Share PDF

Search documents:
  Report this document  
    Download as PDF   
      Share on Facebook

บทที่๑

ประวัติความเป็ นมา

๑. ประวัติความเป็ นมาของการจราจร

การจราจรถูกจัดเป็ปัญหาสังคมโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆจึงกล่าวได้ว่าปัญหาการจราจร เป็ นผลอันเนื่องมาจากความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ และวิทารสมัยากใหม่

ผลจากความเจริญทางด้ านวัตถุเริ่มมีมาแต่ปี๑๗๖๙ค.ศ.(พ.ศ.๒๓๒๑) แม่ทัพชาว

ฝรั่งเศส ชื่อ นิโคลัส กูโนNicolas( Gugnot) ได้ประดิษฐ์รถจักรไอนํ้า ซึ่งเป็ นสิ่งประดิษฐ์แบบ เครื่องจักรที่ทันสมัย ต่อมาในปี ค..ศ๑๘๖๔ นักประดิษฐ์ได้คิดค้นรถยนต์โดยอาศัยถ่าป็นหินเ เชื้ อเพลิงแทนรถจักรไอนํ้า ต่อมาในปี๑๘๖๗ค.ศ.ได้พัฒนารถมาในรูปเครื่องจักรขับเคลื่อนแบบ สี่ล้อ และในปีค.ศ.๑๘๘๕ ก็ได้ปรับปรุงเป็ นเครื่องจักรแบบอาศัยนํ้ามันเป็ นเชื้ อเพลิง

ในปี ค.ศ๑๘๙๓. Duryia ได้ประสบความสําเร็จในการใช้แก๊สโซลีนในการขับเคลื่อนรถ จนกระทั่งมีบริษัทรถยนต์ของเยอรมันเกิดขึ้น เช่น บริษัทเบนซ์(Benz)

ในปี ค.ศ๑๙๐๐. มีองค์การบางองค์การที่เกิดความสับสนเกี่ยวกับการให้ความปลอดภัย โดยอาศัยวัสดุต่างๆ เพื่อควบคุมการจราจรในเมืองคอนเนคติกัต(Connecticut) มีการออกกฎ อัตราความเร็วในการขับขี่และจดทะเบียนรถ (Registration) นอกจากนี้ ก็มีเมืองมินเนโซตา (Minnesota) ได้ออกกฎหมายตามมามีโทษปรับ๑๐ ดอลล่าร์ แก่ผู้กระทําผิด

ในปี ค.ศ๑๙๐๕. มีรถยนต์มากกว่า๗๘,๐๐๐ คัน ที่วิ่งระหว่างนิวยอร์ก ถึงซานฟรานซิส โก โดยใช้เวลา๕๒ วัน ในปี ค.ศ๑๙๐๘. เฮนรี่ฟอร์ด (Henry Ford) ได้ประดิษฐ์รถยนต์ฟอร์ด แบบ T จนกระทั่งปี ค.๑๙๒๗ศ. ฟอร์ดได้ผลิตรถยนต์แบบนี้๑๕ถึง,๐๐๗,๐๐๓ คัน การผลิต แบบรถยนต์และรถยนต์จึงปรากฏขึ้นมากมาย ผู้ขับขี่ก็เพิ่มมากขึ้น จํานวนอุบัติเหตุก็เพิ่มขึ้นตาม เช่นกัน

ในปี ค.ศ๑๙๑๔. สัญญาณไฟจราจร ได้จัดตั้งขึ้นที่เมือง ดีทรอยด์(Detroit) ซึ่งเป็น สัญญาณไฟที่ผลิตที่เมืองคลีฟแลนด์(Cleveland) และการใช้ไฟ๓ สีก็ปรากฏใช้ที่เมืองดีทรอยด์ ในปี ค.ศ๑๙๑๙. ถึงแม้ว่าจะเป็นการควบคุมการจราจรเป็นครั้งแรก แต่ปรากฏว่าจํานวนผู้ขับขี่ ยวดยานก็ได้รับใบเตือนมากมายเกี่ยวกับวิธีการใช้ทาง องค์การเกี่ยวกับยวดยาน (The American

Automobile Association) จึงได้เริ่มต้นเพิ่มสัญญาณต่างๆ ตามข้างถนนโดยเริ่มตั้งแต่ถนนในกรุง บอสตัน(Boston) ถึงนิวยอร์ก(New york)

สําหรับในประเทศไทยรถรุ่นแรกที่เข้ามามีบทบาทก็คือรถลาก ซึ่งเริ่มมีมาตั้งแต่สมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้นําเข้ามคือ พระยาโชฏึกราชเศรษฐีข้าราชการ กรมท่า

ซ้าย ได้แต่งสําเภาไปค้าขายเมืองจีนบ่อยๆ ได้ไปเห็นเสนาบดี ขุนนาง และพวกผู้ดีจีนนั่งรถลา ให้คนลากอย่างสง่าผ่าเผยจึงติดต่อซื้ อกลับมาใช้เมืองไทยหลายคัน เมื่อถึงกรุงเทพฯ ก็ได้นํ ลากขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่๔ รถลากจึงมีในเมืองไทยครั้งแรกเมื่อ๒๕๑๔พ.ศ. ในสมัย เดียวกันนี้ มีชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายกับไทยมากขึ้ น ชาวต่างชาติเริ่มตัดถนน ตามแบบอย่างเมืองนอก เพื่อใช้ยวดยานเดินทางติดต่อทําธุรกิจต่อกัน ถนนที่สร้างขึ้นครั้งแรกเป็น ถนนดินบางแห่งโรยหิน ยานพาหนะ คือม้าลากและรถคนลากหรือรถเจ๊ก

ต่อมาก็เริ่มมีรถยนต์เข้ามาวิ่ง รถยนต์คันแรกของประเทศไทย สั่งมาโดยเจ้สุร าพระยา ศักดิ์มนตรีการรับจ้างขนส่งอยู่ในลักษณะต่างคนต่างทํา หลังจากมีพ.ร.บ.รถลาก ปี ๒๔๔๔ พ.ร.บ.รถจ้าง พ.ศ๒๔๔๘. พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ๒๔๔๘. เพื่อจัดระเบียนการจดทะเบียนเจ้าของรถ , จดทะเบียนคนขับรถ, กําหนดค่าทะเบียนใบอนุญาตล ดจนข้อบังคับเกี่ยวกับความปลอดภัย

เช่น การบรรทุกคนโดยสาร การตรวจสภาพรถ ฯลฯ รถรับจ้ างได้ ขยายตัวขึ้ นเป็ นลําดับ เมื่อ รถยนต์เข้ามามีบทบาทในการขับขี่และรับจ้างทําให้รถลากมีรายได้ตกตํ่าลงไปเพราะคนนิยม รถยนต์ต่อมาก็มีจักรยานสามล้อ รถลากจึงบางตาไปมาก พอสิ้นสงครามโลกครั้งที่๒ รถลากก็ ค่อยหายไปตั้งแต่บัดนั้น

ต่อมาถึง พ.ศ๒๔๗๕. จํานวนรถชนิดต่างๆ ได้เพิ่มมากขึ้ นประกอบกับสะพานพุทธยอด ฟ้ าก็ได้ สร้ างเสร็จเปิ ดใช้ แล้ ว ถนนสําหรับการจราจรจึงเพิ่มขึ้ นพร้ อมจํานวนรถ และใน พ.ศ ๒๔๗๗ กรมตํารวจได้จัดตั้ง“กองจัดยวดยาน” เป็ นหน่วยขึ้ นตรงต่อกรมตํารวจออกตรวจตรา และควบคุมการจราจร โดยเฉพาะถนนเจริญกรุงและถนนเยาวราช มีความยุ่งยากในการจราจร มากที่สุด เพราะเป็นสถานธุรกิจและโรงมหรสพมากมายทั้งกลางวันและกลางคืน ยานพาหนะของ ตํารวจก็มีเพียงจักรยานสองล้อตะ ไปตามจุดต่างๆ ที่วางไว้เท่านั้น

พ.ศ.๒๔๗๔ เป็นปีที่เกิดคําว่า “จราจร” ขึ้ นในประเทศไทย โดยกรมตํารวจได้เสนอร่าง พระราชบัญญัติจราจรทางบก ต่อกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้ออกกฎหมายร่าง พ.ร.บ.จราจร ทางบก โดยมี พ.ต.อ.ซี.บี. ฟอลเล็ต เป็ นผู้ร่างขึ้ นเป็ นภาษาอังกฤษาศัยหลักจากกฎหมายได้อ จราจรของประเทศอังกฤษมาดัดแปลงให้เหมาะสมกับบ้านเมืองเรา และได้ออกเป็ นกฎหมายเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๗ จากนั้นคําว่า จรก็แพร่กระจายไปถึงประชาชน และกฎหมายนี้ก็เป็นฉบับเดียวที่ ใช้มาจนถึงทุกวันนี้ และได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมตลอดมา และใช้จนถึงปัจจุบันมีการแก้ไขและได้ ปรับปรุงใหม่เมื่อปี๒๕๒๒พ.ศ. และมีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้เข้ากับสภาพการณ์ปัจจุบัน

๒. บทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ต ารวจจราจร

เนื่องจากการจราจรส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดําเนินชีวิตของบุคคลในสังคม หาก ตํารวจจราจรได้ปฏิบัติหน้าที่ภายในกรอบระเบียบที่กฎหมายกําหนดไว้ ย่อมเป็ นเกราะกําบังตัว ผู้ปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดีแต่หากปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ยึดถือระเบียบแบบแผนที่กําหนดไว้แล้ว อาจถูกประชาชนร้องเรียนหรือถูกสังคมตําหนิได้จึงควรมีการเรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทและอํานาจ หน้าที่ของตํารวจจราจร เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานและสร้ างความมั่นใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน ในอันที่จะปฏิบัติให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก จะมีคําที่เกี่ยวข้องกับตํารวจที่มีหน้าที่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจร ทางบกอยู่๒ คํา ได้แก่

