Share PDF

Search documents:
  Report this document  
    Download as PDF   
      Share on Facebook

ประเทศสมาชิกอาเซียน10 ประเทศ

ธงประจําชาติ

ตราประจําประเทศ

 

ประเทศ/เมืองหลวง

 

 

 

 

 

 

1.

บรูไน ดารุสซาลาม

 

 

 

(Brunei Darussalam)

 

 

 

เมืองหลวง: บันดาร์ เสรี เบกาวัน

 

 

 

 

 

 

2.

ราชอาณาจักรกัมพูชา

 

 

 

(Kingdom of Cambodia)

 

 

 

เมืองหลวง: กรุงพนมเปญ

 

 

 

 

 

 

3.

สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

 

 

 

(Republic of Indonesia)

 

 

 

เมืองหลวง: จาการ์ตา

 

 

 

 

 

 

4.

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

 

 

 

(Laos People’s Democratic Republic)

 

 

 

เมืองหลวง: นครหลวงเวียงจันทร์

 

 

 

 

ธงประจําชาติ

ตราประจําประเทศ

 

ประเทศ/เมืองหลวง

 

 

 

 

 

 

5.

มาเลเซีย

 

 

 

(Malaysia)

 

 

 

เมืองหลวง: กรุงกัวลาลัมเปอร์

 

 

 

 

 

 

6.

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์

 

 

 

(Republic of The Union of Myanmar)

 

 

 

เมืองหลวง: เนปีดอ(Naypyidaw)

 

 

 

 

 

 

7.

สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

 

 

 

(Republic of The Philippines)

 

 

 

เมืองหลวง: กรุงมะนิลา

 

 

 

 

 

 

8.

สาธารณรัฐสิงคโปร์

 

 

 

(Republic of Singapore)

 

 

 

เมืองหลวง: สิงคโปร์

 

 

 

 

 

 

9.

ราชอาณาจักรไทย

 

 

 

(Kingdom of Thailand)

 

 

 

เมืองหลวง: กรุงเทพมหานคร

 

 

 

 

 

10. สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

 

 

 

(Socialist Republic of Vietnam)

 

 

 

เมืองหลวง: กรุงฮานอย

 

 

 

 

สถานภาพของอาเซียน

อาเซียนเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีสถานภาพเป็นนิติบุคคล ซึ่งประกอบด้วยองค์กรย่อย( Organs) ดังต่อไปนี้

 

องค์กรอาเซียน

อํานาจหน้าที่

ผู้เข้าร่วมการประชุม

 

 

 

 

1.

ที่ประชุมสุดยอด

กําหนดนโยบายและตัดสินใจใน

ผู้นําของแต่ละประเทศ

 

(ASEAN Summit)

เรื่องสําคัญ รวมถึงกรณีที่

 

 

 

ละเมิดพันธกรณีตามกฎบัตรอย

 

 

 

รุนแรง

 

2.

คณะมนตรีประสานงานอาเซียน

เตรียมการประชุมผู้นําประสา

รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน

 

(ASEAN Coordinating Council : ACC)

ระหว่างเสาหลักทั้ง3 ด้าน

 

3.

คณะมนตรีประชาคมอาเซียน

ติดตามการทํางานตามนโยบายผู

ผู้แทนที่ประเทศสมาชิกแต่

 

(ASEAN Community Councils)

โดยเสนอรายงานและข้อเสนอแนะ

เป็นผู้รับผิดชอบในแต่ละเส

 

 

ต่อผู้นํา

(เศรษฐกิจ การเมือง สังคม

 

 

 

วัฒนธรรม)

4.

องค์กรระดับรัฐมนตรีอาเซียนเฉพาะ

นําความตกลง/มติของผู้นําไป

รัฐมนตรีเฉพาะสาขา

 

(ASEAN Sectoral Ministerial Bodies)

ปฏิบัติ ให้ข้อเสนอแนะต่อค

 

 

 

มนตรีประชาคมอาเซียน

 

5.

สํานักเลขาธิการอาเซียน

เปรียบได้กับผู้บริหารสูงสุ

เลขาธิการอาเซียนเป็นผู้บริ

 

(ASEAN Secretariat)

อาเซียน ติดตามการปฏิบัติตา

 

 

 

ตัดสินของกลไกระลับข้อพิพา

 

6.

คณะผู้แทนถาวรประจําอาเซียน

เป็นตัวแทนประเทศสมาชิก

ผู้แทนระดับเอกอัครราชทูต

 

(Committee of Permanent

 

แต่งตั้งจากประเทศสมาชิกให

Representatives to ASEAN : CPR)

 

ประจําที่สํานักงานใหญ่อาเ

 

 

 

ณ กรุงจาการ์ตา

7.

สํานักงานเลขาธิการอาเซียนแห่งชา

ประสานงานและสนับสนุนภารกิ

-

 

(ASEAN National Secretariat)

ของอาเซียนในประเทศนั้นๆ

 

8.

องค์กรสิทธิมนุษยชนของอาเซียน

ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมน

คณะทํางานยังไม่ได้ข้อสรุป

 

(ASEAN Human Rights Body : AHRB)

ในภูมิภาค ทั้งให้คําปรึกษา

เรื่องนี้

 

 

และประเทศประเมินสถานะสิทธิ

 

 

 

มนุษยชนส่งเสริมการศึกษาและ

 

 

 

ความตื่นตัวของหน่วยงานรัฐแ

 

 

 

ประชาชน

 

9.

มูลนิธิอาเซียน

 

-

 

(ASEAN Foundation)

 

 

บทบาทของอาเซียนในเวทีโลก

นับตั้งแต่ก่อตั้งมา อาเซียนสถาปนาความสัมพันธ์ประเทศคู่เจรจากับประเทศต่างๆ ทั้งในทวีปเดียวก ต่างทวีปหลายประเทศ ดังนี้คือ

พ.ศ.

2517

สถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศแรก

พ.ศ.

2518

สถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับประเทศนิวซีแลนด์

พ.ศ.

2520

สถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับประเทศญี่ปุ่นหลังจากมีความสัมพันธ์อย่าง

ทางการกันมาตั้งแต่.ศ.2516พ

พ.ศ.

2520

สถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับประเทศแคนาดา สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป

พ.ศ.

2534

สถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับประเทศจีนและประเทศเกาหลีใต้

พ.ศ.

2535

สถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับประเทศอินเดีย

พ.ศ.

2539

สถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับรัสเซีย

อาเซียนกับออสเตรเลีย

ออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่ได้สถาปนาความสัมพันธ์กับอาเซียนในฐานะประเทศคู่เจรจาเมื่อ. . 2517 พ และดําเนินความสัมพันธ์อย่างราบรื่นมาโดยตลอด มีความร่วมมือกันในหลายด้านๆ เช่นปฏิญญาการลงนามใน ร่วมอาเซียน-ออสเตรเลียเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย( ASEAN-Australia Joint Declaration for Cooperation

to Combat International Terrorism) เมื่อปี.ศ.พ2547 ความตกลงเรื่องเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์(ASEAN-Australia-New Zealand Free Trade Agreement : AANZFTA) เมื่อปี.ศ.พ2552

ออสเตรเลียเสนอให้มีการประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลียเป็นครั้งแรก ในปี.ศ. 2553พ เพื่อยกระดับ ความสัมพันธ์กับอาเซียนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

อาเซียนกับนิวซีแลนด์

เดิมนิวซีแลนด์กับอาเซียนมีความสัมพันธ์ในฐานะผู้ให้และผู้รับ ต่อมาจึงสถาปนาความสัมพันธ์ในฐ เจรจากับอาเซียนเป็นลําดับที่สองต่อจากประเทศออสเตรเลีย อาเซียนและนิวซีแลนด์ร่วมมือกันในหลาย เช่นเดียวกับประเทศออสเตรเลีย เช่น การลงนามในปฏิญญาร่วมอาเซียน-นิวซีแลนด์เพื่อต่อต้านการก่อการร้าย

(ASEAN-New Zealand Joint Declaration for Cooperation to Combat International Terrorism) เมื่อปี พ.ศ.2548 ความตกลงเรื่องเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์(ASEAN-Australia-New Zealand Free Trade Agreement : AANZFTA) เมื่อปี.ศ.พ2552

ประเทศไทยเสนอให้นิวซีแลนด์เข้ามามีบทบาทเรื่องการเชื่อมโยงในอาเซียนในด้านการเชื่อมโยงทาง การพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยนิวซีแลนด์เสนอโครงการสําคัญเพื่ ยุทธศาสตร์ต่างๆ4นี้โครงการ ได้แก่ โครงการให้ทุนนักศึกษาอาเซียน170ปีละทุน เป็นเวลา5 ปี โครงการ แลกเปลี่ยนนักธุรกิจรุ่นใหม่ โครงการจัดการภัยพิบัติและโครงการแลกเปลี่ยนความรู้และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้ การเกษตร

อาเซียนกับญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์กับอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการมาตั้งแต่.ศ. 2516 ปีพและสถาปนาความสัมพันธ์ อย่างเป็นทางการเมื่อ.ศ.2520พ ในฐานะที่ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งและผู้ลงทุนอันดับสองของอาเซี ศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ที่กรุงโตเกียว.ศ.2523ประเทศญี่ปุ่น

พ.ศ.2546 มีการประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่นสมัยพิเศษ(ASEAN-Japan Commemorative Summit) เนื่องในโอกาสครบรอบ30 ปีความสัมพันธ์อาเซียนกับญี่ปุ่น นอกจากความร่วมมือทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ญี่ปุ่นยังให้ความสําคัญกับการแลกเปลี่ยนวัฒ โดยจัดตั้งโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนระหว่างประเทศญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก(Japan East Asia

Network of Exchange for Students and Youths : JENESYS) โดยเชิญเยาวชนจากประเทศในเอเชีย ตะวันออกมาแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น ปีละประมาณ6,000 คน ต่อเนื่องกันเป็นเวลา5 ปี(พ.ศ.2550-2555)

อาเซียนกับแคนาดา

แม้ว่าอาเซียนและแคนาดาได้สถาปนาความสัมพันธ์มาตั้งแต่.ศ. ปีพ2520 ทว่าก็ประสบภาวะชะงักงันไป ในปีพ.ศ.2540 เนื่องจากอาเซียนรับเมียนมาร์(หรือชื่อเดิมในเวลานั้นคือพม่า) เข้าเป็นสมาชิก ซึ่งแคนาดาไม่เห็น ด้วยและคว่ําบาตรพม่า เนื่องจากพม่าปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิเสธผลกา เลือกตั้งที่พรรคฝ่ายค้านได้รับชัยชนะ รวมทั้งได้กักขัง นางอองซาน ซูจี หัวหน้าพรรค มาอย่างต่อเ

อาเซียนและแคนาดารื้อฟื้นความสัมพันธ์อีกครั้งในปีพ.ศ. 2547 จนกระทั่งมีการจัดประชุมรัฐมนตรี ต่างประเทศอาเซียนกันแคนาดา[ASEAN Post Ministerial Conference (PMC)+1] ในปีพ.ศ.2552 โดยที่ ประชุมให้ความเห็นชอบปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนที่เพิ่มพูนระหว่างอาเซียนกับแคนาดา( Joint Declaration on the ASEAN-Canada Enhanced Partnership) ซึ่งเป็นแผนแม่บทในการดําเนินความสัมพันธ์ กันในอนาคต โดยประเทศไทยรับหน้าที่ประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-แคนาดา เป็นเวลา3 ปี

(พ.ศ.2552-2554)

ปีพ.ศ.2553 ประเทศไทยจึงเป็นผู้ประสานงานเป็นเจ้าภาพจัดประชุมหารือระหว่างอาเซียนและแคนาด (ASEAN-Canada Dialogue) ครั้งที่7 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส เพื่อหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นทางยุทธศาสตร์ทั้งในด้านการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจ

อาเซียนกับสหรัฐอเมริกา

อาเซียนกับสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์เป็นทางการครั้งแรกเมื่อ.ศ. 2520พ ในระยะแรกสหรัฐอเมริกา เน้นการหารือและส่งเสริมด้านการเมืองและความมั่นคงกับอาเซียน ในขณะที่อาเซียนต้องการความช่วยเหล การพัฒนาและเศรษฐกิจ ปัจจุบันสหรัฐอเมริกายังคงให้ความสําคัญกับอาเซียนในด้านการเมือง เศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์โดยมีการแถลงวิสัยทัศน์ว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนที่เพิ่มพูนขึ้นเมื่อ. .2548 พ

