Share PDF

Search documents:
  Report this document  
    Download as PDF   
      Share on Facebook

J Nurs Sci Vol.28 No.2 Apr - Jun 2010

Nursing Management of the Child with Congenital Heart Disease: Principle and Practice

Srisomboon Musiksukont

Corresponding author: S. Musiksukont E-mail: nssmk@staff1.mahidol.ac.th

Srisomboon Musiksukont RN MS

Associate Professor, Department of Pediatric

Nursing, Faculty of Nursing, Mahidol

University.

J Nurs Sci 2010;28(2): 13 - 22

Abstract:

Congenitalheartdiseases(CHD)areuncommonlyfoundin children. They occur due to abnormal forming of cardiovascular system mostly during the 6th to 8th weeks of gestational age. CHDs are divided in to 2 types: 1) Acyanotic heart diseases and 2) Cyanotic heart diseases. These cardiac diseases alter patients’ cardiovascular physiologyandhemodynamiccirculation,whichcausemajorcritical complications eg. congestive heart failure and anoxic spells. These complications could be lethal. Therefore pediatric cardiac nurses should clearly understand about CHD including cardiac structure, pathophysiologyandmajorcardiaccomplications.Thiswouldmake them deeply understand and provide better and holistic care to the patients and their families effectively. In addition principle and guideline of nursing care should focus on patients and family education. Pediatric cardiac nurses should provide essential health information and instruct the parents to take care of their CHD children effectively and family well being. While being admitted in the hospital, the most important role is that nurses have to provide efficient clinical nursing care to this group of patient, especially the oneswithcomplicationse.g.,congestiveheartfailureandanoxicspells etc. This role will result in survival and quality of life.

Keywords: pediatric, congenital heart disease, nursing care

Journal of Nursing Science 13

J Nurs Sci Vol.28 No.2 Apr - Jun 2010

การพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจแต่ก�ำเนิด: หลักก

ศรีสมบูรณ์มุสิกสุคนธ์

Corresponding author: ศรีสมบูรณ์ มุสิกสุคนธ์

E-mail: nssmk@staff1.mahidol.ac.th

บทคัดย่อ :

โรคหัวใจแต่ก�ำเนิด เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยในเด็ก เกิดจากคว

ศรีสมบูรณ์ มุสิกสุคนธ์ RN MS

ผิดปกติของการสร้างหัวใจตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดาภายใน

6 – 8 สัปดาห์หลังปฏิสนธิ แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ชนิดที่ไม่มีอ

รองศาสตราจารย์ ภาควิชาการพยาบาลกุมาร

เขียว และชนิดที่มีอาการเขียว ความผิดปกติของหัวใจทั้งำให้ 2 ชนิดนี้

เวชศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์

เด็กที่เป็นโรคหัวใจแต่ก�ำเนิดส่วนหนึ่งจะมีสรีรวิทยาของหัวใจ หล

มหาวิทยาลัยมหิดล

และการไหลเวียนเลือดที่จะน�ำไปสู่ปัญหาที่เป็นภาวะวิกฤตได้หลายอ

 

เช่น ภาวะหัวใจวาย และภาวะหมดสติจากสมองขาดออกซิเจน เป็นต้น

 

ท�ำให้ผู้ป่วยเด็กได้รับความทุกข์ทรมานจากภาวะคุกคามของโรคและอา

 

เสียชีวิตได้ พยาบาลผู้ดูแล ผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจจะสามารถเข้าใจ

 

มองปัญหาของผู้ป่วยเด็กได้อย่างลึกซึ้ง จ�ำเป็นอย่างยิ่งที่จะ

 

พยาธิสรีรวิทยาและการไหลเวียนเลือดของโรคหัวใจเป็นอย่างดี เพื่อน�ำ

 

สู่การพยาบาลและแนะน�ำผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจและครอบครัวได้อย่าง

 

ประสิทธิภาพและเป็นองค์รวม

 

หลักการและแนวทางปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ คือ

 

สอนและให้ค�ำแนะน�ำบิดามารดาในการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจให

 

สามารถดูแลบุตรขณะอยู่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดควา

 

สุขในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีโรคแทรกซ้

 

นอกจากนี้พยาบาลยังมีบทบาทในการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจขณะ

 

ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลให้ปลอดภัยและหายจากภาวะคุกคาม

 

ของโรค และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

J Nurs Sci 2010;28(2): 13 - 22

ค�ำส�ำคัญ : ผู้ป่วยเด็ก โรคหัวใจแต่ก�ำเนิด การพยาบาล

14 Journal of Nursing Science

J Nurs Sci Vol.28 No.2 Apr - Jun 2010

หัวใจเป็นอวัยวะที่มีความส�ำคัญต่อการมีชีวิตหัวใจห้องบนรั่ว (atrial septal defect, ASD) หรือ ของมนุษย์ โดยท�ำหน้าที่ส่งออกซิเจนให้แก่เซลล์และเนื้อเยื่อpulmonaryvalve ตีบ (pulmonary stenosis, PS) หรือ ต่างๆ ของร่างกาย หัวใจถูกสร้างในช่วง 6 – 8 สัปดาหลอดเลือด์แรก aorta และ pulmonary artery ออกสลับกัน

1

 

 

 

หลังปฏิสนธิจนเป็นหัวใจที่พัฒนาอย่างสมบูรณ์ และเจริญโดยaorta ออกจากหัวใจห้องล่างขวาและ pulmonary

เติบโตต่อไปในช่วงหลังจากนั้น ำงานโดยการบีบตัวหัวใจท�

artery ออกจากหัวใจห้อง ล่างซ้าย

(transposition of

และคลายตัวเป็นจังหวะอย่างสมำเสมอ�หัวใจบีบตัว่ 1 ครั้งgreat arteries, TGA)

 

และคลายตัว 1 ครั้ง เป็น 1 รอบการท�ำงานของหัวใจ และ

3. ความเจ็บป่วยของมารดา

เช่น มารดาเป็น

เกิดการไหลเวียนเลือดโดยเลือดดำจากส่วนบนของร่างกายไหล�

เบาหวาน

เด็กที่เกิดอาจเป็นโรคหัวใจชนิด VSD, PDA,

ผ่าน SVC เข้าสู่หัวใจห้องบนขวา เลือดด�ำจากส่วนล่างของASDและ tetralogy of Fallot (TF) ซึ่ง โรค TF เป็นโรค

ร่างกายไหลผ่าน IVC เข้าสู่หัวใจห้องบนขวาำจากหัวใจเลือดด�

หัวใจชนิดที่มีอาการเขียวที่มีความผิดปกติของโครงสร้

ห้องบนขวาไหลผ่าน Tricuspid valve ลงสู่หัวใจห้องล่างขวา 4 อย่าง ซึ่งจะกล่าวต่อไป หรือมารดาเป็นโรคหัวใจ และไหลผ่าน pulmonic valve เข้า pulmonary artery ไปปอด แต่ก�ำเนิด จะท�ำให้มีบุตรเป็นโรคหัวใจแต่ก�ำเนิด ร้อยละ 3 ที่ถุงลมเกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซระหว่างออกซิเจนและเป็นต้น

คาร์บอนไดออกไซด์ ท�ำให้ได้เลือดแดงและผ่าน pulmonary 4. ความผิดปกติด้านพันธุกรรม เช่น การแบ่งตัว vein เข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย ผ่าน mitral valve ลงสู่หัวใจห้องของโครโมโซมที่ผิดปกติ ท�ำให้เด็กที่เกิดมาเป็นโรคหัวใจ

 

 

 

1,2

ล่างซ้าย ขณะหัวใจบีบตัวเลือดแดงในหัวห้องล่างซ้ายจะไหลก�ำเนิดร่วมด้วยเด็กที่ความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 13

