตัวอยางที่ไม่่ใช่ตัวอยาง่ (Non-example) อาจจะช่วยทาให้ ผู้เรียนแยกแยะความแตกต่างและเข้าใจมโนคติของเนื้อหาต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น เนื้อหาบางเรื่อง ผู้ออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบมัลติมีเดียอาจใช้วิธีการค้นพบ (Guided Discovery)

หมายถึง การพยายามให้ผู้เรียนคิดหาเหตุผล ค้นคว้าและวิเคราะห์หาค าตอบด้วยตนเอง โดยบทเรียน ค่อย ๆ ชี้แนะจากจุดกว้าง ๆ และแคบลง ๆ จนผู้เรียนหาคาตอบได้เอง การใช้คาอธิบายกระตุ้นให้ ผู้เรียนได้คิด เป็นเทคนิคประการหนึ่งที่สามารถนาไปใช้ในการชี้แนวทางการเรียนรู้ได้ สรุปแล้วใน ขั้นตอนนี้ผู้ออกแบบต้องยึดหลักการจัดการเรียนรู้จากสิ่งที่มีประสบการณ์เดิมไปสู่เนื้อหาใหม่ จากสิ่งที่ยากไปสู่สิ่งที่ง่ายกวาตามล่าดับขั้น สิ่งที่ต้องพิจารณาการชี้แนะแนวทางการเรียน ดังนี้

5.1 บทเรียนควรแสดงให้ผู้เรียนได้เห็นถึงความสัมพัธ์ขอ ้ือหาความรู้และช่วย ให้เห็นวาสิ่่งยอยนั่้นมีความสัมพันธ์กบสิั่งใหญ่อยางไร่

28

5.2 ควรแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของสิ่งใหม่กบสิั่งที่ผู้เรียนมีประสบการณ์ผ่าน

มาแล้ว

5.3 นาเสนอตัวอยางที่แตกต่่างกนั เพื่อช่วยอธิบายความคิดรวบยอดใหม่ให้ชัดเจน ขึ้น เช่น การเปิดหน้ากล้องหลาย ๆ ค่าเพื่อให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของรูรับแสง

5.4 นาเสนอตัวอยางที่ไม่่ใช่ตัวอยางที่ถูกต้อง่ เพื่อเปรียบเทียบกบตัวอยัางที่ถูกต้อง่ เช่น นาเสนอภาพไม้พลาสติก และยาง แล้วบอกวาภาพเหล่่านี้ไม่ใช่โลหะ

5.5 การนาเสนอเนื้อหาที่ยาก ควรให้ตัวอยางที่เป็นรูปธรรมมากกว่านามธรรม่ ถ้า เป็นเนื้อหาที่ไม่ยากนัก ให้นาเสนอตัวอยางจากนามธรรมไปสู่่รูปธรรม

5.6บทเรียนควรกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดถึงความรู้และประสบการณ์เดิม

5.7กระตุ้นการตอบสนองบทเรียน(Elicit Response) การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมาก

น้อยเพียงใดนั้นเก่ียวข้องโดยตรงกบระดับและขัั้นตอนของการประมวลผลข้อมูล หากผู้เรียนได้มี โอกาสร่วมคิด ร่วมกิจกรรมในส่วนที่เก่ียวกบเนืั้อหา และร่วมตอบคาถามส่งผลให้มีความจาดีกว่า ผู้เรียนที่ใช้วิธีอ่านหรือคัดลอกข้อความจากผู้อื่นเพียงอยางเดียว่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีข้อ ได้เปรียบกวาโสตทัศนูปการอื่น่ ๆ เช่น วิดีทัศน์ ภาพยนตร์ สไลด์ เทปเสียง เป็ นต้น ซึ่ งสื่อการเรียน การสอนเหล่านี้จัดเป็นแบบปฏิสัมพันธ์ไม่ได้แตกต่างจากการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผู้เรียนสามารถมีกิจกรรมร่วมในบทเรียนได้หลายลักษณะ ไม่วาจะเป็นการตอบค่ าถาม แสดงความ คิดเห็น เลือกกิจกรรม และปฏิสัมพันธ์กบบทเรียนั กิจกรรมเหล่านี้เองที่ไม่ทาให้ผู้เรียนรู้สึกเบื่อหน่าย เมื่อมีส่วนร่วมในการคิดหรือติดตามบทเรียนยอมมีส่่วนผูกประสานให้ความจาดีขึ้น สิ่งที่ต้องพิจารณา ให้การจาของผู้เรียนดีขึ้น ผู้ออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจึงควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ ร่วมกระทากิจกรรมในบทเรียนอยางต่่อเนื่อง

5.8 หลีกเลี่ยงการตอบสนองซ้าหลาย ๆ ครั้ง เมื่อผู้เรียนตอบผิดหรือทาผิด 2 – 3 ครั้ง ควรตรวจปรับเนื้อหาทันทีและเปลี่ยนกิจกรรมเป็นอยางอื่นต่่อไป

5.9 เฟรมตอบสนองของผู้เรียน เฟรมคาถาม และเฟรมการตรวจปรับเนื้อหา ควรอยู่ บนหน้าจอภาพเดียวกนั เพื่อสะดวกในการอ้างอิง กรณีนี้อาจใช้เฟรมยอยซ้อนขึ่้นมาในเฟรมหลักก็ ได้

6. ควรคานึงถึงการตอบสนองที่มีข้อผิดพลาดอันเกิดจากการเข้าใจผิด เช่น การพิมพ์ตัว L กบเลขั 1 ควรเคาะเว้นวรรคประโยคยาว ๆ ข้อความเกินหรือขาดหายไป ตัวพิมพ์ใหญ่หรือตัวพิมพ์ เล็ก เป็ นต้น

7. ให้ข้อมูลย้อนกลับ(Provide Feedback) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกระตุ้นความ สนใจจากผู้เรียนได้มากขึ้น ถ้าบทเรียนนั้นท้าทายโดยการบอกเป้าหมายที่ชัดเจน และแจ้งให้ผู้เรียน

29

ทราบว่าขณะนั้นผู้เรียนอยู่ส่วนใด ห่างจากเป้าหมายเท่าใด การให้ข้อมูลย้อนกลับถ้านาเสนอด้วย ภาพจะช่วยเร่งเร้าความสนใจได้ดียิ่งขึ้นโดยเฉพาะถ้าภาพนั้นเก่ียวกบเนืั้อหาที่เรียน การให้ข้อมูล ย้อนกลับด้วยภาพ หรือกราฟิ อาจมีผลเสียอยูบ้างตรงที่ผู้เรียนอาจต้องการดูผลว่าหากท่าผิด แล้วจะ เกิดอะไรขึ้น ตัวอยางเช่่น บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบเกมการสอนแบบแขวนคอสาหรับการ สอนคาศัพท์ภาษาอังกฤษ ผู้เรียนอาจตอบโดยการกดแป้นพิมพ์ไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจเนื้อหา เนื่องจากต้องการดูผลจากการแขวนคอ วิธีหลีกเลี่ยง คือ เปลี่ยนจากการน าเสนอภาพในทางบวก เช่น ภาพเล่นเรือเข้าหาฝั่ง ภาพขับยานสู่ดวงจันทร์ ภาพหนูเดินไปกินเนยแข็ง เป็นต้น ซึ่งจะไปถึง จุดหมายได้ด้วยการตอบถูกเท่านั้น หากตอบผิดจะไม่เกิดอะไรขึ้น อยางไรก่็ตามถ้าเป็นบทเรียนที่ใช้ กบกลุั่มเป้าหมายระดับสูงหรือเนื้อหาที่มีความยาก การให้ข้อมูลย้อนกลับด้วยคาเขียนหรือกราฟจะ เหมาะสมกวา่ สิ่งที่ต้องพิจารณาในการให้ข้อมูลย้อนกลับ มีดังนี้

7.1 ให้ข้อมูลย้อนกลับทันทีหลังจากผู้เรียนโต้ตอบกบบทเรียนควรบอกให้ผู้เรียนั ทราบวาตอบถูกหรือตอบผิด่ โดยแสดงคาถาม คาตอบและการตรวจปรับบนเฟรมเดียวกนั

7.2 ถ้าให้ข้อมูลย้อนกลับโดยการใช้ภาพคว เป็นภาพที่ง่ายและเก่ียวข้องกบเนืั้อหา ถ้าไม่สามารถหาภาพที่เก่ียวข้องได้อาจใช้ภาพกราฟิกที่ไม่เก่ียวข้องกบเนืั้อหาก็ได้

7.3 หลีกเลี่ยงการใช้ผลทางภาพ(Visual Effects) หรือการให้ข้อมูลย้อนกลับที่ตื่นตา เกินไปในกรณีที่ผู้เรียนตอบผิด อาจใช้เสียงส าหรับการใ ้ข้อมูลย้อนกลับ เช่น คาตอบถูกต้อง และ คาตอบผิด โดยใช้เสียงที่แตกต่างกนั แต่ไม่ควรเลือกใช้เสียงที่ก่อให้เกิดลักษณะการเหยียดหยาม หรือดูแคลน ในกรณีที่ผู้เรียนตอบผิด

7.4เฉลยค าตอบที่ถูกต้อง หลังจากที่ผู้เรียนตอบผิด2 - 3 ค

7.5อาจใช้วิธีการให้คะแนนหรือแสดงภาพ เพื่อบอกความใกล้หรือไกลจากเป้ าหมาย

ก็ได้

7.6พยายามสุ่มให้ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อเรียกความสนใจตลอดบทเรียน

8.ทดสอบความรู้ใหม่(Assess Performance) จากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรียกวา่

การทดสอบหลังบทเรี ยน(Post-test) เป็ นการเปิ ดโอกาสให้ผู้เรีนได้ทดสอบความรู้ของตนเองย นอกจากนี้จะยังเป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวาผ่านเกณฑ์ที่ก่าหนดหรือไม่เพื่อที่จะไปศึกษา ในบทเรียนต่อไปหรือต้องกลับไปศึกษาเนื้อหาใหม่การทดสอบหลังบทเรียนจึงมีความจาเป็น สาหรับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนทุกประเภท นอกจากจะเป็ นการประเมินผลการเรี ยนรู้แล้ว การทดสอบยังมีผลต่อความคงทนในการจดจาเนื้อหาของผู้เรียนด้วย แบบทดสอบจึงควรถามแบบ เรียงลาดับตามวัตถุประสงค์ของบทเรียน ถ้าบทเรียนมีหลายหัวเรื่องย่อย อาจแยกแบบทดสอบ

30

ออกเป็นส่วน ๆ ตามเนื้อหา โดยมีแบบทดสอบรวมหลังบทเรียนอีกชุดหนึ่งก็ได้ทั้งนี้ขึ้นอยูก่ บวั่า ผู้ออกแบบบทเรียนต้องการแบบใด สิ่งที่ต้องพิจารณาในการออกแบบทดสอบหลังบทเรียน มีดังนี้

8.1 ชี้แจงวิธีการตอบคาถามให้ผู้เรียนทราบก่อนอย่างแจ่มชัด รวมทั้งคะแนนรวม คะแนนรายข้อ และรายละเอียดที่เก่ียวข้องอื่น ๆ เช่น เกณฑ์ในการตัดสินผล เวลาที่ใช้

8.2 แบบทดสอบต้องวัดพฤติกรรมตรงกบวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของบทเรียนั และควรเรียงลาดับจากง่ายไปยาก

8.3 ข้อคาถามคาตอบ และการตรวจปรับคาตอบ ควรอยู่บนเฟรมเดียวกัน และ นาเสนออยางต่่อเนื่องด้วยความรวดเร็ว

8.4 หลีกเลี่ยงแบบทดสอบแบบอัตนัยที่ให้ผู้เรียนพิมพ์ค าตอบยาว ยกเว้นข้อสอบที่ ต้องการทดสอบทักษะการพิมพ์ในแต่ละข้อ ควรมีคาถามเดียว เพื่อให้ผู้เรียนตอบครั้งเดียว ยกเว้น ในคาถามนั้นมีคาถามยอยอยู่ด้วย่ ซึ่งควรแยกออกเป็นหลาย ๆ คาถาม

8.5 แบบทดสอบควรเป็นข้อสอบที่มีคุณภาพ มีค่าอานาจจาแนกดีความยากง่าย เหมาะสมและมีความเชื่อมันเหมาะสม่

8.6 อย่าตัดสินคาตอบว่าผิดถ้าการตอบไม่ชัดแจ้ง เช่น ถ้าคาตอบที่ต้องการเป็น ตัวอักษรแต่ผู้เรียนพิมพ์ตัวเลข ควรบอกให้ผู้เรียนตอบใหม่ไม่ควรชี้ว่าคาตอบนั้นผิด และไม่ควร ตัดสินคาตอบวาผิด่ เป็นต้น

8.7 แบบทดสอบชุดหนึ่ งควรมีหลาย ๆ ประเภท ไม่ควรใช้เฉพาะข้อความเพียงอยาง่ เดียว ควรเลือกใช้ภาพประกอบบ้าง เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศในการสอบ

9. สรุปและน าไปใช้(Review and Transfer) ขั้นนี้เป็นส่วนสาคัญในขั้นตอนสุดท้ายที่ บทเรียนมีสรุปมโนคติของเนื้อหาเฉพาะประเด็นสาคัญ ๆ รวมทั้งข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพื่อเปิ ด โอกาสให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทบทวนความรู้ของตนเองหลังจากศึกษาเนื้อหาผานมาแล้ว่ บทเรียน ควรชี้แนะเนื้อหาที่เก่ียวข้องหรือให้ข้อมูลอ้างอิงเพิมเติม่ เพื่อแนะแนวทางให้ผู้เรียนได้ศึกษาต่อ หรือนาไปประยุกต์ใช้การออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีข้อเสนอแนะ ดังนี้

9.1 สรุปองค์ความรู้เฉพาะประเด็นสาคัญ ๆ พร้อมทั้งชี้แนะให้เห็นถึงความสัมพันธ์ กบความรู้หรือประสบการณ์เดิมที่ผู้เรียนผัานมาแล้ว่

9.2ทบทวนแนวคิดที่สาคัญของเนื้อหา เพื่อเป็นการสรุป

9.3เสนอแนะเนื้อหาความรู้ใหม่ที่สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้

9.4บอกผู้เรียนถึงแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการศึกษาเนื้อหาต่อไป

 

31

 

 

 

 

สุกรี รอดโพธิ์ทอง (2535, 42-48)

ได้กล่าวถึงเทคนิคการออกแบบคอมพิวเตอร์ช่วย

สอนว่า เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุด

ผู้ออกแบบควรดัดแปลงการออกแบบจาก

กระบวนการเรียนการสอน 9 ขั้น ของกานเย่ดังนี้

 

 

 

 

1. การสร้างความตั้งใจ (Gain Attention)

ก่อนเริ่มกิจกรรมการเรียน ผู้เรียนต้องได้รับ

การกระตุ้นเพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการเรียน อาจทาได้โดยการสร้างส่วนนาของบทเรียนให้น่าสนใจ

โดยใช้ภาพ สี และเสียง เป็ นต้น

 

 

 

 

 

2. บอกวัตถุประสงค์ของการเรียน (Specific Objectives)

ให้ผู้เรียนทราบสาระส าคัญ

ของบทเรียนและมองเห็นเค้าโครงของเนื้อหาอย่างกว้าง ๆ ผู้เรียนจะสามารถผสานแนวคิดต่าง ๆ

ของเนื้อหาให้สอดคล้องสัมพันธ์กนั ซึ่งจะมีผลให้การเรียนรู้เป็นไปอยางมีประสิทธิภาพมากขึ่้น

 

3. กระตุ้นให้ผู้เรียนระลึกถึงความรู้เดิม(Activate Prior

Knowledge) การทบทวน

ความรู้เดิมจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้น เนื่องจากเกิดการเชื่อมโยงกบความรู้ใหมั่ ควร

เปิดโอกาสให้ผู้เรียนกลับไปทบทวนความรู้เก่าได้ตลอดเวลา

 

 

 

4. การเสนอเนื้อหาใหม่ (Present New

Information)

ควรเสนอภาพที่เก่ียวข้องกบั

เนื้อหา มีคาบรรยายประกอบที่สั้น ง่าย ได้ใจความ ใช้ศัพท์ที่ผู้เรียนคุ้นเคย นอกจากนี้อาจมีการใช้

ภาพประกอบจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายและมีความคงทนในการจาได้ดีขึ้น

 

5. ให้แนวทางการเรี ยนรู้(Guide

Learning)

เพื่อให้ผู้เรี ยนเชื่อมโยงความรู้ ปรับ

ความคิดได้อย่างมีขั้นตอน อาจมีการยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้ผู้เรียนมีแนวทางในการศึกษาที่

ชัดเจน

 

 

 

 

 

6. เปิ ดโอกาสให้ผู้เรี ยนได้ตอบสนอง(Elicit

Responses) พยายามให้ผู้เรียนได้ท า

กิจกรรมต่าง ๆ ตลอดบทเรียน เช่น ได้ลงมือปฏิบัติ ทาแบบฝึ กหัก ตอบค าถาม เป็ นต้น

 

7. การให้ข้อมูลย้อนกลับ(Provide Feedback) ควรให้ข้อมูลทันทีหลังจากที่ผู้เรียนได้ท า

กิจกรรม หากเป็นไปได้ควรให้คาถาม คาตอบ และข้อมูลย้อนกลับอยูในกรอบเดียวก่นั

 

8. การประเมินผลงาน (Assess Performance)

บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรเปิ ด

โอกาสให้ผู้เรียนได้ทดสอบตนเองทั้งก่อนเรียน

ระหวางเรียนหรือหลังเรียน่ ผู้สร้างต้องมันใจว่

ามี่

การวัดในสิ่งที่สอดคล้องกบวัตถุประสงค์ั มีการประเมินที่ถูกต้อง แม่นยา จะช่วยให้ผู้เรียนทราบ สถานภาพของตน และช่วยผลักดันให้เกิดแรงจูงใจในการเรียนครั้งต่อไป