ระหว่างที่ไทยทําหน้าที่ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐอเมริกา อาเซียนและสหรัฐอเมริกาได้ จัดทําปฏิญญาร่วมอาเซียน-สหรัฐอเมริกาเพื่อความร่วมมือในด้านการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศ

(ASEAN-United States of America Joint Declaration for Cooperation to Combat International Terrorism) ในปี พ.ศ.2545 รวมทั้งร่วมลงนามในความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในกรอบความตกลงการค้าและการ ลงทุน(ASEAN-US Trade and Investment Framework Arrangement-TIFA) ในปีพ.ศ.2549

อาเซียนและสหรัฐอเมริกาจัดให้มีการประชุมผู้นําอาเซียน-สหรัฐอเมริกา ครั้งแรกเมื่อ.ศ. 2552พ ที่ ประเทศสิงคโปร์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นในฐานะหุ้นส่วนในการเผชิญและร่วมกันแก้ปัญ

อาเซียนกับสหภาพยุโรป

สหภาพยุโรปถือเป็นคู่เจรจาอย่างไม่เป็นทางการของอาเซียนมาตั้งแต่.ศ. 2515ปีพตลอดระยะเวลาที่ผ่าน มาทั้งสองฝ่ายมีความร่วมมือกันในทุกด้านและเนื่องในโอกาสครบรอบ30 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์อาเซียน ทั้งสองฝ่ายจึงจัดให้มีการประชุมสุดยอดสมัยพิเศษอาเซียน-สหภาพยุโรป(ASEAN-Commemorative Summit) เมื่อปีพ.ศ.2550 ที่สิงคโปร์

ปัจจุบันสหภาพยุโรปให้ความสําคัญกับอาเซียนมากขึ้น.ศ. 2550โดยในปีทั้งสองฝ่ายได้รับรองปฏิญญาพ นูเรมเบิร์กว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนที่เพิ่มพูนระหว่างสหภาพยุโรปกับอาเซียน( Nuremberg Declaration on an EU-ASEAN Enhanced Partnership) เพื่อเป็นแนวทางในการดําเนินความสัมพันธ์และความร่วมมือทั้งในด การเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคมและวัฒนธรรมในอนาคต

อาเซียนกับจีน

อาเซียนกับจีนเริ่มความสัมพันธ์กันเมื่อ.ศ. 2534พ และยกสถานะเป็นคู่เจรจาอย่างสมบูรณ์ในปี.ศ.2549พ มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในทุกด้านโดยเมื่อปี.ศ.2546 จีนเป็นประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ประเทศพ

แรกที่แสดงความพร้อมในการลงนามพิธีสารต่อสนธิสัญญาว่าด้วยเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันอ เฉียงใต้(Protocol to the Treaty on Southeast Asia Nuclear Weapon-Free Zone)

ในด้านเศรษฐกิจ จีนก็เป็นประเทศแรกที่เสนอให้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีกับอาเซียน ซึ่งมีผ แล้วเมื่อปี.ศ. พ2553 (เฉพาะประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บูรไน) และจีนเป็นและไทย ประเทศที่3 ที่ร่วมลงนามจัดตั้งศูนย์อาเซียนในประเทศของตน

นอกจากนี้เมื่อปี.ศ. 2553พ อาเซียนกับจันยังได้ลงนามในแฟนพัฒนาร่วมกันในอนาคต โดยประเทศไทย ได้เสนอแนะในเรื่องสําคัญ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง และการปฏิบัติการทา การแพทย์ฉุกเฉินในเหตุการณ์ภัยพิบัติ เป็นต้น

อาเซียนกับเกาหลีใต้

หลังจากสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการเมื่อปีพ.ศ. 2534 อาเซียนและเกาหลีใต้ได้ร่วมลงนามใน ปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเมื่อปี. . 2547 เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความ ร่วมมือที่รอบด้าน

ต่อมาในปี.ศพ. 2552 อาเซียนและเกาหลีใต้ได้ลงนามจัดตั้งศูนย์อาเซียน- ที่กรุงโซล เพื่อส่งเสริม ความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างกัน

ในปี พ.ศ. 2553 อาเซียน-เกาหลีใต้ยกระดับความสัมพันธ์ด้วยการจัดทําปฏิญญาร่วมว่าด้วยการเป หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการเพื่อกําหนดทิศทางการส่งเสริมความร่วมมืออาเซียน-เกาหลีใต้ใน อนาคต

อาเซียนกับอินเดีย

อาเซียนกับอินเดียมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการเมื่อปี.ศ. 2535 โดยม เอกสารความเป็นหุ้นส่วนพ ระหว่างอาเซียน-อินเดีย เพื่อสันติภาพความก้าวหน้า และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน(ASEAN-India Partnership for Peace, Progress and Shared Prosperity) ปัจจุบันอยู่ภายใต้แผนปฏิบัติการ.ศ.2553-2558พ โดยทั้งสอง ฝ่ายได้จัดตั้งกองทุนอาเซียน-อินเดีย และได้ตั้งเป้าหมายขยายการค้าเป็น700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี.ศ. พ 2555 อีกด้วย

นอกจากนี้อินเดียยังแสดงความพร้อมในการสนับสนุนการเชื่อมโยงระหว่างกันด้วยการขยายทางหลว สามฝ่าย คือ ไทย-พม่า-อินเดีย ไปยังลาว และกัมพูชา รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาการเชื่อมโยงด้านเทคโนโล สารสนเทศ แก่ประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศละ100 ทุน เป็นระยะเวลา5 ปีอีกด้วย

อาเซียนกับรัสเซีย

อาเซียนและรัสเซียสถาปนาความสัมพันธ์ในฐานะคู่หารือ( Consultative Relations) กับอาเซียนเมื่อปี พ.ศ.2534 และพัฒนาเป็นคู่เจรจาเมื่อปี.ศ. 2539พมีความร่วมมือกันในหลายๆ ด้านปฏิญญาร่วมอาเซียนเช่น - รัสเซีย ว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนเพื่อสันติภาพ ความมั่นคง ความมั่งคั่ง และการพัฒนาในภูมิภาค-แปซิฟิก

(Joint Declaration of the Foreign Ministers of the Russian Federation and the Association of Southeast Nations on Partnership for Peace and Security, Prosperity and Development in the

Asia-Pacific Region) ในปี พ.ศ.2546 แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซีย ว่าด้วยความร่วมมือในการต่อต้านการก่อ การร้าย(ASEAN-Russia Joint Declaration for Cooperation to Combat International Terrorism )

นอกจากนี้รัสเซียยังได้มอบเงินประมาณ1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดตั้งกองทุนASEAN-Russia Dialogue Partnership Financial Fund : DPFF เพื่อใช้ดําเนินกิจกรรมความร่วมมือต่างๆ อีกด้วย

อาเซียนกับสหประชาชาติ

อาเซียนกับสหประชาชาติเริ่มความสัมพันธ์กันเมื่อปี.ศ. 2513 โดยเป็นความร่วมมือด้านวิชากรพ ต่อมา สหประชาชาติพยายามส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วนกับองค์กรระดับภูมิภาคทั่วโลก เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาใน ภูมิภาค

อาเซียนและสหประชาชาติเคยจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหประชาชาติมาแล้ว3 ครั้ง โดยครั้งล่าสุด จัดเมื่อปีพ.ศ. 2553 ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้หารือกันในเรื่องความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหประชาชาติ เพื่ ประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนา โดยเฉพาะการลดช่องว่างระหว่างประเทศสมาชิก รวมถึงการให้ความสําคัญเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งในด้านสาธารณสุข การศึกษา และสิทธิมน การป้องกันปัญหาอาชญากรข้ามชาติ การก่อการร้าย และยาเสพติด การเสริมสร้างศักยภาพประเทศสมาชิก อาเซียนในการปฏิบัติการรักษาสันติภาพและการบริหารจัดการภัยพิบัติ

ระบอบการปกครอง

 

ประเทศ

ระบอบการปกครอง

ประมุขของประเทศ

หัวหน้าคณะรัฐบ

 

 

 

 

 

1.

บรูไน ดารุสซาลาม

สมบูรณาญาสิทธิรา

พระราชาธิบดี

พระราชาธิบดี

(Brunei Darussalam)

(กษัตริย์)

(กษัตริย์)

 

2.

ราชอาณาจักรกัมพูชา

ประชาธิปไตย

พระมหากษัตริย์

นายกรัฐมนตรี

(Kingdom of Cambodia)

 

 

 

3.

สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

ประชาธิปไตย

ประธานาธิบดี

ประธานาธิบดี

(Republic of Indonesia)

 

 

 

4.

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน

 

 

 

ลาว

สังคมนิยม

ประธานาธิบดี

นายกรัฐมนตรี

(Laos People’s Democratic

ประชาธิปไตย

 

 

Republic)

 

 

 

5.

มาเลเซีย

ประชาธิปไตย

พระมหากษัตริย์

นายกรัฐมนตรี

(Malaysia)

 

 

 

6.

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์

 

 

 

(Republic of The Union of

ประชาธิปไตย

ประธานาธิบดี

ประธานาธิบดี

Myanmar)

 

 

 

7.

สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

ประชาธิปไตย

ประธานาธิบดี

ประธานาธิบดี

(Republic of The Philippines)

 

 

 

8.

สาธารณรัฐสิงคโปร์

ประชาธิปไตย

ประธานาธิบดี

นายกรัฐมนตรี

(Republic of Singapore)

 

 

 

9.

ราชอาณาจักรไทย

ประชาธิปไตย

พระมหากษัตริย์

นายกรัฐมนตรี

(Kingdom of Thailand)

 

 

 

10. สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

สังคมนิยม

ประธานาธิบดี

นายกรัฐมนตรี

(Socialist Republic of Vietnam)

 

 

 

ASEAN Currency :::สกุลเเเงินของประเเเทศสมาชิกอาเเเซียน

1.บรูไน ดารุสซาลาม

ดอลล่าร์บรูไน ดารุสซาลาม เป็นสกุลเงินของประเทศบรูไน ดารุสซาลา* 1 ดอลล่าร์บรูไน เท่ากับประมาณ25 บาท

2.ราชอาณาจักรกัมพูชา

เรียล(Riel)

เป็นสกุลเงินของประเทศกัมพูชา* 127 เรียล เท่ากับประมาณ1 บาท

3.สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

รูเปียห์(Rupiah) เป็นสกุลเงินของประเทศอินโดนีเซีย* 1,000 รูเปียห์ เท่ากับประมาณ3 บาท

4.สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

กีบ(Kip)

เป็นสกุลเงินของประเทศลาว* 1,000 กีบ เท่ากับประมาณ4 บาท

5.มาเลเซีย

ริงกิต(Ringgit)

เป็นสกุลเงินของประเทศมาเลเซีย 1 ริงกิตมาเลเซียเท่ากับประมาณ10 บาท

6.สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์

จ๊าด(Kyat)

เป็นสกุลเงินของประเทศพม่า* 26 จ๊าดเท่ากับประมาณ1 บาทไทย

7.สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

เปโซ (Peso)

เป็นสกุลเงินของประเทศฟิลิปปินส์* 1.40 เปโซ เท่ากับประมาณ1 บาท

8.สาธารณรัฐสิงคโปร์

ดอลลาร์(Dollar)

เป็นสกุลเงินของประเทศสิงคโปร์* 1 ดอลล่าร์สิงคโปร์ เท่ากับประมาณ25 บาท.