ผ่าน aortic valve

สู่ aorta และออกไปเลี้ยงส่วนต่างๆ 18 คือมีโครโมโซม 3 ตัว เด็กอาจเป็นโรคหัวใจชนิด

ของร่างกาย การท�ำงานของหัวใจและการไหลเวียนเลือดVSD, PDA หรือเด็กเป็น Down Syndrome จะเป็นโรค

จะเกิดขึ้นอย่างนี้เรื่อยๆ ไป ตลอดการมีชีวิตของมนุษย์หัวใจชนิด VSD, PDA และโรคหัวใจที่มีการรั่วของผนังกั้

โรคหัวใจแต่กำ�เนิด

 

หัวใจทั้งบนและล่าง (endocardial cushion defect)

 

เป็นต้น

เป็นโรคหัวใจที่เกิดจากความผิดปกติของการสร้าง

โครงสร้างของหัวใจ

ท�ำให้เด็กที่เกิดมาเป็นโรคหัวใจชนิดของโรคหัวใจแต่กำ�เนิด

 

 

 

3,6

อุบัติการณ์ของโรคพบว่า เด็กเกิดใหม่มีชีวิต 1,000 คน เป็นโรคหัวใจแต่กำ�เนิด แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ดังนี้

1,2,3

 

2,3

1. กลุ่มโรคหัวใจแต่กำ�เนิดชนิดไม่มีอาการเขียว

โรคหัวใจ 6–8 คน

ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 85-90

ไม่มีสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจแต่กำเนิดชัดเจน�

มีเพียงเด็กที่เป็นโรคหัวใจในกลุ่มนี้ จะไม่มีอาการเขียว เนื่อ

2,3,4,5

ร่างกายได้รับเลือดแดงที่มีความอิ่มตัวของออกซิเจนใ

ร้อยละ 15 ที่พบสาเหตุดังนี้

1. การติดเชื้อของมารดา พบว่า มารดาติดเชื้อหลอดเลือดแดงมากกว่าร้อยละ 95 โรคหัวใจในกลุ่มนี้ยัง

 

3,6,7

ไวรัส หัดเยอรมัน (rubella) ใน 1 – 3 เดือนแรกของการแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้

ตั้งครรภ์ ท�ำให้เด็กเป็นโรคหัวใจชนิดที่หลอดเลือด ductus 1.1 ชนิดที่มีเลือดไหลลัดจากซีกซ้ายไปขวา arteriosus ยังไม่ปิด (patent ductus arteriosus, PDA) (left to right shunt) โรคหัวใจในกลุ่มนี้พบร้อยละ 50 ของ

6

และโรคหัวใจชนิดที่มีการตีบของแขนง pulmonary arteryเด็กโรคหัวใจแต่กำเนิดทั้งหมด�การไหลลัดของเลือดเกิด (pulmonary artery branch stenosis) ถ้าติดเชื้อจากความดันเลือดในหัวใจห้องซ้ายสูงกว่าห้องขวา เช่น หัดเยอรมันในระยะหลัง (6 – 9 เดือนของการตั้งครรภ์)VSD และ ASD หรือความดันเลือดใน aorta สูงกว่าใน โอกาสที่เด็กจะเป็นโรคหัวใจแต่ก�ำเนิดจะลดลง เป็นต้นpulmonary artery เช่น PDA VSD เป็นโรคหัวใจที่พบ

2. มารดาได้รับยาขณะตั้งครรภ์ เช่น ยาระงับ่อยที่สุดชัก

8

พบร้อยละ 25 ของโรคหัวใจแต่ก�ำเนิด

ยาสงบประสาท กลุ่มยาฮอร์โมน หรือมารดาดื่มสุราท�ำให้

1.2 โรคหัวใจที่มีการอุดกั้นของทางออกของ

เด็กเป็นโรคหัวใจได้หลายๆ โรค เช่น ผนังกั้นหัวใจเลือดเช่น aortic valve ตีบ (aortic stenosis, AS), PS และ ห้องล่างรั่ว (ventricular septal defect, VSD) ผนังกั้นหลอดเลือด aorta ตีบ (coarctation fo aorta, CoA) เป็นต้น

Journal of Nursing Science 15

J Nurs Sci Vol.28 No.2 Apr - Jun 2010

2. กลุ่มโรคหัวใจแต่ก�ำเนิดชนิดที่มีอาการเขียวปอดบวมนเป็น�้ำ (pulmonary edema) ท�ำให้การแลกเปลี่ยน

โรคหัวใจที่ท�ำให้ร่างกายได้รับเลือดแดงปนเลือดดแก๊สที่ถุงลม�ำ และมี

ลดลง และเกิดอาการและอาการแสดงของ

ความอิ่มตัวของออกซิเจนในหลอดเลือดแดงน้อยกว่าร้อยละภาวะหัวใจซีกซ้ายวายกล่าวคือ95

ผู้ป่วยเด็กจะมีอาการหาย

6,7,8,9

ใจเร็ว เหนื่อยหอบ นอนราบไม่ได้ ฟังปอดได้ wheezing

เด็กโรคหัวใจในกลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 2 ดังนี้ชนิด

2.1 ชนิดมีอาการเขียวที่มีเลือดไปปอดน้อยหรือ crepitation เป็นต้น

 

(decreasepulmonarybloodflow)เช่นtetrologyofFallot(TF),

ผู้ป่วยเด็กที่เป็น VSD ส่วนหนึ่งจะเกิดภาวะหัว

pulmonary valve ตัน (pulmonary atresia), tricuspid valve

ซีกซ้ายวายและมีความดันเลือดใน pulmonary artery

ตัน (tricuspial atresia) เป็นต้น TF เป็นโรคหัวใจที่พบบ่อยสูงขึ้น

จากการที่มีเลือดไหลผ่านเข้าสู่ pulmonary arter

ที่สุดในกลุ่มนี้ในเด็กโต พบประมาณร้อยละ 10 ของโรคหัวใจมากขึ้น

ในระยะยาวจะเกิดหลอดเลือดในปอดหนาตัว

1,5

เกิดแรงต้านทานหลอดเลือดในปอดสูงขึ้น ห้องล่างขวาสูง

แต่กำ�เนิด

2.2 ชนิดมีอาการเขียวที่มีเลือดไปปอดมาก(pressure overload) จนเกิดการหนาตัวและ ขยายใหญ่ (increase pulmonary blood flow) เช่น TGA เป็นต้น ผลตามมาก็คือเลือดด�ำจากหัวใจห้องบนขวาไหลผ่าน พบว่า TGA เป็นโรคหัวใจที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มนี้โดยtricuspial valve เข้าสู่ หัวใจห้องล่างขวาลดลง ส่งผลให้มี

1,8

เลือดด�ำค้าง และมีความดันเลือดในห้องหัวใจบนขวาสูง

เฉพาะในทารก พบร้อยละ 2 ของโรคหัวใจแตก�ำเนิด

6,7,8,9

ตามมา ผลดังกล่าวนี้ท�ำให้เลือดด�ำจากส่วนบนของร่างกาย

และส่วนล่างของร่างกายไหลเข้าสู่หัวใจห้องบนขวาได้ลดลง

พยาธิสรีรวิทยาของโรคหัวใจแต่ก�ำเนิด

ในที่นี้จะกล่าวถึง พยาธิสรีรวิทยาและการไหลจึงเกิดการคั่งของเลือดด�ำในอวัยวะต่างๆ ของร่างกายทั้

เวียนเลือดของโรคหัวใจที่พบบ่อยในแต่ละกลุ่มเท่านั้นส่วนบนของร่างกายคือ

เช่น การโป่งพองของหลอดเลือดด�ำ

VSD, TGA และ TF เนื่องจากความเข้าใจในโรคเหล่านี้จะที่คอ (jugular venous engorgement) บวมบริเวณหน้า ท�ำให้เข้าใจพยาธิสรีรวิทยาและการไหลเวียนเลือดของโรคเป็นต้น พบอาการและอาการแสดงที่เกิดจากการคั่งของ