9. การส่งเสริมความแม่นยาและการถ่ายโอน (Promote Retention and Transfer) อาจ ทาในรูปของการสรุปประเด็น ข้อเสนอแนะ ซักถามปัญหาก่อนจบบทเรียน เสนอแนะ สถานการณ์ ที่สามารถนาความรู้ไปใช้ประโยชน์บอกแหล่งข้อมูลเพื่อการศึกษาเพิมเติม่

32

นอกจากนี้ สุวิมล เขี้ยวแกว้ (2542, 15) ได้ให้หลักการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอนไว้4 ขั้นตอน ดังนี้

1. การวางแผน มีส่วนที่ต้องนามาพิจารณา 3 ประการ ดังนี้

1.1 การวิเคราะห์หลักสูตร เนื้อหาและผู้เรียน เพื่อให้ได้โครงสร้าง วัตถุประสงค์ และความต้องกรทั้งในส่วนที่เก่ียวกบหลักสูตรและผู้ใช้บริการั

1.2 การกาหนดวิธีการผลิตและการให้บริการ เช่น การเลือกโปรแกรมเพื่อให้ได้ วิธีการน าเสนอตามความต้องการของผู้ใช้

1.3การกาหนดผู้เขียนเนื้อหา ต้องมีความเชี่ยวชาญในเนื้อหานั้น ๆ เป็นอยางดี่

2.การเตรียมการ โดยทัวไปก่ ่อนสร้างบทเรียนต้องมีการเตรียมการ ดังนี้

2.1การเตรียมผู้เขียนเนื้อหา ให้มีความรู้ ความเข้าใจในโครงสร้างและวิธีการ

นาเสนอด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อให้มีทักษะที่พึงประสงค์ในการเขียนเนื้อหา 2.2 การเตรี ยมผู้ผลิตบทเรี ยน เป็ นการสร้างความพร้อมให้ผู้รับผิดชอบในการน า

เนื้อหาที่เตรียมไว้มาผลิตเป็นบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้มีประสิทธิภาพ

2.3การเตรียมอุปกรณ์ เช่น เครื่องสแกนเนอร์ แผนดิสก่เก์็ต แผนซีดี่ เป็นต้น

3.การดาเนินการเป็นขั้นตอนการออกแบบและการสร้างบทเรียนซึ่งมีความจาเป็น ต่อ

การนาไปปฏิบัติจริง ดังนี้ 3.1 การออกแบบบทเรียน ให้มีความครอบคลุมและน่าสนใจ

3.1.1 วิเคราะห์หลักสูตรและเนื้อหา เพื่อกาหนดวัตถุประสงค์ทัวไปโดยน่ า เนื้อหามาแยกเป็นหัวข้อยอยแล้วจัดล่าดับให้สัมพันธ์กนั

3.1.2กาหนดวัตถุประสงค์บทเรียน ในรูปของวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม

3.1.3วิเคราะห์เนื้อหาและกิจกรรม เขียนเนื้อหาให้สอดคล้องกบวัตถุประสงค์ั

เลือกสื่อที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ มีการเชื่อมโยงบทเรียน ออกแบบจอภาพและการ แสดงผล การจัดองค์ประกอบต่าง ๆ

3.1.4 กาหนดขอบข่ายบทเรียนในกรณีที่เนื้อหาแยกเป็นหัวข้อย่อย เพื่อจะได้ ทราบแนวทางของบทเรียนที่จะได้ศึกษาในเรื่องต่อไป

3.1.5 กาหนดวิธีการนาเสนอ เช่น จัดตาแหน่งและขนาดของเนื้อหา การ ออกแบบและแสดงบนจอภาพ

3.2 การสร้าง Storyboard ของบทเรียน หมายถึง เนื้อหาของบทเรียนที่แบ่งเป็น กรอบยอยตามวัตถุประสงค์และรูปแบบการน่ าเสนอ

33

3.3 การผลิตบทเรี ยน การด าเนินการเพื่อให้ได้ผลงานออกมาตามStoryboard ที่

วางแผนไว้

3.3.1 มีความสอดคล้องกบวัตถุประสงค์ของหลักสูตรั ทั้งเนื้อหาที่นาเสนอและ

การประเมินผล

3.3.2จัดแบ่งบทเรียนอยางเหมาะสม่ มีคาถามเพื่อทดสอบความเข้าใจ

3.3.3ลาดับความคิดของบทเรียน จากง่ายไปยาก ผูกโยงสาระให้น่าสนใจ

3.3.4จัดโปรแกรมให้มีความยืดหยุน่ เปิดให้ปรับปรุง เพิ่มเนื้อหาได้ในโอกาส

ต่อไป

3.3.5 ทันสมัย ทันเหตุการณ์ มีการดูแลอยางต่่อเนื่อง เพราะบางกรณีต้องมีการ แกไขสาระบางอย้างไม่่ให้ล้าสมัย

3.3.6 ใช้เวลาเหมาะสมในการศึกษา มีการดูแลอยางต่่อเนื่อง เพราะบางกรณียัง ต้องมีการแกไขสาระบางอย้างไม่่ให้ล้าสมัย

3.3.7มีการใช้หน้าจออยางมีประสิทธิภาพ่ จัดองค์ประกอบอยางเป็นระบบ่

3.3.8พิมพ์สาระที่น าเสนอด้วยตัวหนังสือที่มีขนาดเหมาะสม สะกดถูกต้อง

3.3.9ใช้สี กราฟิก และเสียงอยางเหมาะสมก่บสาระั

สิ่งที่ควรคานึงถึงอีกประการหนึ่ง คือ ก่อนที่จะเผยแพร่บทเรียนจาเป็นต้องสร้างคู่มือการ ใช้งานเพื่ออานวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด

4. การประเมินบทเรียน เพื่อให้ทราบประสิทธิภาพของบทเรียนก่อนนาไปใช้งานทั้งใน การประเมินระหวางการสร้างบทเรียนและเพื่อสรูปรวบยอด่ ซึ่งการประเมินระหวางสร้างบทเรียน่ ควรเริ่มตั้งแต่ระยะที่กาลังเขียนโครงร่างเนื้อหา โดยขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและ ด้านการผลิตบทเรียนมาให้ความคิ็น อาจทาอยางไม่่เป็นทางการแต่จะให้ผลดีอยางมากต่่อการ สร้างบทเรียนที่มีคุณภาพ หลังจากได้ปรับปรุงแล้วก็มีการทดลองใช้ การสังเกตพฤติกรรมของ ผู้เรียน อีกทั้งข้อมูลย้อนกลับในแง่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อบทเรียนต้องนามาใช้ให้ เกิดประโยชน์ในการพัฒนาบทเรียนก่อนที่จะไปเผยแพร่ โดยทัวไปแล้วการน่ าบทเรียนไปทดลอง ใช้กบผู้เรียนมีอยูั่3 ขั้นตอน ซึ่งในแต่ละขั้นตอนก็จะมีกระบวนการและประเภทของข้อมูลที่ได้รับ แตกต่างกนไปั

ขั้นที่ 1 นาบทเรียนไปใช้กบผู้เรียนหนึ่งคนั จากนั้นนาข้อสังเกตการตอบสนองและ ปฏิกิริยาที่ผู้เรียนแสดงออกไปปรับปรุงแกไข้ แล้วนาบทเรียนไปใช้กบคนอื่นั ๆ ต่อไป

ขั้นที่ 2 นาบทเรียนไปใช้กบผู้เรียนเป็นกลุั่ม จากนั้นศึกษาข้อผิดพลาดแล้วนาข้อมูล ที่ได้มาปรับปรุงแกไขบทเรียน้

34

ขั้นที่ 3 นาบทเรียนไปทดสอบจริงให้เป็นการใช้ที่อยู่ภายใต้สภาพการณ์ของการ เรียนปกติ จากนั้นนาข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้มาปรับปรุงเพื่อจะได้เป็นประโยชน์สาหรับผู้ใช้ คนอื่นต่อไป

จากการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนข้างต้น สรุปได้ว่า การสร้างบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งบทเรียนสาหรับการเรียนการสอนปกติในชั้นเรียน และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เทคนิคอีกอยางหนึ่งในการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่่วยสอน แบบมัลติมีเดียที่ใช้เป็นหลักพื้นฐาน คือ การทาให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกใกล้เคียงกบการเรียนรู้โดยั ผู้สอนในชั้นเรียน โดยการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องการใช้งานของคอมพิวเตอร์ ให้ตรงกบความต้องการมากที่สุดั

ข้อดีและข้อจ ากัดของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

Hannafin, M. & Peck, K (1988 : 75 - 80) การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีข้อดีข้อ ได้เปรียบและข้อจากดหลายประการเมื่อเปรียบเทียบกับสื่อการเรียนการสอนประเภทอื่นั ๆ ดังนี้

ข้อดีและข้อได้เปรียบการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ได้แก่

1. บทเรี ยนCAI มีการโต้ตอบปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกบบทเรียนในขณะที่เรียนั มากกวาสื่อการเรียนการสอนประเภทอื่น่ ๆ เนื่องจากใช้คอมพิวเตอร์น าเสนอบทเรียน

2. บทเรี ยนCAI สนับสนุนการเรียนแบบรายบุคคล(Individualization) ได้อยางมี่ ประสิทธิผลเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองเวลาใดกู้็ได้ตามต้องการ

3. บทเรียนCAI ช่วยลดต้นทุนในด้านการจัดการเรียนการสอนได้เพราะการเรียนด้วย CAI ไม่ต้องใช้ครูผู้สอน เมื่อสร้างบทเรียนแล้ว การทาซ้าเพื่อการเผยแพร่ใช้ต้นทุนต่ามาก และ สามารถใช้กบผู้เรียนได้เป็นจัานวนมาก เมื่อเทียบการสอนโดยใช้ครูผู้สอน

4. บทเรียนCAI มีแรงจูงใจให้ผู้เรียนสนใจเรียนเพิ่มขึ้น เนื่องจากบทเรียน CAI ใช้ คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ในการนาเสนอบทเรียน เป็นสิ่งแปลกใหม่ มีการปฏิสัมพันธ์กบบทเรียนั ตลอดเวลา ผู้เรียนไม่เบื่อหน่าย ทาให้ช่วยเพิมผลสัมฤทธิ่ ์ทางการเรียนด้วย

5. บทเรียนCAI ให้ผลย้อนกลับ(Feedback) แก่ผู้เรียนได้อยางรวดเร็ว่ ผู้เรียนทราบ ความกาวหน้าของตนเองได้ทันที้

6. บทเรี ยนCAI สะดวกต่อการติดตามประเมินผลการเรียน โดยมีการออกแบบ สร้างโปรแกรมให้สามารถเก็บข้อมูลคะแนนหรือผลการเรียนของผู้เรียนแต่ละคนไว้สามารถน ามา วิเคราะห์เพื่อประเมินผลได้อยางรวดเร็วและถูกต้องเมื่อเปรียบเทียบก่บครูผู้สอนั

7. บทเรี ยนCAI มีเนื้อหาที่คงสภาพแน่นอน เนื่องจากบทเรียนCAI ได้ผานการ่ ตรวจสอบให้มีเนื้อหาที่ครอบคลุม จัดลาดับความสัมพันธ์ของเนื้อหาอยางถูกต้อง่ มีความคงสภาพ

35

เหมือนเดิมทุกครั้งที่เรียน ทาให้เชื่อมันได้ว่ ่าผู้เรียนเมื่อได้เรียนบทเรียน CAI ทุกครั้งจะได้เรียน เนื้อหาที่คงสภาพเดิมไว้ทุกประการ ต่างจากการสอนด้วยครูผู้สอนที่มีโอกาสที่การสอนแต่ละครั้ง ของครูผู้สอนในเนื้อหาเดียวกนั อาจมีลาดับเนื้อหาไม่เหมือนกนหรือข้ามเนืั้อหาบางส่วน

ข้อจากดบทเรียนคอมพิวเตอร์ชั่วยสอน ได้แก่

1.บทเรียนCAI ต้องการฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะพิเศษและมีราคาแพง

สาหรับใช้เป็ นเครื่ องมือในการน าเสนอบทเรีผู้รียนนเองหรือสถานศึกษา อาจไม่สามารถ จัดเตรียมหรือจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะมัลติมีเดียคอมพิวเตอร์(Multimedia Computer) ให้ เพียงพอต่อการใช้เรียนด้วย CAI ได้

2.บทเรียนCAI ไม่สะดวกต่อการเรียนเมื่อเปรียบเทียบกบหนังสือเรียนั เนื่องจากจะ

เรี ยนด้วยCAI ได้ต้องจัดเตรี ยมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์CAI อีกทั้งในเรื่องของการทบทวน บทเรียนทาได้ยากอันเนื่องจากข้อจากดดังกลั่าว รวมถึงถ้ามีการออกแบบบทเรียนCAI ให้เรียนแบบ เรียงล าดับบทเรียนจะไม่สะดวกในการทบทวนบทเรียนที่ได้เรียนผานมาแล้ว่

3. บทเรียนCAI ต้องใช้สายตาและทักษะการอ่านโดยผานทางจอภาพ่ ซึ่ งมีผลกระทบต่อ การเรียนของผู้เรียนที่มคว มอดทนในการอ่านบนจอภาพแตกต่างกนั

4. การแสดงภาพในคอมพิวเตอร์อาจไม่เท่ากบขนาดที่แท้จริงของวัตถุั เพราะ ข้อจากดของขนาดจอภาพคอมพิวเตอร์ั ซึ่ งอาจท าให้ผู้เรี ยนโดยเฉพาะระดับอนุบาลหรือประถมศึกษา เข้าใจผิดก่ียวกบขนาดจริงของวัตถุกับสิั่งที่เห็นในจอภาพได้

5. การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ต้องอาศัยความชานาญหลาย ๆ ด้าน ทั้ง ทางด้านฮาร์ ดแวร์ ซอฟต์แวร์และต้องมีความเข้าใจในคุณสมบัติและวิธี การสร้างบทเรี ยน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นอยางมาก่

6. การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้มีประสิทธิภาพต้องใช้ระยะเวลานาน อาจ ไม่คุ้มค่าหรือล้าสมัยเมื่อสร้างบทเรียนเสร็จ

7. เนื้อหาในบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนถูกจากดเนืั้อหาอยู่เฉพาะที่มีในบทเรียน เท่านั้น ในขณะเรียนจะไม่สามารถเพิ่มหรือขยายเนื้อหาเพิ่มเติมได้เหมือนกบการเรียนั การสอนใน ชั้นเรียนโดยครูผู้สอน

8. ผู้เรี ยนได้รับการตอบส งจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในรูปแบบที่ แน่นอนตามการป้อนข้อมูลเข้า (Input) ของผู้เรียนให้แก่โปรแกรมคอมพิวเตอร์เท่านั้น บทเรียน คอมพิวเตอร์ไม่สามารถตรวจสอบและดูแลพฤติกรรมของผู้เรียนในขณะที่เรียน

36

ทักษิณาสวนานนท์(2544 : 214-215) กล่าวถึงข้อดีและข้อจากดบทเรียนคอมพิวเตอร์ังนีั้ ข้อดีของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสาหรับในด้านของผู้เรียน ได้แก่

1.การมีปฏิสัมพันธ์กบคอมพิวเตอร์ทัาให้ผู้เรียนพอใจ

2.ผู้เรียนสามารถควบคุมวิธีการเรียนของตัวเองได้

3.ผู้เรียนใช้ความถนัดของตนเองมากที่สุด ถ้าสนใจมากก็อาจใช้เวลามาก สนใจน้อย

ก็ใช้เวลาน้อยลง 4. ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามความสามารถของแต่ละคนมีอิสระในการเลือกเวลา

เรียนได้ตามสมควร สามารถกาหนดวิธีสอนให้ตรงกบความต้องการของผู้เรียนได้ัเพราะคาตอบที่ ผู้เรียนใช้อาจเป็นแนวให้กาหนดบทเรียนให้ไปช้า เร็ว หรือมีความแตกต่างได้

5. ผู้เรียนมีสมาธิในการเรียนมากขึ้นเพราะในการเรียนด้วยบทเรียน CAI ผู้เรียนต้อง มีสมาธิอยูก่บเครื่องคอมพิวเตอร์และจอภาพตลอดเวลาั ต่างจากการฟังครูสอนหน้าชั้น

6. การได้นาคาตอบของผู้เรียนมาวิจัยได้นับวาเป็นประโยชน์ที่สุดในการท่าบทเรียน หรือแกไขบทเรียนในโอกาสต้่อไป ผู้เรียนจะพบวาบทเรียนดี่สนุกสนาน และน่าเรียน

7. บทเรี ยนCAI ผู้เรียนสามารถควบคุมกิจกรรมการเรียนได้ด้วยตนเอง การ ออกแบบบทเรี ยนCAI อนุญาตให้ผู้เรียนสามารถควบคุมการเรียนได้ตามต้องการ เช่น การเลือก เนื้อหา การเลือกท าแบบฝึ กหัด การเลือกเวลาเรียนงไมสามารถทซึ่ าได้หากเรียนโดยใช้ครูผู้สอน

ข้อดีของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสาหรับผู้สอน

1.ลดภาระเก่ียวกบการตรวจแบบฝึกหัดั ตรวจข้อสอบและการสอนเสริม

2.สาหรับผู้เรียนที่เรียนอ่อน ทาให้ผู้สอนมีเวลาพัฒนางานสอน

3.ลดปัญหาการขาดแคลนครูผู้สอน และช่วยให้การสอนมีมาตรฐานและคุณภาพที่

เหมือนกนั

4.สามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อหาให้ทันสมัย ทันเหตุการณ์ได้ง่ายและสะดวก

5.สามารถติดตามความกาวหน้าในการเรียนของผู้เรียนได้อย้างมีประสิทธิภาพ่

ข้อจากดของคอมพิวเตอร์ชั่วยสอน

1.ไม่สามารถใช้กบการเรียนการสอนที่มีการอภิปรายรั่วมกนได้ั

2.มีความจากดของสื่อที่นัามาใช้ความจากดของกัิจกรรมเกิดความเบื่อหน่าย

3. การเสนอบทเรียนมีความสามารถด้านสีเสียง และการเคลื่อนไหวน้อยกว่าสื่อ ภาพยนตร์และวีดีโอซึ่ งเคลื่อนไหวได้