9.ราชอาณาจักรไทย

บาท (Baht)

เป็นสกุลเงินของประเทศไทย

10.สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

ด่อง(Dong)

เป็นสกุลเงินของประเทศเวียดนาม* 652 ด่อง เท่ากับประมาณ1 บาท

อาหารของชาติอาเซียน

อาหารยอดนิยมของประเทศบรูไน ดารุสซาลาม “อัมบูยัต”(Ambuyat)

มีลักษณะเด่นคือ เหนียวข้นคล้ายข้าวต้มหรือโจ๊กมีแป้งสาคูเป็นส่วนผสมหลักไม่มีรสชาติ วิธีทานจะใช้ แท่งไม้ไผ่2 ขาซึ่งเรียกว่าchandas ม้วนแป้งรอบๆ แล้วจุ่มในซอสผลไม้เปรี้ยวที่เรียกว่าcacah หรือซอสที่ เรียกว่าcencalu ซึ่งทําจากกะปิทานคู่กับเครื่องเคียงอีก2-3 ชนิด เช่น เนื้อห่อใบตองย่างเนื้อทอด เป็นต้น การ รับประทานอัมบูยัตให้ได้รสชาติ ต้องทานร้อนๆโดยไม่ต้องเคี้ยวและกลืน

อาหารยอดนิยมของราชอาณาจักรกัมพูชา

“อาม็อก”(Amok)

เป็นอาหารคาวยอดนิยมของกัมพูชามีลักษณะคล้ายห่อหมกของไทยนิ มใช้เนื้อปลาปรุงด้วยน้ําพริก เครื่องแกงและกะทิ ทําให้สุกโดยการนําไปนึ่งแต่ที่นิยมใช้เนื้อปลาเพราะหาได้ง่ายซึ่งนอกจากจะใช้เนื้อปลาแล้ว อาจใช้เนื้อไก่หรือหอยแทนได้ส่วนสาเหตุที่คนในประเทศกัมพูชานิยมรับประทานปลาเนื่องจ กสภาพภูมิประเทศ ของกัมพูชามีแหล่งน้ําอุดมสมบูรณ์ทําให้ปลาเป็นอาหารที่หารับประทานได้ง่ายนั่นเอง

อาหารยอดนิยมของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย

“กาโด กาโด”(Gado Gado)

อาหารสําหรับผู้ที่รักสุขภาพประกอบไปด้วยผักและธัญพืชหลากหลายชนิดเช่น มันฝรั่ง กะหล่ําปลี ถั่วงอก ถั่วเขียวสริมโปรตีนด้วยเต้าหู้และไข่ต้ม รับประทานคู่กับซอสถั่วที่คล้ายกับซอสสะเต๊ะด้วยเครื่อง สมุนไพรในซอส อาทิ รากผักชี หอมแดง กระเทียม ตะไคร้ทําให้เมื่อรับประทานแล้วจะไม่รู้สึกเลี่ยนกะทิมาก จนเกินไปนั่นเองซึ่งใกล้เคียงกับสลัดแขก ของประเทศไทย

อาหารยอดนิยมของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว “ซุปไก่”(Chicken Soup)

แกงรสชาติหวานอร่อยกลมกล่อม ที่มีส่วนผสมสําคัญตะไคร้ได้แก่ใบสะระแหน่ กระเทียม หอมแดง รวมถึงรสชาติเปรี้ยว เผ็ด จากมะนาวและพริกรับประทานร้อนๆ กับข้าวเหนียว ได้คุณค่าทางโภชนาการอาหาร และความอร่อยไปพร้อมๆกัน

อาหารยอดนิยมของมาเลเซีย

“นาซิ เลอมัก” (Nasi Lemak)

อาหารยอดนิยมของประเทศมาเลเซีย โดยนาซิ เลอมัก จะเป็นข้าวหุงกับกะทิทานพร้อมและใบเตย เครื่องเคียง4 อย่าง ได้แก่ ปลากะตักทอดกรอบ แตงกวาหั่นไข่ต้มสุกและถั่วอบ ซึ่งนาซิ เลอมักแบบดั้งเดิมจะ ห่อด้วยใบตอง และมักทานเป็นอาหารเช้าแต่ในปัจจุบัน กลายเป็นอาหารยอดนิยมที่ทานได้ทุกมื้อและแพร่หลาย ในประเทศเพื่อนบ้านอีกหลายแห่ง เช่น สิงคโปร์และภาคใต้ของไทยด้วย

อาหารยอดนิยมของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ หล่าเพ็ด(Lahpet)

เป็นอาหาร

ยอดนิยมของพม่า

โดยการนําใบชาหมักมา

ทานกับเครื่องเคียง

เช่น กระเทียมเจียว ถั่วชนิดต่างๆกุ้งแห้งาคั่วขิง มะพร้าวคั่ว เรียกได้ว่า มีลักษณะคล้ายคลึงกับเมี่ยงค ประเทศไทย ซึ่งหล่าเพ็ดนี้ จะเป็นเมนูอาหารที่ขาดไม่ได้ในโอกาสพิเศษหรือเทศกาลสําคัญของประเทศพม่า ๆ โดยกล่าวกันว่า หากงานเลี้ยง หรืองานเฉลิมฉลองใด ไม่มีหล่าเพ็ดจะถือว่าการนั้นเป็นงานที่ขาดความสมบูรณ์ไป เลยทีเดียว

อาหารยอดนิยมของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์

“อโดโบ้” (Adobo)

เป็นอาหารยอดนิยมของประเทศฟิลิปปินส์ ทําจากเนื้อหมูที่ผ่านการหมักหรือเนื้อไก่ และปรุงรส โดยจะ ใส่น้ําส้มสายชู ซีอิ๊วขาว กระเทียมสับพริกไทยดําใบกระวาน นําไปทําให้สุกโดยอบในเตาอบ หรือทอด แล้วนํามา รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ

ในอดีตอาหารจานนี้เป็นที่นิยมในหมู่นื่องจากส่วนผสมของอโดโบ้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานักเดินทาง เหมาะสําหรับพกไว้เป็นเสบียงอาหารระหว่างการเดินทางซึ่งปัจจุบันอโดโบ้ได้กลายเป็นอาหารยอดนิยมที่นํามา รับประทานกันได้ทุกที่ทุกเวลา

อาหารยอดนิยมของสาธารณรัฐสิงคโปร์

“ลักซา” (Laksa)

อาหารขึ้นชื่อของประเทศสิงคโปร์ ลักซามีลักษณะคล้ายก๋วยเตี๋ยวตทําให้รสชมยําใส่กะทิติเข้มข้น คล้ายคลึงกับข้าวซอยของไทย โดยลักซาจะมีส่วนผสมของพริกกุ้งแห้งกุ้งต้ม และหอยแครง เหมาะสําหรับคนที่ ชอบรับประทานอาหารทะเลเป็นอย่างยิ่งอย่างไรก็ตาม ลักซามีทั้งแบบที่ใส่กะทิ และไม่ใส่กะทิแบบที่ใส่กะทิทว่า จะเป็นที่นิยมมากกว่า

อาหารยอดนิยมของราชอาณาจักรไทย

“ต้มยํากุ้ง” (Tom Yam Goong)

แค่เอ่ยชื่อก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าต้มยํากุ้งเป็นอาหารคาวที่เหมาะสําหรับรับประทานกับข้าวสวย ร้อนๆกลิ่นหอมของสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบในต้มยํากุ้ง นอกจากจะทําให้รู้สึยังช่วยกระตุ้นการสดชื่นแล้ว เจริญอาหารได้เป็นอย่างดี

และเนื่องจากต้มยํากุ้งเป็นอาหารที่มีรสเปรี้ยว และเผ็ดเป็นหลักทําให้รับประทานแล้วไม่เลี่ยนจึงทําให้ต้ม ยํากุ้งเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมในทั่วทุกภาคของประเทศไทยรวมถึงชาวต่างชาติเองก็ติดอกติดใจในความอร่อย ของต้มยํากุ้งเช่นเดียวกัน

อาหารยอดนิยมของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

“เปาะเปี๊ยะเวียดนาม” (Vietnamese Spring Rolls)

ถือเป็นหนึ่งในอาหารพื้นเมืองที่โด่งดังที่สุดของประเทศเวียดนามความอร่อยของเปาะเปี๊ยะเวียดนาม อยู่ ที่การนําแผ่นแป้งซึ่งทําจากข้าวจ้าวมซึ่งอาห่อไส้จจะเป็นไก่ หมู กุ้ง หรือหมูยอ โดยนํามารวมกับผักสมุนไพร หลายชนิด เช่นสะระแหน่ ผักกาดหอม และนํามารับประทานคู่กับน้ําจิ้มหวาน โดยจะมีถั่วคั่วไชเท้า แครอทซอ ซอย ให้เติมตามใจชอบ และบางครั้งอาจมีเครื่องเคียงอย่างอื่นเพิ่มด้วย

ดอกไม้ประจําชาติอาเซียน

ดอก Simpor หรือที่เรารู้จักกันในชื่อดอกDillenia เป็นดอกไม้ ประจําชาติของ บรูไน ดารุสซาลาม

ดอก Rumdul ก็คือดอก ลําดวน เป็นดอกไม้ประจําชาติของ

ราชอาณาจักรกัมพูชา

ดอก Moon Orchid (กล้วยไม้ราตรี) เป็นกล้วยไม้ในสายพันธุ์ ของ Phalaenopsis

เป็นดอกไม้ประจําชาติของ

สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

ลีลาวดี หรือลั่นทม เป็นดอกไม้ประจําชาติของ

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

Hibiscus หรือ ชบา เป็นดอกไม้ประจําชาติของ มาเลเซีย

Padauk ประดู่ เป็นดอกไม้ประจําชาติของ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์

Sampaguita Jasmine ดอกพุดแก้ว เป็นดอกไม้ประจําชาติของ

สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

Vanda Miss Joaquim

เป็นกล้วยไม้ในกลุ่ม แวนด้า เป็นดอกไม้ประจําชาติของ สาธารณรัฐสิงคโปร์

ราชพฤกษ์ หรือ ดอกคูน เป็นดอกไม้ประจําชาติของ

ราชอาณาจักรไทย

บัว

เป็นดอกไม้ประจําชาติของ

สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

การแต่งกายของสมาชิกอาเซียน10 ประเทศ

1.บรูไน ดารุสซาลาม(Brunei Darussalam)

ชุดประจําชาติของบรูไนคล้ายกับชุดประจําชาติของ

ผู้ชายประเทศมาเลเซีย เรียกว่าบาจู มลายู(Baju Melayu) ส่วนชุดของผู้หญิงเรียกว่าบาจูกุรุง(Baju Kurung) แต่ผู้หญิง บรูไนจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใสโดยมากมักจะเป็น เสื้อผ้าที่คลุมร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าส่วนผู้ชายจะแต่ง กายด้วยเสื้อแขนยาว ตัวเสื้อยาวถึนุ่งกางเกงขายาวแล้วเข่า นุ่งโสร่ง เป็นการสะท้อนวัฒนธรรมสังคมแบบอนุรักษ์นิยม เพราะบรูไนเป็นประเทศมุสสิม จึงต้องแต่งกายมิดชิดและ สุภาพเรียบร้อย

2. ราชอาณาจักรกัมพูชา(Kingdom of Cambodia)

ชุดประจําชาติของกัมพูชาคือซัมป ต

(Sampot) หรือผ้านุ่งกัมพูชา ทอด้วยมือ มีทั้งแบบหลวม และแบบพอดี คาดทับเสื้อบริเวณเอวผ้าที่ใช้มักทําจาก ไหมหรือฝ้าย หรือทั้งสองอย่างรวซัมปอตสําหรับกัน ผู้หญิงมีความคล้ายคลึงกับผ้านุ่งของประเทศลาวและ ไทย ทั้งนี้ซัมปอดมีหลายแบบซึ่งจะแตกต่างกันไปตาม ชนชั้นทางสังคมของชาวกัมพูชาถ้าใช้ในชีวิตประจําวัน จะใช้วัสดุราคาไม่สูง ซึ่งจะส่งมาจากประเทศญี่ปุ่นนิยม ทําลวดลายตามขวาง ถ้าเป็นชนิดหรูหราจะทอด้ายเงิน และด้ายทอง

3. สาธารณรัฐอินโดนีเซีย(Republic of Indonesia)

เกบาย่า(Kebaya) เป็นชุดประจําชาติของ ประเทศอินโดนีเซียสําหรับผู้หญิง มีลักษณะเป็นเสื้อ ยาว ผ่าหน้า กลัดกระดุม ตัวเสื้อจะมีสีสันสดใส ปักฉลุ เป็นลายลูกไม้ส่วนผ้าถุงที่ใช้จะเป็นผ้าถุงแบบบาติก การแต่งกายของผู้ชายมักจะสวมใส่เสื้อแบบบาติกและนุ่ง กางเกงขายาวหรือเตลุกเบสคาพ (Teluk Beskap) ซึ่ง เป็นการแต่งกายแบบผสมผสานระหว่างเสื้อคลุมสั้นแบบ ชวาและโสร่ง และนุ่งโสร่ง เมื่ออยู่บ้าน