หัวใจชนิดอื่นๆ ได้ ดังนี้

เลือดในอวัยวะของส่วนล่างของร่างกาย เช่น ตับโต บวมที่

 

10

1. โรคหัวใจแต่ก�ำเนิดชนิดไม่มีอาการเขียวเท้าเช่นคลื่นไส้ เบื่ออาหาร มีน�้ำในช่องท้องอาการเป็นต้น

พยาธิสรีรวิทยาของโรคหัวใจชนิด

VSD มีการไหลลัดของและอาการแสดงที่เป็นอาการสคัญซึ่งบ่งชี้ถึงการเกิดภาวะ�ำ

เลือดจากหัวใจห้องซ้ายล่างไปห้องขวาล่าง ส่งผลให้หัวใจหัวใจวายในเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็กจะได้ 4 อาการคือ

 

10

ห้องขวาล่างมีปริมาณเลือดเพิ่มขึ้น ท�ำให้เพิ่มปริมาณเลือดหัวใจโต หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็วและตับโต

(volume overload) ปริมาณเลือดที่มากจะไหลผ่าน

ผู้ป่วยเด็กโรค VSD ต้องเข้ารับการรักษาใน

pulmonary valve ผ่าน pulmonary artery และเข้าสู่ปอดโรงพยาบาลจะมาด้วย 2 ปัญหาคือ มาด้วยการติดเชื้อที่ เป็นผลให้มีเลือดกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย ปอดหรือปอดบวมและผ่าน (pneumonia) การเป็นปอดบวมท�ำให้ mitral valve ลงสู่หัวใจห้องล่างซ้ายมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการท�ำงานของหัวใจมากขึ้นและเกิดภาวะหัวใจวายมาก

การขยายของห้องหัวใจบนซ้าย (left atrial enlargement) 11

ขึ้นและมาด้วยภาวะหัวใจวาย ซึ่งภาวะนี้พบบ่อยในเด็ก

โตและขยายของห้องหัวใจล่างซ้าย (left ventricular 11 โรคหัวใจแต่ก�ำเนิดที่มีการไหลลัดของเลือดจากซ้ายไปขวา

hypertrophy and enlargement) ถ้าหัวใจห้องล่างซ้ายภาวะนี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิต และมีผลต่อคุณภาพชีว

ปรับตัวได้ไม่ดีในการรับปริมาณเลือดที่สูงขึ้น (volume12 ของผู้ป่วยเด็ก

overload) จะส่งผลให้มีความดันเลือดในหัวใจห้องล่างซ้าย 2.โรคหัวใจแต่ก�ำเนิดชนิดมีอาการเขียวที่มีเลือ เพิ่มมากขึ้นในขณะหัวใจคลายตัวเต็มที่ (left ventricularไปปอดมาก12 เช่น TGA โรคหัวใจชนิดนี้เกิดความผิดปกติ end diastolic pressure) ท�ำให้ความดันเลือดในหัวใจห้องในโครงสร้างของหัวใจคือ หลอดเลือด pulmonary artery บนซ้ายเพิ่มขึ้น จึงท�ำให้เลือดแดงจากปอดผ่าน pulmonaryออกจากหัวใจห้องล่างซ้าย และหลอดเลือดแดงใหญ่ vein เข้าสู่หัวใจห้องบนซ้ายลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะเลืaorta อดอกจากหัวใจห้องล่างขวา ดังนั้นการไหลเวียนเลือด คั่งในปอด (pulmonary congestion) หรือภาวะ ในโรคนี้พบว่า เลือดด�ำจากหัวใจห้องล่างขวาออกจาก

16 Journal of Nursing Science

 

J Nurs Sci Vol.28 No.2 Apr - Jun 2010

aorta ไปเลี้ยงร่างกาย และเลือดแดงในหัวใจห้องล่างซ้ายการพยาบาลเด็กโรคหัวใจแต่ก�ำเนิด

ไปสู่ปอด ำให้การไหลเวียนเลือดผ่านปอดท� (pulmonary

พยาบาลสามารถให้การพยาบาลเด็กโรคหัวใจแต่

circulation) เป็นเลือดแดง และการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยง�ำเนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น พยาบาลควรประเมิ ร่างกาย (systemic circulation) เป็นเลือดด�ำ ถ้าความปัญหาผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องครบถ้วน ความรู้ความเข้า ผิดปกติมีเพียงเท่านี้ผู้ป่วยเด็กจะตายทันทีเมื่อหลอดเลือดเกี่ยวกับพยาธิสรีรวิทยา และการไหลเวียนเลือดที่ถูกต้

ductus arteriosus และ foramen ovale ปิด โดยกลไก

จะช่วยให้พยาบาลมองปัญหาของเด็กที่เป็นโรคหัวใจแต่

ธรรมชาติท�ำให้เด็กโรคหัวใจชนิด TGA มักมีความผิดปกติ�ำเนิดได้ดี การวาดรูปโรคหัวใจและแสดงการไหลเวียน

ของโครงสร้างหัวใจอย่างอื่นร่วมด้วยเสมอ ดังเช่น

มีเลือดอย่างง่ายๆASD,

จะช่วยให้พยาบาลทราบภาวะ/ปัญหาที่

PDA หรือมี VSD ร่วมด้วยอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งเกิดขึ้นจากการเป็นโรคหัวใจได้3 อย่าง

ซึ่งจะน�ำไปสู่การวางแผ

แต่ที่พบบ่อยมักมี VSD และ PDA ร่วมด้วย

การพยาบาลผู้ป่วยเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ป่วยเด็กที่เป็น TGA และมี VSD หรือ PDA การดูแลเด็กโรคหัวใจโดยใช้กระบวนการ ร่วมด้วยนั้นจะเกิดการไหลเวียนเลือดที่เปลี่ยนแปลงไปพยาบาลและเป็นองค์รวม ค�ำนึงถึงเด็กและครอบครัวเป็น จากเดิม ที่ส่งให้เกิดการไหลลัดของเลือดจากหัวใจห้องล่าง�ำคัญและเพิ่มพูนทักษะให้ทันสมัยตลอดเวลา จะท�ำให

ซ้ายซึ่งเป็นเลือดแดงไปสู่หัวใจล่างขวา โดยผ่านรูทะลุตรง 14 ผู้ป่วยเด็กรอดชีวิต ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ผนังกั้นของหัวใจห้องล่าง ท�ำให้ในหัวใจห้องล่างขวามีเลือดขั้นตอนกระบวนการพยาบาล

ผสม และออกสู่ aorta ไปเลี้ยงร่างกาย โดยเลือดที่ออกไป 1. การประเมินภาวะสุขภาพ เป็นการรวบรวมข้อมูล เลี้ยงร่างกายจะมีความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดตต่างๆ� ำกว่าของผู้ป่วยเด็ก ดังนี้ ร้อยละ 85 เด็กจึงมีอาการเขียวเกิดขึ้น อาการเขียวที่เกิดการซักประวัติ เช่น มีอาการหายใจเร็ว เหนื่อย