4. ใช้เวลาในการเตรียมบทเรียนมากเพราะต้องสนใจรายละเอียดสูงกวาทั่้งการวาง แผนการเรียนและการผลิตบทเรียน

37

5. ต้องลงทุนสูง เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในระยะแรกเก่ียวกบฮาร์ดแวร์ัการฝึกอบรม และการบ ารุงรักษา

ครรชิต มาลัยวงค์(2548 : 42) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ดังนี้ 1. ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนตามความสามารถของตนเองโดยคานึงถึงความแตกต่าง

ระหวางบุคคล่

2.นักเรียนได้เรียนเป็นขั้นตอนจากง่ายไปหายากอยางเป็นระบบ่

3.มีความสะดวกในการทบทวนบทเรียน

4.ไม่มีข้อจากัดในเรื่องของเวลาเรียน นักเรี ยนสามารถศึกษาจากบทเรี ยน

คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ขณะที่อยูที่บ้านหรืออยู่ที่โรงเรียน่ 5. ลดเวลาในการเรียนการสอน เนื่องจากเป็นการเรียนการสอนแบบเอกตบุคคลั ซึ่ง

นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีการวัดผลและประเมินผลไปพร้อมะยังชๆ่วย นักเรียนที่มีปัญหาในการเรียนโดยการจัดโปรแกรมเสริมในส่วนที่เป็นปัญหาหรือใช้เสริมความรู้ ให้กบนักเรียนที่เรียนรู้ได้เร็วโดยไมั่ต้องคอยเพื่อนในชั้นเรียน

6. สร้างทัศนคติที่ดีให้แก่นักเรียน โดยนักเรียนต้องฝึกความรับผิดชอบต่อตนเองใน การเรียนและสร้างทัศนคติที่ดีในการเรียนด้วย

7. ทาในสิ่งที่สื่ออื่น ๆ ทาไม่ได้เช่น การตัดสินใจเสนอเนื้อหาใหม่ๆ หรือการ ตัดสินใจรียนซเ ้าในเนื้อหาเดิม

8. ลดเวลาในการสอนของครูในการเรียนวิชาที่มีการฝึ กทักษะครูจ เสียเวลาในช่วง นี้มากเพราะแต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกนั ครูสามารถให้นักเรียนแต่ละคนได้ฝึกทักษะจาก คอมพิวเตอร์แทน

9.ทาให้ครูได้มีการพัฒนาความรู้ใหม่ๆ อยูเสมอ่ และมีการนสร้างนวัตกรรมใหมา ่

ๆขึ้นมาใช้ในการเรียน การสอนมากขึ้น

10. สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้เหมาะสม สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแม้จะมีประโยชน์หลาย ๆ ด้านก็ตาม แต่ในการนาเอาบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาใช้ในการ เรียนการสอนนั้นจะต้องคานึงถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นด้วย เพราะ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนไม่สามารถ ที่จะแกปัญหาต้่าง ๆ ได้ เนื่องจากคอมพิวเตอร์เป็ นเพียงอุปกรณ์ ชนิดหนึ่ที่ชง่วยในการเรียนการสอนเท่านั้นการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้มีประสิทธิภาพสูงนั้น จะต้องอาศัย บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน

ประสิทธิ์ ทีฆพุฒ (2549 : 142) ได้แสดงความคิดเห็นเก่ียวกบประเด็นที่อาจถือได้วัาเป็น่ ข้อจากดของระบบคอมพิวเตอร์ชั่วยสอนที่มีใช้กนในปัจจุบันั ดังนี้

38

1. ด้านอุปกรณ์แม้จะมีราคาถูกลงกว่าเดิมและมีขีดความสามารถสูงขึ้นแต่ใน หลักการใช้งานเพื่อการเรียนการสอจะต้องพิจารณาอยางรอบคอบว่าควรจะลงทุนด้านอุปกรณ์่ อยางไรจึงจะคุ้มทุน่ ต้องเป็นเครื่องใช้งานอยางแยกเดี่ยว่ (Stand-alone) หรือท าเป็ นแบบเทอร์มินัล เชื่อมต่อกนเข้าหลายๆจุดแบบโยงใยอยัางที่เรียกว่า่ LAN (Local Area Network)

2. ด้านบทเรียน การสร้างบทเรียนคอมพิว ตอร์ช่วยสอนในปัจจุบัน ยังมีลักษณะไม่ ยืดหยุนและตอบสนองลักษณะการเรียนของผู้เรียนเท่่าที่ควร เช่น เมื่อผู้เรียนตอบไม่ได้

3. เครื่องคอมพิวเตอร์อาจป้อนคาอธิบายได้ในลักษณะจากัด ไม่สามารถเลือก คาอธิบายอย่างเหมาะสมกบพืั้นฐานของผู้เรียนเหมือนกบการเรียนการสอนในชัั้นเรียน การใช้ โปรแกรมสาเร็จรูปเพื่อสร้างบทเรียนสามารถสร้างได้ง่าย แต่มีขีดจากดในเรื่องของโครงสร้างการั นาเสนอเนื้อหาและการป้อนคาถาม หรือการเขียนโปรแกรมใหม่ต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูงมาก

จากข้อดีและข้อจากดดังกลั่าวสรุปได้วา่ การเลือกใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็น สื่อในการเรียนการสอน โดยทัวไปความจ่ าเป็นที่ต้องศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยที่เก่ียวข้อง ตามหลักการ พบวา่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้อยูเป็นเพียงสื่ออิเลคทรอนิคส์ชนิดหนึ่งอาจน่ามาใช้เพื่อประโยชน์ ทางด้านการเรียนการสอน สื่อดังกล่าวมีทั้งส่วนที่เป็นข้อดีประโยชน์หรือจุดเด่น และข้อเสียหรื อ ข้อจากดั ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาอยางละเอียดก่่อนนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนใช้กบผู้เรียนั

การหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

กรองกาญจน์ อรุ ณรัตน์(2546 : 354–361) กล่าวว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมี ลักษณะของบทเรี ยนเหมือนกับบทเรียนโปรแกรมหรือชุดการเรียนหรือชุดการสอน ดังนั้นการ ประเมินประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างขึ้นสามารถใช้วิธีการได้2 ลักษณะ ดังนี้

1. การประเมินตามหลักวิชาการเขียนโปรแกรม การประเมินขั้นนี้เป็นการประเมิน ขั้นต้นเพื่อเป็นการรับประกนวัาผู้สร้างบทเรียนโปรแกรมได้สร้างขึ่้นตามหลักวิชาการประเมินต้อง มีผู้ที่เก่ียวข้องอยูหลายฝ่าย่ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเขียนโปรแกรม ด้านวิธีการสอนและภาษาที่ใช้

2. การประเมินตามคุณค่าของการเรียนรู้เป็นการประเมินโดยการให้นักเรียนเป็นผู้ บอกวาเก่ิดการเรียนรู้ได้ดีหรือไม่เมื่อเรียนกบบทเรียนนีั้ซึ่งสามารถดาเนินได้3 ลักษณะ คือ

แบบหนึ่งต่อหนึ่ง (1:1) เป็นการนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปทดลองใช้ กบนักเรียนั 3 คน โดยเลือกนักเรียนที่มีผลการเรียนอ่อน ปานกลางและเก่ง เป็นการทดลองเพื่อ ทดสอบการสื่อความหมาย กล่าวคือ การสังเกต การดูความสามารถด้านการถ่ายทอดความรู้ การ เรียนรู้ของนักเรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นหลัก การทดสอบขั้นนี้มิได้มุ่งเน้นคะแนน

39

ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนหลังเรียนมาเป็นเครื่องมือในการตัดสินประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์

ช่วยสอน

แบบกลุ่ม (1:10) เป็นการนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ปรับปรุงแกไขแล้ว้ ไปทดลองใช้กบนักเรียนั 6 – 10 คน โดยคละกนระหวัางนักเรียนที่เรียนอ่่อน ปานกลาง และเก่ง การ ทดลองนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อดูความสามารถของชุดการสอนหรือชุดการเรียนในลักษณะการมี ปฏิสัมพันธ์กบนักเรียนที่ใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ชั่วยสอน โดยก่อนการเรียนรู้นักเรียนทาแบบทดสอบ ก่อนเรียน เมื่อนักเรียนศึกษาเนื้อหาจบแล้วให้นักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรียนซึ่งส่วนมากแบบทดสอบ ก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนจะเป็นแบบทดสอบชุดเดียวกนั

ภาคสนาม (1: 100 ) เป็นการนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ปรับปรุงแกไข้ แล้วไปทดลองใช้ในชั้นเรียนที่มีนักเรียนตั้งแต่25 – 100 คน การด าเนินการทดลองในภาคสนาม า ตามขั้นตอนเช่นเดียวกบการทดลองแบบกลุั่ม โดยปกติเกณฑ์ประสิทธิภาพของนวัตกรรมที่เนื้อหาเป็น ความรู้ความจาจะตั้งไว้ที่80/80 , 85/85 หรือ90/90 โดยที่80 85 และ 90 ตัวแรก หมายถึงคะแนนเฉลี่ย ของนักเรียนทั้งหมดที่ทาแบบทดสอบระหว่างเรียนได้ถูกต้องร้อยละ 80 85 และ 90 ส่วน 80 85 และ 90 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่ทาแบบทดสอบหลังเรียนได้ถูกต้อง ร้อยละ80 85 และ 90 ภายหลังจากที่นาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปทดลองเพื่อหา ประสิทธิภาพ ในกรณีที่ประสิทธิภาพของบทเรียนที่สร้างขึ้นไม่ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้เนื่องจากมีตัว แปรที่อาจควบคุมไม่ได้เช่น สภาพห้องเรียน ความพร้อมของนักเรียน บทบาทและความชานาญ ในการใช้นวัตกรรมของนักเรี ยนหรื อครู เป็ นต้น อาจมีการอนุโลมให้มีระดับผิดพ าดให้ต่ากว่า

มาตรฐานที่กาหนดไว้ประมาณ 2.5 % - 5 % โดยการยอมรับประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนที่สร้างขึ้น กาหนดไว้3 ระดับ คือ

1. “สูงกวาเกณฑ์”่ เมื่อประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูงกวา่ เกณฑ์ที่กาหนดไว้คือมีค่าเกิน 2.5 % ขึ้นไป

2. “ เท่ากน”ั เมื่อประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเท่ากบเกณฑ์ั หรือสูงกวาเกณฑ์ที่ก่าหนดไว้แตไม่เกิน่ 2.5 %

3. “ต่ากวาเกณฑ์”่ เมื่อประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนต่ากวา่ เกณฑ์ที่กาหนดไว้คือ มีค่าต่ากวา่ 2.5% ก็ถือวายังมีประสิทธิภาพที่ยอมรับได้่

การยอมรับประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนดังกล่าว ให้ถือความ แปรปรวน 2.5 % - 5 % นันคือประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่ ่วยสอนไม่ควรต่ากวาเกณฑ์่ 5% แต่โดยปกติจะกาหนดไว้2.5% เท่านั้นการยอมรับประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย

40

สอนดังกล่าว ให้ถือความแปรปรวน 2.5 % - 5 % นันคือประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่ ่วย สอนไม่ควรต่ากวาเกณฑ์่5% แต่โดยปกติจะกาหนดไว้2.5% เท่านั้น

ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

จีรารัตน์ ชิรเวช(2542 : 276-279) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดย แบ่งเป็ น 3 ด้าน ดังนี้

1.ประโยชน์ต่อการเรียนการสอน

1.1เป็นการสอนที่ดีกวาในหลายๆ่ วิธีที่สอนตามปกติ จัดวาเป็นสื่อการเรียนการสอนที่่

ดีที่สุด เพราะสามารถทาในสิ่งที่ยากให้ง่าย หรือทาในสิ่งที่สิ่งอื่นๆ ทาไม่ได้ให้น่าสนใจ 1.2 ช่วยลดปัญหาในชั้นเรียนระหว่างผู้สอนกบผู้เรียนและระหวั่างผู้เรียนกบผู้เรียนที่มีั

พื้นฐาน ความรู้แตกต่างกนั ทาให้ผู้สอนมีเวลาพอที่จะแนะนาและดูแลการเรียนของผู้เรียนมากขึ้น 1.3 เพิมประสิทธิภาพในการเรียนการสอน่ โดยให้การสอนที่มีคุณภาพสูงและคงตัว ให้

การสอนได้แม้ถิ่นห่างไกล ผู้เรียนได้ทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง ทาให้เกิดการเรียนการสอนแบบ เอกตบุคคลั

1.4 ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเรียนการสอน ลดความจาเป็นที่ต้องใช้ผู้สอน ที่มีประสบการณ์ ลดความจ าเป็ นในการใช้เครื่องมือที่มีราคาแพง และอันตราย

1.5 สามารถให้แรงเสริมได้รวร็วและมีระบบ ซึ่งช่วยให้การเรียนมีประสิทธิภาพสูงขึ้น การให้ผลย้อนกลับทันทีในรูปของคาอธิบาย สีสัน ภาพและเสียง ทาให้ผู้เรียนเกิดความตื่นเต้น ไม่ เบื่อหน่าย

1.6 ผู้เรียนเรียนได้ดีกว่า และเร็วกว่าการสอนปกติสามารถเลือกเรียนในวิชาที่ตน สะดวก และตามความสามารถของตนเอง ดังนั้นผู้เรียนจะเรียนได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความรู้ พื้นฐาน และความสามารถของผู้เรียนเอง

1.7สามารถประเมินผลความกาวหน้าของผู้เรียนได้โดยอัตโนมัติ้

1.8เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนและทางานกบโปรแกรมที่กว้างขวางั และดีกว่าการสอน

ตามปกติผู้เรียนเรียนด้วยความกระตือรือร้น 1.9 ผู้เรียนจะเรียนเป็นขั้นตอนทีละน้อยจากง่ายไปยาก ไม่สามารถพลิกดูคาตอบได้ก่อน

จึงเป็นการบังคับผู้เรียนให้เรียนรู้จริงก่อนจึงจะผานบทเรียนนั่้นไป ทาให้ผู้เรียนคงไว้ซึ่งพฤติกรรม การเรียนได้นาน

2. ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่มีต่อผู้เรียน

41

2.1ผู้เรียนเรียนได้ตามเอกตภาพั ตามลาพังด้วยตนเองและเป็นอิสระจากผู้อื่น

2.2ผู้เรียนจะเรียนรู้ไปตามลาดับจากง่ายไปยากและไม่สามารถแอบดูคาตอบก่อนได้

2.3มีการให้ผลป้อนกลับทันทีซึ่งถือวาเป็นรางวัลของผู้เรียน่ ยิงมีภาพ่ สีหรือเสียง ก็ยิง่

ทาให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ สนุกสนาน ตื่นเต้น ไม่เบื่อหน่าย 2.4 ผู้เรียนสามารถทบทวน หรือฝึกปฏิบัติบทเรียนที่เรียนมาแล้วได้บ่อยครั้งตาม

ต้องการจนเกิดความแม่นยา

2.5ช่วยให้ผู้เรียนเรียนได้ดีและเร็วกวาการเรียนการสอนตามปกติ่

2.6สามารถเลือกเรียนได้ตามความสะดวกของผู้เรียนทั้งเวลาและสถานที่ไม่วาจะเป็นที่่

โรงเรียน ที่ท างาน หรือที่บ้าน 2.7 ปลูกฝังนิสัยความรับผิดชอบให้กับผู้เรียน โดยอาศัยการเสริมแรงที่เหมาะสม

กระตุ้นให้อยากเรียน เนื่องจากเป็นการศึกษารายบุคคลไม่ใช่การบังคับให้เรี ยนหรื อมีการ กาหนดเวลาเรียน

2.8 ทาให้นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาที่เรียน เพราะสามารถประสบความสาเร็จในการ เรียนได้ด้วยตนเอง และเมื่อตอบผิดก็ไม่รู้สึกอายเพราะไม่มีผู้อื่นรู้เห็น

2.9ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้อยางเต็มที่่

3.ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่มีต่อผู้สอน

3.1ช่วยให้ครูทางานน้อยลงในด้านการสอนข้อเท็จจริงต่าง ๆ จึงมีโอกาสที่จะใช้เวลา

เหล่านั้นในการเตรียมบทเรียนอื่นๆ ทาให้เกิดผลดีต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนได้มากที่สุด 3.2 ครูมีเวลาที่จะศึกษาหาความรู้เพิมเติม่ เพื่อพัฒนาความสามารถ และประสิทธิภาพใน

การสอนของตนเองให้สูงขึ้น

3.3ครูมีเวลาในการดูแลเอาใจใส่การเล่าเรียนของผู้เรียนแต่ละคนได้มากขึ้น

3.4ครูมีเวลาในการคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาวัตกรรมการศึกษา ให้มีประสิทธิภาพและ

กาวหน้ายิ้งๆ่ ขึ้น 3.5 ช่วยลดเวลาในการสอนบทเรียนหนึ่ง ๆ เพราะผลจากการวิจัยส่วนมากพบว่า

บทเรียนที่มีลักษณะเป็นแบบโปรแกรม สามารถสอนเนื้อหาได้มากกวาการสอนแบบอื่น่ ๆ โดยใช้ เวลาน้อยกวา่ จึงสามารถเพิมเติมเนื่ ้อหา หรือแบบฝึกหัดได้อยางเต็มที่ตามความเหมาะสมและความ่ ต้องการของผู้เรียน หรือตามที่ผู้สอนเห็นสมควร

42

ข้อดีและข้อจ ากัดของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

Hannafin, M. & Peck, K (1988 : 75 - 80) การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีข้อดีข้อ ได้เปรียบและข้อจากดหลายประการเมื่อเปรียบเทียบกับสื่อการเรียนการสอนประเภทอื่นั ๆ ดังนี้

ข้อดีและข้อได้เปรียบการใชคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ได้แก่

1. บทเรี ยนCAI มีการโต้ตอบปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกบบทเรียนในขณะที่เรียนั มากกวาสื่อการเรียนการสอนประเภทอื่น่ ๆ เนื่องจากใช้คอมพิวเตอร์น าเสนอบทเรียน