- เจ้าพนักงานจราจรตามมาตรา ๔ (๓๗) หมายความว่า ข้าราชการตํารวจชั้นสัญญา บัตร เช่น ผบ.ตร. ได้รับแต่งตั้งเป็ นเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร ผบช.น. หรือ ผบก.จร. เป็ นเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร

- พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๔ (๓๘) หมายความว่า ตํารวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุม การจราจร ได้แก่ตํารวจจราจรที่ปฏิบัติงานในท้องถนน ไม่ว่าจะทําหน้าที่ในการควบคุมหรือ อํานวยความสะดวกในด้านการจราจรก็ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.๒๕๒๒ศ. เราเรียกว่า “พนักงานเจ้าหน้าที่” ซึ่งรองสารวัตรจราจรหรือตํารวจจราจรนี้มีหน้าที่อยู่๒ ประการ ได้แก่

๑. หน้าที่ตามกฎหมาย ๒. หน้าที่ตามระเบียบทีสํานักงานตํารวจแห่งชาติกําหนด

๑. หน้าที่ตามกฎหมาย ได้แก่หน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานตํารวจ ซึ่งมีหน้าที่โดยตรง ในการจับกุมผู้ฝ่ าฝื นกระทําผิดกฎหมายในทางอาญา พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ, พ.ร.บ.รถยนต์ฯ, พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯ และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ ล้วนแล้วแต่เป็พ.ร.บ.ที่มี โทษในทางอาญา ฉะนั้น เมื่อตํารวจจราจรพบการกระทําที่เป็นการฝ่าฝืนมาตราหนึ่งมาตราใด หรือพบการกระทําผิดอย่างหนึ่งอย่างใด ตามประมวลกฎหมายอาญา ตํารวจจราจรย่อมมีอํานาจ จับกุมได้ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานตํารวจตาม ป.วิอาญา นอกจากอํานาจจับกุมแล้วยังมีอํานาจ หน้าที่อื่นๆ ซึ่ง พ.ร.บ.จราจรทางบกได้กําหนดไว้เพื่อความสะดวกและความปลอดภัยใน การจราจร ดังต่อไปนี้

๑.๑ การให้สัญญาณจราจรไม่ว่าจะเป็ นสัญญาณมือ หรือสัญญาณนกหวีดก็ตาม (พ.ร.บ.จราจรฯ มาตรา ๒๔, ๒๕)

๑.๒ การแสดงเครื่องหมายจราจร (พ.ร.บ.จราจรฯ มาตรา ๒๘)

๑.๓ การจัดการจราจรชั่วคราว ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุชั่วคราวตามที่ เห็นสมควร เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในขณะนั้น (พ.ร.บ.จราจรฯ มาตรา๑๓๘)

๑.๔ การจับกุมโดยการออกใบสั่งเจ้าพนักงานจราจร เรียกเก็บใบอนุญาตขั ข่หรือ ว่ากล่าวตักเตือน (พ.ร.บ.จราจรฯ มาตรา๑๔๐)

๑.๕ การสั่งให้หยุดรถที่มีสภาพไม่ถูกต้อง หรือรถที่ผู้ขับขี่ฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตาม กฎจราจร (พ.ร.บ.จราจรฯ มาตรา ๑๔๒)

๑.๖ การเคลื่อนย้ายรถที่หยุดหรือจอดกีดขวาง หรือใช้เครื่องมือบังคับให้รถที่หยุด หรือจอดไม่ให้เคลื่อนย้ายได้ (พ.ร.บ.จราจรฯ มาตรา๕๙แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่๔ พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๑๒)

๑.๗ การทดสอบผู้ขับขี่เพื่อพิสูจน์ว่าหย่อนความสามารถ (พ.ร.บ.จราจรฯ มาตรา ๑๔๒ วรรคสอง)

๒. หน้าที่ตามระเบียบที่ส านักงานต ารวจแห่งชาติกได้ ก่าหน้าทีด ่ของรอง สารวัตรจราจรและตํารวจจราจรที่กําหนดไว้ตามคําสั่งสําหนักงานตํารวจแห่งชาติซึ่งได้กําหนด อํานาจหน้าที่ของตํารวจจราจรไว้ดังต่อไปนี้

๒.๑ ศึกษาเก็บรวบรวมสถิติข้อมูลเกี่ยวกับการจราจรและนําวิทยาการต่างๆ มาใช้ ในงานจราจรโดย

๑) เก็บสถิติข้อมูลเกี่ยวกับการจราจรตามที่รองสารวัตรจราจรหรือสารวัตร จราจรมอบหมายสั่งการ

๒) เฉพาะอุบัติเหตุจราจรให้เก็บและรายงานตามแบบ๑ หจร.ือแบบอื่นที่ กรมตํารวจจะได้กําหนด

๒.๒การจัดและควบคุมการจราจร โดยจัดและควบคุมการจราจรตามที่รอง

สารวัตรจราจร หรือสารวัตรจราจรมอบหมายสั่งการ ๒.๓ สอดส่อง ตรวจตรา แนะนําให้ประชาชนผู้ใช้รถ ใช้ถนนปฏิบัติตามกฎหมาย

ระเบียบ คําสั่ง ข้อบังคับเกี่ยวกับการจราจร ๒.๔ ว่ากล่าวตักเตือนก่อนออกใบสั่งตํารวจจราจร หรือออกใบสั่งตํารวจจราจร

หรือจับกุมผู้ละเมิดกฎหมาย ระเบียบงข้อบงคําสั่บเกี่ยวกับจราจร ๒.๕ การจัดการเบื้ องต้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุจราจร

๑) รักษาสถานที่เกิดเหตุเก็บรักษาร่องรอยและพยานหลักฐานต่างๆ ในที่เกิด เหตุด้วยวิธีการที่เหมาะสม เช่น ในกรณีที่สามารถแยกรถคู่กรณีออกจากกันให้พ้นกีดขวาง การจราจร ให้รีบดําเนิก รทันทีโดยขีดล้อคู่กรณีและร่องรอยพยานหลักฐานต่างๆ ในที่เกิดเหตุ

ให้ชัดเจนพร้อมทั้งจัดทําแผนที่สังเขปไว้โดยให้ปรากฏตําแหน่งของร่องรอยพยานหลักฐาน ดังต่อไปนี้

-ตําแหน่งของรถที่ไปหยุดอยู่หลังจากที่ได้เฉี่ยวชนกันแล้ว

-ตําแหน่งผู้บาดเจ็บหรือตายหลังจากเกิดอุบัติเหตุ

-รอยขีดและรอยครูดบนผิวถนน

-รอยห้ามล้อบนผิวถนน

-ร่องรอยทางเดินรถที่อยู่ใกล้เคียงที่เกิดเหตุ

-สิ่งของต่างๆ บนถนนหรือที่แตกหักในบริเวณที่เกิดเหตุในกรณีที่

จําเป็ นต้องเคลื่อนย้ายพยานหลักฐาน ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ - ให้ ทําเครื่ องหมายจุดที่พยานหลักฐานเหล่านั้นปรากฏบนถนนวิธีการทํา

เครื่องหมายอาจใช้ชอล์ก สีสเปรย์ ดินสอ ปากกาถ่านเป็ นต้น โดยจะต้องคงไว้ซึ่งตําแหน่งเดิม ของพยานหลักฐานให้มากที่สุด มีความชัดเจน แน่นอนเพียงพอ ในขณะเดียวกันก็ไม่ทําให้ผิว การจราจรสกปรก เลอะเทอะ

- ทําแผนที่สังเขปด้วยการวัดระยะตําแหน่งที่พยานหลักฐานเหล่านั้นปรากฏ แล้วให้คู่กรณีลงชื่อรับรองไว้

- ถ่ายภาพโดยใช้กล้องถ่ายรูป (ถ้ามี) ซึ่งจะต้องกําหนดจุดยืนของผู้ถ่ายภาพ

ให้แน่นอน

๒) ดําเนินการให้คู่กรณีและพยานบุคคลอยู่เพื่อพบร้อยเวรสอบสวนวิธีนี้ควร สอบถาม ชื่อ ที่อยู่ของคู่กรณีพร้อมทั้งเรียกเก็บใบอนุญาตของคู่กรณีไว้

๓) จัดการจราจรในบริเวณที่เกิดเหตุหากเป็นไปได้ควรกันคนอย่าให้ลงมา ยืนกีดขวางการจราจร หากเป็ นไปได้ ควรเปิ ดการจราจรให้รถวิ่งได้ไม่หยุดนิ่ง

๔) ปฐมพยาบาลเบื้ องต้นหรือจัดการส่งผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาลตามความ

จําเป็ น

๕) ช่วยเหลือร้อยเวรสอบสวนในการดําเนินการต่างๆ ในที่เกิดเหตุ ๖) แจ้งพนักงานสอบสวนละรองสารวัตรจราจรผู้รับผิดชอบทันทีที่ทราบเหตุ

๗) กรณีที่จะต้องละทิ้งหน้าที่การจัดและควบคุมการจราจร ให้รายงานรอง สารวัตรจราจผู้รับผิดชอบทราบเพื่อพิจารณาสั่งการ แล้วดําเนินการตามที่ได้รับคําสั่ง

๘) รายงานอุบัติเหตุจราจรต่อรองสารวัตรจราจรหรือสารวัตรจราจรตามแบบ จร.๑ หรือแบบอื่นที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติจะได้กําหนด