ขึ้นอาจไม่ชัดเจนหรือชัดเจนขึ้นอยู่กับปริมาณเลือดแดงที่ง่ายขณะดูดนม และขณะออกแรง หัวใจเต้นแรงจนมารดา ผสมกับเลือดว่ามากน้อยเพียงใด แต่ส่วนใหญ่แล้วสังเกตเห็นว่าบริเวณทรวงอกโดยเฉพาะด้านซ้ายผู้ป่วย มีการเต้น โรคนี้มักมีอาการเขียวไม่ชัดเจน ซึ่งต่างจากโรคหัวใจชนิดหรือกระเพื่อมขึ้นลงตลอดเวลา มีเหงื่อออกมากผิดปกติ เป็ TGA ที่มี PDA อย่างเดียว เด็กจะมีอาการเขียวมากหลังปอดบวมบ่อยครั้งจะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เกิด ซึ่งกลุ่มนี้ต้องรีบให้การรักษา/ช่วยเหลืออย่างรีบด่วนสังเกตเห็นอาการเขียวหรือชอบนั่งยองๆ หลังวิ่งเล่น หรื สิ่งที่ท�ำเสมอก็คือ การท�ำให้เกิดรูทะลุของผนังดินเร็ว�ำจากหัวใจหรือมารดาบอกว่าบุตรเคยมีอาการเขียวและเขียว ห้องล่างขวาไหลเข้าสู่ pulmonaryartery และปอดได้ลดลงมากขึ้นขณะร้องไห้และเริ่มหายใจเหนื่อยหอบมากขึ้น แต ถ้ามี PS มากเลือดด�ำไหลผ่าน VSD ขนาดใหญ่ เข้าสู่หัวใจยังไม่เคยหมดสติหลังอาการเขียวมากและหอบเหนื่อย ห้องล่างซ้ายและเข้า aorta ในทันที และ เลือดด�ำในหัวใจซึ่งเป็นอาการเริ่มต้นของภาวะหมดสติจากสมองขาด

 

3,4

 

ห้องบนขวาไหลลงสู่หัวใจห้องล่างขวาในช่วงหัวใจบีบตัวออกซิเจน

 

เลือด ไปผสมปนกับเลือดแดงไหลเข้าสู่ aorta และออกไป

การตรวจร่างกาย พบว่าเด็กตัวเล็กไม่เหมาะสมกับ

เลี้ยงร่างกาย ดังนั้นร่างกายจึงได้รับเลือดที่มีปริมาณความอายุพัฒนาการล่าช้า อาจมีอาการเขียวไม่ชัดเจน เช่น TGA

เข้มข้นของออกซิเจนในเลือด(ความอิ่มตัวของออกซิเจนในหรือถ้าเป็นโรคหัวใจชนิด TF

จะมีอาการเขียวชัดเจน

เลือด)ต�่ำและต�่ำมากๆ ขึ้นอยู่กับปริมาณเลือดดนิ้วมือนิ้วเท้าปุ้ม�ำที่ผสมใน (clubbing

of digits) ริมฝีปาก กระพุ

เลือดแดงมากหรือน้อยเพียงใด ซึ่งขึ้นอยู่กับความรุนแรงของแก้มลิ้น และเล็บมือเล็บเท้าและเยื่อบุตาเขียวคล�้ำ ตา PS ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย คือภาวะหมดสติจากแดง(ejected eye)3,4

สมองขาดออกซิเจน (anoxic spells) จะมีอาการเขียวมาก

การตรวจระบบหัวใจและหลอดเลือด อาจพบหัวใจ

ขึ้น เหนื่อยหอบมากขึ้น ตัวอ่อนปวกเปียกและหมดสติซีกซ้ายโป่งนูนภาวะ

(bulging) บางรายอาจมีลักษณะทรวงอกนูน

นี้มักเกิดในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี และมักเกิดไม่นาเหมือนเกินอกไก่ (pegion chest) อาจเห็นการเต้นบริเวณทรวงอก

13

ที่ผิดปกติ (abnormal pulsation) หรือเห็นการยกขึ้นของ

30 นาที

 

ทรวงอกขณะหัวใจเต้น (heaving) จากการคล�ำตามต�ำแหน่ง

 

Journal of Nursing Science 17

J Nurs Sci Vol.28 No.2 Apr - Jun 2010

ต่างๆ 4 ต�ำแหน่งคือ aortic area, pulmonic area, tricuspidเป็นต้น การฟังหัวใจเพื่อฟังเสียง,S ว่าปกติหรือผิดปกติS

1 2

area และ mitral area อาจคล�ำพบอาการสั่นคลอน (thrill) หรือได้เสียง murmur พยาบาลควรฝึกฟังหัวใจอย่างน้อยให้ ต�ำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งหรือระหว่างต� �ำแหน่ง เช่น โรคหัวใจทราบว่าเสียง murmur นั้นเป็นอย่างไร ไม่จ�ำเป็นต้องฟังให้ ชนิด VSD อาจคล�ำ thrill ได้ตรงต�ำแหน่งข้างๆ ของกระดูกอกว่าเป็นเสียง murmur ชนิดใด นอกจากนี้ควรคล�ำชีพจรใน ด้านซ้ายล่าง (left lower parasternal border; LLPSB) เป็นต้น�ำแหน่งต่างๆ เพื่อเปรียบเทียบกัน ซึ่งอาจจะพบว่าการคล การคล�ำได้ thrill แสดงถึงการไหลลัดของเลือดผ่านรูทะลุของชีพจรที่ brachial artery กับ femoral artery แตกต่างกันมาก VSD ด้วยความเร็วและแรงจนเกิดการไหลวนของเลือดกล่าวคือ คล�ำที่ brachial artery ได้แรงกว่าที่ femoral artery (turbulent flow) การคล�ำได้ thrill แสดงว่าจะฟังได้เสียงฟู่ซึ่งท�ำให้นึกถึงโรคหัวใจชนิด coarctation of aorta (CoA) ซึ่ง (murmur) ตรงต�ำแหน่งนี้ด้วย นอกจากนี้ต้องคล�ำหา ไม่ได้กล่าวถึงpointof ณ ที่นี้

maximum impulse (PMI) ซึ่งเป็นต�ำแหน่งที่หัวใจเต้นแรงที่สุดการตรวจระบบหายใจ พบการหายใจเร็ว ขณะ

ปกติ PMI จะคล�ำได้ที่ intercastal space ที่ 4 หรือหายใจหน้าอกบุ๋ม5ตัด (retraction) ฟังปอดได้เสียงหายใจปกติ กับ midclavicular line ถ้าพบว่า PMI เลื่อนไปอยู่ล่างๆหรือและผิดปกติเช่น ได้ fine crepitation ซึ่งพบได้ในเด็กโรคหัวใจ

3,10

ด้านข้างของ PMI ปกติแสดงถึงการโตของหัวใจห้องล่างซ้ายที่มีภาวะหัวใจซีกซ้ายวาย

ตัวอย่างการวาดรูปหัวใจและหัวใจชนิด VSD

จากรูปภาพของหัวใจที่เป็น VSD จะมองเห็นว่า เลือดด�ำจากร่างกายทั้งหมดจะไปปอดแล้วเป็นเลือดแ เข้าสู่หัวใจห้องบนซ้ายและลงสู่หัวใจห้องล่างซ้าย เนื่องจากเด็กเป็นโรคหัวใจชนิด VSD จึงมีรูทะลุตรงผนังก นั้นเมื่อหัวใจบีบตัวเลือดแดงจึงไหลออกเป็น 2 ทางคือ ทางที่หนึ่งผ่าน aorta valve ออกสู่ aorta ทางที่ 2 ผ่าน ห้องล่างขวารวมกับเลือดด�ำที่มาจากหัวใจห้องบนขวา เลือดทั้ง 2 ส่วนจะไหลผ่าน pulmonary valve ไปสู่ pulmona และไปปอดเพื่อไปรับออกซิเจนและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ กลายเป็นเลือดแดงไหลผ่าน pulmonary vein กลับเข้าสู่หั บนซ้าย ผ่าน mitral valve ในช่วงหัวใจคลายลงสู่หัวใจห้องล่างซ้าย และแยกออกเป็น 2 ทางเช่นเดิม การไหลเวียนเลือด อย่างนี้ตลอดไปตราบใดที่ยังไม่มีการปิดรูทะลุนี้ จะเห็นได้ว่า เด็กที่เป็นโรคนี้ร่างกายได้รับเลือดแดงเสมอ จึงไม