หรือประกอบพิธีละหมาดที่มัสยิด

4. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวLaos( People’s Democratic Republic) ผู้หญิงลาวนุ่งผ้าซิ่น และใส่เสื้อแขนยาวทรงกระบอก สําหรับผู้ชายมักแต่งกายแบบสากลหรือนุ่งโจง

กระเบน สวมเสื้อชั้นนอกกระดุมเจ็ดเม็ด คล้ายเสื้อพระราชทานของไทย

5. มาเลเซีย(Malaysia)

สําหรับชุดประจําชาติมาเลเซียของผู้ชาย เรียกว่า บาจู มลายู(Baju Melayu) ประกอบด้วยเสื้อแขนยาวและ กางเกงขายาวที่ทําจากผ้าไหม ผ้าฝ้ายหรือโพลีเอสเตอร์ที่มี ส่วนผสมของผ้าฝ้าย ส่วนชุดของผู้หญิงเรียกว่าบาจูกุรุง

(Baju Kurung) ประกอบด้วยเสื้อคลุมแขนยาว และ กระโปรงยาว

6. สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์(Republic of The Union of Myanmar)

ชุดประจําชาติของชาวพม่าเรียกว่าลองยี(Longyi) เป็นผ้าโสร่งที่นุ่งทั้งผู้ชายและผู้หญิง ในวาระพิเศษต่าง ๆ ผู้ชายจะใส่เสื้อเชิ้ตคอปกจีนแมนดารินและเสื้อคลุมไม่มีปก บางครั้งจะใส่ผ้าโพกศีรษะที่เรียกว่ากอง บอง (Guang

Baung) ด้วย ส่วนผู้หญิงพม่าจะใส่เสื้อติดกระดุมหน้าเรียกว่า ยินซี(Yinzi) หรือเสื้อติดกระดุมข้างเรียกว่ายินบอน

(Yinbon) และใส่ผ้าคลุมไหล่ทับ

7. สาธารณรัฐฟิลิปปินส์(Republic of The Philippines)

ผู้ชายจะนุ่งกางเกงขายาวและสวมเสื้อที่เรียกว่า บารอง ตากาล็อก(barong Tagalog) ซึ่งตัดเย็บด้วยผ้าใย สัปปะรด มีบ่า คอตั้งแขนยาว ที่ปลายแขนเสื้อที่ข้อมือจะ ปักลวดลาย ส่วนผู้หญิงนุ่งกระโปรงยาวใส่เสื้อสีครีมแขน สั้นจับจีบยกตั้งขึ้นเหนือไหล่คล้ายปีกผีเสื้อบาลิน เรียกว ตาวัก(balintawak)

8. สาธารณรัฐสิงคโปร์(Republic of Singapore)

สิงคโปร์ไม่มีชุดประจําชาติเป็นของตนเอง เนื่องจากประเทศสิงคโปร์แบ่งออก4 เป็นชื้อชาติหลัก ๆ

ได้แก่ จีน มาเลย์ อินเดีย และชาวยุโรปซึ่งแต่ละเชื้อชาติก็มีชุดประจําชาติเป็นของตนเอง เช่น ผู้หญิงมลา สิงคโปร์จะใส่ชุดเกบาย่า(Kebaya) ตัวเสื้อจะมีสีสันสดใส ปักฉลุเป็นลายลูกไม้ หากเป็นชาวจีนก็จะสวมเสื้อแขน

ยาว คอจีน เสื้อผ้าหน้าซ่อนกระดุม สวมกางเกงขายาวโดยเสื้อจะใช้ผ้าสีเรียบหรือผ้าแพรจีนก็ได้

9. ราชอาณาจักรไทย(Kingdom of Thailand)

สําหรับชุดประจําชาติอย่างเป็นทางการ ของไทย รู้จักกันในนามว่า"ชุดไทยพระราช นิยม" โดยชุดประจําชาติสําหรับสุภาพบุรุษ จะ เรียกว่า"เสื้อพระราชทาน"

สําหรับสุภาพสตรีจะเป็นชุดไทยที่ ประกอบด้วยสไบเฉียง ใช้ผ้ายกมีเชิงหรือยก ทั้งตัวซิ่นมีจีบยกข้างหน้า มีชายพกใช้เข็มขัด ไทยคาด ส่วนท่อนบนเป็นสไบจะเย็บให้ติดกับ ซิ่นเป็นท่อนเดียวกันหรือ จะมีผ้าสไบห่ม

ต่างหากก็ได้เปิดบ่าข้างหนึ่ง ชายสไบคลุมไหล่ ทิ้งชายด้านหลังยาวตามที่เห็นสมควรความสวยงามอยู่ที่ เนื้อผ้าการเย็บและรูปทรงของผู้ที่สวมใช้เครื่องประดับได้งดงามสมโอกาสในค่ําคืน

10. สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม(Socialist Republic of Vietnam)

อ่าวหญ่าย(Ao dai) เป็นชุดประจําชาติของ ประเทศเวียดนามที่ประกอบไปด้วยชุดผ้าไหมที่พอดีตั สวมทับกางเกงขายาวซึ่งเป็นชุดที่มักสวมใส่ในงาน

แต่งงานและพิธีการสําคัญของประเทศมีลักษณะคล้าย ชุดกี่เพ้าของจีนในปัจจุบันเป็นชุดที่ได้รับความนิยม จากผู้หญิงเวียดนามส่วนผู้ชายเวียดนามจะสวมใส่ชุด

อ่าวหญ่ายในพิธีแต่งงานหรือพิธีศพ

ประเพณีและวัฒนธรรมของอาเซียน

นอกจากสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และเชื้อชาติจะทําให้ผู้คนอาเซียนมีวิถีชีวิตคล้ายคลึงก แล้ว นับแต่โบราณกาลมาประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ยังมีการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันมา โดยตลอด ประเพณีและวัฒนธรรมหลายๆ อย่างจึงมีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยแบ่งกลุ่มวัฒนธรรมซึ่งมีคว เกี่ยวข้องใกล้ชิดกันออ3 กเป็นลุ่มใหญ่ คือ

1. กลุ่มวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ําโขง ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ และเวียดนาม

ศาสนา ผู้คนในลุ่มแม่น้ําโขงส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท

ภาษา โดยเฉพาะไทยและลาว มีความคล้ายคลึงกันทั้งภาษาพูดและภาษาอาเซียน สามารถสื่อสารกันได้

อาหาร อาเซียนนับเป็นแหล่งปลูกข้าวสําคัญของโลก และประเทศสมาชิกในอาเซียนก็ล้วน รับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก สิ่งแตกต่างกันคือพันธุ์ข้าวและวิธีการทํานาของแต่ ซึ่งก่อให้เกิดประเพณีและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันอีกหลายประการ เช่น พิธีกรรมเก ฟ้าอากาศ เพื่อผลผลิตที่สมบูรณ์หรือการละเล่นหลังฤดูทํานา เป็นต้น

ประเพณีสงกรานต์ มีทั้งในไทย ลาว กัมพูชา และพม่า ในช่วงเดือนเดียวกัน แต่วันอาจไ ตรงกันเสียทีเดียว กิจกรรมที่ทําก็คล้ายกัน คือ ทําบุญตักบาตร รดน้ําผู้ใหญ่ แล น้ํา นอกจากนี้ยังถือว่าเทศกาลสงกรานต์ เป็นการขึ้นปีใหม่ของประเทศสมาชิกในลุ่ม

นาฏศิลป์-ดนตรี ทั้งการแสดงและเครื่องดนตรีของไทย ลาว พม่า และกัมพูชา ต่าง แลกเปลี่ยนและได้รับอิทธิพลซึ่งกันและกันมาแต่โบราณ เช่น แต่ละประเทศจะมีเครื่อ ประเภทฆ้อง พิณ และและซอ คล้ายๆ กัน

การทอผ้า เป็นวัฒนธรรมร่วมกันของผู้คนในภูมิภาคนี้มานานหลายร้อยปี วิธีการทอผ แต่ละประเทศจึงไม่แตกต่างกันมากนัก สิ่งที่แตกต่างกันคือลายผ้าอันเป็นเอกลักษณ แต่ละท้องถิ่น รามายณะ เป็นวรรณคดีของอินเดียที่มีอิทธิพลต่อวรรณคดี นาฏศิลป์การแสดงของผู้ค

ภูมิภาคอาเซ๊ยน และไม่เฉพาะแต่ในประเทศกลุ่มวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ําโขงเท่านั้น แต่ กลุ่มวัฒนธรรมของมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน ดารุสซาลาม และสิงคโปร์ด้วย

2.กลุ่มวัฒนธรรมของประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน ดารุสซาลาม และสิงคโปร์ กลุ่มประเทศทางตอนใต้ของภูมิภาคอาเซียน ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม จึงมีความ

คล้ายคลึงกันทั้งในด้านภาษา ประเพณี และวัฒนธรรม อันสืบเนื่องจากศาสนา เช่น

ภาษา กลุ่มประเทศเหล่านี้ รวมถึงสี่จังหวัดภาคใต้ของไทยส่วนใหญ่ใช้ภาษามลายู แล สามารถสื่อสารกันได้

การแต่งกายและอาหาร เนื่องจากนับถือศาสนาอิสลามเหมือนกัน การปฏิบัติตนและวิถีช หลายๆ อย่างจึงเป็นไปตามหลักศาสนา เช่น การแต่งกายที่คล้ายคลึงกัน หรืออาหารส่วน ที่ไม่ใช่เนื้อหมูในการปรุง และมักมีส่วนผสมของมะพร้าว ซึ่งเป็นพืชที่พบมากและเ เศรษฐกิจอย่างหนึ่งในภูมิภาคนี้ การแสดงหนังตะลุง เป็นการแสดงการเชิดหนังและหุ่น มีต้นกําเนิดมาจากอินโดนีเซีย ก

แพร่กระจายไปทั่วคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงภาคใต้ของประเท ไทยด้วย

3. กลุ่มวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ แม้ว่าลักษณะกายภาพของฟิลิปปินส์จะเป็นหมู่เกาะคล้ายกับประเทศอินโดนีเซีย แต่เนื่อง

อาณานิคมของประเทศสเปนมาอย่างยาวนาน รวมทั้งประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคอทอ ดังนั้น วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อจึงเป้ฯการผสมผสานกันระหว่างตะวันออกกับตะวันตก อย่างไรก็ตา ประเทศฟิลิปปินส์ก็ยังมีลักษณะร่วมกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนหลายประการ เช่น รูปร่างหน้าตา อา กิน เพราะฟิลิปปินส์นิยมรับประทานข้าวเป็นอาหารหลักเหมือนกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนไทย

สถานที่อันเป็นสัญลักษณ์ของแต่ละประเทศอาเซียน

1. บรูไน ดารุสซาลาม(Brunei Darussalam)

มัสยิดสุลต่านโอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน ตั้งชื่อตามสุลต่านโอมาร์ อาลี ไซฟุดดินที่สาม28 ของ สุลต่ บรูไน มัสยิดแห่งนี้ออกแบบโดยCavaliere Rudolfo Nolli สถาปนิกชาวอิตาลีรูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบ อิสลามสมัยใหม่ที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมโมกุลกับอิตาลี ประกอบกับการก่อสร้างและประดับตกแ วัสดุชั้นดีที่นําเข้าจากต่างประเทศ ทําให้มัสยิดแห่งนี้สวยงาม เป็นที่น่าประทับใจแก่บรรดาผู้