2. บทเรี ยนCAI สนับสนุนการเรียนแบบรายบุคคล(Individualization) ได้อยางมี่ ประสิทธิผลเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองเวลาใดกู้็ได้ตามต้องการ

3. บทเรียนCAI ช่วยลดต้นทุนในด้านการจัดการเรียนการสอนได้เพราะการเรียนด้วย CAI ไม่ต้องใช้ครูผู้สอน เมื่อสร้างบทเรียนแล้ว การทาซ้าเพื่อการเผยแพร่ใช้ต้นทุนต่ามาก และ สามารถใช้กบผู้เรียนได้เป็ั นจ านวนมาก เมื่อเทียบการสอนโดยใช้ครูผู้สอน

4. บทเรียนCAI มีแรงจูงใจให้ผู้เรียนสนใจเรียนเพิ่มขึ้น เนื่องจากบทเรียน CAI ใช้ คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ในการนาเสนอบทเรียน เป็นสิ่งแปลกใหม่ มีการปฏิสัมพันธ์กบบทเรียนั ตลอดเวลา ผู้เรียนไม่เบื่อหน่าย ทาให้ช่วยเพิมผลสัมฤทธิ่ ์ทางการเรียนด้วย

5. บทเรียนCAI ให้ผลย้อนกลับ(Feedback) แก่ผู้เรียนได้อยางรวดเร็ว่ ผู้เรียนทราบ ความกาวหน้าของตนเองได้ทันที้

6. บทเรี ยนCAI สะดวกต่อการติดตามประเมินผลการเรียน โดยมีการออกแบบ สร้างโปรแกรมให้สามารถเก็บข้อมูลคะแนนหรือผลการเรียนของผู้เรียนแต่ละคนไว้สามารถน ามา วิเคราะห์เพื่อประเมินผลได้อยางรวดเร็วและถูกต้องเมื่อเปรียบเทียบก่บครูผู้สอนั

7. บทเรี ยนCAI มีเนื้อหาที่คงสภาพแน่นอน เนื่องจากบทเรียนCAI ได้ผานการ่ ตรวจสอบให้มีเนื้อหาที่ครอบคลุม จัดลาดับความสัมพันธ์ของเนื้อหาอยางถูกต้อง่ มีความคงสภาพ เหมือนเดิมทุกครั้งที่เรียน ทาให้เชื่อมันได้ว่ ่าผู้เรียนเมื่อได้เรียนบทเรียน CAI ทุกครั้งจะได้เรียน เนื้อหาที่คงสภาพเดิมไว้ทุกประการ ต่างจากการสอนด้วยครูผู้สอนที่มีโอกาสที่การสอนแต่ละครั้ง ของครูผู้สอนในเนื้อหาเดียวกนั อาจมีลาดับเนื้อหาไม่เหมือนกนหรือข้ามเนืั้อหาบางส่วน

ข้อจากดบทเรียนคอมพิวเตอร์ชั่วยสอน ได้แก่

1.บทเรียนCAI ต้องการฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะพิเศษและมีราคาแพง

สาหรับใช้เป็ นเครื่ องมือในการน าเสนอบทเรีผู้รียนนเองหรือสถานศึกษา อาจไม่สามารถ จัดเตรียมหรือจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะมัลติมีเดียคอมพิวเตอร์(Multimedia Computer) ให้ เพียงพอต่อการใช้เรียนด้วย CAI ได้

43

2. บทเรียนCAI ไม่สะดวกต่อการเรียนเมื่อเปรียบเทียบกบหนังสือเรียนั เนื่องจากจะ เรี ยนด้วยCAI ได้ต้องจัดเตรี ยมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์CAI อีกทั้งในเรื่องของการทบทวน บทเรียนท าได้ย กอันเนื่องจากข้อจากดดังกลั่าว รวมถึงถ้ามีการออกแบบบทเรียนCAI ให้เรียนแบบ เรียงล าดับบทเรียนจะไม่สะดวกในการทบทวนบทเรียนที่ได้เรียนผานมาแล้ว่

3. บทเรียนCAI ต้องใช้สายตาและทักษะการอ่านโดยผานทางจอภาพ่ ซึ่ งมีผลกระทบต่อ การเรียนของผู้เรียนที่มีความอดทนในการอ่านบนจอภาพแตกต่างกนั

4. การแสดงภาพในคอมพิวเตอร์อาจไม่เท่ากบขนาดที่แท้จริงของวัตถุั เพราะ ข้อจากดของขนาดจอภาพคอมพิวเตอร์ั ซึ่ งอาจท าให้ผู้เรี ยนโดยเฉพาะระดับอนุบาลหรือประถมศึกษา เข้าใจผิดก่ียวกบขนาดจริงของวัตถุกับสิั่งที่เห็นในจอภาพได้

5. การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ต้องอาศัยความชานาญหลาย ๆ ด้าน ทั้ง ทางด้านฮาร์ ดแวร์ ซอฟต์แวร์และต้องมีความเข้าใจในคุณสมบัติและวิธี การสร้างบทเรี ยน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นอยางมาก่

6. การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้มีประสิทธิภาพต้องใช้ระยะเวลานาน อาจ ไม่คุ้มค่าหรือล้าสมัยเมื่อสร้างบทเรียนเสร็จ

7. เนื้อหาในบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนถูกจากดเนืั้อหาอยู่เฉพาะที่มีในบทเรียน เท่านั้น ในขณะเรียนจะไม่สามารถเพิ่มหรือขยายเนื้อหาเพิ่มเติมได้เหมือนกบการเรียนั การสอนใน ชั้นเรียนโดยครูผู้สอน

8. ผู้เรี ยนได้รับการตอบสนองจากบทเรี ยนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในรูปแบบที่ แน่นอนตามการป้อนข้อมูลเข้า (Input) ของผู้เรียนให้แก่โปรแกรมคอมพิวเตอร์เท่านั้น บทเรียน คอมพิวเตอร์ไม่สามารถตรวจสอบและดูแลพฤติกรรมของผู้เรียนในขณะที่เรียน

ทักษิณาสวนานนท์(2544 : 214-215) กล่าวถึงข้อดีและข้อจากดบทเรียนคอมพิวเตอร์ัดังนี้ ข้อดีของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสาหรับในด้านของผู้เรียน ได้แก่

1.การมีปฏิสัมพันธ์กบคอมพิวเตอร์ทัาให้ผู้เรียนพอใจ

2.ผู้เรียนสามารถควบคุมวิธีการเรียนของตัวเองได้

3.ผู้เรียนใช้ความถนัดของตนเองมากที่สุด ถ้าสนใจมากก็อาจใช้เวลามาก สนใจน้อย

ก็ใชเวลาน้อยลง 4. ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามความสามารถของแต่ละคนมีอิสระในการเลือกเวลา

เรียนได้ตามสมควร สามารถกาหนดวิธีสอนให้ตรงกบความต้องการของผู้เรียนได้ัเพราะคาตอบที่ ผู้เรียนใช้อาจเป็นแนวให้กาหนดบทเรียนให้ไปช้า เร็ว หรือมีความแตกต่างได้

44

5. ผู้เรียนสมีาธิในการเรียนมากขึ้นเพราะในการเรียนด้วยบทเรียน CAI ผู้เรียนต้อง มีสมาธิอยูก่บเครื่องคอมพิวเตอร์และจอภาพตลอดเวลาั ต่างจากการฟังครูสอนหน้าชั้น

6. การได้นาคาตอบของผู้เรียนมาวิจัยได้นับวาเป็นประโยชน์ที่สุดในการท่าบทเรียน หรือแกไขบทเรียนในโอกาสต้่อไป ผู้เรียนจะพบวาบทเรียนดี่สนุกสนาน และน่าเรียน

7. บทเรี ยนCAI ผู้เรียนสามารถควบคุมกิจกรรมการเรียนได้ด้วยตนเอง การ ออกแบบบทเรี ยนCAI อนุญาตให้ผู้เรียนสามารถควบคุมการเรียนได้ตามต้องการ เช่น การเลือก เนื้อหา การเลือกทาแบบฝึกหัด การเลือกเวลาเรียน ซึ่งไม่สามารถทาได้หากเรียนโดยใช้ครูผู้สอน

ข้อดีของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสาหรับผู้สอน

1.ลดภาระเก่ียวกบการตรวจแบบฝึกหัดั ตรวจข้อสอบและการสอนเสริม

2.สาหรับผู้เรียนที่เรียนอ่อน ทาให้ผู้สอนมีเวลาพัฒนางานสอน

3.ลดปัญหาการขาดแคลนครูผู้สอน และช่วยให้การสอนมีมาตรฐานและคุณภาพที่

เหมือนกนั

4.สามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อหาให้ทันสมัย ทันเหตุการณ์ได้ง่ายและสะดวก

5.สามารถติดตามความกาวหน้าในการเรียนของผู้เรียนได้อย้างมีประสิทธิภาพ่

ข้อจากดของคอมพิวเตอร์ชั่วยสอน

1.ไม่สามารถใช้กบการเรียนการสอนที่มีการอภิปรายรั่วมกนได้ั

2.มีความจากดของสื่อที่นัามาใช้ความจากดของกัิจกรรมเกิดความเบื่อหน่าย

3. การเสนอบทเรียนมีความสามารถด้านสีเสียง และการเคลื่อนไหวน้อยกว่าสื่อ ภาพยนตร์และวีดีโอซึ่ งเคลื่อนไหวได้

4. ใช้เวลาในการเตรียมบทเรียนมากเพราะต้องสนใจรายละเอียดสูงกวาทั่้งการวาง แผนการเรียนและการผลิตบทเรียน

5. ต้องลงทุนสูง เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในระยะแรกเกียวกบฮาร์ดแวร์ั่ การฝึกอบรม และการบ ารุงรักษา

ครรชิต มาลัยวงค์(2548 : 42) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ดังนี้ 1. ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนตามความสามารถของตนเองโดยคานึงถึงความแตกต่าง

ระหวางบุคคล่

2.นักเรียนได้เรียนเป็นขั้นตอนจากง่ายไปหายากอยางเป็นระบบ่

3.มีความสะดวกในการทบทวนบทเรียน

4.ไม่มีข้อจากัดในเรื่องของเวลาเรียน นักเรี ยนสามารถศึกษาจากบทเรี ยน

คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ขณะที่อยูที่บ้านหรืออยู่ที่โรงเรียน่

45

5. ลดเวลาในการเรียนการสอน เนื่องจากเป็นการเรียนการสอนแบบเอกตบุคคลั ซึ่ง นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีการวัดผลและประเมินผลไปพร้อมะยังชๆ่วย นักเรียนที่มีปัญหาในการเรียนโดยการจัดโปรแกรมเสริมในส่วนที่เป็นปัญหาหรือใช้เสริมความรู้ ให้กบนักเรียนที่เรียนรู้ได้เร็วโดยไมั่ต้องคอยเพื่อนในชั้นเรียน

6. สร้างทัศนคติที่ดีให้แก่นักเรียน โดยนักเรียนต้องฝึกความรับผิดชอบต่อตนเองใน การเรียนและสร้างทัศนคติที่ดีในการเรียนด้วย

7. ทาในสิ่งที่สื่ออื่น ๆ ทาไม่ได้เช่น การตัดสินใจเสนอเนื้อหาใหม่ๆ หรือการ ตัดสินใจ เรียนซ้าในเนื้อหาเดิม

8. ลดเวลาในการสอนของครูในการเรียนวิชาที่มีการฝึ กทักษะครูจ เสียเวลาในช่วง นี้มากเพราะแต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกนั ครูสามารถให้นักเรียนแต่ละคนได้ฝึกทักษะจาก คอมพิวเตอร์แทน

9.ทาให้ครูได้มีการพัฒนาความรู้ใหม่ๆ อยูเสมอ่ และมีการนาสร้างนวัตกรรมใหม่

ๆขึ้นมาใช้ในการเรียน การสอนมากขึ้น

10. สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้เหมาะสม สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแม้จะมีประโยชน์หลาย ๆ ด้านก็ตาม แต่ในการนาเอาบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาใช้ในการ เรียนการสอนนั้นจะต้องคานึงถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นด้วย เพราะ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนไม่สามารถ ที่จะแกปัญหาต้่าง ๆ ได้ เนื่องจากคอมพิวเตอร์เป็ นเพียงอุปกรณ์ ชนิดหนึ่ที่ชง่วยในการเรียนการสอนเท่านั้นการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้มีประสิทธิภาพสูงนั้น จะต้องอาศัย บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน

ประสิทธิ์ ทีฆพุฒ(2549 : 142) ได้แสดงความคิดเห็นเก่ียวกบประเด็นที่อาจถือได้วัาเป็น่ ข้อจากดของระบบคอมพิวเตอร์ชั่วยสอนที่มีใช้กนในปัจจุบันั ดังนี้

1. ด้านอุปกรณ์แม้จะมีราคาถูกลงกว่าเดิมและมีขีดความสามารถสูงขึ้นแต่ใน หลักการใช้งานเพื่อการเรียนการสอนนั้นจะต้องพิจารณาอยางรอบคอบว่าควรจะลงทุนด้านอุปกรณ์่ อยางไรจึงจะคุ้มทุน่ ต้องเป็นเครื่องใช้งานอยางแยกเดี่ยว่ (Stand-alone) หรือท าเป็ นแบบเทอร์มินัล เชื่อมต่อกนเข้าหลายๆจุดแบบโยงใยอยัางที่เรียกว่า่ LAN (Local Area Network)

2. ด้านบทเรียน การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในปัจจุบัน ยังมีลักษณะไม่ ยืดหยุนและตอบสนองลักษณะการเรียนของผู้เรียนเท่่าที่ควร เช่น เมื่อผู้เรียนตอบไม่ได้

3. เครื่องคอมพิวเตอร์อาจป้อนคาอธิบายได้ในลักษณะจากัด ไม่สามารถเลือก คาอธิบายอย่างเหมาะสมกบพืั้นฐานของผู้เรียนเหมือนกบการเรียนการสอนในชัั้นเรียน การใช้

46

โปรแกรมสาเร็จรูปเพื่อสร้างบทเรียนสามารถสร้างได้ง่าย แต่มีขีดจากดในเรื่องของโครงสร้างการั นาเสนอเนื้อหาและการป้อนคาถาม หรือการเขียนโปรแกรมใหม่ต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูงมาก

จากข้อดีและข้อจากดดังกลั่าวสรุปได้วา่ การเลือกใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็น สื่อในการเรียนการสอน โดยทัวไปความจ่ าเป็นที่ต้องศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยที่เก่ียวข้อง ตามหลักการ พบวา่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้อยูเป็นเพียงสื่ออิเลคทรอนิคส์ชนิดหนึ่งอาจน่ามาใช้เพื่อประโยชน์ ทางด้านการเรียนการสอน สื่อดังกล่าวมีทั้งส่วนที่เป็นข้อดีประโยชน์หรือจุดเด่น และข้อเสียหรื อ ข้อจากดั ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาอยางละเอียดก่่อนนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนใช้กบผู้เรียนั

ทฤษฎีและจิตวิทยาการเรียนร้ที่เกี่ยวข้องกับการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ู

จากการศึกษาทฤษฎีทางจิตวิทยาที่เก่ียวข้องกบการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ัพอจะสรุปได้

ดังนี้

1. ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม(Behavioral theories) ทฤษฎีนี้เชื่อวาพฤติกรรมของมนุษย์นั่้นเกิด จากการเรียนรู้ซึ่งสามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมในรูปแบบต่างๆ และเชื่อวาการเสริมแรง่ (reinforcement) จะช่วยให้เกิดพฤติกรรมตามต้องการ เช่น ความเร็วและความอดทน การบังคับ ตนเอง และความคิดสร้างสรรค์กินเนอร์เป็นผู้หนึ่งที่มีความโดดเด่นในการนาทฤษฎีพฤติกรรม นิยมไปพัฒนารูปแบบการสอนแบบโปรแกรมซึ่งมีอิทธิพลทางความคิดต่อการออกแบบบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนในปัจจุบัน Molone เป็นอีกผู้หนึ่งที่นาทฤษฎีนี้มาประยุกต์ใช้กบเกมการสอนั Malone พบวาองค์ประกอบของตัวเสริมแรงที่เป็ นแรงจูงใจสคือาความท้าทายัญ(challenge) จินตนาการเพ้อฝัน(fantasy) และความอยากรู้อยากเห็นการน าทฤษฎีพฤติกรรมนิยมมาประยุกต์ใช้ใน การสร้างโปรแกรมการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ไ แก้่การแบ่งเนื้อหาบทเรียนออกเป็นหน่วยยอยจาก่ ง่ายไปสู่ยากโดยมีการบอกเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของแต่ละหน่วยอยางชัดเจน่ การวัดผลการ เรียนอยางต่่อเนื่องและการให้ข้อมูลป้อนกลับในรูปแบบที่น่าสนใจในทันที(สุกรี รอดโพธิ์ทอง,

2544 : 35-41)

2. ทฤษฎีปัญญานิยม(Cognitive theories) ทฤษฎีนี้มีแนวคิดเก่ียวกบการเรียนรู้วัา่ การเรียน เป็นการผสมผสานระหวางข้อมูลข่่าวสารเดิมกบข้อมูลขั่าวสารใหม่หากผู้เรียนมีข้อมูลข่าวสารเดิม เชื่อมโยงกบข้อมูลขั่าวสารใหม่การรับรู้ก็จะง่ายขึ้น นอกจากนี้ผู้เรียนแต่ละคนยังมีลีลาในการเรียนรู้ และการนาความรู้ไปใช้แตกต่างกัน แนวความคิดดังกล่าวนี้ทาให้เกิดการศึกษาเก่ียวกับ องค์ประกอบต่างๆ ที่ทาให้เกิดความแตกต่างของการจา ทั้งความจาระยะสั้น ความจาระยะยาว และ ความคงทนในการจ า ฌังค์ พีอาเจต์(Piaget, อ้างถึงโดย ปรีชา วิหคโต, 2537 : 114-126) นักจิตวิทยา ที่สาคัญคนหนึ่งในกลุ่มนี้ที่ศึกษาเก่ียวกบการพัฒนาด้านการรับรู้ของเด็กและพบวั่า มนุษย์เกิดมา