๒.๖ เก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสาร หรือข้อเท็จจริงที่เก็บรวบรวมได้ต่อรองสารวัตร จราจร หรือสารวัตรจราจร หรือกรณีเร่งด่วนให้แจ้งโดยตรงต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องนั้นๆ ก่อน

๒.๗ ส่งข้อมูลข่าวสารหรือข้อเท็จจริงที่เก็บรวบรวมได้ให้ฝ่ายป้องกันปราบปราม ๒.๘ จับกุมผู้กระทําความผิด ๒.๙ ให้ ความช่ วยเหลือเจ้าหน้าที่สายตรวจหรือเจ้าหน้าที่อื่นในการระงับ

ปราบปรามหรือจับกุมผู้กระทําความผิดตามความเหมาะสม ๒.๑๐ เมื่อได้รับคําสั่งไม่ว่าจะเป็นคําสั่ง โดยฉับพลันหรือตามแผนที่ผู้บังคับบัญชา

กําหนดให้ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ๒.๑๑ งานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานจราจร

๒.๑๒ งานอื่นๆ ที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย

๓. จิตส านึกการให้บริการของสุภาพบุรุษจราจร

การบริการ(Service) หมายถึง กิจกรรมหรือกระบวนการดําเนินการของบุคคล หรือองค์กรเพื่อตอบสนองความต้องการของบุคคลอื่น และก่อให้เกิดความพึงพอใจในผลจากการ กระทํานั้นๆ

จิตใจ หรือ จิตสํานึก(Mind) หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดของบุคคล จิตสํานึกการให้บริการ(Service mind) คือ“ผู้ให้บริการต้องมีจิตสํานึกของการ

ให้บริการ”

ในการปฏิบัติหน้าที่ตํารวจ ปัจจัยสําคัญประการหนึ่งที่จะทําให้ตํารวจเป็นที่พึง ประสงค์ของประชาชนได้คือ“การให้บริการประชาชนที่ดีมีจิตสํานึกของการบริการ”

สุภาพบุรุษจราจร

คําว่า“สุภาพบุรุษ” หมายความว่า ชายผู้ ดี ชายผู้ มีเกียรติออาจสหรุปได้ื ว่า สุภาพบุรุษ หมายถึง ผู้ชายที่ดํารงตนดีอยู่ในแต่ละสภาวการณ์ที่ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น จะต้อง ประกอบไปด้วยทําตัวดี พูดดี และคิดดี แต่ต้องรู้กาลเทศะ

จะเห็นได้ ว่าหลักการพื้ นฐานของคําว่า“สุภพบุรุษ” อยู่บนพื้ นฐานเดียวกับ หลักการสําคัญทางพระพุทธศาสนา กล่าวคือต้องอยู่บนพื้นฐานการปฏิบัติตนให้อยู่ในสภาวะที่ เหมาะที่ควรเริ่มจากนามธรรมเข้าสู่รูปธรรมอย่างเต็มรูปแบบ

ตํารวจจราจร เป็นตํารวจที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด จึงทําให้ประชาชนมอง ตํารวจจราจรเป็ น๒ ภาพลักษณ์ซ้อนกันอยู่กล่าวคือ มองภาพตํารวจจราจรไปในทางที่ไม่ดีว่า ตํารวจจราจรชอบแกล้ งจับกุมเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ แต่อีกมุมหนึ่งมองภาพของตํารวจว่า

ตํารวจจราจรตรากตรําแดด ฝน ต้องทนต่อมลพิษรอบข้างเป็นตํารวจที่น่าสงสารและน่าเห็นใจ มากกว่าตํารวจอื่นๆ

สุภาพบุรุษจราจร ต้องมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้ ๑. การแต่งกายดีเครื่องแต่งกาย เป็นเครื่องที่สามารถบอกได้ว่าคนที่สวมใส่เป็น

บุคคลเช่นไร มีความเอาใจใส่ต่อตนเองและหน้าที่การงานมากน้อยเพียงใด ตํารวจจราจรมี เอกลักษณ์ที่แตกต่างจากตํารวจทั่วไปคือ ขณะปฏิบัติหน้าที่จะต้องติดปลอกแขนสีขาวที่ด้านขวา ตั้งแต่ระดับ จ.ส.ต.ขึ้ นไป และคาดเข็มขัดสายโยงสีขาว ตั้งแต่ ส.ต.อ. ลงมา ต้องสวมถุงมือสีขาว ทุกครั้ง ในขณะที่ควบคุมการจราจร มีความสะอาดเรียบร้อย

๒. บุคลิกดีจากคําที่ว่า กิริยาส่อสกุล เป็นคําพังเพยให้เห็นว่าเป็นคนอย่างไร นอกจากจะเครื่องแต่งกายแล้ ว บุคลิกเป็ นเครื่องประกอบกัน เป็ นการเสริมให้ แลดูงดงามมาก ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะตํารวจจราจรที่ต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่หรือควบคุมการจราจร ตํารวจจราจร จะต้องสวมเครื่องแบบที่สง่างามแล้ว ยังต้องมีบุคลิกภาพเป็นที่น่าอบอุ่นและเป็นที่เกรงขามควบคู่ กันไปด้วย

๓. วาจาดีการพูด สามารถทําเรื่องเล็ก กลายเป็ นเรื่องใหญ่ และทําเรื่องใหญ่ กลายเป็นเรื่องเล็กได้การใช้คําพูดจะต้องรู้กาลเทศะ ดังนั้น ตํารวจจราจรขณะปฏิบัติหน้าที่ควร ระมัดระวังคําพูด อาจทําให้เกิดความไม่เข้าใจันระ งเจ้าหน้าที่ตํารวจจราจรกับผู้ขับขี่รถได้

๔. การให้บริการดีปรัชญาของการบริการ ให้ความหมายของคําว่า การบริการ คือ การพัฒนาตนเองแบบหนึ่ง การบริการคือ ค่าเช่าที่เราต้องจ่ายในการที่จะอยู่ในโลกนี้อย่างมี ความสุข การบริการคือ จิตที่คิดจะให้ย่อมสุขใจกว่าจิตที่คอยแต่จะรับ การบริการคือ ทําประโยชน์ ให้แก่ประชาชนเกินกว่าที่ประชาชนคาดหวัง การบริการจึงเป็นการสร้างจุดยืนแห่งชีวิตเกี่ยวกับ ทัศนคติที่มีต่อตัวเองและสังคมเป็นการพัฒนาจิตใจตนเอง เมื่อให้บริการแล้วจะเกิดความสุข และ มีความปีติเกิดขึ้นภายในจิตใจโดยไม่รู้ตัว สําหรับตํารวจจราจรหากพร้อมที่จะให้บริการแล้ว สามารถสร้างความประทับใจให้กับประชาชนได้

๕. มีความยุติธรรมประชาชนมองตํารวจราจร ว่าเลือกปฏิบัติ ไม่ให้ความยุติธรรม คอยจ้องจับผิดรถจักรยานยนต์รถยนต์สามล้อรับจ้าง รถแท็กซี่และรถบรรทุก ไม่ควรเลือก ปฏิบัติหากทําการจับกุมในข้อหาเดียวกันหลายๆ คัน การปฏิบัที่ควต้องยึดความยุติธรรมิหน้ เป็ นหลัก

๖. ต้องมีน ้าใจตํารวจจราจร จะต้องรําลึกไว้เสมอว่า การให้ย่อมสุขกว่าการรับการ ช่วยเหลือบุคคลอื่น ย่อมสุขใจเกิดความปลื้มปีตินอกจากนั้น ต้องเข้าใจว่าความผิดเกี่ยวกับ การจราจร ไม่ใช่เป็นความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม ตํารวจจราจรสามารถใช้ วิจารณญาณใน

ขณะนั้น ด้วยการผ่อนปรน บางกรณีด้วยการว่ากล่าวตักเตือน และบางโอกาสให้ความช่วยเหลือ ตามควร

๗. เป็ นตัวอย่างที่ดีตํารวจจราจร ต้องไม่ทําผิดเสียเอง อย่างให้ประชาชนมอง ตํารวจจราจรว่าเป็ นผู้รักษากฎหมายแล้วจะทําอย่างไรก็ได้ จะทํางให้เป็รือทําตามได้นข้ออ้

บทที่๒

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ๒๕๒๒.ศ.