18 Journal of Nursing Science

J Nurs Sci Vol.28 No.2 Apr - Jun 2010

การตรวจหน้าท้อง ตรวจพบ ตับโต ซึ่งสามารถพบเป็นอย่างดีด้วยความรักเป็นทุนเดิม สิ่งที่ส�ำคัญอย่า ได้เมื่อมีภาวะหัวใจวาย เด็กเล็กปกติอาจพบตับโตได้แต่ค�ำแนะน�ำของพยาบาลเกี่ยวกับการดูแลบุตรโรคหัวใจที่ถู

3

ต้องและครอบคลุมในเรื่องต่อไปนี้

ไม่เกิน 2 เซนติเมตร

การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ

- ในกลุ่มที่มีภาวะหัวใจวาย ดูแลให้อาหารที่ม

-การเจาะเลือด เพื่อหาฮีมาโตคริท (hematocrit,คุณค่าทางโภชนาการ มีโปรตีนและแคลอรี่เพียงพอส�ำหรับการ

Hct) ตรวจพบว่า Hct สูงมากกว่าร้อยละ 60 ซึ่งเรียกว่าภาวะเจริญเติบโต ที่ส�ำคัญคืออาหารที่ให้บุตรรับประทานต้อง

เลือดเข้มข้น (polycythemia) ซึ่งพบในเด็กโรคหัวใจชนิดที่มีอาหารที่มีเกลือน้อยหรือเค็มน้อย หมายความว่า ต้องลดการ อาการเขียวที่มีเลือดไปปอดน้อย เช่น TF หรือเด็กอายุมากกวปรุงแต่งรสชาติอาหารด้วยการเติมเกลือำปลา นซอส�้ ซีอิ้ว

1 ปี ตรวจพบ Hct มากกว่าร้อยละ 40 ให้นึกถึงโรคหัวใจเป็นต้น เพื่อป้องกันภาวะน�้ำเกิน จนส่งผลให้หัวใจท�ำ

ชนิดเขียว เป็นต้น

มากกว่าปกติ ทั้งนี้ให้สอดคล้องกับแผนการรักษาตามสภาวะ

- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ซึ่งสามารถของโรคหัวใจ

 

บอกได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจ จังหวะการเต้นของหัวใจ และ

- ในกลุ่มที่มีภาวะหัวใจวาย ดูแลให้น�้ำใน

การโตของหัวใจ เป็นต้น

ปริมาณที่จ�ำกัด หรือจ�ำกัดปริมาณนมต่อวัน เพื่อป้องก

- การถ่ายภาพรังสีทรวงอก (teleheart)

เพื่อคั่งของนำในร่างกายเช่นเดียวกัน�้ ทั้งนี้ให้สอดคล้องกั

ประเมินถึงต�ำแหน่งของหัวใจ หลอดเลือดในปอด

และการแผนการรักษาของแพทย์ตามสภาวะของโรคหัวใจ

โตของหัวใจโดยการวัด cardiothoracic ratio (CT ratio) ปกติ

- ดูแลให้ยาตามแผนการรักษา ซึ่งส่วนใหญ่

เด็กเล็กค่าปกติของ CT ratio คือ 0.55 เด็กโต CT ratio ปกติยาที่ได้รับจะเป็นกลุ่มยา lanoxin เพื่อเพิ่มแรงบีบของกล้าม

12

เป็นต้น

หัวใจ ท�ำให้มีเลือดออกไปเลี้ยงร่างกายมากขึ้น ต้องเน้นว่

คือ 0.5

 

- การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงที่เป็นยาอันตรายมาก ต้องระมัดระวังในการให้ ต้องให้ถูกขนา

(echocardiography) การตรวจหัวใจด้วยวิธีนี้จะสามารถบอกถูกเวลา ไม่เพิ่มขนาดยาเอง อันตรายอย่างยิ่งถ้าเด็กอาเจีย

10

ความผิดปกติได้เกือบทั้งหมด ยกเว้นความผิดปกติที่เกิดขึ้นหลังใช้ยาเกิน 10 นาที ไม่ควรให้ยาซไม่ควรผสมยาในนม�้ำ ในหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ (coronary arteries)หรืออาหารเพราะอาจท�ำให้เด็กได้ยาไม่ครบ ควรใช้กระบอก

- การสวนหัวใจ (cardiac catheterization)

ฉีดยาดูดยาจากขวดในปริมาณที่ถูกต้อง สอดกระบอกฉีดข้างๆ

เป็นการตรวจที่ช่วยประเมินความผิดปกติของหัวใจ กรณีที่เป็นกระพุ้งแก้ม ดันกระบอกฉีดยาให้ยาไหลช้าๆ จนหมด

โรคหัวใจซับซ้อนมากและไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนจากการ

- ดูแลให้ยาขยายหลอดเลือดำให้หัวใจท�

ตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง

ท�ำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากการให้ยาในกลุ่มนี

2. การวางแผนการพยาบาล โดยน�ำข้อมูลจากการ เด็กเล็ก ขนาดที่ให้ยาน้อยมาก ดังนั้นการเตรียมยาต้องเตรี ประเมินภาวะสุขภาพมาก�ำหนดข้อวินิจฉัยการพยาบาลเป้าด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น Captopril หมายการพยาบาล กิจกรรมการพยาบาล และการประเมินผล (12.50 มิลลิกรัม¼.) เม็ด ผสมน�้ำ 3 มิลลิลิตร ให้ครั้งละ

3. แนวคิดหลักและแนวทางปฏิบัติในการพยาบาล0.8 มิลลิลิตร ทุก 8 ชั่วโมง เป็นต้น พยาบาลควรสอนสาธิต ผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจแต่กำเนิดตามปัญหา/ภาวะวิกฤตที่ส�ำคัญดังนี้�แก่บิดามารดาและผู้ดูแลและให้ลองท�ำให้ดูจนเกิดความมั่น

3.1 การพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจที่มีภาวะ

- ดูแลเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่ปอด เช่น ดู

หัวใจวายที่ไม่ต้องอยู่โรงพยาบาล

ความสะอาดของช่องปาก หลีกเลี่ยงใกล้ชิดกับบุคคลที่เป็นหว

ผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจที่ไม่มีภาวะหัวใจวายไอ มักไม่เจ็บคอ หรือหลีกเลี่ยงการพาบุตรไปที่ชุมชน หรือถ้าบุ รับไว้รักษาในโรงพยาบาล บิดามารดามักได้รับค�ำแนะนเริ่มเป็นหวัดควรรีบรักษาให้หายโดยเร็ว�ำ เป็นต้น ดูแลบุตรอยู่กับบ้าน ดังนั้นบทบาทพยาบาลในขณะนี้จึงเป็น - ส่งเสริมสนับสนุนให้บุตรได้ออกแรง หรือ บทบาทของการให้ความรู้ ค�ำแนะน�ำแก่บิดามารดาในการออกก�ลังกายเช่นำ การเล่นที่เหมาะสม และตามศักยภาพ ทั้งนี้ ดูแลบุตร เพื่อรอเวลาที่จะได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดในช่วงบิดามารดาจะต้องคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อคอย เวลาต่อมา บิดามารดาจะสามารถดูแลบุตรด้วยความเข้าใจปรับกิจกรรมที่ให้แก่บุตร เพื่อให้บุตรไม่เกิดอาการหายใ