ภาพที่สะกดทุกสายตาคือ ความสวยงามของมัสยิดสุลต่านโอมาร์ อาลี ไซฟุดดินซึ่งตั้งตระหง่า อ่าวที่ขุดขึ้นในแม่น้ําบรูไน มีเรือหลวงลํางามจอดนิ่งอยู่ด้านหน้า ตัวมัสยิดรายล้อมไปด้วยสวน ด้วยน้ําพุและต้นไม้ดอกไม้นานาพันธุ์ซึ่งชาวมุสลิมถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสรวงสวรรค์ หอสูงยอด ใหญ่โดดเด่นบนเส้นขอบฟ้า สามารถมองเห็นได้จากทุกมุมในเมืองบันดาร์เสรีเบกาวัน หอสูงนั้นมีความส52 เมตร ภายในมีลิฟต์ สามารถขึ้นไปชมทิวทัศน์ของเมืองได้ ส่วนยอดโดมใหญ่ของมัสยิดเป็นที่สนอกสนใจของนั มากเป็นพิเศษเพราะยอดโดมนั้นถูกฉาบไว้ด้วยทองคําบริสุทธิ์

นอกจากนี้ หากใครมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมมัสยิดสุลต่านโอมาร์ อาลี ไซฟุดดินแล้ว ยังสามารถถื แวะไปเที่ยวKampong Ayer หรือWater Village หมู่บ้านริมน้ําซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอ บรูไน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กันได้อีกด้วยครับ แล้วคุณจะพบว่าความมั่งคั่งอยู่ดีกินดีไม่จําเป็นต ตึกระฟ้าหรือศูนย์การค้าขนาดมโหฬารเสมอไป

2. ราชอาณาจักรกัมพูชา(Kingdom of Cambodia)

นครวัดเป็นศาสนสถานตั้งอยู่ในเมืองพระนคร จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา สร้างในรัชสมัย พระเจ้าสุริยวรมันที่2 ในช วงต้นคริสต์ศตวรรษที่12 โดยเป็นศาสนสถานประจําพระนครของพระองค์ ตัวเทวส ถานได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จนเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สําคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลื ปัจจุบันนับตั้งแต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่เดิมนครวัดเป็นเทวสถานของศาสนาฮินดู ซึ่งสร้างขึ้นเพื่ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นศาสนาพุทธ นครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ตัวเ ที่สุดของสถาปัตยกรรมเขมรสมัยคลาสสิกรุ่งเรือง และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา โดย ธงชาติ และเป็นจุดท่องเที่ยวหลักของประเทศ ตลอดจนได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ เมืองพระ

ปราสาทนครวัดได้เริ่มสร้างในกลางพุทธศตวรรษที่17 ในรัชสมัยของ พระเจ้าสุริยวรมันที่2 เพื่อบูชาแด่ พระวิษณุหรือ พระนารายณ์ ในปี.ศ. 1720พ ชาวจามได้บุกรุกขอม ทําให้พระเจ้าชัยวรมันที่7 ต้องย้ายเมืองหลวง ไปที่เมืองนครหลวง หรือ เสียมราฐ ในปัจจุบัน หลังจากนั้น พระองค์จึงสร้างเมืองนครธม และ ปราสาทบา จากปราสาทนครวัดไปทางเหนือ เพื่อเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของชาวขอม

ในปี ค.ศ. 1586 (พ.ศ. 2129) ได้มีนักบวชจากโปรตุเกส นามว่า อันโตนิโอ ดา มักดาเลนา เป็นชาวตะวันต คนแรกที่ได้ไปเยือนปราสาทนครวัด แต่ที่จะถือว่าเป็นการเปิดประตูให้แก่ปราสาทนครวัดสู่สายตาชาวโ การค้นพบของ อองรี มูโอต์ นักสะสมแมลงและนักสํารวจชาวฝรั่งเศส เมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่แล้วมา ท กัมพูชาไม่เคยละทิ้งนครวัดไปเพราะหลังจากมีการย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่พนมเปญแล้ว ชาวบ้านก็ได้เข รกรากภายในเขตนครวัดเรื่อยมา ปราสาทนครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างในยุคสิ้นสุดของราชอาณาจักรขะแมร์ โดย ทรายเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก

ปราสาทนครวัดมีขนาดใหญ่มากถึง200,000 ตารางเมตร ตัวปราสาทสูง60 เมตร ยาว 100 เมตร และ กว้าง80 เมตร มีแผนผังที่ถือว่าเป็นวิวัฒนาการขั้นสุดยอดของปราสาทขอม5 หลังตั้งอยู่บนฐานสูงตามมีปราสาท คติของศูนย์กลางจักรวาล

ใช้หินรวม600,000 ลูกบาศก์เมตร ใช้แรงงานช้างกว่า40,000 เชือกและแรงงานคนนับแสนขนหินและชัก ลากหินมาจากเขาพนมกุเลน ชึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า50 กิโลเมตร มาสร้าง

ปราสาทนครวัด มีเสา1,800 ต้น หนักต้นละกว่า10 ตันใช้เวลาสร้างร่วม100 ปี ใช้ช่างแกะสลัก5,000 คน

และใช้เวลาถึง40 ปี หอสูง60 กว่าเมตรศูนย์กลางของกลุ่มปราสาทอันเปรียบเสมือนศูนย์กลางของจักรวาลนั้น มีทางเดินขึ้นท

มาก (ราว 50 องศา) แต่ก็กลับเป็นจุดสําคัญที่นักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยจะต้องปีนขึ้นไปและไต่ลงที่จุดบนสุด ของหอนี้จะมองเห็นวิวที่สวยสุดของปราสาทนครวัด

ทางด้านกําแพงชั้นนอกรอบปราสาทนั้นมีความยาวกว่า800 เมตร มีงานแกะสลักเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ ของพระเจ้าสุริยวรมันที่2 และเรื่องราวจากวรรณคดีเรื่อง รามายณะรูปแกะสลักที่มีชื่อที่สุดก็คือรูปที่เทวด อสูรกวนเกษียรสมุทรด้วยเขาพระสุเมรุและยังมีรูปแกะสลักนางอัปสรอีกถึง1,635 นาง ที่ทั้งหมดแต่งกายและ ทรงผมไม่ซ้ํากันเลย

ส่วนนอกสุดของนครวัดกั้นด้วยคูเมืองขนาดใหญ่1.5 กิโลเมตรยาว กว้าง1.3 กิโลเมตรมีพื้นที่ทั้งหมดเกือบ 2 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ1,219 ไร่

3. สาธารณรัฐอินโดนีเซีย(Republic of Indonesia)

บุโรพุทโธ( Borobudur ) บุโรพุทโธหรือ บูโรบูดูร์หรือที่ชาวชวาเขียนว่าบาราบูดูร์(Barabudur) เป็น ภาษาสันสกฤต โดยคําว่าBara มาจากคําว่าBiara มีความหมายถึงวิหาร(Vihara) หรือวัด ส่วนคําว่าBudur มี ความหมายว่าภูเขาสูงเมื่อรวมกันจึงหมายถึง วิหารที่สร้างขึ้นบนภูเขาบุโรพุทโธคือสูงถาปัตยกรรมที่สําคัญอีก แห่งหนึ่งของศาสนาพุทธลัทธิมหานยานที่มีชื่อเสียงมากกว่าเป็นพุทธศาสนาที่เกษัตริย์แห่ง่าแก่แห่งหนึ่งของ ราชวงศ์ไศเลนทราแห่งชวาเป็นผู้กําหนดให้ก่อสร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาที่มีต่อพระพุทธเจ้าบุโรพุทโธจึงเป็นศูนย์ รวมใจชาวพุทธในชวารวมทั้งชาวเอเชียในซีกโลกตะวันออกและนับเป็นสถาปัตยกรรมที่เชิดหน้าชูตาอินโดนีเซีย มากที่สุดมาทุกยุคทุกสมัย

บุโรพุทโธตั้งอยู่ในชวาภาคกลางห่างจากเมืองย็อกยาหรือย็อกยาการ์ตาไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 40 กิโลเมตรเศษเป็นสิ่งก่อสร้างที่ทําด้วยหินแอนดีไ(Andesite) ซึ่งเป็นหินภูเขาไฟขนาดใหญ่ต์

มหึมาบุโรพุทโธตั้งอยู่บนเนินดินธรรมชาติที่อยู่สูงกว่าระดับพื้นดินประมาณ15 เมตร รูปทรงภายนอกเป็น รูปทรงดอกบัวอันเป็นสัญลักษณ์ชองพุทธศาสนาดอกบัวขนาดมหึมานี้ลอยอยู่ในบึงใตามหลักฐานในญ่ ประวัติศาสตร์โบราณสถานแห่งนี้และบริเวณรอบๆเป็นที่ลุ่มและถูกล้อมรอบด้วยน้ําที่ท่วมมาจากแม่น้ํา (Progo River) ทําให้เจดีย์โบราณบุโรพุทโธเป็นเสมือนดอกบัวลอยอยู่ในน้ํา

ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของบุโรพุทโธแสดงออกถึงความเป็นอัจฉริยะสูงสุดทางศิลปะสมัยไศ เลนทรา ที่ต่างไปจากโบราณสถานทุกแห่งในชวา ประวัติการก่อสร้างมีอยู่ว่าในปี ค.ศ. 732 กษัตริย์ชวา ราชวงศ์สัญชัย(Sanjaya) ซึ่งนับถือศาสนาพราหมณ์(ฮินดู) ที่มาจากอินเดียในยุคนั้นราชวงศ์ไศเลนทรานับถือ ศาสนาพุทธนิกายมหายานจึงก่อสร้างโบสถ์ วิหาร และเจดีย์ไว้หลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือเจดีย์บุโรพุทโธซแห่ง กษัตริย์วิษณุแห่งราชวงศ์ไศเลนทราทรงเริ่มสร้างขึ่นในปีค. . 775 จนกระทั่งมาเสร็จสมบูรณ์ในสมัยของกษัตริย์

อินทราเมื่อปี.ศ. 847ค ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง70 ปีเศษความมหัศจรรย์ของบุโรพุทโธเกิดจากความคิด สร้างสรรค์ด้วยรูปแบบและรายละเอียดของศิลปะจากความคิดของช่างในสมัยนั้นโดยสร้างตามแบบศิลปะฮิน- ชวา หรือ ศิลปะชวาภาคกลางที่ผสมผสานศิลปะระหว่างอินเดียกับอินโดนีเซียเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลื บุโรพุทโธสร้างขึ้นก่อนปราสาทนครวัดของกัมพูชาประมาณ300 ปีทําเลที่ตั้งเป็นเนินเขากว้จํางใหญ่ลองมา

จากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งแม่น้ําคงคาและแม่น้ํายมุนาไหลมาบรรจบกันเช่นที่ประเทศอินเดียต้นกําเนิดแห่งศาสนา พุทธบริเวณที่มีแม่น้ํา2 สายไหลผ่านนั่นก็คือแม่น้ําโปรโกและแม่น้ําอีโล