บทนิยาม

การจราจร หมายความว่า การใช้ทางของผู้ขับขี่คนเดินเท้าหรือคนที่จูงขี่หรือไล่ต้อน

สัตว์

ทาง หมายความว่า ทางเดินรถ ช่องเดินรถ ช่องเดินรถประจําทาง ไหล่ทาง ทางเท้า ข้าม ทางร่วม ทางแยก ทางลาด ทางโค้ง สะพาน และลานที่ประชาชนใช้ในการจราจร และให้ หมายความรวมถึงทางส่วนบุคคลที่เจ้าของยินยอมให้ประชาชนใช้ในการจราจร หรือเจ้าพนักงาน จราจรได้ประกาศให้เป็ นทางตามพระราชบัญญัตินี้ ด้วย แต่ไม่รวมไปถึงทางรถไฟ

ทางเดินรถหมายความว่า พื้นที่ที่ทําให้ไว้สําหรับการเดินรถ ไม่ว่าในระดับพื้นดิน ใต้ หรือเหนือพื้ นดิน

ช่องเดินรถหมายความว่า ทางเดินรถที่จัดแบ่งเป็นช่องสําหรับการเดินรถ โดยทํา เครื่องหมายเป็ นเส้นทางหรือแนวแบ่งเป็ นช่องไว้

ช่องเดินรถประจ าทางหมายความว่า ช่องเดินรถที่กําหนดให้เป็นช่องเดินรถสําหรับรถ โดยสารประจําทางหรือรถบรรทุกคนโดยสารประเภทที่อธิบดีกําหนด

ทางเดินรถทางเดียวหมายความว่า ทางเดินรถใดที่กําหนดให้ผู้ขับรถขับไปในทิศทาง เดียวกันตามเวลาที่เจ้าพนักงานจราจรกําหนด

ขอบทาง หมายความว่า แนวริมทางเดินรถ

ไหล่ทางหมายความว่า พื้นที่ที่ต่อจากขอบทางออกไปทางด้านข้างซึ่งมิได้จัดทําเป็นทาง

เท้า

ทางร่วมทางแยกหมายความว่า พื้นที่ที่ทางเดินรถตั้งแต่สองสายตัดผ่ายกันรวมบรรจบ กันหรือติดกัน

วงเวียนหมายความว่า ทางเดินรถที่กําหนดให้รถเดินรอบเครื่องหมายจราจรหรือสิ่งที่ สร้างขึ้นในทางร่วมทางแยก

ทางเท้าหมายความว่า พื้นที่ที่ทําไว้สําหรับคนเดิน ซึ่งอยู่ข้างใดข้างหนึ่งของทาง หรือ ทั้ง สองข้างของทางหรือส่วนที่อยู่ชิดขอบทางซึ่งใช้เป็นที่สําหรับคนเดิน

ทางข้ามหมายความว่า พื้นที่ที่ทําไว้สําหรับให้คนเดินข้ามทาง โดยทําเครื่องหมายเป็ น เส้นหรือแนวหรือตอกหมุดไว้บนทาง และให้หมายความรวมถึงพื้นที่ที่ทําให้คนเดินเท้าข้ามไม่ว่า ในระดับใต้หรือเหนือพื้ นดินด้วย

เขตปลอดภัยหมายความว่า พื้นที่ในทางเดินรถที่มีเครื่องหมายแสดงไว้ให้เห็นได้ชัดเจน ทุกเวลาสําหรับให้คนเดินเท้าที่ข้ามทางหยุดรอ หรือให้คนที่ขึ้นหรือลงหยุดรอก่อนจะข้ามทาง ต่อไป

ที่คับขันหมายความว่า ทางที่มีการจราจรพลุกพล่าน หรือมีสิ่งกีดขวาง หรือในที่ซึ่ง มองเห็นหรือทราบได้ล่วงหน้าว่าอาจเกิดอันตรายหรือความเสียหายแก่รถหรือคนได้ง่าย

รถ หมายความว่า ยานพาหนะทางบกทุกชนิด เว้นแต่รถไฟ และรถราง รถยนต์หมายความว่า รถที่มีล้อตั้งแต่สามล้อและเดินด้วยกําลังเครื่องยนต์กําลังไฟฟ้า

หรือพลังงานอื่นๆ ยกเว้นรถที่เดินบนราง รถจักรยานยนต์หมายความว่า รถที่เดินด้วยกําลังเครื่องยนต์หรือกําลังไฟฟ้า หรือ

พลังงานอื่น และมีล้อไม่เกินสองล้อ ถ้ามีพ่วงข้างมีล้อเพิ่มอีกไม่เกินหนึ่งล้อ จักรยานหมายความว่า รถที่เดินด้วยกําลังของผู้ขับขี่นั้นไม่ใช่การลากหรือการเข็น รถฉุ กเฉินหมายความว่า รถดับเพลิงและรถพยาบาลของราชการบริหารส่วนกลาง

ราชการ บริหารส่วนภูมิภาค และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือรถอื่นที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี ให้ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบหรือให้ใช้เสียงสัญญาณไซเรนหรือเสียงสัญญาณอย่างอื่น รถบรรทุกหมายความว่า รถยนต์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้บรรทุกสิ่งของหรือสัตว์

รถบรรทุกคนโดยสารหมายความว่า รถยนต์ที่สร้างขึ้นเพื่อบรรทุกคนโดยสารเกินเจ็ดคน รถโรงเรียนหมายความว่า รถบรทุกโดยสารที่โรงเรียนใช้รับส่งนักเรียน รถโดยสารประจ าทางหมายความว่า รถบรรทุกโดยสารที่เดินตามทางที่กําหนดไว้และ

เรียกเก็บค่าโดยสาร รถแท็กซี่หมายความว่า รถยนต์ที่ใช้รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน ๗ คน

รถลากจูงหมายความว่า รถยนต์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้สําหรับลากจูงหรือเครื่องมือการเกษตร หรือเครื่องมือการก่อสร้าง โดยตัวรถนั้นเองมิได้ใช้สําหรับบรรทุกคนหรือสิ่งของ

รถพ่วงหมายความว่า รถที่เคลื่อนที่ไปโดยใช้รถอื่นลากจูง มาตรแท็กซี่หมายความว่า เครื่องแสดงอัตราและค่าโดยสารของรถแท็กซี่โดยอาศัย

เกณฑ์ระยะทางหรือเวลาการใช้รถแท็กซี่หรือโดยอาศัยทั้งระยะทางและเวลาการใช้รถแท็กซี่ ผู้ขับขี่หมายความว่า ผู้ขับรถ ผู้ประจําเครื่องอุปกรณ์การขนส่งตามกฎหมายว่าด้วยการ

ขนส่ง ผู้ลากเข็นยานพาหนะ คนเดินเท้าหมายความว่า คนเดินและให้รวมตลอดถึงผู้ใช้เก้าอี้ล้อสําหรับคนพิการหรือ

รถสําหรับเด็กด้วย เจ้าของรถหมายความรวมถึงผู้มีรถไว้ในครองครองด้วย

“ใบอนุญาตขับขี่” หมายความว่า ใบอนุญาตขับรถยนต์ตามด้วยกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ใบอนุญาตสําหรับคนขับรถตามกฎหมายว่าด้วยรถจ้าง ใบอนุญาตขับขี่ตามกฎหมายว่าด้วย ล้อเลื่อน และใบอนุญาตผู้ประจําเครื่องอุปกรณ์การขนส่งตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่ง

สัญญาณจราจรหมายความว่า สัญญาณใดๆ ไม่ว่าจะแสดงด้วย ธงไฟ ไฟฟ้ า มือ แขน เสียงนกหวีด หรือด้วยวิธีอื่นใดสําหรับให้ผู้ขับขี่คนเดินเท้า หรือคนที่จูง ขี่หรือไล่ต้อนสัตว์ ปฏิบัติตามสัญญาณนั้น

เครื่องหมายจราจรหมายความว่า เครื่องหมายใดๆ ที่ได้ติดตั้งไว้ หรือทําให้ ปรากฏ ในทางสําหรับให้ผู้ขับขี่คนเดินเท้า หรือคนที่จูง ขี่หรือไล่ต้อนสัตว์ปฏิบัติตามเครื่องหมายนั้น

เครื่องหมายจราจรแบ่งออกเป็๒นชนิด คือ ๑. เครื่องหมายชนิดแผ่นป้ายทําด้วยโลหะหรือไม้หรือวัตถุอื่นที่แทนกันได้

๒. เครื่องหมายจราจรบนผิวทางอบทางข ขอบวงเวียน เสา หลัก ราว สะพาน กําแพง รั้ว และอื่นๆ โดยใช้สีหมุดโลหะ กระเบื้องเคลือบ หรือวัตถุอื่นที่แทนกันได้ทา ตอก หรือฝังไว้

ลักษณะ๑ การใช้รถ หมวด ๑ ลักษณะของรถที่ใช้ในทาง

มาตรา ๖ “ห้ามมิให้ผู้ใดนํารถที่มีสภาพที่ไม่มั่นคงแข็งแรง หรืออาจเกิดอันตราย หรือ อาจทําให้เสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ผู้ใช้ คนโดยสาร หรือประชาชนมาใช้ในทางเดินรถ

รถที่ใช้ในทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องจัดให้มีเครื่องยนต์เครื่องอุปกรณ์และหรือส่วนควบที่ ครบถ้ วนตามกฎหมายว่าด้ วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้ วยการขนส่ง กฎหมายว่าด้ วยล้ อเลื่ อน กฎหมายว่าด้วยรถลาก หรือกฎหมายว่าด้วยรถรับจ้างและใช้การได้ดี

สภาพของรถที่อาจทําให้เสื่อมเสียสุขภาพอนามัยตามวรรคหนึ่ง และวิธีการทดสอบให้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในกฎกระทรวง”

มาตรา ๗ “ห้ามมิให้ผู้ใดนํารถที่มิได้ติดแผ่นป้ายเลขทะเบียน แผ่นป้ายเครื่องหมายเลข ทะเบียนหรือป้ ายประจํารถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์กฎหมายว่าด้วยการขนส่ง กฎหมาด้วยยว่ ล้อเลื่อน กฎหมายว่าด้วยรถลาก หรือกฎหมายว่าด้วยรถจ้าง มาใช้ในทางเดินรถ”

มาตรา ๘ “ห้ามมิให้ผู้ใดนํารถที่ผู้ขับขี่ไม่อาจแลเห็นทางพอแก่ความปลอดภัยมาใช้ใน ทางเดินรถ

มาตรา ๙ “ห้ามมิให้ผูดนํารถที่เกิดเสียงอื้ออึงหรือมีสิ่งลากถูไปบนทางเดินรถมาใช้ใน การเดินรถ”

มาตรา ๑๐ “ห้ ามมิให้ ผู้ใดนํารถที่มีล้อหรือส่วนที่สัมผัสกับผิวทางไม่ใช่ยางมาใช้ใน ทางเดินรถ เว้นแต่เป็นรถที่ได้รับการยกเว้นตามที่กําหนดในทางกฎกระทรวง หรือเป็นรถที่ได้รับ อนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจร”