Journal of Nursing Science 19

J Nurs Sci Vol.28 No.2 Apr - Jun 2010

เหนื่อยหอบ และเกิดอาการเขียว เป็นต้น การส่งเสริมนี้จะช่วยเนื้อหัวใจท�ำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเพิ่มแรงขับข ให้บุตรมีพัฒนาการดีขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจ ส่งผลให้เลือดออกจากหัวใจมากขึ้น นั่น

- การสังเกตที่ผิดปกติ เช่น หายใจเร็ว เหนื่อยท�ำให้ stroke volume และ cardiac output เพิ่มขึ้น และ หอบมาก ไม่ยอมดูดนม เป็นต้น ให้รีบมาพบแพทย์ทันทีขณะเดียวกันท�ำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลง เนื่องจากยา

- การมาตรวจตามนัด เป็นสิ่งส�ำคัญมาก การนี้มีขอบเขตของความปลอดภัยแคบมาก หมายความว่า ขนาด มาพบแพทย์แต่ละครั้งบุตรจะได้รับการประเมินปัญหาของโรคที่ใช้ในการรักษาและขนาดของการเกิดพิษใกล้เคียงกันมาก หัวใจ และจะได้รับค�ำแนะน�ำการดูแลที่อาจปรับเปลี่ยนไปบ้างดังนั้นพยาบาลจะต้องมีประสิทธิภาพในการบริหารยาตัวนี้ ต้ ในแต่ละครั้ง หรืออาจจะได้รับการปรับขนาดของยาที่ได้รับฟังอัตราการเต้นของหัวใจเต็ม 1 นาที ก่อนให้ยา ถ้าอัตราการ หรือปรับปริมาณน�้ำหรือนมที่ได้ หรือปรับเรื่องอาหารที่บุตรเต้นของหัวใจน้อยกว่าที่ก�ำหนดในแผนการรักษาต้องงดยา รับประทาน เช่น อาจเริ่มรับประทานเค็มได้บ้าง เป็นต้นและรายงานแพทย์3,5,15 ดังนี้ อายุ < 1 ปี อัตราการเต้นของ

3.2 การพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจที่มีภาวะหัวใจหัวใจไม่น้อยกว่า 100 ครั้ง/นาที อายุ > 1 ปี อัตราการเต้

วายที่ต้องอยู่โรงพยาบาล

ของหัวใจไม่น้อยกว่า 80 ครั้ง/นาที อายุ > 8 ปี อัตราการเต้

ผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจที่มีภาวะหัวใจวายำเป็น ของหัวใจไม่น้อยกว่า� 60 ครั้ง/นาที ภาวะโปแตสเซียมในเลือด

อย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล

 

 

3,16

เพราะมีต�่ำจะท�ำให้เกิดพิษจาก lanoxin ได้ง่ายดังนั้นต้องติดตาม

ภาวะรุนแรงและอาจเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต เด็กจะมีอค่าอิเล็กโตรไลท์ในเลือดเป็นระยะการ ๆ

หายใจเร็ว เหนื่อยหอบมาก การดูดนมจากขวดเด็กจะยิ่ง

- ดูแลให้ยาขยายหลอดเลือดโดยเฉพาะอย่าง

เหนื่อยมากจนเด็กไม่ยอมดูดนมหรือใช้เวลาในการดูดนมยิ่งในกลุ่ม angiotensin converting enzyme inhibitor

10

(ACE-inhibitor) เช่น captopril ยานี้ท�ำให้หลอดเลือดขยาย ส่ง

จากขวดนานกว่า 20 นาทีต่อมื้อนอนกระสับกระส่ายไป

มาจนนอนหลับไม่ได้ ซึ่งแพทย์ที่รักษาจ�ำเป็นต้องงดนผลให้ความดันโลหิตลดลง�ำและ

ดังนั้นก่อนให้ยาต้องวัดความดั

อาหาร/นมทางปาก เพราะเด็กอาจเกิดการส�ำลักขณะให้นมโลหิต

ถ้าพบว่าความดันโลหิตโดยเฉพาะ systolic blood

หรืออาหารได้ อาการและอาการแสดงที่เห็นชัดเจนอย่างนี้ทpressure�ำให้ต�่ำกว่าเกณฑ์ที่ก�ำหนดในแผนการรักษา ต้องงดยา เด็กจ�ำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยการให้และรายงานแพทย์ ยานี้มีผลให้โปแตสเซียมในเลือดสูงขึ้น ดั

ออกซิเจนซึ่งช่วงแรกๆ อาจเป็นmaskO เป็นต้น การพยาบาล

นั้นควรติดตามการเจาะเลือดหาโปแตสเซียมในเลือดด้วย

2

 

- ดูแลให้ยาขับปัสสาวะ ปัจจุบันให้ยา 2 ชนิด

ในเด็กที่มีภาวะดังกล่าวนี้ มีดังนี้

- ดูแลให้ออกซิเจนเพื่อเพิ่มปริมาณความเข้มข้นคือfurosemide และ spironodactone การออกฤทธิ์

ของออกซิเจนในร่างกาย

 

ที่glomerulus tubule คนละต�ำแหน่งกัน ท�ำให้มีการขับและ

- ดูแลให้นอนในท่าศีรษะสูง fowler’s positionเก็บโปแตสเซียม โดยที่การรับประทาน furosemide จะท�ำให้

3,7

การนอนท่านี้จะช่วยให้ปอดสูญเสียโปแตสเซียม และการรับประทาน spironodactone จะ

หรือ semi-fowler’s positon

ขยายตัวได้เต็มที่ ส่งผลให้การน�ำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายมากขึ้นเก็บโปแตสเซียม ดังนั้นจึงท�ำให้เกิดความสมดุลของ - ดูแลให้น�้ำและนมตามแผนการรักษา เพื่อโปแตสเซียม ผู้ป่วยเด็กเหล่านี้ จึงไม่จ�ำเป็นต้องรักษาด ป้องกันภาวะนำเกินส่งผลท�้ำให้หัวใจท�ำงานได้มีประสิทธิภาพ�ให้ elixir KCl หรือการแนะน�ำให้ผู้ป่วยเด็กรับประทานผลไม้ท

มากขึ้น รวมทั้งการบันทึกปริมาณน�้ำที่ผู้ป่วยได้รับมีโปแตสเซียมสูงและบันทึกซึ่งไม่สามารถท�ำได้ในเด็กเล็ก ปริมาณปัสสาวะทุกครั้งของการถ่ายปัสสาวะเพื่อดูสมดุลน�้ำใน - การบันทึกสัญญาณชีพทุก 1–2 ชั่วโมง หรือ ร่างกาย และประเมินการคั่งของนำในร่างกาย�้ รวมทั้งการทุก 4 ชั่วโมงแล้วแต่สภาวะและความรุนแรง ทั้งชีพจรหรืออัตร

ติดตามชั่งน�้ำหนักเด็กทุกวัน ด้วยเหตุผลเดียวกันการเต้นของหัวใจหรืออัตราการหายใจถ้าพบว่าเด็ก

หรือการวัดความดันโลหิต

อายุน้อยกว่า 1 ปีหนักเพิ่มขึ้นมากกว่า�ำ 50

กรัม/วันเป็นสัญญาณชีพที่ส�ำคัญในการประเมินและติดตามภาวะหัวใจวาย

3

- ส่งเสริมสนับสนุนบิดามารดาที่อยู่ดูแลบุตรโด

ให้รายงานแพทย์เพื่อช่วยเหลือทันทีเป็นต้น

- ดูแลให้ยา lanoxin ยานี้เป็นยาที่ส�ำคัญให้คและ�ำแนะน�ำการช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด ให้ก�ำลังใจเป็นระย จำเป็นในการรักษาภาวะหัวใจวาย� โดยยากลุ่มนี้ท�ำให้กล้ามตลอดเวลา ที่รักษาในโรงพยาบาล