บุโรพุทโธมีลักษณะเด่นทางสถาปัตยกรรมคือเป็นสถูปตั้งอยู่บนพีระมิดทรงขั้นบันไดมีความสูงกว่า42 เมตรจากฐานชั้นล่างบุโรพุทโธมีทั้งหมด10 ชั้นซึ่งแต่ละชั้นจะมีภาพสลักนูนต่ําแสดงคติธรรมทางพุทธศาสนา ด้วยทัศนคติเกี่ยวกับจักรวาลตามพุทธศาสนาและการเข้าสู่6 ชั้นนับจากฐานเป็นลักษณะสี่เหลี่ยมแบบย่อิพพาน มุมคล้ายพีระมิดขั้นบันไดชั้นที่7 เป็นฐานวงกลมขนาดใหญ่ขึ้นไปอีก3 ชั้นประดับเจดีย์ทรงระฆังโปร่งฉลุลาย เป็นรูปสี่แหลี่ยมข้าวหลามตัดครอบองค์พระพุทธรูปองค์เล็กข้างในมีคส่วามเชื่อกันว่าหากยื่นมือไปจนถึงนนี้ และสัมผัสพระพุทธรูปภายในได้พร้อมอธิษฐานแล้วจะสมหวังและโชคดีเจดีย์เหล่านี้มีจํานวน72 องค์ เรียงเป็น แนวล้อมรอบสถูปของชั้นที่10 ซึ งมีลักษณะเป็นฐานวงกลมใหญ่ของเจดีย์องค์ประธานสูง150 ฟุตเดิมเคยเป็นที่ ประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่ข้างในแต่ปัจจุบันว่างเปล่าบุโรพุทโธเปรียบเสมือนศูนย์กลางของจักรวาล แบ่งได้เป็น 3 ชั้น คือ ส่วนฐานของเจดีย์เป็นขั้นบ4 ันไ้นโดยรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมกําแพงรอบฐานมีภาพสลักนูนต่ํารใหญ่ 160 ภาพอยู่ในส่วนกามาฐานหรือขั้นที่มนุษย์ยังผูกพันอย่างใกล้ชิดกับความสุขทางโลกและถูกครอบง ตัณหาส่วนที่2 คือส่วนบนของฐานที่มีขั้นบันไดรูปกลม6 ขั้นที่มีรูปสลักนูนต่ําเกือบฐาน 1,400 ภาพ ที่แสดง พุทธประวัติ ถือเป็นขั้นหรูปธาตุือขั้นที่มนุษย์หลุดพ้นจากกิเลส ทางโลกมาได้บางส่วนและส่วนที่3 คือส่วน ของฐานกลมที่มีเจดีย์เล็กๆ3 ชั้นล้อมรอบสถูปองค์ใหญ่ที่สุดหมายถึงจักรวาลคือ ขั้นอธูปธาตุที่มนุษย์ไม่ ผูกพันกับทางโลกอีกต่อไปในชั้นอธูปธาตุนี้สร้างเป็นฐานระเบียงวงกลม3 ชั้นมีเจดีย์ทรงระฆังโปร่งฉลุลายเป็นช่อ สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดเรียงรายโดยรอบชั้นบนสุดเป็นฐานวงกลมใหญ่ของเจดีย์องค์ประธานตั้งอยู่กึ่งกลางของ สถูปด้วยลักษณะของเขาพระสุเมรุมาตามปรัชญาทางศาสนาที่ว่าพื้นฐานเจดีโลกมนุษย์ที่ยังเต็มไปด้วยกิเลสคือ ตัณหา ส่วนยอดสูงสุดคือชั้นสรวงสวรรค์หรือนิพพานในคติความเชื่อของศานาพุทธ

บุโรพุทโธถูกทิ้งร้างเป็นป่ารกมาตั้งแต่ศตวร19 และปรษที่ะสบกับภัยธรรมชาติคือแผ่นดิจนไหวจม อยู่ใต้เถ้าถ่านของภูเขาไฟซึ่งระเบิดอย่างต่อเนื่องกระทั่งศตวรรษที่20 ยังเกิดน้ําท่วมซ้ําจากเหตุการณ์ฝนตก ต่อเนื่องจนจมอยู่ในน้ําลึกถึง3 เมตร เป็นเหตุให้ดินภูเขาไฟที่ครอบสถูปบุโรพุทโธอยู่ชื้นแฉะจนทรุดตัวทําให้ โบราณสถานแห่งนี้ทรุดตัวตามไปด้วยกระทั้งสแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ผู้ถูกส่งมาประจําการเป็นผู้สําเร็จราชการ ของอังกฤษเพื่อปกครองอาณานิคมชวาในช่วงนั้นได้เห็ ความสําคัญของบุโรพุทโธจึงเริ่มบูรณะขึ้นเป็นครั้ง ปี ค.ศ. 1855 และสามารถเริ่มเปิดให้ผู้คนทั่วโลกเข้ามาเยี่ยมชมต่อมาอินโดนีเซียได้ขอความช่วยเหลือจากองค์การ ยูเนสโกในการบูรณะอย่างละเอียดอีกหลายครั้งเพื่อที่จะแก้ปัญหาโครงสร้างที่เป็นโพรงเพราะภูเขาดินภายในท ถล่มจากสาเหตุอุทกภัยการบูรณะแล้วเสร็จเมื่อปี.ศ. 1983ค ด้วยงบประมาณ25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในบริเวณบุโรพุทโธมีพิพิธภัณฑ์เก็บข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การก่อสร้างและความเป็นมาเมื่อ ของสหประชาชาติเข้าไปช่วยบํารุงรักษาบุโรพุทโธไว้เพื่อไม่ให้ล่มสลายไปกับกาลเวลารวมทั้งภัยที่เกิดจากน้ําท่วม ขังเนื่องจากการก่อสร้างบุโรพุทโธเดิมไม่มีการวางระบบระบายน้ําที่ดีพอทําให้พุทธสถานแห่งนี้ทรุดลง เรื่อยๆยูเนสโก้เข้าไปจัดการทําช่องทางระบายน้ําและเสริมฐานเจดีย์ให้แข็งแรงมั่นคงขึ้นนอกจากพิพิ ยังมีรถไฟเล็กบริการพาชมบริเวณรอบๆบุโรพุทโธทุกๆ10 นาที ค่ารถไฟคนละ1,000 รูเปียห์คงเป็นการดีหาก มีโอกาสไปเยือนพุทธศาสนาสถานแห่งนี้ในวันวิสาชบูชาเพราะจะมีพระสงฆ์และนักแสวงบุญทั่วสารทิศมาแสวง บุญโดยการเดินทักษิณาวัตรตั้งแต่ประตูใหญ่ด้านทิศตะวันออกซึ่งกว่าจะถึงยอดก็รวมระยะทางทั้งส5 กิโลเมตรนับเป็นภาพที่งดงามจับตามากสําหรับศาสนิกชนชาวไทย

4. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวLaos( People’s Democratic Republic)

วัดเชียงทองเป็นวัดที่เก่าแก่มากที่สุดวัดหนึ่งในหลวงพระบาง สร้างในระหว่าง.ศ. 2102-2103 โดยพ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรล้านช้างก่อนที่พระองค์จะย้ายเมืองหลวงมายังนครและ ล้านนา หลวงเวียงจันทน์ไม่นานนัก วัดนี้ถือว่าเป็น“วัดประตูเมือง” และยังเป็นท่าเทียบเรือด้านเหนือสําหรับการเสด็จ

ประพาสทางชมมารถ ของกษัตริย์หลวงพระบางวัดเชียงทองจึงได้รับการอุปถัมภ์มาโดยตลอด โดยเฉพาะ ในสมัย เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์และเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์สอง พระองค์สุดท้นอกจากนี้วัดยของลาว้วย เชียงทองยังเป็นวัดหนึ่งที่รอดพ้นจากอัคคีภัยครั้งใหญ่ที่ในปี .ศเผาผลาญเมือง.2430 สิ่งก่อสร้างที่สําคัญ ซุ้ม ประตูโขง พระธาตุ พุทธสีมา หอไหว้น้อยหอไหว้สีกุหลาบ หอไหว้หลังสิม หอกลอง หอราชโกศเจ้ามหาชีวิตศรี สว่างวงศ์

ในบรรดาวัดทั้งหลายในหลวงพระบางสิมของวัดเชียงทองได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามและได้รับการ กล่าวขานมากที่สุดเปรียบประดุจอัญมณีแห่งงานสถาปัตยกรรมลาว สิมของวัดนี้ถือว่าเป็นแบบหลวงพระบาง สร้างด้วยการก่ออิฐถือปูน มีโครงสร้างที่ไม่สูงนักตามแบบฉบับหลวงพระบางสัดส่วนและการประดับงดงามด้วย ตกแต่ง สิ่งที่เด่นมากคือ หลังคาซ้อน3 ตับซึ่งดัดอ่อนโค้งและลาดต่ําลงมามาก ทั้งนี้เพื่อป้องกันฝนสาดบนกลาง สันหลังคาคามีการทํา“ช่อฟ้า” รูปเขาพระสุเมรุและทิวเขาสัตบริภัณฑ์ที่ล้อมรอบ7 ชั้น รองรับด้วยปลาอานนท์ อันเป็นรูปการจําลองจักรวาลตามคติทางพุทธศาสนาเช่นเดียวกับที่ปรากฏ ใน จิตรกรรมของล้านนา และอยุธยา หน้าบันแกะสลักเป็นรูปดอกตาเว็นหรือลายดวงอาทิตย์ลายดอกจอกของไทยเมื่อเดินขึ้นบนสิมจะพบกับที่ดูคล้าย มุขโถงด้านหน้ากว้างใช้สําหรับเป็นที่วางเครื่องบวช และที่มาทําบุญบางครั้งเมือมีแขกคนสําคัญที่นั่งของศรัทธา

มาเยือนจะใช้เป็นที่ทําพิธีผูกขวัญข้อมืออีกด้วยผนังด้านนอกทิศเหนือทางแม่น้ําโขงมีเศียรช้างชูงวงประดับกระ ใช้เป็นช่องให้น้ําพระพุทธมนต์ที่ รดผ่านรางรดสรงมายังพระพุทธรูปในสิมไหลผ่านท่อที่ฝังไว้และไปออกที่เศียร ช้าง เพื่อให้ประชาชน้ํามนต์ศักดิ์สิทธิ์นี้ไปประพรมร่างกายเพื่อความเป็นศิริมงคลในวันสงกรานต์นํา ได้รับการบูรณะเมื่อพ.ศ.2471 บนผนังทั้งด้านนอกและด้านในประดับด้วยลายรดน้ําปิดทองบนพื้นสีดําเรียกลาย ฟอกคํา ด้านนอกได้แก่เรื่องท้าวสีสุทน(พระสุธน-มโนราห์) และเรื่องท้าวสุดตะโสม ส่วนด้านในเป็นเรื่อง พระยา

จันทะพานิช สถิตสุวันนะพูมพ่อค้าขายหมากพลูจากเวียงจันทน์ที่เดินเรือมา และประชาชน ได้เลือก ให้มาเป กษัตริย์เมืองหลวงพระบาง และเรื่องพระเจ้าสิบชาติยกเว้นแนวฝาผนังด้านทิศตะวันตกที่ยังคงรักษาร่องรอย ดั้งเดิมที่ประดับลาย ทองบนพื้นสีแดง ส่วนด้านหลังสิมด้วยภาพประดับตกแต่ง กระจกที่ติดเป็นชิ้นเล็กนํามา ๆ ประติดปะต่อกันเป็นภาพรูปต้นทองซึ้งเป็นความเชื่อ ดั้งเดิมเมืองเชียงดงเรื่อ -การสร้างเชียงทอง ทีมีฤาษี2 องค์ ได้มาปักหมายเขตแดนที่จะเป็นที่ตั้งของเมืองในอน คตใกล้กับ ต้น ทองด้านบนเป็น ภาพพระพุทธองค์เสด็จลงมา จากดาวดึงส์และนิทานพื้นบ้านงดงามเทคนิคการประดับ กระจกเช่นนี้ยังพบได้ที่ในท้องพระโรงพระราชวังของ

เจ้าชีวิตลาวภาพประดับกระจกนี้ดูงดงามเมื่อต้องแสงจึงเป็นมุมหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูป ตั้งอยู่ด้านหน้าของสิม เป็นหอ ไหว้ขนาดเล็กที่มีหลังคารูปด้วยใบโพธิ์ตัดครึ่งอันเป็นรูปแบบของลาวดั้งเดิม ซึ่ง ประดับกระจกสีงดงามายในประดิษฐานพระพุทธรูปหลายองค์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้พระราชทาน ให้แก่เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างหอไหว้สีกุหลาบงศ์ ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ของสิมเป็นที่ได้รับหอไหว้เก่าแก การ บูรณะ ครั้งใหญ่โดยท้าวคําม้าว.ศ.2500เมื่อเพื่อ เป็นการฉลอง25 พุทธศตวรรษของพระพุทธศาสนาจึงมี การประดับด้วยกระจกตัดเป็นภาพ เล่าเรื่องต่างเช่นเรื่องท้าวเสียวสวาดๆ ซึ่งเป็นวรรณกรรมชั้นเอกของลาว ภายในมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์สําริด อายุกว่า400 ปี สร้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ปี พ.ศ. 2112 ฝรั่งเศสเคยอัญเชิญ พระพุทธรูปองค์นี้ไปแสดงไว้ที่กรุงปารีสและเจ้าสุวรรณภูมาทรงขอกลับคืน

ประดิษฐานเมื่อ70 ปีที่แล้ว และที่ดูแปลกตาคือช่องบรรจุ พระพุทธรูปขนาดเล็ก จํานวนนับพันองค์บนผนัง ภายใน หอไหว้ เชื่อว่าเป็นความคิดเรื่องพระอนันตพระพุทธเจ้า

5. มาเลเซีย(Malaysia)