มาตรา ๑๐ ทวิ“ห้ามมิให้ผู้ใดนํารถที่เครื่องยนต์ก่อให้เกิดก๊าซ ฝุ่น ควัน ละอองเคมี หรือเสียงเกินเกณฑ์ที่อธิบดีกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาใช้ในการเดินรถ”

หมวด ๒ การใช้ไฟหรือเสียงสัญญาณของรถ

มาตรา ๑๑ “ในเวลาที่แสงสว่างไม่เพียงพอที่จะมองเห็นคน รถหรือสิ่งกีดขวางในทางได้ โดยชัดแจ้งภายในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางต้องเปิดไฟหรือใช้ แสงสว่างตามประเภท ลักษณะ และเงื่อนไขที่กําหนดในกฎกระทรวง”

มาตรา ๑๒ “รถแต่ละชนิดที่ใช้ในทางเดินรถผู้ขับขี่ต้องใช้เสียงสัญญาณโดยเฉพาะ ดังต่อไปนี้

(๑) เสียงแตร สําหรับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์และให้ได้ยินในระยะไม่น้อยกว่าหกสิบ

เมตร

(๒) เสียงระฆังสําหรับรถม้าและให้ได้ยินในระยะไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร (๓) เสียงกระดิ่งสําหรับรถจักรยานและให้ได้ยินในระยะไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร ส่วนรถอื่นนอกจากที่กล่าวข้างต้นผู้ขับขี่ต้องใช้เสียงสัญญาณตามที่อธิบดีกําหนดโดย

ประกาศในราชกิจจานุเบกษา”

มาตรา ๑๓ “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถทุกชนิดในทางเดินรถใช้ไฟสัญญาณเสียงวับวาบ เสียง สัญญาณไซเรน เสียงสัญญาณที่เป็นนกหวีด เสียงที่แตกพร่า เสียงหลายเสียง เสียงดังเกินสมควร หรือเสียงสัญญาณอ่งอื่นตามที่อธิบดีกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

อธิบดีมีอํานาจอนุ ญาตให้ รถฉุกเฉิน รถในราชการทหารหรือตํารวจหรือรถอื่ นใช้ ไฟสัญญาณวับวาบหรือใช้ เสียงสัญญาณไซเรนหรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นได้ ในการนี้ อธิบดีจ กําหนดเงื่อนไขในการใช้ ไฟสัญญาณหรือเสียงสัญญาณ รวมทั้งกําหนดเค ่องหมายทีื่แสดงถึง ลักษณะของรถดังกล่าวด้วยก็ได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา”

มาตรา ๑๔ “การใช้เสียงสัญญาณ ผู้ขับขี่จะใช้ได้เฉพาะเมื่อจําเป็นหรือป้องกันอุบัติเหตุ เท่านั้น แต่จะใช้เสียงยาวหรือซํ้าเกินควรไม่ได้

การใช้ เสียงสัญญาณของรถหรือการกําหนดเงื่อนไขใช้น เสียงสัญญาณในเขตหรือ ท้องที่ใด ให้อธิบดีกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา”

มาตรา ๑๕ “รถที่บรรทุกของยื่นเกินความยาวของตัวรถ ขณะที่อยู่ในทางเดินรถและใน เวลา ต้องเปิ ดไฟตามมาตรา๑๑ หรือมาตรา๖๑ ผู้ขับขี่ต้องจุดไฟสัญญาณแสงแดด หรือในเวลา กลางวัน ต้องติดธงสีแดไวที่ตอนปลายสุดของสิ่งที่บรรทุกนั้น โดยจะไฟสัญญาณหรือติดธงไว้ให้ มองเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร

ไฟสัญญาณแสงแดดหรือธงสีแดงตามวรรคหนึ่ง จะใช้ชนิด ลักษณะ หรือจํานวนเท่าใด ให้อธิบดีกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา”

มาตรา ๑๖ “ผู้ขับขี่ซึ่งบรรทุกของเหลวไวไฟที่มีจุดวาบไฟในอุณหภูมิยี่สิบเอ็ดองศา เซลเซียสหรือตํ่ากว่านั้น หรือที่บรรทุกก๊าซไวไฟ ต้องปฏิบัติตาม มาตรา ๑๕ และมาตรา ๕๖ แต่ ไฟสัญญาณที่ใช้นั้นต้องมิใช่เป็นชนิดที่ใช้เชื้อเพลิง”

มาตรา ๑๗ “ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถที่ใช้บรรทุกวัตถุระเบิด หรือวัตถุอันตรายชนิดอื่นใด ต้องจัด ให้มีป้ายแสดงถึงวัตถุที่บรรทุกและเครื่องดับเพลิง และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในการป้องกัน อันตราย

ลักษณะและวิธีการติดป้ายแสดงถึงวัตถุที่บรรทุกและเครื่องดับเพลิง ตลอดจนเงื่อนไขใน การป้องกันอันตรายให้เป็นไปตามที่กําหนดในกฎกระทรวง”

หมวด ๓ การบรรทุก

มาตรา ๑๘ “รถโรงเรียน รถบรรทุกหรือรถบรรทุกคนโดยสาร จะใช้ บรรทุกคน สัตว์ หรือสิ่งของชนิดหรือประเภทใด ในลักษณะใดให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดใน กฎกระทรวง”

มาตรา ๑๙ “ในกรณีที่มีความจําเป็นจะต้องบรรทุกคน สัตว์หรือสิ่งของนอกเหนือไปจาก หลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในกฎกระทรวง เมื่อเจ้าของรถร้องขอเจ้าพนักงานจราจรจะผ่อนผัน โดยอนุญาตเป็ นหนังสือเป็ นการชั่วคราวเฉพาะรายได้ก็ได้”

มาตรา ๒๐ “ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถบรรทุกคน สัตว์หรือสิ่งของต้องจัดให้มีสิ่งป้องกันมิให้คน สัตว์หรือสิ่งของที่บรรทุก ตกหล่น รั่วไหล ส่งกลิ่น ส่องแสงสะท้อน หรือปลิวไปจากรถ อันอาจก่อ เหตุเดือดร้อนรําคาญ ทําให้ทางสกปรกเปรอะเปื้ อน ทําให้เสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ประชาชน หรือก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน”

ลักษณะ๒ สัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจร

มาตรา ๒๑ “ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาณจราจรและเครื่องมายจราจรที่ ติดตั้งไว้หรือทําให้ปรากฏในทาง หรือที่พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงให้ทราบ

สัญญาณจราจร เครื่องหมายจราจรและความหมายของสัญญาณจราจรและเครื่องหมาย จราจรให้อธิบดีกําหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาและให้มีรูปตัวอย่างแสดงไว้ในประกาศ ด้วย”

มาตรา ๒๒ “ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรที่ปรากฏ ข้างหน้า

ผู้ขับขี่ซึ่งจะขับรถตรงไปต้องเข้าอยู่ในช่องเดินรถที่มีเครื่องหมายจราจรแสดงให้ตรงไป

ส่วนผู้ขับขี่ซึ่งจะเลี้ยวรถต้องเข้าอยู่ในช่องเดินรถที่มีเครื่องหมายจราจรแสดงให้เลี้ยวการเข้าอยู่ใน ช่องเดินรถดังกล่าว จะต้องเข้าตั้งแต่เริ่มมีเครื่องหมายจราจรแสดงให้ปฏิบัติเช่นนั้น”

มาตรา ๒๓ “ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางเดินรถที่มีสัญญาณไฟจราจรไฟสีเขียวหรือไฟสีแดง ติดตั้งไว้เหนือช่องเดินรถมากกว่าสองช่องขึ้นไป ต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้

(๑) สัญญาณจราจรไฟสีแดง ที่ทําเป็นรูปกากบาทเฉียงอยู่เหนือช่องเดินรถใด ห้ามมิให้ผู้ ขับขี่ขับรถในช่องเดินรถนั้น

(๒) สัญญาณจราจรไฟสีเขียว ที่ทําเป็นรูปลูกศรอยู่เหนือช่องเดินรถใด ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถ ในช่องเดินรถนั้นขับรถผ่านไปได้”

มาตรา ๒๔ ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจร ที่พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงให้ปรากฏ ข้างหน้าในกรณีต่อไปนี้

(๑) เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืนและเหยียดแขนซ้ายออกไปเสมอระดับไหล่ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถ มาทางด้านหลังของพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องหยุดรถ แต่ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ลดแขนที่เหยียด ออกไปนั้นและโบกมือไปข้างหน้า ให้ผู้ขับขี่ซึ่งหยุดรถอยู่ทางด้านหลังขับรถผ่านไปได้

(๒) เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืนและเหยียดแขนข้างใดข้างหนึ่งออกไปเสมอระดับไหล่และ ตั้งฝ่ามือขึ้น ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาทางด้านที่เหยียดแขนข้างหน้านั้นของพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องหยุดรถ แต่ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่พลิกฝ่ามือที่ตั้งอยู่นั้นแล้วโบกผ่านศีรษะไปทางด้านหลังให้ผู้ขับขี่ซึ่งหยุด รถอยู่นั้นขับรถผ่านไปได้

(๓) เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืนและเหยียดแขนทั้งสองข้างออกไปเสมอระดับไหล่และตั้ง ฝ่ามือขึ้น ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาทางด้านที่เหยียดแขนทั้งสองข้างของพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องหยุดรถ

(๔) เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืน และยกแขนขวาท่อนล่างตั้งฉากกับแขนท่อนบนและฝ่ามือ ตั้งขึ้น ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาทางด้านหน้าของพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องหยุดรถ แต่ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ พลิกฝ่ามือที่ตั้งอยู่นั้นโบกไปด้านหลัง ให้ผู้ขับขี่ซึ่งหยุดรถอยู่ทางด้านหน้าของพนักงานเจ้าหน้าที่ ขับรถผ่านไปได้