20 Journal of Nursing Science

J Nurs Sci Vol.28 No.2 Apr - Jun 2010

3.3 การพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจชนิดที่มีอาการขึ้นมากๆ จนชิดหน้าอก การนอนท่านี้จะท�ำให้ความต้านทาน เขียวมีเลือดไปปอดน้อย และอาจเกิดภาวะสมอง ขาดออกซิเจนของหลอดเลือดแดงเพิ่มขึ้น เลือดดไหลกลับเข้าสู่หัวใจลดลง�ำ

ผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจในกลุ่มนี้ ต้องได้รับการรักษาอย่างส่งผลให้เลือดด�ำไหลลัดเข้าหัวใจห้องล่างซ้ายลดลง และส่งผ

4,13,15

ต่อเนื่องและต้องมาตรวจตามนัดเป็นระยะ จนกว่าจะได้รับการให้มีเลือดแดงไปเลี้ยงร่างกาย และสมองมากขึ้น

ผ่าตัดเด็กในกลุ่มนี้อาจมีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหมดสติ - ดูแลให้ออกซิเจนที่มีความเข้มสูง เช่น O

2

จากสมองขาดออกซิเจนได้ ไม่จ�ำเป็นต้องรับไว้รักษาในmaskwith bag ในอัตรา 5–10 ลิตรต่อนาที เพื่อทำ� โรงพยาบาล ดังนั้นบทบาทของพยาบาลในการดูแลเด็กกลุ่มนี้ให้ร่างกายและสมองได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้น จึงเป็นบทบาทของการให้ค�ำแนะน�ำแก่บิดามารดาในการดูแล - ดูแลปลอบโยนให้เด็กสงบโดยเร็ว ส่วนใหญ่ บุตรขณะอยู่บ้านจึงแตกต่างจากค�ำแนะน�ำที่ให้แก่บิดามารดาเด็กเล็กจะมาด้วยร้องไห้มาก ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดการไหลกล ที่มีบุตรเป็นโรคหัวใจชนิดที่ท�ำให้เกิดภาวะหัวใจวายของเลือดดดังนี้�ำเข้าสู่หัวใจเพิ่มขึ้น จะเกิดภาวะหมดสติจากสม

- ดูแลให้อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการขาดออกซิเจนมากขึ้น ดังนั้นต้องรีบท�ำให้เด็กสงบทั มีโปรตีน แคลอรี่สูง เพียงพอกับความต้องการของร่างโดยกระทาย�ำไปพร้อมกับการจัดท่าเข่าชิดอก ไม่จ�ำเป็นต้องเป็นอาหารรสจืด เค็มน้อย หรือจ�ำกัดเกลือ - ดูแลให้ยาสงบประสาท เช่น chloral hydrate เด็กสามารถรับประทานได้ทุกชนิด เหมาะสมกับวัยของเด็กหรือมอร์ฟีน เพื่อให้เด็กสงบ และนอนหลับ ซึ่งจะช่วยใ เพราะพยาธิสรีรวิทยา การไหลเวียนเลือดของโรคหัวใจในกลุ่มการด�ำเนินของโรคในทางที่รุนแรงลดลง นี้ไม่เกิดภาวะหัวใจวาย จึงไม่จ�ำเป็นต้องให้อาหารมีเกลือน้อย- ประเมินสัญญาณชีพเป็นระยะๆ และสังเกต รสจืด หรือเค็มน้อย เป็นต้น ควรเพิ่มอาหารที่มีกากใยอาการอาการแสดงเริ่มต้นของการเกิดภาวะหมดสติจากสมอง

เพื่อป้องกันภาวะท้องผูก

ขาดออกซิเจน เพื่อให้การช่วยเหลือ

- ดูแลให้น�้ำ/นมที่เพียงพอกับความต้องการ

- ดูแลและปลอบโยนบิดามารดา ให้คลาย

ของร่างกาย โดยให้ปริมาณวันละ 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมถ้าความกังวลและกลัวต่อเหตุการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้นกับบุตร เด็กหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม ท�ำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น - ดูแลผู้ป่วยเด็กขณะอยู่ในโรงพยาบาลอย่าง

- ส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กได้ออกก�ำลังกายตามต่อเนื่อง เช่น การให้สารน�้ำทางหลอดเลือดด�ำ หรือการให ศักยภาพแต่ต้องไม่เหนื่อยจนเกินไปกิจกรรมที่ทอาหารหรือนมหรือน�ำให้ออก�้ำ ให้เพียงพอ เป็นต้น เช่นเด็กหนักไม่เ แรงมาก เช่น การร้องไห้ การเบ่งถ่ายอุจจาระ พยายามควบคุม10กิโลกรัมควรให้สารน�้ำ 100 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม เพื่อ และหลีกเลี่ยงเพราะจะส่งผลให้เด็กเกิดภาวะหมดสติจากสมองารไหลเวียนเลือด และติดตามบันทึกจ�ำนวนปัสสาวะปกติต้อง

ขาดออกซิเจนได้

 

1,4,15

มากกว่า 1 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัมต่อชั่วโมง

- การสังเกตอาการที่ผิดปกติ

เช่น หายใจ

3.5 การพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจที่มีอาการเขียว

เหนื่อยหอบมากขึ้น มีอาการเขียวมากขึ้น เป็นต้น แนละนเลือดไปปอดมาก�ำให้ ส่วนใหญ่เด็กกลุ่มนี้จะมีภาวะหัวใจวาย

14

และเขียวไม่มาก จึงควรดูแลรักษาแบบผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจว

รีบจัดท่าเข่าชิดอกและรีบพาบุตรมาโรงพยาบาลทันที

- การมาตรวจตามนัด

ดังกล่าวแล้วส�ำหรับการพยาบาลที่มีครอบครัวเป็นศูนย์กลาง

3.4 การพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจที่มีภาวะหมดสิ่งสำคัญที่พยาบาลควรตระหนักคือ� ควรให้เวลารับฟังข้อมูล สติจากสมองขาดออกซิเจนผู้ป่วยเด็กกลุ่มนี้ต้องได้รับการรัต่างๆจากครอบครัวด้วยท่าทีที่เต็มใจษา พร้อมเปิดโอกาสให ในโรงพยาบาล ผู้ป่วยมักมาโรงพยาบาลด้วยภาวะวิกฤตและครอบครัวได้ระบายความรู้สึก ซักถามปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับกา ฉุกเฉินต้องการความช่วยเหลืออย่างรีบด่วนเพราะอาจเสียชีวิตดูแลเด็กจากนั้นจึงให้ค�ำแนะน�ำหรือให้ข้อมูลต่างๆ อย่างเ อย่างกะทันหันได้ ซึ่งมีอาการ อาการแสดงที่ชัดเจนของการเกิดสมและสอดคล้องกับปัญหา ของแต่ละครอบครัว เนื่องจาก ภาวะนี้ โดยเริ่มหายใจเร็ว หอบเหนื่อยมาก มีอาการเขียวมากบุคคลในครอบครัวเป็นคนส�ำคัญที่สุดในการดูแลเด็กโรคหัวใ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวกเปียก และ หมดสติ การพยาบาลที่ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมีดังนี้

จัดท่านอนเข่าชิดออก (knee chest position) ทันที อาจเป็นนอนหงาย หรือนอนตะแคงก็ได้ แต่ต้อง ให้หัวเข่างอ

Journal of Nursing Science 21

J Nurs Sci Vol.28 No.2 Apr - Jun 2010

สรุป

 

 

8. ชัยสิทธิ์ แสงทวีสิน, ธวัชชัย กิระวิทยา. Update in pediatric

 

โรคหัวใจแต่ก�ำเนิด เป็นโรคที่ท�ำให้เด็กเกิดภาวะ

 

 

 

cardiology. ใน: ปกิต วิชยานนท์, อรทัย พิบูลย์โภคานันท์,

วิกฤตในชีวิต ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กและครอบครัว

 

 

 

วรวิชญ์ เหลืองเวชการ, นิสิตา จึงเจริญสุขยิ่ง, พรสรรค์ วสันต์,

การดูแลช่วยเหลือให้เด็กพ้นภาวะวิกฤต และอยู่กับโรค

หัวใจด้วยความสุขปราศจากภาวะ แทรกซ้อนใดๆ ถือว่า

บรรณาธิการ. Intensive reviews in pediatrics. กทม.: บียอนด์

เอ็นเทอร์ไพรซ์; 2547. หน้า 92-102.