อาคารหอคอยคู่เปโตรนาส(อังกฤษ: Petronas Twin

Towers) เป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของเมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ออกแบบโดย เซซาร์ เปลลี ตั้งอยู่บริเวณใจ กลางย่านธุรกิจของเมือง ที่แวดล้อมด้วยสวนสาธารณะ และ ส่วนอาคารคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์(KLCC-Kuala Lumpur

Convention Center) อาคารเปโตรนาส มี2 อาคารหอคอย ซึ่งนับเป็นอาคารที่สูงอันดับ3 และ 4 ของโลก รองจากอาคาร เซี่ยงไฮ้เวิลด์ไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์เมืองเซี่ยงไฮ้ และอาคาร ไทเป101 ประเทศไต้หวัน มีความสูงทั้งหมด452เมตร 88ชั้น

อาคารเปโตรนาสเป็นอาคารสํานักงาน ประกอบด้วย สํานักงานของบริษัทพลังงานและน้ํามันที่มีรัฐบาลมาเลเซีย หุ้นหลักได้แก่ บริษัทเปโตรนาส(ปิโตรเลียมนาชันแนลเบอร์ ฮาด) คือ บริษัท ปิโตรเลียมแห่งชาติ จํากัด ของมาเลเชีย ส่ว

อื่นๆให้บริษัทอื่นๆเป็นผู้เช่า ได้แก่ บริษัททางการเงินแ ธนาคาร บริษัทผลิตภัณฑ์เคมีที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ลักษณะเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับตึกระฟ้า อื่นๆข อาคารหอคอย 2 อาคาร เชื่อมโดยสะพานลอยฟ้า(skybridge) อาคารแฝดใช้บริษัทรับเหมาก่อสร้างจาก2

ประเทศ คือญี่ปุ่น และเกาหลี โดยมีนัยยะเป็นการแข่งขันกันเป็นผู้นําทางด้านเทคโนโลยีการก่อสร้า ระฟ้า สะพานลอยฟ้านี้เคยใช้เป็นที่ถ่ายทําภาพยนตร์ฮอลีวูดมาแล้ว ปัจจุบันเปิดให้จองลงทะเบียนข นี้(จํานวนจํากัด) โ ยไม่เสียค่าใช้จ่าย เปิดอนุญาตให้ลงทะเบียนในช่วงเช้า เมื่อครบจํานวนจะหยุดให้ลงท ทันที

บริเวณฐานของอาคารมีห้างทันสมัยหลายห้าง เช่น อิเซตัน และนอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบรอบๆเป อาคารคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์(ศูนย์ประชุม) สวนสาธารณะ สวนน้ํา สระน้ําพุดนตรี พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ (Discovery museum) และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ําอควาเรีย(Aquaria)

6. สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์(Republic of The Union of Myanmar)

เจดีย์ชเวดากอง(Shwedagon Pagoda)

เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับแรกที่นักท่องเที่ยวทุกคนที่เดินทางไปพม่าจะต้องเข้าไปเยี่ สักการะเจดีย์ชเวดากองที่แปลว่า พระเจดีย์ทองคําแห่งเมืองตะเกิงป็นพระเจดีย์ทองคําที่สร้างขึ้นบนเนินเขาที ชื่อว่าThienguttara Hill หรือSinguttara Hill เจดีย์นี้จึงเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีความโดดเโด่นมากในย่างกุ ขนาดของเจดีย์ชเวดากองนี้มีความสูงทั้งหมดประมาณ48 เมตร มีความกว้างโดยประมาณ105 เมตร

เจดีย์ชเวดากองนั้นเป็นเจดีย์ที่มีลักษณะซึ่งสวยงามมากเนื่องด้วยความศรัทธาในองค์พระเจดีย์ของ ชาวพม่าที่มักจะนิยมการบริจาคเพชรพลอยของมีค่าต่างๆให้กับพระเจดีย์ทําให้เจดีย์องค์นี้มีเครื่องประดับมี เป็นจํานวนมากกว่า5,000 ชิ้นโดยเฉพาะเพชรที่ประดับอยู่บนยอดเจดีย์นั้นกล่าวกั ว่าขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือคน เลยทีเดียวส่วนด้านล่างรอบๆเจดีย์จะเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปจํานวนมากและมีไม้แกะสลักประดับอยู่ อย่างสวยงาม

ขอกล่าวถึงตํานานในการก่อสร้างเจดีย์ชเวดากองคือมีพ่อค้าชาวมอญ2 คน คือตปุสสะและภัลลิ กะ ที่เกิดความเลื่อมใสในคําสอนของพระพุทธเจ้าจากการที่ได้ไปเข้าเฝ้าถวายข้าวสัตตูและถวายตัวเป็นปฐม อุบาสกเมื่อจะจากมาก็กราบทูลขอให้พระพุทธองค์ประทานสิ่งใดเป็นอนุสรณ์สําหรับบูชาแทน

พระองค์พระพุทธเจ้าจึงได้ประทานเส้นพระเกศาธาตุ8 เส้นของพระองค์ให้เมื่อชาวมอญทั้งสองกลับมาจึงได้ ก่อสร้างเจดีย์บนเนินตะเกิงเพื่อบรรจุพระเกศาธาตุและให้นามเจดีย์ว่าเจดีย์พระเกศาธาตุ

ประวัติความเป็นมาของมหาเจดีย์องค์สําคัญนี้ที่มีผู้ค้นคว้าและบันทึกไว้อย่างน่าอ่านก็คือ ข้อมู หนังสือ"พม่า" ในชุด"หน้าต่างสู่โลกกว้าง"

ตามตํานานกว่า2,500 ปีของเจดีย์แห่งนี้กล่าวไว้ว่าเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุทั้งแปดเส้นของพระ และพระบริโภคเจดีย์ของพระอดีตพระพุทธเจ้าทั้งสามองค์ องค์สถูปหุ้มด้วยทองคําทั้งหมด8,688 แท่ง แต่ละแท่ง มีค่ามากกว่า400 ยูเอสดอลลาร์ ปลายยอดสถูปประดับด้วยเพชร5,448 เม็ด ทับทิม นิล และบุษราคัมอีก2,317 เม็ด มีมรกตเม็ดเขื่องอยู่ตรงกลางเพื่อรับลําแสงแรกและลําแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ทั้งหมดนี้ประดับอยู่ ด้านบนเหนือฉัตรขนาด10 เมตร ซึ่งสร้างขึ้นบนไม้หุ้มทองเจ็ดเส้น ประดับด้วยกระดิ่งทองคํา1,065 ลูกและ

กระดิ่งเงิน420 ลูก รอบองค์สถูปรายล้อมไปด้วยสิ่งปลูกสร้างกว่า100 หลังมีทั้งสถูปบริวาร วิหารทิศ วิหารราย และศาลาอํานวยการ

เจดีย์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยพวก บะกัน เรื่องอํานาจเคยเสด็พระเจ้าอโนรธาประพาสชเวดากองระหว่าง การรบพุ่งทางใต้ในศตวรรษที่11 พระเจ้าบญาอู แห่งพะโคก็ทรงบูรณะเจดีย์แห่งนี้ในปี.ศ.1925 และพ 50 ปี ต่อมาพระเจ้าเบียนยาเกียนก็โปรดให้ยกองค์สถูปให้สูงขึ้นไปถึง90 เมตร

ผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจาก พระเจ้าเบียนยาเกียน คือ พระนางฉิ่นซอปู้นางพญาตะละเจ้าท้าวหรือ ได้ทรง

สร้างลานและกําแพงล้อมรอบองค์สถูปและพระราชทานทองคําเท่าน้ําหนักพระองค์เอง40 กิโลกรัม ให้นําไปตี เป็นแผ่นทองหุ้มสถูปเป็นแบบอย่างให้กษัตริย์รุ่นหลัง ๆ ทรงประพฤติปฏิบัติตามทั้งนี้เพราะพายุลมฝนในช่วง มรสุมนั้นโหมแรงจนทําให้แผ่นทองคําชํารุดหลุดร่วงลงมาอยู่บ่อย ๆ พระเจ้าธผู้สืบราชสมบัติต่อจากพระรมเซดี นางก็ได้ทรงบริจาคทองคําหนักเป็นสี่เท่าของน้ําหนักพระองค์เอง เพื่อบูรณะซ่อมแซมพระเจดีย์

ในปี พ.ศ.2028 พระเจ้าธรรมเซดีทรงสร้างศิลาจารึกสามหลังเอาไว้บนบันไดด้านตะวันออกของเจดีย์ชเวดา กอง บอกเล่าประวัติของเจดีย์เป็นภาษามอญ พม่า จารึกนั้นยังคงมีให้เห็นอยู่จนทุกวันนี้และบาลี เจดีย์ชเวดากองตกอยู่ภายใต้การยึดครองของอังกฤษนานถึง77 ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ.2395-2472 แต่ชาวพม่าก็

ยังสามารถเข้ามาสักการะเจดีย์ได้ ในปีพ.ศ.2414 พระเจ้ามินดง แห่งมัณฑะเลย์ ทรงส่งฉัตรฝังเพชรอันใหม่มาถวายเป็นพุทธบูชามีการจัด

งานฉลองและมีชาวพม่ากว่าแสนคนมาเที่ยวชมงานพระองค์จึงทรงถือโอกาสนี้ปรารถนาเรื่องเอกราชของพม่า สร้างความไม่พอใจให้กับอังกฤษเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่อาจทําอะไรได้

ช่วงศตวรรษที่20 มีภิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นกับพม่าหลายครั้ง.ศโดยเริ่มจากปี.2473 เกิดแผ่นดินไหว ขึ้น แต่ก็สร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น.ศ.2474 เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่จากฐานบันไดทางทิศในปี

ตะวันตก ลุกลามต่อไปยังปีกด้านเหนือดชคดีที่ดับไฟได้เสียก่อน แต่ก็ได้เผาผลาญศาสนสถานสําคัญไปไม่น้อ ปีพ.ศ.2513 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง นับเป็นภัยแผ่นดินไหวครั้งที่9 ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่16 ส่งผลให้ทาง ภาครัฐต้องจัดทําโครงพิเศษเพื่อเสริมยอดเจดีย์ให้แข็งแรงขึ้น

เมื่อใดก็ตามที่เจดีย์แห่งนี้ชํารุดเสียหายก็จะได้รับการบูรณะให้งดงามรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าเดิม เจดีย์ชเวดากองสัญลักษณ์ของประเทศพม่าตั้งยู่บนเนินเขาเชียงกุตตระสามารถมองเห็นได้จากทุกมุมเมือง

เพราะสูงเด่นเป็นสง่าข้อสําคัญไม่มีตึกหรืออาคารสูงมาตั้งบดบังได้ นอกจากสถูปทองที่ส่องอร่ามไปทั่วแล้ว ยังมีองค์ประกอบโดยรวมอีกตั้งแต่ประตูทางขึ้นสู่บันไดทั้ง4 ทิศที่

ใหญ่โตมโหฬารตัวหลังคาระเบียงวัดที่ทอดขึ้นสู่ฐานขององค์เจดีย์ก็มีลวดลายปราสลักเสลาเหมือนาทลดหลั่นกั เป็นชั้นๆ

เจดีย์ชเวดากองเปิดให้ชมทุกวันตั้งแต่เวลา04.00-21.00 น. การเปิดให้เข้าชมเป็นช้าวงเวลายาวขนาดนี้ก็ เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาสามารถเข้าไปก่อนอรุณรุ่งและกลับออกมาหลังตะวันยอจะได้มีเวลาชมเต็มที่แสง

บริเวณโดยรอบของทางเข้าทางทิศใต้ซึ่งเป็นทางขึ้นสู่เจดีย์ชเวดากองที่ผู้คนนิยมใช้กัน104 มีบันไดท ขั้นทอดขึ้นสู่บริเวณลานของเจดีย์

ตามสองข้างทางบันไดเต็มไปด้วยร้านค้าที่ได้รับอนุญาตจากทางวัดให้เข้ามาตั้งแผงขายของให้กับผคนที่มา สักการะบูชาด้วยความเลื่อมใสสินค้าส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการทําบุญและก็มีสินค้าที่ระลึกวางขายด้วย หน้าบริเวณทางเข้ามีรูปปั้นสัตว์ในตํานวนปรัมปราสองตัวทําหน้าที่ชินเป็นทวารบาลต้หรือสัตว์ครึ่งคือ