(๕) เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืน และยกแขนขวาท่อนล่างตั้งฉากกับแขนท่อนบนและตั้งฝ่า มือขึ้น ส่วนแขนซ้ายเหยียดออกไปเสมอระดับไหล่ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาทางด้านหน้าและด้านหลังของ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องหยุดรถ

การหยุดรถตามมาตรานี้ให้หยุดรถหลังเส้นให้หยุดรถ ในกรณีที่ทางเดินรถไม่มีเส้นให้ หยุดรถ ให้ผู้ขับขี่หยุดรถห่างจากพนักงานเจ้าหน้าที่ในระยะไม่น้อยกว่าสามเมตร

มาตรา ๒๕ ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจรที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้แสดงด้วยเสียง สัญญาณนกหวีดในกรณีต่อไปนี้

(๑) เมื่อพนักงา เจ้าหน้าที่ใช้สัญญาณเสียงนกหวีดยาวหนึ่งครั้ง ให้ผู้ขับขี่หยุดรถทันที

(๒) เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใช้สัญญาณเสียงนกหวีดสั้นสองครั้งติดต่อกัน ให้ผู้ขับขี่ขับรถ ผ่านไปได้

มาตรา ๒๖ ในทางเดินรถที่มีสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรตามมาตรา๒๒ หรือ สัญญาณจราจรตามมาตรา๒๓ ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมการจราจรในทางเดินรถนั้น เห็นสมควรเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการจราจร จะให้สัญญาณจราจรเป็ นอย่างอื่นก็ ได้ในกรณีเช่นนี้ให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติการเดินรถตามสัญญาณที่พนักงานเจ้าหน้าที่กําหนดให้

มาตรา ๒๗ สัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ เมื่อมีเหตุอันสมควร ให้อธิบดีมีอํานาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๒๘ “ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงาน ทํา ติดตั้งหรือทํา ให้ปรากฏซึ่งสัญญาณจราจร หรือเครื่องหมายจราจรในทางที่อธิบดีกําหนดตามมาตรา ๒๑

มาตรา ๒๙ “ห้ามมิให้ผู้ใดทําให้เสียหาย ทําลาย ซ่อนเร้น เปลี่ยนแปลง เคลื่อนย้าย ขีด เขียน หรือทําให้ไร้ประโยชน์ซึ่งสัญญาณจราจร หรือเครื่องหมายจราจรที่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือ เจ้าพนักงานติดตั้งไว้หรือทําให้ปรากฏในทาง”

มาตรา ๓๐ “สัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรที่ทํา ติดตั้ง หรือทําให้ปรากฏในทาง โดยฝ่ าฝื นมาตรา๒๘ หรือมาตรา๒๙ เจ้าพนักงานมีอํานาจยึด รื้ อถอน ทําลาย หรือทําให้สิ้ นไป ซึ่งสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายนั้นได้”

ลักษณะ๓ การใช้ทางเดินรถ หมวด ๑ การขับรถ

มาตรา ๓๑ “นอกจากที่บัญญัติไว้เป็นพิเศษตามบัญญัติในลักษณะ ๔ การใช้ทางเดินรถ ที่จัดเป็นช่องเดินรถประจําทาง การใช้ทางเดินรถให้เป็นไปตามที่บัญญัติในลักษณะนี้”

มาตรา ๓๒ “ในการใช้ทางเดินรถ ผู้ขับขี่จะต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้รถชนหรือโดน คนเดินเท้าไม่ว่าอยู่ ณ ส่วนใดของทาง และต้องใช้ สัญญาณเตือนคนเดินเท้าให้ รู้ ตัวเมื่อจําเป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก คนชรา หรือคนพิการกําลังใช้ทางขับขีผู้่จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็น พิเศษในการควบคุมรถของตน”

มาตรา ๓๓ “ในการขับรถ ผู้ขับขี่ต้องขับรถในทางเดินรถด้านซ้ายและต้องไม่ลํ้ากึ่งกลาง ของทางเดินรถ เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ ให้เดินทางขวาหรือกึ่งกลางของทางเดินรถได้

(๑)ด้านซ้ายของทางเดินรถมีสิ่งกีดขวางอยู่หรือถูกปิ ดการจราจร (๒) ทางเดินรถนั้นเจ้าพนักงานจราจรกําหนดให้เดินรถทางเดียว (๓) ทางเดินรถนั้นกว้างไม่ถึงหกเมตร”

มาตรา ๓๔ “ในการใช้ทางเดินรถที่ได้จัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สอง ช่องขึ้นไป หรือที่ได้จัดช่องเดินรถประจําทางไว้ในช่องเดินรถซ้ายสุด ผู้ขับขี่ต้องขับรถในช่องซ้าย สุด หรือใกล้กับช่องเดินรถประจําทาง”

มาตรา ๓๕ “รถที่มีความเร็วช้าหรือรถที่มีความเร็วตํ่ากว่าความเร็วของรถคันอื่นที่ขับใน ทิศทางเดียวกัน ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ใกล้ขอบทางเดินรถด้านซ้ายเท่าที่กระทําได้

ผู้ขับขี่รถบรรทุก รถบรรทุกโดยสาร รถจักรยานยนต์ในทางเดินรถซึ่งได้แบ่งช่องเดินรถใน ทิศทางเดียวกันไว้ ตั้งแต่สองช่องขึ้ นไปหรือได้จัดช่องทางเดินรถประจําทางด้านซ้ายไว้โดยเฉพ ต้องขับรถในช่องเดินรถด้านซ้ายสุดหรือใกล้เคียงกับช่องเดินรถประจําทางแล้วแต่กรณี”

มาตรา ๓๖ ผู้ขับขี่ซึ่งต้องเลี้ยวรถให้รถคันอื่นผ่านหรือแซงขึ้นหน้า เปลี่ยนช่องเดินรถ ลด ความเร็วของรถ จอดรถ หรือหยุดรถ ต้ องให้ สัญญาณด้ วยมือและแขนตามมาตรา๓๗หรือ ไฟสัญญาณตามมาตรา๓๘ หรือสัญญาณอย่างอื่นตามข้อบังคับของเจ้าพนักงานจราจร

มาตรา ๓๗ “การให้สัญญาณด้วยมือและแขน ให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้

(๑) เมื่อจะลดความเร็วของรถให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่ และโบกมือขึ้นลงหลายครั้ง

(๒) เมื่อจะหยุดรถ ให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่ ยกแขนขวา ท่อนล่างตั้งฉากกับแขนท่อนบนและตั้งฝ่ ามือขึ้น

(๓) เมื่อจะให้รถคันอื่นผ่านหรือแซงขึ้นหน้าให้ผู้ขับขี่แขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอ ระดับไหล่และโบกมือไปทางข้างหน้าหลายครั้ง

(๔) เมื่อจะเลี้ยวขวาหรือเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางขวา ให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไป นอกรถเสมอระดับไหล่

(๕) เมื่อจะเลี้ยวซ้ายหรือเปลี่ยนช่องเดินไปทางซ้ายให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอก รถเสมอระดับไหล่และงอข้อมือชูขึ้นโบกไปทางซ้ายหลายครั้ง

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ในกรณีที่รถยนต์นั้นมีเครื่องขับอยู่ทางด้านซ้าย ให้ผู้ขับขี่ใช้ ไฟสัญญาณแทนการใช้สัญญาณด้วยมือและแขน”

มาตรา ๓๘ “การให้ไฟสัญญาณของผู้ขับขี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ได้ปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

(๑) เมื่อจะหยุดรถ ผู้ขับขี่ต้องให้ไฟสัญญาณสีแดงที่ท้ายรถ

(๒) เมื่อจะเลี้ยวรถหรือเปลี่ยนช่องทางเดินรถ หรือจะแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น ผู้ขับขี่ต้องให้ ไฟสัญญาณยกเลี้ยวสีเหลืองอําพันหรือให้ไฟสัญญาณกะพริบสีขาวหรือสีเหลืองอําพันที่ติดอยู่หน้า รถหรือข้างรถ และไฟกะพริบสีแดงหรือสีเหลืองอําพันที่ติดอยู่ท้ายรถไปในทิศทางที่จะเลี้ยวหรือ เปลี่ยนช่องเดินรถ หรือแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น

(๓) เมื่อจะให้รถคันอื่นแซงขึ้นหน้าผู้ขับขี่ต้องให้ไฟสัญญาณยกเลี้ยวสีเหลืองอําพัน หรือ ให้ไฟสัญญาณกะพริบสีแดงหรือสีเหลืองอําพันติดอยู่ท้ายรถทางด้ายซ้ายของรถ”

มาตรา ๓๙ “เมื่อขับรถสวนกันให้ผู้ขับขี่รถชิดด้านซ้ายของทางเดินรถโดยให้ถือกึ่งกลาง ของทางเดินรถเป็ นหลัก แต่ถ้าทางเดินรใ ไ ้จัดแบ่งเป็นช่องเดินรถไว้ให้ถือเส้นหรือแนวที่แบ่ง นั้นเป็ นหลัก

ในทางเดินรถที่แคบเมื่อขับรถสวนกัน ผู้ขับขี่แต่ละฝ่ายต้องลดความเร็วของรถเพื่อให้รถ สวนกันได้โดยปลอดภัย

ในทางเดินรถที่แคบซึ่งไม่อาจขับสวนกันได้โดยปลอดภัย เมื่อขับรถสวนกัน ผู้ขับขี่ซึ่งขับ รถคันที่ใหญ่กว่าต้องหยุดให้ชิดขอบทางเดินรถด้านซ้ายเพื่อให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถคันที่เล็กกว่าผ่านไป ก่อน