เป็นบทบาทที่ส�ำคัญของพยาบาล ดังนั้นการที่พยาบาลรอบรู้

และเข้าใจเรื่องโรคหัวใจ และเข้าใจเด็กโรคหัวใจ

9. ธนะรัตน์ ลยางกูร. Cyanotic congenital heart disease.

และใน: ศรีศุภลักษณ์ สิงคาลวณิช, ชัยสิทธิ์ แสงทวีสิน, สมจิต ศรี

 

 

 

อุดมขจร, สมใจ กาญจนาพงศ์กุล, บรรณาธิการ. ปัญหาโรค

ครอบครัวจะส่งผลให้การพยาบาลเด็กโรคหัวใจเป็นไปอย่าง

มีประสิทธิภาพและเป็นองค์รวม

 

เด็กที่พบบ่อย. กทม.: ส�ำนักพิมพ์กรุงเทพเวชสาร; 2549. หน้า

 

 

 

119-34.

เอกสารอ้างอิง

10.

ดวงมณี เลาหประสิทธิพร. ภาวะหัวใจวาย. ใน: จารุพิมพ์

1.

ธนะรัตน์ ลยางกูร. Congenital heart disease: basic

 

สูงสว่าง, ประพันธ์ อ่านเปรื่อง, วาณี วิสุทธิ์เสรีวงศ์, พิมล ศ

 

สุภาพ. กวีวรรณ ลิ้มประยูร, บรรณาธิการ. The essentials in

 

 

 

 

evaluation ใน: ศรีศุภลักษณ์ สิงคาลวณิช, ชัยสิทธิ์ แสงทวีสิน,

 

สมจิต ศรีอุดมขจร, สมใจ กาญจนาพงศ์กุล, บรรณาธิการ.

 

pediatric emergency. กทม.: บริษัท เฮาแคนดู จ�ำกัด; 2549.

 

 

หน้า 45-58.

 

ปัญหาโรคเด็กที่พบบ่อย. กทม: ส�ำนักพิมพ์กรุงเทพเวชสาร;

 

2549. หน้า 97-108.

11. วัชระ จามจุรีรักษ์. Medical management of

 

 

congestive heart failure. ใน: ดุสิต สถาวร, จิตลัดดา ดิโรจน

2.

Lott JW. Assessment and management of the

 

 

วงศ์, นวลจันทร์ ปราบพาล, บรรณาธิการ. Current concept in

 

cardiovascular system. In: Kenner C, Lott JW, editors.

 

 

 

pediatric critical care. กทม.: บียอนด์ เอ็นเทอร์ไพรซ์; 2548.

 

Comprehensive neonatal nursing: a physiologic perspective

 

 

 

หน้า 120-136.

 

third edition. Philadelphia: Saunders; 2003. p 376-408.

 

 

12.

จารุพิมพ์ สูงสว่าง. ภาวะหัวใจล้มเหลวยุคใหม่. Congestive heart

3.

Jame SR, Ashwill JW. The child with a cardiovascular

 

failure: an update. ใน: จารุพิมพ์ สูงสว่าง, กวีวรรณ ลิ้มประยูร,

 

alteration. In: Jame SR, Ashwill JW, editors. Nursing care

 

 

 

โสภาพรรณ เงินฉ�่ำ. กลีบสไบ สรรพกิจ, ธวาธิป โคละทัต.

 

of children: principle and practice. Elsevier: Saunders;

 

 

 

บรรณาธิการ. กุมารเวชศาสตร์ทันยุค. New fronter in pediatrics.

 

2003. p 664-718.

 

 

 

กทม.: บริษัทเฮาแคนดู จ�ำกัด; 2551. หน้า 129-148.

4.

Pillitteri A. Nursing care of the child with a cardiovascular

 

13.

ประคัลภ์ จันทร์ทอง. ภาวะหมดสติจากโรคหัวใจชนิดเขียว

 

disorder. In: Pillitteri A, editors. Maternal & Child health

 

 

(hypoxic spells). ใน: จารุพิมพ์ สูงสว่าง, ประพันธ์ อ่านเปรื่อง,

 

nursing: care of the childbearing & childrearing family.

 

 

 

วาณี วิสุทธิ์เสรีวงศ์, พิมล ศรีสุภาพ, กวีวรรณ ลิ้มประยูร,

 

Philadephia: Lippincott Williams & Wilkins; 2003. p 1227-69.

 

 

 

บรรณาธิการ. The essentials in pediatric emergency. กทม.:

5.

McKinney ES, Ashwill JW, Murray SS, James SR, Gorrie

 

 

บริษัทเฮาแคนดู จ�ำกัด; 2549. หน้า 85-8.

 

TM, Droke SC. The child with a cardiovascular alteration.

 

 

14. สุภรี สุวรรณจูฑะ. Current concept in pediatric critical care.

 

In: McKinney ES, Ashwill JW, Murray SS, James SR,

 

 

ใน: ดุสิต สถาวร, จิตลัดดา ดิโรจนวงศ์, นวลจันทร์ ปราบพาล,

 

Gorrie TM, Droke SC, editors. Maternal-child nursing.

 

 

 

บรรณาธิการ. Current concept in pediatric critical care.

 

Philadelphia: W.B.Saunders company; 2000. p 1249-96.

 

 

 

กทม.: บียอนด์ เอ็นเทอร์ไพรซ์; 2548. หน้า 1-15.

6. ธนะรัตน์ ลยางกูล. Non-cyanotic congenital heart disease

 

15. London ML, Ladewig PW, Ball JW, Blinder RC. The child

 

 

 

ใน: ศรีศุภลักษณ์ สิงคาลวณิช, ชัยสิทธิ์ แสงทวีสิน, สมจิต ศรี

 

อุดมขจร, สมใจ กาญจนาพงศ์กุล, บรรณาธิการ. ปัญหาโรคเด็ก

with alterations in cardiovascular function. In: London

 

ที่พบบ่อย. กทม.: ส�ำนักพิมพ์กรุงเทพเวชสาร; 2549. หน้า 109-18.ML, Ladewig PW, Ball JW, Blinder RC, editors. Maternal-

7.

 

 

newborn & child nursing. Newjersy : Pearson education,

วนิดา เสนะสุทธิพันธ์. การพยาบาลผู้ป่วยเด็กที่มีปัญหาระบบ

 

หัวใจและหลอดเลือด. ใน: บัญจางค์ สุขเจริญ, วิไล เลิศธรรม

Inc.; 2003. p 1066-100.

 

 

16. Ball J, Bindler R. Alterations in cardiovascular function.

 

เทวี, ฟองค�ำ ติลกสกุลชัย, ศรีสมบูรณ์ มุสิกสุคนธ์, บรรณาธิการ.

 

ต�ำราการพยาบาลเด็ก. กทม.: ห้างหุ้นส่วนจ�ำกัดพรี-วัน; 2550.

In: Ball J, Bindler R, editors. Pediatric nursing : caring for

 

หน้า 745-803, 833-54.

 

children. Norwalk: Appleton & Lange; 1995. p 375-413.

 

 

 

22 Journal of Nursing Science