47

พร้อมกบโครงสร้างทางสติปัญญาที่ไมั่ซับซ้อน และจะค่อยๆ มีการพัฒนาขึ้นตามลาดับเมื่อได้มี ปฏิสัมพันธ์กบสิั่งแวดล้อม ผู้สอนจึงควรจัดสภาพแวดล้อมให้ผู้เรียนได้คิด ได้รู้จัและเกวิธีการด การค้นพบด้วยตนเอง ซึ่งต่อมา Bruner นักการศึกษาที่สาคัญคนหนึ่งในกลุ่มนี้เรียกวิธีการดังกล่าว

ว่า "การเรี ยนรู้โดยการค้นพบ" ผู้สอนต้องมีความเข้าใจว่ากระบวนการคิดของเด็กและผู้ใหญ่ แตกต่างกนั การเรียนการสอนต้องเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ผู้เรียนคุ้นเคยก่อน และควรแทรก ปัญหาที่ผู้สอนหรือผู้เรียนตั้งขึ้น แล้วช่วยกนคิดหาคัาตอบ ส่วนในด้านรางวัลที่ผู้เรียนได้รับนั้นควร เน้นแรงจูงใจภายในมากกวาแรงจูงใจภายนอกการน่าทฤษฎีปัญญานิยมมาประยุกต์ใช้ในการสร้าง โปรแกรมการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ได้แก่ การใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อเร้าความสนใจของผู้เรียนก่อน เริ่มเรียนและระหวางเรียนอย่างต่่อเนื่องโดยคานึงถึงความแตกต่างของผู้เรียน ทั้งในแง่ของการเลือก

เนื้อหาบทเรียน การเลือกกิจกรรมการเรียน และการควบคุมการเรียน

การเปิ ดโอกาสให้ผู้เรี ยน

ทบทวนความรู้เดิมที่สัมพันธ์กบความรู้ใหมั่ในรูปแบบที่เหมาะสม

การตั้งคาถามให้ผู้เรียนคิด

วิเคราะห์หาค าตอบและการสร้าง งจูงใจโดยเน้นความพึงพอใจที่เกิดขึ้นจากความสาเร็จในการเรียนรู้ (สุกรี รอดโพธิ์ทอง , 2544 : 41-43)

3. การเรียนรู้ การจ า และการระลึกได้ดีวายร์(Dwyer, 1978 อ้างถึงโดยสุกรีรอดโพธิ์ทอง, 2544 : 60) เป็นผู้หนึ่งที่ได้ศึกษาเก่ียวกบการเรียนรู้ัการจ าและการระลึกได้(recall) ดีวายร์เสนอผล การศึกษาของเขาไว้ดังนี้

3.1 ด้านการเรียนรู้ คนเราเรียนรู้โดยการชิมรส 1ร้อยละโดยการสัมผัส ร้อยละ10 โดย การดมกลิ่น ร้อยละ 30 โดยการได้ยินร้อยละ11 และโดยการมองเห็น ร้อยละ83

3.2 ด้านการจา คนเราจาได้จากสิ่งที่อ่าน ร้อยละ 10 จากสิ่งที่ได้ยินร้อยละ 20 จากสิ่งที่ ได้เห็นร้อยละ30 จากสิ่งที่ได้เห็นและได้ยิน ร้อยละ50 จากสิ่งที่ได้พูดร้อยละ 70 และจากสิ่งที่ได้พูด และได้ท าร้อยละ90

3.3 ด้านการระลึกได้ การสอนโดยวิธี"บอกให้ท"าระลึกได้หลังจากสอนแล้ว3 ชัวโมง่ ร้อยละ70 และระลึกได้หลังจากสอนแล้ว3 ันร้อยละ10 การสอนโดยวิธี"แสดงให้ดู" ระลึกได้ หลังจากสอนแล้ว3 ชัวโมง่ ร้อยละ 72 และระลึกได้หลังจากสอนแล้ว3 ัน ร้อยละ20 การสอนโดย "บอกวิธีการและแสดงให้ดู" ระลึกได้หลังจากสอนแล้ว3 ชัวโมง่ ร้อยละ 85 และระลึกได้หลังจาก สอนแล้ว 3 วันร้อยละ65

4. หลักการจ สิา่งที่คนเรารับรู้จะถูกเก็บเอาไว้เพื่อที่จะเรียกขึ้นมาใช้ในภายหลังความ สามารถทางสติปัญญาของมนุษย์ในการเรียกความจาที่เก็บเอาไว้ขึ้นมาใช้มีสูงมาก แน่นอนวาสิ่่งที่ เก็บอยูในความจ่าของคนเรานั้นมีทั้งที่สาคัญและที่ไม่มีสาระอะไร เทคนิคการสอนให้คนเราเก็บ ข้อมูลข่าวสารไว้อยางมีประสิทธิภาพจึงมีความส่าคัญ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกบองค์ความรู้ที่ใหมั่

48

และมีจานวนมาก เช่น คาศัพท์ในภาษาใหม่หลักการเสริมสร้างความจาที่นามาใช้กนในวิธีการั เสริมสร้างความจาต่างๆ นั้นประกอบด้วยหลักการจัดข้อมูลให้เป็นระบบ (the principle of organization) และหลักการทาซ้า (the principle of repetition) โดยทัวไปการจัดข้อมูลให้เป็นระบบ่ ทาได้ง่ายกวาและมีประสิทธิภาพกว่า่ แต่เมื่อใดก็ตามที่การใช้หลักการจัดระบบไม่เหมาะสมหรือ เป็นไปไม่ได้ก็จะมีการนาหลักการทาซ้ามาใช้เสมอ เช่น ในกรณีที่มีปริมาณข้อมูลข่าวสารมาก หรือ เมื่อข้อมูลข่าวสารนั้นไม่อาจจัดระบบใดๆ ได้หรือสาหรับข้อมูลข่าวสารของทักษะประเภท psychomotor skills

5.แรงจูงใจ(Motivation) อเลสซี่และทรอลลิปห็นวาแรงจูงใจที่เหมาะสมมีความจ่ าเป็ น ต่อการเรียนรู้ ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เหมาะจะนามาใช้ในการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ได้แก่ทฤษฎีของ เลปเปอร์ ทฤษฎีของมาโลน และทฤษฎีของเคลเลอร์ เลปเปอร์เห็นว่าควรใช้แรงจูงใจภายใน (Intrinsic motivation) กบการสอนมากกวัาการใช้แรงจูงใจภายนอก่ (Extrinsic Motivation) มาโลน มีสมมุติฐานว่าองค์ประกอบที่เอื้อให้เกิดแรงจูงใจมี4 ประการ ได้แก่ความท้าทาย (challenge) ความอยากรู้อยากเห็น(curiosity) การควบคุม(control) และจินตนาการที่ประหลาดๆ(fantasy) เคล เลอร์เห็นว่ามีปัจจัยอยู่4 ประการที่มีความส าคัญต่อแรงจูงใจในการเรียนรู้ได้แก่การรักษาความ สนใจ (Maintenance of attention) ความสอดคล้องของวัสดุอุปกรณ์การสอน(Relevance of the material) ความเชื่อมันของผู้เรียน่ (Student confidence) และความพึงพอใจของผู้เรียน(Student satisfication)

6.การควบคุม (Locus of control) อเลสซี่และทรอลลิปห็นว่าตัวแปรสาคัญในการ ออกแบบโปรแกรมการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ทุกโปรแกรม การควบคุมการเรียนการสอนคือิ่งที่ ต้องมีการควบคุมประกอบด้วยลาดับขั้นของการเรียนการสอน เนื้อหาบทเรียน วิธีการเรี ยน และ ปัจจัยอื่นๆ ที่เก่ียวข้องกบการเรีั ยนการสอน ซึ่ งอาจควบคุมโดยผู้เรี ยนหรื อควบคุมโดยโปรแกรม หรือทั้งสองฝ่ายร่วมกนควบคุมั แม้จะมีงานวิจัยที่ระบุว่า การให้ผู้เรียนเป็นผู้ควบคุมจะดีกว่า แต่ โปรแกรมการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ทุกโปรแกรมมีส่วนผสมระหวางการให้ผู้เรียนเป็นผู้ควบคุมก่บั การที่โปรแกรมเป็ นผู้ควบคุมเสมอ

7.การถ่ายโยงการเรียนรู้(Transfer of Learning) การเรียนรู้จากการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ เป็นเพียงการเรียนรู้ขั้นต้นก่อนที่จะนาไปประยุกต์หรือไปใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง การถ่ายโยง ความรู้หมายถึงการสามารถนาสิ่งที่ทาได้ในขณะเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ไปใช้ในโลกแห่งความเป็น จริ งได้การถ่ายโยงนี้เป็นผลจากชนิด ปริมาณ และความหลากหลายของปฏิสัมพันธ์จากความ เหมือนจริงของการเรียนการสอนและจากวิธีการสอนที่นามาใช้ในการฝึกอบรม การถ่ายโยงความรู้

เป็ นผล(outcome) ที่ส าคัญที่สุดของการฝึ ก

49

8. ความแตกต่างระหวางบุคคล่ (Individual Differences) การเรียนรู้ของคนเราทุกคนไม่ใช่ จะเป็นแบบเดียวกนหมดั อัตราความช้าเร็วในการเรียนรู้ก็ไม่ได้เป็นอัตราเดียวกนั ผู้เรียนบางคนอาจ เรียนได้ดีกบวิธีการเรียนการสอนวิธีอื่นกวั่าการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ โปรแกรมการสอนด้วย คอมพิวเตอร์มักได้ับการสรรเสริญเยินยอว่ามีความสามารถเอื้อประโยชน์ในด้านความแตกต่าง ระหวางบุคคล่ แต่โปรแกรมการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ที่ผลิตขึ้นในเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีวิธี สอนที่แตกต่างกนให้ผู้เรียนแตั่ละคน โปรแกรมที่ดีจะปรับตัวเองให้เข้ากบสติปัญญาและั ความสามารถของผู้เียนแต่ละคน ให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษแก่ผู้เรียนที่เรียนอ่อน และให้ แรงจูงใจที่แตกต่างกนตั่อการตอบสนองของผู้เรียนที่ต่างกนั ผู้เรียนแต่ละคนต้องการบทเรียนที่ แตกต่างกนั การจับคู่ระหว่างบทเรียนที่เหมาะสมกบผู้เรียนแตั่ละคนจึงมีความสาคัญ ซึ่ งจะท า เช่นนั้นได้โปรแกรมต้องสามารถประเมินความแตกต่างระหวางบุคคลเพื่อจับคู่่ที่เหมาะสมและทา อยางอื่นที่เป็นประโยชน์แก่่ผู้เรียนที่มีความแตกต่างกนได้ั

แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ

ความหมายของความพึงพอใจ

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน(2542 : 665) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจมายถึง พอใจ ชอบใจ ความพึงพอใจ(Satisfaction) ตามความหมายของพจนานุกรมทางด้านพฤติกรรมอ ลแมน (Walman, 1963 : 392 อ้างอิงมาจาก สมยศ นาวีการ, 2544 : 135)) ได้ให้คาจากดความั ไว้วา่ เป็นสภาพความรู้สึกของบุคคลที่มีความสุข ความอิ่มเอมใจ เมื่อความต้องการหรือแรงจูงใจของตน ได้รับการตอบสนอง

สุภาลักษณ์ ชัยอนันต์(2540 : 16) ได้ให้ความหมาย ของความพึงพอใจ ไว้วา่ ความพึง พอใจ เป็นความรู้สึกส่วนตัวที่รู้สึกเป็นสุขหรือยินดีที่ได้รับการตอบสนองความต้องการในสิ่งที่ ขาดหายไปหรือสิ่งที่ทาให้เกิดความไม่สมดุล ความพึงพอใจเป็นสิ่งที่กาหนดพฤติกรรมที่จะ แสดงออกของบุคคล ซึ่งมีผลต่อการเลือกที่จะปฏิบัติในกิจกรรมใด ๆ นั้น

การศึกษาเก่ียวกบความพึงพอใจนัั้น โดยทัวไปจะนิยมศึกษาก่ นในสองมิติั คือ มิติความ พึงพอใจของผู้ปฏิบัติงานและมิติความพึงพอใจในการรับบริการ ในการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาใน ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

จากความหมายดังกล่าวทั้งหมดข้างต้น ผู้วิจัยสรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่เป็นการยอมรับ ความรู้สึกชอบ ความรู้สึกยินดีกบการปฏิบัติงานั ทั้งการให้บริการ และ การรับบริการในทุกสถานการณ์ ทุกสถานที่

50

ทฤษฎีการสร้างความพึงพอใจ

ทฤษฎีส าหรับการสร้างความพึงพอใจที่ี ารกล่าวขานกนอยัางแพร่่หลายคือ ทฤษฎีความ ต้องการตามลาดับขั้นของมาสโลว์(Maslow s Hierarchy of Needs) กล่าววามนุษย์ทุกคนมีความ่ ต้องการเหมือนกนั แต่ความต้องการนั้นเป็นลาดับขั้นดังนี้

1. มนุษย์มีความต้องการอยูเสมอและไม่่มีที่สิ้นสุด ขณะที่ความต้องการสิ่งใดได้รับการ ตอบสนองแล้ว ความต้องการอยางอื่นก่็จะเกิดขึ้นอีกไม่มีวันสิ้นสุด

2. ความต้องการที่ได้รับการตอบสนองแล้ว จะไม่เป็นสิ่งจูงใจสาหรับพฤติกรรมอื่นต่อไป ต้องการที่จะได้รับการตอบสนองเท่านั้นที่เป็นสิ่งจูงใจของพฤติกรรม

3. ความต้องการของมนุษย์จะเรียงลาดับขั้น ตามลาดับความสาคัญ คือ เมื่อได้รับ การตอบสนอง ในระดับต่าแล้ว ความต้องการในระดับสูง ขึ้นไปนั้น ก็จะได้รับการเรียกร้องให้มี การตอบสนอง ซึ่ งมี5 ขั้น ดังนี้

ก. ความต้องการด้านร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความต้องการเบื้องต้นเพื่อ ความอยูรอดของชีวิตเช่่น อาหาร น้า อากาศ เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ความต้องการทางเพศความ ต้องการทางด้านร่างกายจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนก็ต่อเมื่อยังไม่ได้รับการตอบสนอง

ข. ความต้องการด้านความปลอดภัยหรือความมันคง่ (Security of Safety Needs) ถ้าความต้องการทางด้านร่างกายได้รับการตอบสนองแล้ว จะทาให้มีความต้องการในขั้นสูงต่อไป คือ ความรู้สึกที่ต้องการความปลอดภัยหรือความมันคง่ ในปัจจุบันและอนาคตซึ่ งรวมถึงความ กาวหน้าและความอุ้่นใจ

ค. ความต้องการทางสังคม(Social or Belonging Needs) หลังจากที่ได้รับการ ตอบสนองใน 2 ขั้น แล้ว จะมีความต้องการสูงขึ้นไปอีก เป็นความต้องการทางสังคม เป็นความ ต้องการที่จะเข้าร่วมและได้รับการยอมรับในสังคม ความเป็ นมิตรและความรักจากเพื่อน

ง. ความต้องการที่จะได้รับการยอมรับนับถือ(Esteem Needs) เป็ นความต้องการให้ คนอื่นยกย่อง ให้เกียรติและเห็นความสาคัญของตนเอง อยากเด่นในสังคม รวมถึงความสาเร็จ ความรู้ความสามารถ ความเป็ นอิสระและเสรีภาพ

จ. ความต้องการความส าเร็จในชีวิต(Self Actualization) เป็ นความต้องการระดับ สูงสุดของมนุษย์ ส่วนมากจะเป็นการอยากจะได้ตามความคิดของตน หรือต้องการจะเป็น มากกวาที่ตัวเองเป็นอยู่ในขณะนั่้น

ตามทฤษฎีความต้องการตามลาดับขั้นของมาสโลว์สรุปได้วา่ ความต้องการทั้ง 5 ขั้นของ มนุษย์มีความสาคัญไม่เท่ากนั การจูงใจตามทฤษฎีนี้จะต้องพยายามตอบสนอง ความต้องการของ

51

มนุษย์มีความแตกต่างกนไปและความต้องการในแตั่ละขั้นจะมีความสาคัญแก่บุคคลมากน้อย เพียงใดนั้นยอมขึ่้นอยูก่ บความพึงพอใจที่ได้รับจากการตอบสนองตามความต้องการในลัาดับนั้น ๆ

เฮอร์เบอร์ก(Herzberg, 1959 :113 – 115) ได้ท าการศึกษาค้นคว้าทฤษฎีที่เป็ นมูลเหตุที่ท า ให้เกิดความพึงพอใจ เรียกวา่ The Motivation Hygiene Theory ซึ่ งสนับสนุนและขยายแนวความคิด ของลาดับความต้องการของมนุษย์ได้กล่าวถึงปัจจัยที่ทาให้เกิดความพึงพอใจในการทางาน 2 ปัจจัย คือ

1. ปัจจัยกระตุ้น(Motivation Factor) เป็นปัจจัยที่เก่ียวกบการงานั ซึ่งเป็นผลก่อให้เกิด ความพึงพอใจในการทางาน เช่น ความสาเร็จของงานการได้รับการยอมรับนับถือลักษณะของงาน ความรับผิดชอบ ความกาวหน้าในต้าแหน่งการงาน

2. ปัจจัยค้าจุน (Hygiene Factor) เป็นปัจจัยที่เก่ียวสิ่งแวดล้อมในการทางาน และมีหน้าที่ ทาให้บุคคลเกิดความพึงพอใจในการทางาน เช่น ความสาเร็จของงานการได้รับการยอมรับนับถือ ลักษณะของงานความรับผิดชอบ ความกาวหน้าในต้าแหน่งการงาน