ในทางเดินรถที่มีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้า ผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วของรถหรือหยุดรถเพื่อให้ รถคันที่สวนมาผ่านไปได้”

มาตรา ๔๐ “ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างรถคันหน้าพอสมควรในระยะที่จะหยุดรถได้โดย ปลอดภัยในเมื่อจําเป็ นต้องหยุดรถ

ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถขึ้นสะพานหรือทางลาดชันต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้รถถอยหลังไปโดน

รถคันอื่น”

มาตรา ๔๑ “ทางเดินรถใดที่มีเครื่องหมายจราจรให้เป็นทางเดินรถทางเดียวให้ผู้ขับขี่ขับ รถไปตามทิศทางที่กําหนดไว้”

มาตรา ๔๒ “ทางเดินรถใดที่มีเครื่องหมายจราจรแบ่งทางเดินรถออกเป็ นสองเส้นทาง สําหรับรถเดินขึ้นทางล่องทางหนึ่ง โดยมีช่องว่างคั่นกลาง หรือทําเครื่องหมายจราจรกีดกั้น แ ว่าทางเดินรถนั้นมีการแบ่งออกเป็นสองทางดังกล่าวให้ผู้ขับขี่ขับรถชิดด้านซ้ายของทางเดินรถ”

มาตรา ๔๓ “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถ

(๑) ในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ

(๒) ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น

(๓) ในลักษณะกีดขวางการจราจร

(๔) โดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจจะเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน

(๕) ในลักษณะที่ผิดปกติวิสัยของการขับรถตามธรรมดา หรือไม่อาจแลเห็นทางด้านหน้า หรือด้านหลังด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสองด้านได้พอแก่ความปลอดภัย

(๖) คร่อมหรือทับเส้นหรือแนวแบ่งช่องเดินรถ เว้นแต่เมื่อเปลี่ยนช่องเดินรถ เลี้ยวรถ หรือกลับรถ

(๗) บนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร เว้นแต่รถลากเข็นสําหรับทารกวยหรือคนคนป่

พิการ

(๘) โดยไม่คํานึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น

(๙) ในขณะใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เส้นแต่การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยใช้อุปกรณ์เสริม สําหรับการสนทนาโดยผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น”

มาตรา ๔๓ ทวิ“ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้ โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤกษ์ต่อจิตและ ประสาท ทั้งนี้ตามที่อธิบดีกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ตรวจการมีอํานาจจัด ให้มีการตรวจสอบผู้ขับขี่รถบางประเภทตามที่อธิบดีกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่า ได้เสพยาเสพติดให้โทษหรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามวรรคหนึ่งหรือไม่และหาก ผลการตรวจสอบในเบื้องต้นปรากฏว่าผู้ขับขี่นั้นไม่ได้เสพ ก็ให้ผู้ขับขี่ขับรถต่อไปได้

ในกรณีที่ผู้ขับขี่ตามวรรคสองไม่ยอมให้ตรวจ ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ตรวจการมีอํานาจกักตัวผู้นั้นไว้เพื่อดําเนินการตรวจสอบได้ภายใน ระยะเวลาเท่าที่จําเป็นแห่งกรณีเพื่อให้การตรวจสอบเสร็จสิ้นไปโดยเร็วและเมื่อผู้นั้นยอมรับการ ตรวจสอบแล้ว หากผลการตรวจสอบในเบื้ องต้นปรากฏว่าไม่ได้เสพก็ให้ปล่อยตัวไปทันที

การตรวจสอบตามมาตรานี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในกฎกระทรวง”

มาตรา ๔๓ ตรี“ในกรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๓(๑) หรือ(๒) ผู้ตรวจการมีอํานาจสั่งให้ผู้นั้ยุดรถและสั่งให้มีการทดสอบตามมาตรา๑๔๒ ด้วย”

มาตรา ๔๓ จัตวา“ในกรณีที่ผู้ตรวจการพบว่าผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ (๑) หรือ

(๒) หรือมาตรา๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง ให้ผู้ตรวจการส่งตัวผู้นั้นพร้อมพยานหลักฐานในเบื้ องต้นแ พนักงานสอบสวนผู้มีอํานาจโดยเร็วแต่ต้องไม่เกินหกชั่วโมงนับแต่เวลาที่พบการกระทําความผิด ดังกล่าว เพื่อดําเนินคดีต่อไป”

มาตรา ๔๓ เบญจ “ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๔๓ ทวิ และมาตรา๔๓ ตรี ให้ ผู้ตรวจการแสดงบัตรประจําตัวของตน ซึ่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกหรือกฎหมาย ว่าด้วยรถยนต์ต่อผู้ซึ่งเกี่ยวข้อง”

หมวด ๒ การขับแซงและผ่านขึ้ นหน้า

มาตรา ๔๔ “ผู้ขับขี่ซึ่งประสงค์จะขับรถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นในทางเดินรถ ซึ่งไม่ได้แบ่ง ช่องทางเดินรถไว้ ต้องให้สัญญาณโดยไฟกะพริบหน้าหลายครั้ง หรือให้ไฟสัญญาณยกเลี้ ยวขวา หรือให้เสียงสัญญาณดังพอที่จะให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถคันหน้าให้ สัญญาณตอบตามมาตร๓๗ (๓) หรือมาตรา๓๘ (๓) และเมื่อเห็นว่าไม่เป็นการกีดขวางรถอื่นที่กําลังแซงแล้วจึงจะแซงขึ้นหน้าได้

การแซงต้องแซงด้านขวา โดยมีระยะห่างจากรถที่ถูกแซงพอสมควร เมื่อเห็นว่าได้ขับรถ ผ่านขึ้นหน้ารถที่ถูกแซงไปในระยะที่ห่างพอเพียงแล้วจึงจะขับชิดดานซ้ายของทางเดินรถได้”

มาตรา ๔๕ “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถคันอื่นด้านซ้าย เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้

(๑) รถที่จะถูกแซงกําลังเลี้ยวขวาหรือให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวขวา

(๒) ทางเดินรถนั้นได้จัดแบ่งเป็ นช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป การขับรถแซงด้านซ้ ายตาม(๑) หรือ(๒) จะกระทําได้เมื่อไม่มีรถอื่นตามมาในระยะ

กระชั้นชิดและมีความปลอดภัยพอ”

มาตรา ๔๖ “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงขึ้นหน้ารถอื่นในกรณีต่อไปนี้

(๑) เมื่อรถกําลังขึ้ นทางชัน ขึ้ นสะพาน หรืออยู่ในทางโค้ง เว้นแต่จะมีเครื่องหมายจราจ ให้แซงได้

(๒) ภายในระยะสามสิบเมตรก่อนถึงทางข้าม ทางร่วมทางแยก วงเวียน หรือเกาะที่สร้าง ไว้หรือทางเดินรถที่ตัดข้ามทางรถไฟ

(๓) เมื่อมีหมอก ฝน ฝุ่ นหรือควัน จนทําให้ ไม่อาจเห็นทางข้างหน้ าได้ในระยะหกสิบ

เมตร

(๔) เมื่อเข้าที่คับขันหรือเขตปลอดภัย”

มาตรา ๔๗ “ห้ ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงหรือผ่านขึ้นหน้ารถอื่นลํ้าเข้าไปในเส้นกึ่งกลาง ของทางเดินรถที่กําหนดไว้หรือที่มีเครื่องหมายจราจรแสดงเขตอันตราย หรือเขตให้ใช้ความ ระมัดระวังทางเดินรถ

ในกรณีที่ทางเดินรถด้านซ้ายมีสิ่งกีดขวางที่เป็นอุปสรรคแก่การจราจร และทางเดินรถ ด้านขวามีความกว้างเพียงพอผู้ขับขี่จะขับรถหลีกสิ่งกีดขวางลํ้าเข้าไปในเส้นกึ่งกลางของทางดินรถ ที่เจ้าพนักงานจราจรกําหนดไว้ก็ได้ในเมื่อไม่กีดขวางการจราจรของรถที่สวนมา”

มาตรา ๔๘ “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงหรือผ่านขึ้นหน้ารถคันอื่นลํ้าเข้าไปในช่องเดินรถ ประจําทาง เว้นแต่ในกรณีทมสิ่งกีดขวางการจราจรในทางเดินรถข้างหน้าหรือเมื่อต้องปฏิบัติตาม คําสั่งของเจ้าพนักงานจราจร แต่ทั้งนี้จะต้องขับอยู่ในช่องเดินรถประจําทางได้เพียงเท่าที่จําเป็น เท่านั้น

มาตรา ๔๙ “เมื่อได้รับสัญญาณขอแซง ้นหน้าจากรถคันทีึ่อยู่ข้างหลัง ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถที่มี ความเร็วช้าหรือรถที่ใช้ความเร็วตํ่ากว่าความเร็วของรถอื่นที่ขับไปในทิศทางเดียวกัน ต้องยอมให้ รถที่ใช้ความเร็วสูงกว่าผ่านขึ้นหน้า ผู้ขับขี่ที่ถูกขอทางต้องให้สัญญาณตามมาตรา ๓๗ (๓) หรือ มาตรา ๓๘ (๓) เมื่อเห็นว่าทางเดินรถทางข้างหน้าปลอดภัย และไม่มีรถอื่นสวนทางมาในระยะ กระชั้นชิด และต้องลดความเร็วของรถ และขับรถชิดด้านซ้ายของทางดินรถเพื่อให้รถที่จะแซงผ่าน ขึ้นหน้าได้โดยปลอดภัย”