สิงโตครึ่งนก เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สีหปักษีทวารบาลยักษ์ทวารบาลและ รายรอบด้วยเจดีย์องค์เล็กองค์น้อยผู้คนจํานวนมากยังเดินทางมาที่นี่เพื่อกราบไหว้ สักการะ สรงน้ํา

ปฏิมาและทําทักษิณาวัตร ไม่ใช่เฉพาะคนแก่คนเฒ่า แต่ทั้งเด็กเล็กทั้งชายและหญิงวั รุ่น ผู้ใหญ่พากันมาน้อมใจ สู่พระรัตนตรัยที่นี่

นอกจากจะมีทวารบาลที่หน้าประตูแล้ว ยังมีเหล่าเด็กชาวพม่าวิ่งท้วงติงผู้ที่ใส่รองเท้าเข้ามาบริเวณวๆ ให้ถอดรองเท้าถุงเท้าแล้วให้ซื้อถุงก๊อบแก๊บใส่รองเท้าถือเข้าวัดไปด้วย

7. สาธารณรัฐฟิลิปปินส์(Republic of The Philippines)

อินทรามูรอส(Intramuros) จะมีลักษณะคล้ายๆ ป้อมปราการและยังมีกําแพงคูเมืองในการเป็น ศูนย์กลางในการปกครอง การศึกษา วัฒนธรรม ศาสนาและยังมีเรื่องของการค้าในช่วงศตวรรษที่16 ถึงปลาย ศตวรรษที่19 และยังมีพื้นที่ภายในประมาณ 395 ไร่ ที่ได้ล้อมรอบด้วยกําแพงหินสูงและยังประกอบไปด้วยที่ อยู่อาศัย โบสถ์ โรงเรียน และสถานที่ราชการรวมทั้งสถานที่ที่น่าดูตั้งอยู่ ณ ริมแม่น้ําฟาร์ซิกไรซัล(Rizal Park) ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ.1571 โดยกลุ่มชาวสเปนที่มีผู้นําในการก่อสร้างคือMiguel Lopez de Legazpi เพื่อ ป้องกันการรุกรานจากกลุ่มโจรสลัด อินทรามเคยถูรอสกเปลี่ยนมือไปสู่การดูแลของอังกฤษในช่วงปีค.ศ.1762 ก่อนที่สเปนจะตีคืนมาได้ใน2 ปีถัดมา และ อินทรามูรอส ก็ถูกเปลี่ยนมืออีกครั้งไปสู่สหรัฐอเมริกาในปีค.ศ.1898 ก่อนที่จะถูกญี่ปุ่นเข้าทําลายและยืดครองในช่วงสงครามโลกครั้งที่2

หลังจากที่ผ่านทั้งพายุ แผ่นดินไหว ไฟไหม้ และภัยสงครามอินทรามูรอส ก็แทบจะไม่เหลืออะไรให้เห็น กระทั่งกลายเป็นเมืองร้างในช่วงระยะเวลาหก่อนที่ทางการจะยื่นมือเข้ามาบูรณปฏิสังขรณ์ึ่ง จนมีสภาพดีขึ อย่างที่เห็นในปัจจุบันและกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมเมื่อมาเยือนมะนิลาภายใน ป้อมอินทรามูรอสถูก สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์กลางในการปกครองการศึกษา วัฒนธรรม ศาสนา แลักษณะทางารค้า ฯลฯ สถาปัตยกรรมเหมือนเมืองในสมัยยุโรปยุคกลางที่มีกําแพงล้อมรอบและค่ายป้อมยามมิดชิด ภายในพื้นที่เกื 400 ไร่ถูกล้อมด้วยกําแพงหินสูงที่มีโบสถ์และสถานที่ราชการตั้งอยู่ภายในโรงเรียน

8. สาธารณรัฐสิงคโปร์(Republic of Singapore)

สิงคโปร์ เป็นชาติสมาชิกอาเซียนที่มีขนาดพื้นที่เล็กที่สุดในบรรดา10 ประเทศ เป็นเกาะที่รวบรวมเกาะ น้อยใหญ่ในอาณาเขตใกล้เคียง63 เกาะ คิดเป็นพื้นที่682.7 ตารางกิโลเมตร หรือเทียบเท่ากับเกาะภูเก็ตในบ้าน เรา โดยมีเกาะสิงคโปร์เป็นเกาะใหญ่ที่สุด

เมืองสิงคโปร์ตั้งอยู่ปลายสุดของแหลมมลายู เดิมเรียกในภาษาชวาว่า“เทมาเส็ก”แปลว่า เมืองทะเล ต่อมาตามบันทึกของชาวมาเลย์ ระบุว่า.ศ.ที่11ค เจ้าชายซางนิลาอุตามะ เดินทางแสวงหาดินแดนใหม่เพื่อสร้าง เมือง แต่เรือเกิดอับปางลงพระองค์ได้ว่ายน้ําขึ้นฝั่ง แล้วเห็นสัตว์ชนิดหนึ่งมีรูปร่างลําตัวสีแดงหัหัวคล้ายสิงโต หน้าอกขาว พระองค์จึงถามคนติดตามว่าสัตว์ตัวนั้นคืออะไรคนติดตามตอบว่า คือ“สิงโต” พระองค์จึงเปลี่ยนชื่อ เทมาเส็กเสียใหม่ว่า“สิงหปุระ” ภาษาสันสกฤตแปลว่าเมืองแห่งสิงโต

หลายร้อยปีต่อมา เมื่อคณะกรรมการการท่องเที่ยวของสิงคโปร์มีแนวคิดจะจัดสร้างสัญลักษณ์ของ คณะกรรมการในปี2507 นายฟราเซอร์ บรูนเนอร์สมาชิกคณะกรรมการฝ่ายของที่ระลึกและผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ส น้ําแวนคลีฟเป็นผู้ออกแบบสัญลักษณ์ให้เป็นรูปสิงโตทะเล โดยมีช่นางฝีมือชาวสิงคโปร์เป็นผู้สร้างรูยลินังเซ็ง ปั้นที่มีหัวเป็นสิงโต แต่ร่างเป็นปลายืนอยู่บนยอดคลื่น

นายลิมนังเซ็งสร้างสิงโตคู่เป็นแม่ลูกกัน8.สิงโ6 เมตตัวแม่สูงรมีน้ําหนัก70 ตัน ทําจากวัสดุจําพวก ซีเมนต์ ส่วนรูปปั้นสิงโตทะเลตัวที่สองมีขนาดเล็กกว่า2 เมตร หนักขนาดสูง3 ตัน ตัวสิงโตทําจากวัสดุจําพวก ซีเมนต์ ผิวหนังทําจากแผ่นกระเบื้องและตาทําจากถ้วยชาสีแดงขนาดเล็ก จากนั้นมาคนสิงคโปร์จึงรู้จักรูปปั “เมอร์ไลอ้อน” หรือ“สิงโตทะเล”

นาย ลีกวนยูนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ในขณะนั้นได้ประกอบพิธีติดตั้งรูปปั้15 กันยายนสิงโตในวันที่ 2515 พร้อมติดป้ายทองแดงเพื่อเป็นที่ระลึกของโอกาสพิเศษนี้โดยมีถ้อยคําจารึกไว้ว่า“สิงโตทะเลสร้างขึ้นเพื่อ เป็นสัญลักษณ์แห่งการต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเยือนสิงคโปร์” แต่เดิมนั้นแม่สิงโตและสิงโตน้อยตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ําสิงคโปร์ตรงข้ามกับเอลิซาเบธ วอล์ก ห่างจากที่ตั้งปัจจุบันเพ 120 เมตร แต่ต่อมาย้ายเมอร์ไลอ้อนและลูกน้อยไปที่ใหม่ในวันที่23-25 . .2545

การขนย้ายรูปปั้นหนักหลายตันทําโดยการขนส่งทางเรือขนาดใหญ่ไปยังใต้สะพานเอสพลายกรูปปั้น ขึ้นเหนือสะพาน แล้ววางลงบนเรือเหมือนเดิมจากนั้นวางรูปปั้นไว้ตรงที่ตั้งแห่งใหม่ หมดค่าข225 ล้านย้ายไป บาท พร้อมกับติดตั้งสิงโตน้อยให้อยู่ด้านหลังของแม่สิงโต28 เมตร ด้วยระบบปั๊มน้ําทําให้สิงโตทั้งสองระยะห่าง สามารถพ่นน้ําได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน

บ้านแห่งใหม่ของสิงโตทะเลเรียกว่า“สวนเมอร์ไลอ้อน” ติดกับอาคารOne Fullerton เป็นสวนหย่อม ขนาด 2,500 ตารางเมตรที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ ภายในตัวอาคารOne Fullerton ยังประกอบด้วยภัตตาคารริมน้ํา เลานจ์ และแดนซ์คลับรูปปั้นนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากกว่าหนึ่งล้านคนต่อปีให้มาที่สวนเมอร์ไลอ้เพื่อถ่ายรูปกับ สัญลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์

9. ราชอาณาจักรไทย(Kingdom of Thailand)

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่านวั้นดพระแก้วพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา โลก โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์.ศ.2325 แล้วเสร็จในปีเมื่อพ .ศ.พ2327

เป็นวัดที่สร้างขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวัง ตามแบบวัดพระศรีสรรเพชญ สมัยอยุธยา วัดนี้อยู่ในเขตพร ชั้นนอก ทางทิศตะวันออก มีพระระเบียงล้อมรอบเป็นบริเวณ เป็นวัดคู่กรุงที่ไม่มีพระสงฆ์จําพรรษา นาคหลวง และประชุมข้าทูลละอองพระบาทถือน้ําพระพิพัฒน์สัตยา

รัชกาลที่1 โปรดเกล้าให้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกต พระพุทธรู คู่บ้านคู่เมืองของไทย มาประดิษฐาน ณ ที่นี้ วัดพระศรีรัตนศาสดารามนี้ ภายหลังจากการสถาปนาแล้ว ปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชกาล เพราะเป็นวัดสําคัญ จึงมีการปฏิสังขรณ์ใหญ่ทุก50 ปี คือในสมัยพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ200 ปี ในปี.ศพ.2525 ที่ผ่านมา การบูรณปฏิสังขรณ์ที่ผ่านมา มุ่ง อนุรักษ์สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมอันเป็นมรดกชิ้นเอกของชาติ ให้คงความงามและรักษาคุณค่าของช่างศ ไว้อย่างดีที่สุด เพื่อให้วัดพระศรีรัตนศาสดารามนี้อยู่คู่กับกรุงรัตนโกสินทร์ตลอดไป

10. สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม(Socialist Republic of Vietnam)

อ่าวฮาลอง(Vịnh Hạ Long) หรือ ฮาลอง เบย์(Halong Bay) เป็นอ่าวแห่งหนึ่งในพื้นที่ของอ่าวตังเกี๋ยท ตอนเหนือของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามใกล้ชายแดนติดต่อกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ชื่อในภาษา เวียดนาม หมายถึง"อ่าวแห่งมังกรผู้ดําดิ่ง"

อ่าวฮาลองมีเกาะหินปูนจํานวน1,969 เกาะ โผล่พ้นขึ้นมาจากผิวทะเลบนยอดของแต่ละเกาะมีต้นไม้ขึ้นอยู่ อย่างหนาแน่น หลายเกาะมีถ้ําขนาดใหญ่อยู่ภายในเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบริ2 เกาะวณอ่าวคือ เกาะกัดบา

และเกาะ Tuan Chau ทั้งสองเกาะนี้มีคนตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างถาวรมีโรงแรมและชายหาดจํานวนมากคอยให้บริการ นักท่องเที่ยวบางเกาะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมง และบางเกาะยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์หลเช่น ไก่ป่ายชนิด ละมั่ง ลิง และกิ้งก่าหลายชนิดเกาะเหล่านี้มักจะได้รับการตั้งชื่อจากรูปร่างลักษณะที่แปลกตา(Voi เช่น เกาะช

Islet) เกาะไก่ชน(Ga Choi Islet) เกาะหลังคา(Mai Nha Islet) เป็นต้น อ่าวฮาลองได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก17เมื่อวันที่ธันวาคม พ.ศ. 2537