แมคเกรเกอร์(McGreger, 1960 : 33 – 58 ; อ้างอิงมาจาก สมยศ นาวีการ, 2544 : 135) ได้ อธิบายถึงลักษณะธรรมชาติของมนุษย์วามี่2 ประเภท คือ

1.คนประเภทเอกซ์(X) มีลักษณะดังต่อไปนี้

1.1มีสัญชาตญาณที่จะหลีกเลี่ยงการทางานทุกอยางเท่่าที่จะทาได้

1.2มีความรับผิดชอบน้อย

1.3ชอบให้สังการ่

1.4ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ในการปรับปรุงองค์กร

1.5มีความปรารถนาให้ตอบสนองความต้องการด้านร่างกายและความปลอดภัย

2.คนประเภทวาย (Y) มีลักษณะดังต่อไปนี้

2.1ชอบทางาน เห็นวาการท่างานเป็นของสนุกเหมือนการเล่นหรือการพักผอน่

2.2มีความรับผิดชอบในการท างาน

2.3มีความทะเยอทะยานและกระตือรือร้น

2.4สังการตนเอง่ และสามารถควบคุมตนเองได้

2.5มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการปรับปรุงงานและองค์กร พัฒนาวิธีทางาน

2.6ปรารถนาด้านเกียรติยศ ชื่อเสียง ความสมหวังในชีวิต จากแนวคิดทฤษฎีการสร้างความพึงพอใจที่กล่าวไว้สรุปได้วา่ ความพึงพอใจเป็นปัจจัยที่

สาคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อความสาเร็จของงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างมี

52

ประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นผลมาจากการได้รับการตอบสนองต่อแรงจูงใจหรือความต้องการของแต่ละ บุคคลในแนวทางที่เขาพึงประสงค์

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

วิชัย ล าใย(2545) ท าการศึกษาผลการเรี ยนรู้ด้ว ต เองโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน บนอินเทอร์เน็ต ของนักศึกษาสถาบันราชภัฏนครปฐม ผลการวิจัยพบวา่ ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนด้วยชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนอินเทอร์เน็ตกบการเรียนั ด้วยวิธีปกติแตกต่างกนอยั่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และความพึงพอใจของนักศึกษาที่ เรียนด้วยชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยูในเกณฑ์่พึงพอใจมาก

มยุรี หินค(2545)า ทาการศึกษาการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง อักษรล้านนา ส าหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ พอใช้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาหลังเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สูงกวา่

ก่อนเรียนอยางมีนัยส่าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลจากการสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนที่แสดงออก ในขณะเรียน พบว่า ส่วนใหญ่ให้ความสนใจ มีความกระตือรือร้น และความรับผิดชอบอยู่ใน เกณฑ์ดี ในด้านความคิดเห็น ผู้เรียนเห็นวาบทเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ่้นเปิดโอกาสให้ผู้เรียนควบคุม บทเรียนได้เอง และสามารถทราบผลการทาแบบฝึก ได้มากที่สุด นักศึกษาพอใจและเห็นว่าการ เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีความน่าสนใจ ทาให้อยากเรียนมากขึ้น

รัตน์เรขา ฤทธิศร(2546) ทาการศึกษาการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การ สนทนาภาษาไทย สาหรับผู้เรียนภาษาไทยเป็นภาษาต่างประเทศ ผลการวิจัยพบว่า ได้บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การสนทนาภาษาไทย สหรับผู้เรียนภาษาไทยเป็นภาษาตา ่างประเทศ ผู้เรียนที่เรียนเสริมด้วยบทเรียนคอ พ ตอร์ช่วยสอนทุกคน สามารถผานเกณฑ์การประเมิน่ 80% และ สามารถท าคะแนนเฉลี่ยของแบบทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนนาคะแนนแทนค่าเพื่อหา ประสิทธิภาพ สรุปได้วาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่่วยสอนเรื่องนี้มีประสิทธิภาพระดับดีและผู้เรียนที่ เรียนเสริมโดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนส่วนใหญ่ชอบที่จะเรียนกบบทเรียนคอมพิวเตอร์ชั่วย สอนในระดับมากที่สุด

ชมพูนาฎ ชมพูพันธ์(2547) ทาการศึกษาผลของการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง ที่มาของโขน ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนของนักศึกษาระดับปริ ญญาตรี สถาบันราชภัฏเลย ผลการวิจัยพบวา่ นักศึกษาที่เรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีคะแนนทดสอบหลังเรียน

53

สูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่านักศึกษามีการ เรียนรู้ที่กาวหน้าขึ้้นและบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่กาหนดไว้

วิชัย บ ารุ งศรี(2550) ทาการศึกษาการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนการออกเสียง ภาษาอังกฤษของนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พิษณุโลก ผลการวิจัยพบวา่ ความพึงพอใจในการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนการออกเสียงภาษาอังกฤษของนักศึกษา มหาวิทยาลัยเ คโนโลยีราชมงคลล้านนา พิษณุโลกอยูในระดับความพึงพอใจมาก่ และด้านเนื้อหา อยู่ในระดับความพึงพอใจมาก แสดงว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ที่สร้างขึ้นสามารถช่วยให้นักศึกษา เข้าใจในเนื้อหาการออกเสียงภาษาอังกฤษ และสามารถนาไปเป็นสื่อการสอนได้

จากการศึกษาค้นคว้างานวิจัยที่เก่ียวข้องกบการนัาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปใช้ใน การพัฒนาการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาข้ สังเกตผลที่ได้จากการวิจัยดังนี้

1.ด้านการเรียนรู้ โดยพบว่า ภายหลังจากการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แล้ว ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกวาก่่อนเรียน และสูงกวาการจัดการเรียนการสอนปกติ่

2.พฤติกรรมการแสดงออก พบวา่ ผู้เรียนมีความสนใจ ความกระตือรือร้นในการเรียน

3.ความคิดเห็นและความพึงพอใจ พบว่า ผู้เรียนมีความคิดเห็นในทางที่ดีต่อบทเรียน บทเรียนมีความน่าสนใจกระตุ้นให้มความต้องการที่จะเรียน

54

กรอบแนวคิดการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้มีกรอบแนวคิดดังต่อไปนี้

 

 

ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียน

 

 

 

 

กระบวนการ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จัดการเรียน

หลักการสร้างCAI

 

 

 

 

 

 

การสอนโดย

 

 

CAI ที่มี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใช้บทเรียน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประสิทธิภาพ

 

 

 

คอมพิวเตอร์

 

 

 

 

ตามเกณฑ์

 

 

 

ช่วยสอน

เนื้อหา เรื่อง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

80/80

 

 

 

เรื่อง

พฤติกรรม

 

 

 

 

 

 

 

พฤติกรรม

 

 

 

 

 

 

ทางการศึกษา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทาง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประสบการณ์ใน

 

การศึกษา

 

 

 

 

 

การสอน + ปัญหา

 

 

 

 

 

 

 

 

ในการจัดการเรียน

 

 

 

 

 

การสอนของผู้สอน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพ 4 กรอบแนวคิดการวิจัย

ตัวผ้เรียนู

-ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา

หลักการวัดและประเมินผลการ เรียนรู้ เรื่อง พฤติกรรมทางก ศึกษา

-ความพึงพอใจที่มีต่อการเรียน

วิชาหลักการวัดและประเมินผล การเรียนรู้ เรื่อง พฤติกรรม ทางการศึกษา โดยใช้บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน

บทที่3 วิธีด ำเนินกำรวิจัย

ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดาเนินการวิจัยตามขั้นตอน ดังนี้

1.กลุ่มเป้าหมาย

2.เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

3.การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ

4.วิธีดาเนินการวิจัยและการเก็บรวบรวมข้อมูล

5.การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิจัย

กล่มเป้ำหมำยุ

กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยคือ นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรี ยนรายวิชา หลักการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ในภาคเรียนที่2 ปี การศึกษา2553 หมู่เรียนที่ผูวิจัยได้รับผิดชอบในการสอน 1 หมู่เรียนจ านวน41 คน

เครื่องมืที่ใช้ในกำรวิจัยได้แก่

เครื่องมือที่ใช้ในกำรทดลอง

การวิจัยครั้งนี้ใช้เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่ อง พฤติกรรมทางการศึกษา รายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

เครื่องมือที่ใช้ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล

การวิจัยครั้งนี้ใช้เครื่องมือประกอบด้วย แบบทดสอบเก็บคะแนน แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. แบบทดสอบเก็บคะแนนและแบบทดสอบวัผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลัง

เรียน

1.1 แบบทดสอบเก็บคะแนนมีทั้งหมด 5 ชุด ได้แก่

56

 

 

1) แบบทดสอบเก็บคะแนนชุดที่ 1

ชนิดปรนัยแบบถูกผิด จ านวน5 ข้อ5

คะแนน

 

 

2) แบบทดสอบเก็บคะแนนชุดที่ 2

ชนิดปรนัยแบบเลือกตอบ จ านวน10

ข้อ

10 คะแนน

 

 

3) แบบทดสอบเก็บคะแนนชุดที่ 3

ชนิดปรนัยแบบเลือกตอบ จ านวน10

ข้อ

10 คะแนน

 

 

4) แบบทดสอบเก็บคะแนนชุดที่ 4

ชนิดปรนัยแบบเลือกตอบ จ านวน10

ข้อ

10 คะแนน

 

 

5) แบบทดสอบเก็บคะแนนชุดที่ 5

ชนิดปรนัยแบบเลือกตอบ จ านวน10

ข้อ

10คะแนน

1.2แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบชนิดปรนัยแบบเลือกตอบ มีทั้งหมด 3 ตอน ดังนี้

1)ตอนที่1 จ านวน5 ข้อ5 คะแนน

2)ตอนที่2 จ านวน15 ข้อ15 คะแนน

3)ตอนที่3 จ านวน10 ข้อ20 คะแนน

2.แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง

พฤติกรรมทางการศึกษา

กำรสร้ำงและกำรหำคุณภำพของเครื่องมือ

บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

การสร้างและตรวจสอบคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผู้วิจัยได้ท าการสร้างโดย ประยุกต์ใช้จากหลักการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนของ Alessi & Trollip มีขั้นตอน การสร้างดังนี้

1.ขั้นตอนการเตรียม (Preparation)

1.1กาหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์(Determine Goals and Objectives) ผู้วิจัยทาการกาหนดเนื้อหาเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา มาใช้สร้างบทเรีย น

คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเนื่องจากเนื้อหาเรื่ องพฤติกรรมทางการศึกษาเป็นเนื้อหาที่สาคัญและจาเป็น มากสาหรับครูเนื่องจากว่าหากครูไม่สามารถทาการวิเคราะห์พฤติกรรมทางการศึกษาได้ และไม่ สามารถแยกลาดับขั้นการเกิดพฤติกรรมทางการศึกษาแต่ละด้านได้ ก็อาจส่งผลทาให้สร้าง แบบทดสอบขาดคุณภาพด้านความตรง เกิดการวัดผลประเมินผลที่ผิดพลาด จากการจัดการเรียน

57

 

การสอนวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่ผานมา่

ตั้งแต่ปีการศึกษา 2550 – ปี การศึกษา

2552 พบวาผลการสอบกลางภาคของนักศึกษาร้อยละ่ 70

ไม่ผ่านหน่วยการเรียนเรื่องพฤติกรรม

ทางการศึกษา ส่งผลทาให้ออกแบบการวัดและประเมินผลผิดพลาดและสร้างแบบทดสอบไม่ ถูกต้อง จากการสอบถามพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่มีความเห็นว่าเนื้อหาเรื่องพฤติกรรมทาง การศึกษานี้มีเนื้อค่อนข้างเป็นนามธรรมทาให้ยากแก่การทาความเข้าใจ ประกอบกบนักศึกษาใช้ั เวลารับรู้บทเรียนที่แตกต่างกนเนื่องจากในหมูั่เรียนหนึ่งๆนั้นมีนักศึกษาหลากหลายสาขาซึ่ งเรี ยน ร่วมกนอยูั่ทาให้ผู้วิจัยต้องพยายามหาวิธีการอธิบายเนื้อหาที่ยากให้เป็นที่เข้าใจง่ายมากที่สุด และผู้วิจัยได้กาหนดผู้ใช้บทเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา คือ นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรี ยนรายวิชา หลักการวัดและประเมินผลการเรี ยนรู้ ในภาคเรี ยนที่2 ปี การศึกษา 2553 หมู่เรียนที่ผู้วิจัยได้รับผิดชอบในการสอน 1 หมู่เรียน จานวน 41 คน โดยผู้วิจัย ทาการศึกษาพื้นฐานของผู้เรียนจากการจัดการเรียนการสอนในหน่วยอื่นที่ผ่านมาและได้ วัตถุประสงค์การเรียนรู้จ านวน4 ข้อดังนี้

1.ผู้เรียนสามารถอธิบายความหมายและระบุพฤติกรรมทางการศึกษาได้ถูกต้อง

2.ผู้เรียนสามารถอธิบายความหมายของพฤติกรรมพุทธิพิสัย จิตพิสัยและทักษะ

พิสัยได้ถูกต้อง

3.ผู้เรียนสามารถจาแนกพฤติกรรมทางการศึกษาแต่ละด้านได้ถูกต้อง

4.ผู้เรียนสามารถบอกลาดับขั้นการเกิดพฤติกรรมพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะ

พิสัยในระดับต่าง ๆ ได้ ตลอดจนกาหนดวิธีการวัดและประเมินผลโดยภาคความรู้จะใช้แบบทดสอบก่อนเรียน

แบบทดสอบระหวางเรียน่ และแบบทดสอบหลังเรียน ในการวัดและประเมินผล 1.2 รวบรวมข้อมูล(Collect Resources)

ผู้วิจัยทการรวบรวมข้อมูลโดยทาการศึกษาเนื้อหาบทเรียนเรื่องพฤติกรรมทางการศึกษา จุดประสงค์การเรียนรู้ หลักการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้ที่ เก่ียวกบบทเรียนคอมพิวเตอร์ชั่วยสอน ตลอดจนทฤษฎีเก่ียวกบความพึงพอใจในการเรียนั

1.3 เรียนรู้เนื้อหา (Learn Content) ผู้วิจัยท าการศึกษาความรู้ทางด้านการ ออกแบบบทเรี ยนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหลาย ๆ รูปแบบเพื่อให้สามารถออกแบบบทเรี ยนที่มี ประสิ ทธิภาพในส่วนของการออกแบบ การชี้แนวทาง การเรียนรู้การนาเสนอเนื้อหา การให้ผล ป้ อนกลับตลอดจนการทดสอบความรู้ของผู้เรียน

1.4 สร้างความคิด(Generate Ideas) ผู้วิจัยได้ท าการสนทนา สอบถามอาจารย์ ผู้สอนในรายวิชาเดียวกนเกั่ียวกบสภาพปัญหาในการสอนเนืั้อหาเรื่องพฤติกรรมทางการศึกษา และ

58

ตลอดจนแนวทางการแกไข้ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และสอบถามอาจารย์ผู้สอนเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อน ามาปรับใช้ในการออกแบบและสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยได้ แนวความคิดว่า ภายในบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้นผู้เรียนสามารถศึกษาความรู้ เรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา ซึ่ งใช้ข้อความ ภาพกราฟิ ก ภาพเคลื่อนไหวและเสี ยง มีหน้าต้อนรับ ผู้เรียนเข้าสู่บทเรียน หน้าทบทวนความรู้ หน้าเมนู หน้าให้คาแนะนาเก่ียวกบการใช้ปุ่มตั่าง ๆ หน้า

บทเรี ยน หน้าแบบฝึ กหัด และผู้เรี ยนเรี ยนจบหรื อต้องการออกจากบทเ ียน

ในแต่ละหน่วยย่อย

ผู้เรียนต้องเรียนตามลาดับขั้นและต้องทาแบบทดสอบให้ผ่าน ร้อยละ 80

จึงจะสามารถผ่านไป

เรียนในหน่วยถัดไปได้ หากหน่วยใดที่ผู้เรียนทาแบบทดสอบไม่ผ่านต้องกลับไปทาการศึกษา

ทบทวนใหม่และทาแบบฝึกหัดใหม่อีกครั้ง

ขั้นตอนที่2ขั้นตอนกำรออกแบบบทเรียน(Design Instruction)

2.1 ทอนความคิด(Elimination of Ideas) หลังจากการรวบรวมความรู้จาก การศึกษาและสนทนาซักถามอาจารย์ผู้สอนในรายวิชาเดีแล้วผู้วิจัยได้นาความคิดทั้งหมดมา ประเมินว่าข้อคิดใดที่น่าสนใจ ซึ่งผู้วิจัยได้ทาการปรับแนวความคิดเดิมที่กาหนดให้ผู้เรียนตอบ ค าถามในแบบทดสอบโดยการพิมพ์ค าตอบลงไปเนื่องจากอาจท าให้เสี ยเวลาในการตอบเพราะ นักศึกษาบางคนขาดทักษะในการใช้แป้ นพิมพ์

2.2 วิเคราะห์งานและแนวคิด(Task and Concept Analysis) ผู้วิจัยได้ทการวิเคราะห์นื้อหาเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา โดยเลือกให้ผู เรี ยน

เรียนรู้เนื้อหาจากง่ายไปหายากและออกแบบฝึกหัดให้ผู้เรียนได้ทาแบบซ้า ๆ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ ได้อยางมีประสิทธิภาพ่

2.3 การออกแบบบทเรียนขั้นแรก (Preliminary Lesson Description)

ผู้วิจัยได้ออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยประกอบด้วยส่วน

ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1) ต้อนรับผู้เรียน

2) ทางเลือก

3) คาชี้แจงการใช้บทเรียน

4) วัตถุประสงค์

5) เก่ียวกบผู้สอนั

6) ทดสอบก่อนเรียน

7) เนื้อหา ประกอบด้วย 5 หน่วย ได้แก่

59

- เนื้อหาหน่วยที่1 ความหมายของพฤติกรรมทางการศึกษา

-แบบฝึ กหัด

-แบบทดสอบยอย่

-เนื้อหาหน่วยที่2 ประเภทของพฤติกรรมทางการศึกษา

-แบบฝึ กหัด

-แบบทดสอบยอย่

-เนื้อหาหน่วยที่3 พฤติกรรมพุทธิพิสัย

-แบบฝึ กหัด

-แบบทดสอบยอย่

-เนื้อหาหน่วยที่4 พฤติกรรมจิตพิสัย

-แบบฝึ กหัด

-แบบทดสอบยอย่

-เนื้อหาหน่วยที่5 พฤติกรรมทักษะพิสัย

-แบบฝึ กหัด

-แบบทดสอบยอย่

8)ทดสอบหลังเรียน

9)ออกจากบทเรียน

ผู้เรียนจะต้องเรียนให้ครบทุกเนื้อหาตามลาดับ

2.4ประเมินและแกไขการออกแบบ้ (Evaluation and Revision of the Design)

ผู้วิจัยได้น าการออกแบบไปให้ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ข้อเสนอแนะัช้ภาพกราฟิก

และการใช้ภาษาไทยสาหรับปุ่มต่าง ๆ

ขั้นตอนที่3 ขั้นตอนกำรเขียนผังงำน(Flowchart Lesson)

ผู้วิจัยได้เขียนผังงานดังนี้

60

ชื่อเรื่อง

 

ค าแนะน าการใช้บทเรียน

 

ผู้เรียนพิมพ์ชื

 

 

 

 

 

เมนูหลัก

ทดสอบก่อนเรียน

ไม่ผาน่

เนื้อหาบทเรียน 1

 

แบบฝึ กหัด

 

แบบทดสอบ

 

 

 

 

 

ผาน่

ไม่ผาน่

เนื้อหาบทเรียน 2

 

แบบฝึ กหัด

 

แบบทดสอบ

 

 

 

 

 

ผาน่

ไม่ผาน่

เนื้อหาบทเรียน 3

 

แบบฝึ กหัด

 

แบบทดสอบ

 

 

 

 

 

ผาน่

ไม่ผาน่

เนื้อหาบทเรียน 4

 

แบบฝึ กหัด

 

แบบทดสอบ

 

 

 

 

 

ผาน่

ไม่ผาน่

เนื้อหาบทเรียน 5

 

แบบฝึ กหัด

 

แบบทดสอบ

 

 

 

 

 

ผาน่

ทดสอบหลังเรียน ออก ใช่ ออกจากบทเรียน

ภำพ 5 โครงสร้างของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

61

ขั้นตอนที่4ขั้นตอนกำรสร้ำงสตอรี่บอร์ด(Create Storyboard)

ผู้วิจัยทการสร้างสตอรี่ บอร์ด และน าไปให้ผู้เชี่ยวชาญท าการตรวจสอบความ ถูกต้องเหมาะสมอีกครั้ง

ขั้นตอนที่5ขั้นตอนกำรสร้ำง(Program Lesson)

ผู้วิจัยได้กาหนดโปรแกรม Appserv-win32-2.4.7 ในการสร้างบทเรี ยน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน

ขั้นตอนที่6 ขั้นตอนกำรประเมินผลและแก้ไขบทเรียน(Evaluate and Revise)

1)ผู้วิจัยนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างขึ้นเสร็จแล้วไปใช้ผู้เชี่ยวชาญ

ทางด้านการนวัตกรรมทางการศึกษาและเนื้อหาเก่ียวกบวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ั จ านวน 3 คน ท าการประเมินโดยใช้แบบประเมินบทเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แล้วนาไปหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้เกณฑ์การประเมินดังนี้

ค่ำเฉลี่ย

ระดับคุณภำพ

มากกวา่ 4.50

ดีมาก

3.51-4.50

ดี

2.51-3.50

พอใช้

1.51-2.50

ควรปรับปรุง

ต่ากวา1่.51

ไม่เหมาะสม

โดยพบวาบทเรียนมีคะแนนประเมินอยู่ในระดับดีโดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่่ากบั 3.57 2 ) หาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างขึ้นโดยไปทดลอง

ใช้ดังนี้

ครั้งที่ 1 ทดลองแบบ 1: 1 โดยนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปทดลองใช้ กบนักศึกษากลุั่มทดลองเครื่องมือ โดยคัดเลือกนักศึกษามา จ านวน3 คน คือ มีผลการเรียนเฉลี่ย ตั้งแต่3.00 ขึ้นไป จ านวน1 คน มีผลการเรียนเฉลี่ยอยูในช่่วง 2.00 - 3.00 จ านวน1 คน และมีผล การเรียนเฉลี่ยต่ากวา่ 2.00 จ านวน 1 คน เพื่อตรวจสอบความชัดเจนเหมาะสมของคาชี้แจง คาสั่ง เนื้อหา

62

ครั้งที่ 2 แบบกลุ่มเล็ก 1 : 4 โดยนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปทดลอง ใช้กบนักศึกษากลุั่มทดลองเครื่องมือ โดยคัดเลือกนักศึกษามา จานวน 3 กลุ่ม คือ มีผลการเรียน

เฉลี่ยตั้งแต่ 3.00 ขึ้นไป

จานวน

4

คน มีผลการเรียนเฉลี่ยอยูในช่่วง 2.00 - 3.00 จ านวน 4 คน

และมีผลการเรียนเฉลี่ยต่ากว่า 2.00

จ านวน 4 คนเพื่อตรวจสอบความชัดเจนเหมาะสมของค า

ชี้แจง คาสัง เนื้อหา อีกครังพร้อมคานวณหาประสิทธิภาพE /E

่

้

 

1 2

ครั้งที่ 3

แบบภาคสนาม โดยนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปทดลองใช้กบั

นักศึกษากลุ่มทดลองเครื่องมือ

จ านวน1 หมู่เรียน 50 คน แล้วค านวณหาประสิทธิภาพE1/E2

กำรสร้ ำงแบบทดสอบเก็บคะแนนและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน

โดยมีขั้นตอนการสร้างและตรวจสอบคุณภาพดังนี้ ก. ศึกษาเนื้อหาบทเรียนเรื่องพฤติกรรมทางการศึกษา จุดประสงค์การเรี ยนรู้และ

หลักการสร้างแบบทดสอบ ข. ออกแบบรูปแบบของแบบทดสอบ ค. สร้างข้อค าถาม

ง. หาความตรงโดยให้ผู้เชี่ยวชาญจ านวน3 คน พิจารณาความสอดคล้องแล้ว คานวณหาค่า IOC โดยพบวาข้อค่าถามทุกข้อมีค่าความสอดคล้องสูงกวา่ 0.50

จ. นาไปปรับปรุงแกไขตามค้าแนะนาในส่วนของรูปแบบและคาชี้แจงโดยปรับขนาด ของตัวหนังสือและสีพื้น

ฉ. น าแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนไปทดลองใช้กบนักศึกษาจัานวน 30 คน ที่ เป็นกลุ่มทดลองเครื่องมือ แล้วคานวณหาค่าความเชื่อมัน่ พบวามีค่่าความยาก ค่า อานาจจาแนก ทาการคัดเลือกข้อคาถามที่มีค่าความยากและอ านาจจ าแนกเหมาะสม และคานวณค่าความเชื่อมัน่

กำรสร้ำงแบบสอบถำมควำมพึงพอใจที่มีต่อกำรเรียนโดยใช้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่ วยสอน เรื่อง พฤติกรรมทำงกำรศึกษำมีขั้นตอนกำรสร้ำงดังนี้

ผู้วิจัยสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจขึ้นด้วยตนเอง เป็นแบบสอบถาม ปลายเปิ ดที่มีข้อค าถามเก่ียวกบความคิดเห็นที่มีตั่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษาตรวจสอบความเหมาะสมและความตรงโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านการวัดและ ประเมินผลจ านวน3 คน

63

วิธีด ำเนินกำรวิจัยและ็บรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยมีวิธีการด าเนินการวิจัยและการ็บรวบรวมข้อมูลตามขั้นตอนดังนี้

แบบกำรวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยก่ึงทดลอง แบบ 1 กลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง

ดังภาพ

O1

X

O2

 

 

 

กำรเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยจัดเตรี ยมห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ คณะครุ ศาสตร์ส าหรับการใช้เครื่ องมือห จากนั้นนาเครื่องมือที่สร้างและได้รับการพัฒนาแล้วมาทดลองกบกลุั่มตัวอยาง่ คือ นักศึกษาที่เรียน ในรายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้กบผู้วิจัยั จานวน 1 หมู่เรียน ทาการวิจัยตาม ขั้นตอนต่างๆที่กาหนด ดังนี้

1.นักศึกษาทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน

2.นักศึกษาเรียนบทเรียน เรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา โดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน โดยให้นักศึกษานังเรียนหนึ่งคนต่ ่อหนึ่งเครื่อง

3.นักศึกษาท าแบบทดสอบหลังเรียน

4.นักศึกษาตอบแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน เรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา

กำรวิเครำะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในกำรวิจัย

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ

1. วิเคราะห์การประเมินคุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ด้วยวิธีการทางสถิติดังนี้(ยุทธ ไกยวรรณ์, 2545 : 182 - 195)

1.1ค่าเฉลี่ย (  )

 



เมื่อ แทน ค่าเฉลี่ย

64

 แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด

Nแทน จ านวนผู้เรียน

1.2ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( )

 =

(

 

 

)2

 

 



 

 

 



 

 

เมื่อ



แทน

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

 

X

แทน

คะแนนแต่ละตัว

 

 

 

 

 

แทน

ค่าเฉลี่ยของคะแนน

 

Χ

 

(

 

) แทน

ผลรวมของค่าเบี่ยงเบนของคะแนนแต่ละตัว

 



 

 

 

 

 

 

 

 

จากค่าเฉลี่ย

Nแทน จานวนข้อมูลทั้งหมด

2.วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ด้วยวิธีการทางสถิติดังนี้

2.1หาค่าร้อยละของคะแนนที่ได้จากการทาแบบฝึกในแต่ละหน่วยย่อย และคะแนน

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (บุญชม ศรีสะอาด, 2545 : 101)

P

=

f

x100

 

n

 

 

 

 

 

เมื่อ

P

 

แทน

ค่าร้อยละ

 

f

 

แทน

ความถี่ที่ต้องการแปลงเป็ นร้อยละ

nแทน จานวนความถี่ทั้งหมด

2.2หาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยการเปรียบเทียบร้อยละ

ของคะแนนจากการทาแบบฝึกหัดระหวางเรียนและร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่ได้จากการท่าแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 โดยใช้สูตรดังนี้(รัตนะ บัวสนธ์,

2552 : 132 – 133)

65

โดยที่E1 หมายถึง ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่เกิดใน ระหวางการใช้หรือผลที่เก่ิดเป็นระยะ ๆ

ΣΧ1

Ε1  ΑΝ x100

เมื่อ ΣΧ1 หมายถึง คะแนนรวมของทุกคนจากแบบฝึหัดยอยแต่่ละเรื่อง

Νหมายถึง จ านวนนักเรียน

Αหมายถึง ผลรวมคะแนนเต็มของแบบฝึกหัดรวมกนั

โดยที่E2 หมายถึง ประสิทธิภาพของของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่เกิดขึ้น ภายหลังการใช้หรือผลสรุปรวม

ΣΧ2

Ε2  ΝB x100

เมื่อ ΣΧ2 หมายถึง คะแนนรวมของทุกคนจากการทดสอบหลังเรียน

Νหมายถึง จ านวนนักเรียน

หมายถึง คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน

เกณฑ์ที่ยอมรับได้วา ทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีประสิทธิภาพ (E1/ E2) มีค่า

80/80 ขึ้นไป

3.หาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้

3.1การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบยอย่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์

ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนและแบบประเมินคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยใช้สูตร (สมนึกภัททิยธนี, 2544 : 220) ดังนี้

IOC

=

R

 

 

N

 

เมื่อIOC

แทน ดัชนีความสอดคล้องระหวางจุดประสงค์ก่บข้อสอบั

R

แทน

ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด

R

แทน

ผลรวมของคะแนนผู้เชี่ยวชาญแต่ละคน

N

 

แทน จ านวนผู้เชี่ยวชาญ

66

ค่าดัชนีความสอดคล้องที่ยอมรับได้ต้องมีค่าตั้งแต่0.50 ขึ้นไป

3.2 การหาค่าความยาก (Difficulty) (p) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายข้อโดยการใช้สูตรp (บุญชม ศรีสะอาด, 2545 : 84)

p 

Ru Rl

 

 

 

2f

 

 

เมื่อ P

แทน ระดับความยาก

 

 

R

แทน จานวนผู้ตอบถูกทังหมด (ซึ่งเท่ากบั R

u

+ R )

 

 

 

้

l

N

แทน

จานวนคนในกลุ่มสูงและกลุ่มต่า (ซึ่งเท่ากบั 2f)

f

แทน

จานวนคนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่าซึ่งเท่ากนั

Ru

แทน จานวนคนกลุ่มสูงที่ตอบถูก

 

 

Rl

แทน จานวนคนกลุ่มต่าที่ตอบถูก

 

 

เกณฑ์ความยากง่ายที่ยอมรับได้มีค่าอยูระหว่าง่ 0.20 – 0.80

3.3 การหาหาค่าอานาจจาแนก (Discrimination) (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทาง การเรียนรายข้อ โดยใช้สูตรr (บุญชม ศรีสะอาด, 2545 : 84)

 

r 

R u  R l

 

f

 

 

เมื่อr

แทน อ านาจจ าแนก

Ru

แทน จานวนคนกลุ่มสูงที่ตอบถูก

Rl

แทน จานวนคนกลุ่มต่าที่ตอบถูก

f

แทน จานวนคนในกลุ่ม

เกณฑ์อ านาจจ าแนกที่ยอมรับได้มีค่าอยูระหว่าง่ 0.20 ขึ้นไป

3.4 หาค่าความเชื่อมันของแบบทดสอบทั่ ้งฉบับ โดยใช้สูตร KR-20 ของ Kuder Richardson (พิสณุ ฟองศรี, 2552 : 108)

 

 

k



 

 



 

 



 

pq 

r

=

 

 

1 

 



k 1

 

 

 



s2



 

 

 

 



t

 



 

 

67

เมื่อk

เท่ากบั

จ านวนข้อสอบ

p

เท่ากบั

สัดส่วนของผู้ตอบถูก

q

เท่ากบั

สัดส่วนของผู้ตอบผิด (1 – p)

St2 เท่ากบั ความแปรปรวนของคะแนนที่สอบได้

3.5วิเคราะห์หาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียน

คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ใช้ค่า จากสูตร t-test Dependent ที่ระดับนัยส าคัญ.05 จากสูตร(รัตนะ บัวสนธ์,

2552 : 141) ดังนี้

t

=

 

 

 

D

 

 

 

, df= n-1

 

 

 

 

 

 

 

n



D2  

D2

 

 

 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

n 1

 

 

 

 

เมื่อ

t

แทน

ค่าสถติที

 

D

แทน

ผลต่างระหวางข้อมูลแต่่ละคู่

 

D2

แทน

กาลังสองของผลตางระหวางข้อมูลแต่่ละคู่่

 

n

แทน

จานวนคู่ของข้อมูล (จ านวนคน)

 

df

แทน

องศาหรือชั้นความเป็นอิสระ

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ

วิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) ประมวลผลจากการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจ ของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา หาค่าความถี่และร้อยละ

บทที่4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา รายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ผู้วิจัยได้น าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามล าดับ ดังนี้

ตอนที่1 ผลการหาประสิทธิภาพของบทเรี ยนคอมพิวเตร์ช่วยสอน เรื่อง พฤติกรรม ทางการศึกษา รายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80

ตอนที่2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา่อนเรียนและหลัง เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา

ตอนที่3 ผลการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการ เรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา รายวิชาหลักการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

ตอนที่1 ผลการหาประสิ ทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่ วยสอนพฤติกรรมเรื่อง ทางการศึกษา รายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรียนร้ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ู80/80

การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา รายวิชา หลักการวัดและประเมินผลการเรี ยนรู้เป็นการใช้กบกลุั่มเป้ าหมายโดยเป็ นนักศึกษาที่ลงทะเบียน เรียนรายวิชา หลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ในภาคเรียนที่2 ปี การศึกษา2553 หมู่เรียนที่ ผู้วิจัยได้รับผิดชอบในการสอน1 หม่เรียน จานวน 41 คน ผลจากการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน เรื่องพฤติกรรมทางการศึกษา รายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์80/80 ดังแสดงตารางที่1

69

ตารางที่1 แสดงการหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง พฤติกรรมทางการ ศึกษา รายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80

 

จ านวน

คะแนน

 

 

ส่ วน

 

 

การทดสอบ

รวม

คะแนนเฉลี่ย

เบี่ยงเบน

ร้อยละ

E1/ E2

คน

เต็ม

 

 

 

มาตรฐาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ระหว่างเรียน

50

45

1914

38.28

3.00

85.01

85.01/83.05

หลังเรียน

50

40

1661

33.22

2.31

83.05

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จากตารางที่1 พบว่านักศึกษาทาแบบทดสอบย่อยแต่ละเรื่องในบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน เรื่ องพฤติกรรมทางการศึกษา รายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรี ยนรู้ได้คะแนนเฉลี่ย เท่ากบั 38.28 คิดเป็ นร้อยละ85.01 และทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนได้ คะแนนเฉลี่ยเท่ากบั 33.22 คิดเป็ นร้อยละ83.05 และค่าประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน เรื่ องพฤติกรรมทางการศึกษา รายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรี ยนรู้มีค่าเท่ากับ 85.01/83.05 ซึ่งสูงกวาเกณฑ์่80/80 ที่กาหนดไว้

70

ตอนที่2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนักศึกษาก่อนเรียนและหลังเรียนของ โดยใช้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่ วยสอน เรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษารายวิชาหลักการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้

การวิเคราะห์ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ดังตารางที่2

ตารางที่2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

 

จ านวนนักศึกษา

 

 

ส่วน

 

 

การทดสอบ

คะแนนเต็ม

ค่าเฉลี่ย

เบี่ยงเบน

t

Sig.

 

(คน)

 

 

มาตรฐาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ก่อนเรียน

41

40

20.63

2.68

20.56**

0.0000

หลังเรียน

41

40

32.67

2.40

 

 

**p < .01

จากตารางที่2 พบวาผลสัมฤทธิ่์ทางการเรียนของนักศึกษาก่อนเรียนและหลังเรียน โดย ใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีคะแนนก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากบั 20.63 และมีคะแนนหลังเรี ยน เฉลี่ยเท่ากบั 32.67 และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่าคะแนนสอบหลัง เรียนของนักเรียนสูงกวาก่่อนเรียนอยางมีนัยส่าคัญทางสถิติที่ระดับ .01

71

ตอนที่3 ผลการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรีโดยใช้น บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่ วยสอน เรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา รายวิชาหลักการวัดและประเมินผล การเรียนรู้

ผลการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา รายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ดังแสดงตารางที่3

ตารางที่3 จ านวนและร้อยละความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต รเรียนโดยใช้บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา รายวิชาหลักการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้

ประเด็นความพึงพอใจ

จ านวน

ร้อยละ

 

 

 

1.บทเรียนช่วยกระตุ้นให้มีความสนใจและตั้งใจในการเรียน

31

75.61

2.ได้ประเมินตนเองและทราบระดับความสามารถของตน

19

46.34

3.เกิดความสนุกสนานในการเรียน

17

41.46

4.ช่วยให้เกิดการเรียนรู้เข้าใจบทเรียนมากกวาการอ่่านจากหนังสือ

10

24.39

5.เปิ ดโอกาสให้ได้ศึกษาด้วยตนเอง

9

21.95

6.ได้ทบทวนบทเรียน

8

19.51

7.การทดสอบก่อนเรียนช่วยให้เกิดการเตรียมความพร้อมในการเรียน

7

17.07

 

 

 

จากตารางที่3 พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษาในด้านที่วาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่่วยกระตุ้นให้ มีความสนใจและตั้งใจในการเรียน รองลงมาคือ ช่วยให้นักศึกษาได้ประเมินตนเองและทราบ ระดับความสามารถของตนเอง เกิดความสนุกสนานในการเรียน และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ เข้าใจ บทเรียนมากกวาการอ่่านจากหนังสือ ตามลาดับ

บทที่5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและศึกษาผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนและความพึงพอใจของนักศึกษาที่เรี ยนใน รายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรี ยนรู้หาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหมม ่ ในภาคเรี ยนที่2ปี การศึกษา 2553 จ านวน 41 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบเก็บคะแนนระหวางเรียน่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลัง เรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง

การวิจัยครั้งนี้ใช้เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่ อง พฤติกรรมทางการศึกษา รายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

การวิจัยครั้งนี้ใช้เครื่องมือประกอบด้วย แบบทดสอบเก็บคะแนน แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดย ใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.แบบทดสอบเก็บคะแนนและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลัง

เรียน

1.1แบบทดสอบเก็บคะแนนมีทั้งหมด 5 ชุด ได้แก่

1.2แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน

2.แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง

พฤติกรรมทางการศึกษา

73

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าอานาจจาแนก ค่า ความยาก ค่าความเชื่อมัน่ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา และการทดสอบ t – test Dependent

สรุปผลการวิจัย

ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

1.บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 สูงกวาเกณฑ์ที่ตั่้งไว้ คือมีค่าเท่ากบั 85.01/83.05

2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาหลังเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีค่าสูง

กวาก่่อนเรียนอยางมีนัยส่าคัญทางสถิติที่ระดับ.01 3. นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง

พฤติกรรมทางการศึกษา โดยส่วนใหญ่มีความเห็นวา่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีความน่าสนใจ ช่วยกระตุ้นให้เกิดความสนใจในการเรียน

อภิปรายผล

จากผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องพฤติกรรมทางการศึกษา รายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้พบ ระเด็นที่สามารถนามาอภิปรายได้ดังนี้

1. ผลการทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องพฤติกรรมทาง การศึกษา รายวิชาหลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นพบวาบทเรียนคอมพิวเตอร์่ ช่วยสอนมีประสิทธิภาพ 85.01/83.05 หมายความวาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่่วยสอน มีประสิทธิภาพด้าน

กระบวนการ ทาให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้เฉลี่ยร้อยละ 85.01 และมีประสิทธิภาพด้านผลลัพธ์ โดยนักศึกษามีความรู้เฉลี่ยร้อยละ83.05 สรุปได้วา่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมา มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนดไว้80/80 ที่เป็นเช่นนี้อาจเนื่องมาจากผู้วิจัยได้ท าการศึกษา ข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยการวิเคราะห์เนื้อหาที่จะ นามาใช้ในการสร้างโดยเลือกเนื้อหาเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษาเนื่องจากเป็นเนื้อหาที่ค่อนข้างเป็น นามธรรมทาให้ยากแก่การทาความเข้าใจ และพยายามหาวิธีการอธิบายเนื้อหาที่ยากให้เป็นที่เข้าใจ ง่ายมากที่สุด จึงทาให้ผู้วิจัยได้คัดเลือกสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนซึ่งผู้วิจัยเห็นว่าจะมี ประโยชน์แก่การจัดการเรียนการสอน ดังที่ครรชิต มาลัยวงค์(2548 : 42) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนวา่ ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนเป็นขั้นตอนจากง่ายไปหายากอยางเป็นระบบ่

74

มีความสะดวกในการทบทวนบทเรียน ทาให้สิ่งที่สื่ออื่นทาไม่ได้เช่น การตัดสินใจเสนอเนื้อหาใหม่ๆ หรือการตัดสินใจเรียนซ้าในเนื้อหาเดิม ส่วนในการดาเนินการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้น ผู้วิจัยได้ด าเนินการสร้างตามรูปแบบของAlessie & Trollip ซึ่งมีลาดับขั้นตอนในการสร้างอยาง่ ชัดเจน ประกอบกบการนัาเสนอตัวอย่างประกอบการนาเสนอเนื้อหาที่ยากให้ง่ายขึ้นดังที่ รุ จโรจน์ แกวอุไร้ (2549: ออนไลน์) ได้กล่าวถึงหลักการออกแบบบทเรียนที่ควรเลือกใช้ภาพกราฟิมีความกที่ เหมาะสมทั้งขนาดและสี โดยทาการปรับปรุงแกไขจากค้าแนะนาของผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านเนื้อหาและ ด้านสื่ อเทคโนโลยีทางการศึกษา จากการทดลองใช้กับกลุ่มทดลองเครื่องมือจนทาให้บทเรียนมี คุณภาพและประสิทธิภาพ

2.จากผลการวิจัยพบวาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่่วยสอนเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษาสามารถ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่ อง พฤติกรรมทางการศึกษาของนักศึกษาได้ เนื่องจากผู้วิจัยได้ ด าเนินการออกแบบการสร้างบทเรีโดยปรับหลักการออกแบบกระบวนการเรียนการสอนยน9 ขั้น

ของกานเย (สุกรี รอดโพธิ์ทอง, 2535: 42-48) คือ ผู้วิจัยได้บอกวัตถุประสงค์ของการเรี ยนและให้ นักศึกษาทราบสาระสาคัญของบทเรียนและมองเห็นเค้าโครงของเนื้อหาอยางกว้าง่ ๆ ก่อนที่จะเริ่มเรียน ซึ่งเนื้อหาเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา จะประกอบด้วยหัวข้อย่อย 5 หัวข้อด้วยกนั มีการกระตุ้นให้ ผู้เรียนระลึกถึงความรู้เดิมได้ คือนักศึกษาสามารถเลือกปุ่ มเพื่อกลับไปทบทวนความรู้ในหัวข้อที่เรียน ผ่านมาได้ ให้แนวทางการเรียนรู้โดยมีการยกตัวอย่างประกอบทุกเนื้อหา เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ ตอบสนอง ได้ท าแบบฝึ กหัด และตอบค าถาม การให้ข้อมูลย้อนกลับ ตลอดจนให้ได้ท าการทดสอบ ตนเองก่อนเรียน ระหว่างเรียนและหลังเรียน นอกจากนี้ผู้วิจัยได้ดาเนินการออกแบบและสร้าง บทเรียนอยางเป็นขั่้นตอนตามที่สุวิมล เขี้ยวแกว้ (2542: 15) ได้ให้หลักการสร้างไว้คือ ควรค านึงถึง เนื้อหาและการประเมินผลที่สอดคล้องกบจุดประสงค์ั จัดแบ่งบทเรียนอย่างเหมาะสม มีการล าดับ ความคิดจากง่ายไปหายาก ใช้ขนาดตัวหนังสือที่เหมาะสม และมีการประเมินผลของบทเรียนโดย ภายหลังจากการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญแล้วผู้วิจัยได้น าไปทดลองใช้เพื่อตรวจสอบหมาะสมาความ และปรับปรุงแกไขก้่อนนาไปใช้ในภาคสนาม จึงทาให้มันใจได้ว่ าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่่วยสอนที่ สร้างขึ้นจะสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้กบนักศึกษาได้ั

3. จากผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน เรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา โดยส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอนในส่วนที่มีความน่าสนใจ ช่วยกระตุ้นให้เกิดความสนใจในการเรียน เนื่องจาก ในการสร้าง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีลักษณะการทาที่ท้าทายโดยผู้วิจัยได้กาหนดให้ นักศึกษาได้ทดสอบตนเองภายหลังจากการศึกษาเนื้อหาแล้วโดยการทาแบบฝึกหัด หลังจากนั้นให้ทา แบบทดสอบยอยหากท่าคะแนนได้ไม่ถึงร้อยละ 80 จะต้องกลับไปศึกษาทบทวนเือหานั้นใหม่ โดย แบบทดสอบย่อยและแบบทดสอบหลังเรียนจะมีเฉลยอยู่หน้าสุดท้ายของบทเรียนทั้งหมด หาก

75

นักศึกษาทาการสอบแบบทดสอบย่อยและแบบทดสอบหลังเรียนไม่ผ่านร้อยละ 80 จะไม่สามารถ เข้าไปเปิ ดหน้าเฉลยได้ท าให้นักศึกษาต้องใช้ความร บ อบและความเพียรพยายามมากขึ้น ซึ่ ง สอดคล้องกบั ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2541, หน้า 7-8) ที่ได้กล่าวถึงคุณลักษณะสาคัญของ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนวา่ สามารถนาเสนอเนื้อหาอยางตรงไปตรงมา่ เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ สนุกสนานเพลิดเพลินและจูงใจให้ผู้ใช้มีความต้องการที่เ ยนมากขึ้น นอกจากนี้ยังสอดคล้องกบั ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมที่เชื่อวาพฤติกรรมของมนุษย์นั่้นเกิดจากการเรียนรู้ ซึ่ งสามารถสังเกตได้จาก พฤติกรรมในรูปแบบต่างๆ และเชื่อว่าการเสริมแรงจะช่วยให้เกิดพฤติกรรมตามต้องการ เช่น ความเร็วและความอดทนการบังคับตนเอง และความคิดสร้างสรรค์องค์ประกอบของตัวเสริมแรงที่ เป็ นแรงจูงใจส าคัญคือ ความท้าทาย(challenge) จินตนาการเพ้อฝัน(fantasy) และความอยากรู้อยากเห็น (สุกรี รอดโพธิ์ทอง, 2544 : 35-41)

ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะส าหรับน าผลการวิจัยไปใช้

1.ในการนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปใช้ในการสอนเนื้อหาเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา ควรเพิ่มตัวอยางพฤติกรรมด้านต่่าง ๆ ได้แก่พุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย ให้มากกวาเดิมและ่ หลากหลาย

2.ในการนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปใช้ในการสอนเนื้อหาเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา ควรมีการใช้ภาพการแสดงพฤติกรรมประกอบตัวอย่างของพฤติกรรมการศึกษาแต่ละด้านเพื่อเพิ่ม ความชัดเจน

3.ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้เวลาในการศึกษาบทเรียนนอกเวลาปกติเช่น ผ่านระบบ อินเตอร์เน็ต

ข้อเสนอแนะส าหรับการวิจัยครั้งต่อไป

1.ควรทาการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษาระหวาง่ กลุ่มเก่ง กลุ่มปานกลางและกลุ่มอ่อน

2.ควรทาการศึกษาในด้านความคงทนในการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา

3.ควรมีการศึกษาเก่ียวกบการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ชั่วยสอนเรื่อง พฤติกรรมทางการศึกษา ในเนื้อหาอื่น ๆ

บรรณานุกรม

กรองกาญจน์อรุณรัตน์. (2546). บทเรียนโปรแกรม. เชียงใหม่: ภาควิชาเทคโนโลยีทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

กิดานันท์มลิทอง. (2548). เทคโนโลยีและการสื่อสารเพื่อการศึกษา. กรุงเทพฯ.อรุณการพิมพ์. ครรชิตมาลัยวงค์. (2548). คอมพิวเตอร์ช่วยสอน. คอมพิวเตอร์แมกกะซีน, (มิถุนายน: 60-70). จีรารัตน์ ชิรเวทย์.(2542). บทเรียนสาเร็จรูป. ภาควิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา.

คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏนครปฐม.

ชาติชาย พิทักษ์ธนาคม.(2544). จิตวิทยาการเรียนการสอน. ภาควิชาปริยัติธรรมและจริยธรรม คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.

ไชยยศ เรืองสุวรรณ.(2546). การออกแบบและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์และบทเรียนบน เครือข่าย. ภาควิชาเทคโนโลยีและการสื่อสาร คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหาสารคาม.

ถนอมพร (ตันพิพัฒน์) เลาหจรัสแสง. (2541). คอมพิวเตอร์ช่วยสอน. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ทักษิณาสวนานนท์. (2544). คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้า. บุญเลิศ อรุณพิบูลย์.(2549). ฉลาดเลือก ฉลาดใช้= Open source software & Freeware.

กรุงเทพฯ: งานประชาสัมพันธ์นิทรรศการและสิ่งพิมพ์ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ.

ประสิทธิ์ ทีฆพุฒ. (2549). การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ. กรุงเทพฯ: ดอกหญ้า.

ปรีชา วิหคโต.(2537). เอกสารการสอนชุดวิชาทักษะชีวิต. นนทบุรี. สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2545). หลักการวัดและประเมินผลการศึกษา.กรุงเทพฯ:เฮ้าส์ ออฟ เคอร์มีสท์. ไพโรจน์ตีรธนากุลและไพบูลย์เกียรติโกมล.(2546). การออกแบบและการผลิตบทเรียน

คอมพิวเตอร์การสอนส าหรับe-learning .. กรุงเทพฯ. ศูนย์ส่งเสริมกรุงเทพฯ.

มยุรี หินค.(2545)า . การใช้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง อักษรล้านนาส าหรับนัก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

77

ราชบัณฑิตยสถาน.(2542). พจนานุกรม ราชบัณฑิตสถาน .พศ. 2542. ราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพมหานคร: อักษรเจริญทัศน์.

รุจโรจน์แกวอุไร้. (2549). หลักการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคดของกา.

[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จากhttp://wararit.multiply.com/journal/item/10/10 (วันที่ค้นข้อมูล : 10 ตุลาคม2551).

วิชัย บ ารุงศรี.(2550). การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนการออกเสียงภาษาอังกฤษของ นักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พิษณโลกุ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลล้านนา พิษณุโลก.

วิชัย ล าใย.(2545). ผลการเรียนร้ด้วยตนเองโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนู บนอินเทอร์เน็ต ของนักศึกษา สถาบันราชภัฏนครปฐม.สถาบันราชภัฏนครปฐม.

วุฒิชัย ประสารสอย. (2547). บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน:วัตกรรมเพื่อการศึกษา.

(พิมพ์ครั้งที่2). กรุงเทพฯ: วี.เจ.พริ้นติง้.

สุกรี รอดโพธิ์ทอง. (2544). เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการ เรื่องการผลิตและการใช้และ การใช้มัลติมีเดียเพื่อการศึกษา. กรุงเทพฯ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สุโขทัยธรรมาธิราช,มหาวิทยาลัย.(2550). สารานุกรมศัพท์การศึกษาและจิตวิทยา. สาขาวิชา เทคโนโลยีการศึกษามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://elearning.pharmacy.psu.ac.th/index.php (วันที่ค้นข้อมูล: 19 มีนาคม2552).

สุภาลักษณ์ ชัยอนันต์.(2540). พฤติกรรมเกี่ยวกับความึงพอใจของมนุษย์. มปท. สุรางค์ โค้วตระกูล.(2545). จิตวิทยาการศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่4). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัย.

สุวิทย์-อรทัย มูลค. (2547)า . 20 วิธีจัดการเรียนรู้. พิมพ์ครั้งที่4 . กรุงเทพฯ. โรงพิมพ์ภาพพิมพ์. สุวิมล เขี้ยวแกว้. (2542). การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหน่วย ทักษะการใช้ค. าถ

ปัตตานี: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี.

อ านวย เดชชัยศรี.(2544). นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา. กรุงเทพฯ. องค์การค้าคุรุสภา.

Bloom, Benjamin S.,and other., Handkoon on formative and Summative Evaluation of Student Learning. Newyork, Mc.Graw-Hill book Company,1971.

Dave’,P.H. Taxonomy of Educational Objective and Achievement Testing in Development in Educational Testing-London : University of London Press, 1966.

78

Friedman. (1974). ความหมายและประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน:CAI. [ออนไลน์].

เข้าถึงได้จากhttp://www.rmu.ac.th/~prawit/web/sara/cai/cai.htm (วันที่ค้นข้อมูล: 23

พฤศจิกายน2551)

Hannafin, M. & Peck, K. (1988). The Design, Development, and Evaluation of Instructional Software. New York : Macmillan Publishing.

Herzberg, Frederic. (!959). The Motivation to Work. New York : John Wiley & Sons Inc. Kratholl, Bloom and Masia, Taxonomy of Educational Objectives : Handbook II

Affective Domain, Newyork, Dvid Mckey Co., Inc., 1964.

McGreger, Douglas. (1960). The Human Side of Enterprise. New York : Harper and Row.