หมวด ๓ การออกรถ การเลี้ ยวรถ และการกลับรถ

มาตรา ๕๐ “การขับรถออกจากที่จอด ถ้ามีรถจอดหรือมีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้า ผู้ขับขี่ ต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขนตามมาตรา ๓๗ หรือไฟสัญญาณตามมาตรา๓๘ และจะขับรถไป ได้เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็ นการกีดขวางการจราจรของรถอื่น”

มาตรา ๕๑ “การเลี้ ยวรถให้ปฏิบัติดังนี้

(๑)ถ้าจะเลี้ ยวซ้าย

(ก)ในกรณีที่ไม่ได้แบ่งช่องเดินรถไว้ให้ผู้ขับขี่ขับรถชิดทางเดินรถทางซ้าย

(ข) ในกรณีที่มีการแบ่งทางเดินรถไว้และมีเครื่องหมายจราจรแสดงให้เลี้ยวซ้าย ได้ให้ผู้ขับขี่ขับรถในช่องเดินรถสําหรับที่จะเลี้ยวซ้าย ทั้งนี้ก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร

(ค) ในกรณีที่มีช่องเดินรถประจําทางอยู่ทางเดินรถทางซ้ายสุด ให้ผู้ขับขี่ขับรถ ชิดช่องทางเดินรถประจําทางก่อนถึงทางเลี้ ยวไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร และจะเลี้ ยวรถผ่านเข้าไป ในช่องเดินรถประจําทางได้เฉพาะในบริเวณที่มีเครื่องหมายจราจรให้เลี้ยวรถผ่านได้เท่านั้น

(๒) ถ้าจะเลี้ ยวขวา

(ก) สําหรับทางเดินรถที่ไม่ได้แบ่งช่องเดินรถไว้ให้ผู้ขับขี่ขับรถชิดทางด้านขวา ของแนวกึ่งกลางของทางเดินรถก่อนถึงทางเลี้ ยวไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร

(ข) สําหรับทางเดินรถที่ได้แบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้น ไป ให้ผู้ขับขี่ขับรถชิดทางด้านขวาสุดของทางเดินรถหรือในช่องที่มีเครื่องหมายจราจรแสดงให้ เลี้ ยวขวาได้ ทั้งนี้ ก่อนถึงทางเลี้ ยวไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร

(ค) ในกรณีที่มีช่องเดินรถประจําทางอยู่ทางเดินรถด้านขวาสุด ให้ผู้ขับขี่ขับรถ ชิดช่องเดินรถประจําทางก่อนถึงทางเลี้ ยวไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร และจะเลี้ ยวรถผ่านเข้าไปใน ช่องเดินรถประจําทางได้เฉพาะในบริเวณที่มีเครื่องหมายจราจรให้เลี้ยวรถผานได้เท่านั้น

(ง) สําหรับทางเดินที่เจ้าพนักงานจราจร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่แสดงสัญญาณ จราจรด้วยมือและแขน ให้ผู้ขับขี่รถเลี้ยวขวาผ่านไปได้โดยไม่ต้องอ้อมเจ้าพนักงานจราจร หรือเจ้า พนักงานเจ้าหน้าที่

(จ) เมื่อรถอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถที่สวนมาในทางเดียวกันผ่าน ทางร่วมทางแยกไปก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงให้เลี้ ยวขวาไปได้

(๓) ถ้าจะเลี้ยวอ้อมวงเวียนหรือเกาะที่สร้างไว้ให้ผู้ขับขี่ขับรถอ้อมไปด้านซ้ายของวงเวียน หรือเกาะนั้น

ในกรณีตาม(๑) หรือ(๒) ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวัง และต้องหยุดให้ทางแก่ผู้ที่ กําลังข้ามทาง และรถที่กําลังผ่านทางร่วมทางแยกจากทางด้านอื่นก่อน เว้นแต่ในกรณีที่มีรถเลี้ยว ซ้ายและเลี้ ยวขวาพร้อมกัน ให้เลี้ ยวรถทางซ้ายให้ทางแก่รถเลี้” ยวขวาก่อน

มาตรา ๕๒ “ในทางเดินรถที่สวนกันได้ห้ามมิให้ผู้ขับขี่กลับรถหรือเลี้ยวรถทางขวา ใน เมื่อมีรถอื่นสวนหรือตามมาในระยะน้อยกว่าหนึ่งร้อยเมตร เว้นแต่เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็ น การกีดขวางการจราจรของรถอื่น”

มาตรา ๕๓ “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ (๑) เลี้ยวรถหรือกลับรถในทางเดินรถที่มีเครื่องหมายห้ามเลี้ยวขวา ห้ามเลี้ยวซ้าย หรือ

ห้ามกลับรถ

(๒) กลับรถที่เขตปลอดภัย ที่คับขัน บนสะพาน หรือในระยะหนึ่งร้อยเมตรจากทาง ราบของเชิงสะพาน

(๓) กลับที่ทางร่วมทางแยก เว้นแต่จะมีเครื่องหมายจราจรให้กลับรถในบริเวณ ดังกล่าวได้

หมวด ๔ การหยุดรถและจอดรถ

มาตรา ๕๔ “การหยุดรถหรือการจอดรถในทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องให้สัญญาณด้วยมือและ แขนตามมาตรา ๓๗ หรือไฟสัญญาณตามมาตรา๓๘ ก่อนที่จะหยุดรถหรือจอดรถในระยะไม่น้อย กว่าสามสิบเมตร และจะหยุดรถหรือจอดรถได้เมื่อผู้ขับขี่เห็นว่าปลอดภัย และไม่เป็นการกีดขวาง การจราจร

ผู้ขับขี่ต้องจอดรถทางด้านซ้ายของทางเดินรถและจอดรถให้ด้านซ้ายของรถขนานชิดกับ ขอบทางหรือไหล่ทางในะยะห่างไม่เกินยี่สิบห้าเซนติเมตร หรือจอดรถตามทิศทางหรือด้านหนึ่ง ด้านใดของทางดินรถที่เจ้าพนักงานจราจรกําหนดไว้แต่ในกรณีที่มีช่องเดินรถประจําทางอยู่ทาง ด้านซ้ายสุดของทางเดินรถ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่จอดรถในลักษณะดังกล่าวในเวลาที่กําหนดให้ใช้ช่อง เดินรถประจําทางนั้น”

มาตรา ๕๕ “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่หยุดรถ

(๑) ในช่องเดินรถเว้นแต่หยุดชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดินรถในกรณีที่ไม่มีช่องเดิน รถประจําทาง

(๒) บนทางเท้า

(๓) บนสะพานหรือในอุโมงค์

(๔) ในทางร่วมทางแยก

(๕) ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุดรถ

(๖) ตรงปากทางเข้าออกของอาคารหรือทางเดินรถ

(๗) ในเขตปลอดภัย

(๘) ในลักษณะกีดขวางการจราจร ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ผู้ขับขี่ซึ่งจําเป็นต้องหยุดรถเพราะสิ่งกีดขวางอยู่ใน

ทางเดินรถ หรือเครื่องยนต์หรือเครื่องอุปกรณ์ของรถขัดข้องหรือในกรณีท ฏิบ ิ ามสัญญาณ จราจรหรือเครื่องหมายจร”

มาตรา ๕๖ “ในกรณีที่เครื่องยนต์หรือเครื่องอุปกรณ์ของรถขัดข้องจนต้องจอดรถใน ทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องนํารถให้พ้นทางเดินรถโดยเร็วที่สุด

ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าจําเป็นต้องจอดรถอยู่ในทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องจอดรถใน ลักษณะที่ไม่กีดขวางการจราจร และต้องแสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณตามลักษณะและเงื่อนไขที่ กําหนดในกฎกระทรวง”

มาตรา ๕๗ “เว้นแต่จะได้มีบทบัญญัติ กฎ หรือข้อบังคับตามพระราชบัญญัตินี้ กําหนดไ เป็ นอย่างอื่น”

มาตรา ๕๘ “การจอดรถในทางเดินรถที่ผู้ขับขี่ไม่อาจอยู่ควบคุมรถนั้น ผู้ขับขี่ต้องหยุด เครื่องยนต์และห้ามล้อรถนั้นไว้

การจอดรถในทางเดินรถที่เป็นทางลาดชัน ผู้ขับขี่ต้องหันล้อหน้าของรถเข้าขอบทาง”

มาตรา ๕๙ “เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอํานาจสั่งให้ผู้ขับขี่เคลื่อนย้าย รถที่หยุดหรือจอดอยู่อันเป็นการฝ่าฝืนบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ได้

เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอํานาจเคลื่อนย้ายรถที่หยุดหรือจอดอยู่อัน เป็ นการฝ่ าฝื นบทพระราชบัญญัตินี้ หรือใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายรถดังกล่าวได้

การเคลื่อนย้ายรถหรือใช้เครื่องมือบังคับให้รถหยุดหรือจอดอยู่ไม่ให้เคลื่อนย้ายได้ วรรคสอง เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดชอบสําหรับความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามมาตรานี้ เว้นแต่ความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้ นจากการกระทําโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่อ

เจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ต้องชําระค่าใช้จ่ายในการที่รถถูกเคลื่อนย้ายหรือถูกใช้เครื่องมือ บังคับไม่ให้เคลื่อนย้าย ตลอดจนค่าดูแลรักษาระหว่างที่อยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงาน จราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ทั้งนี้ตามอัตราที่กําหนดในกฎกระทรวง ซึ่งต้องกําหนดอัตรา ค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่าคันละห้าร้อยบาท และค่าดูแลรักษาวันละไม่น้อยกว่าสองร้อยบาท

เงินที่ได้จากเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ซึ่งชําระตามวร รคสี่เป็นร ายได้ที่ไม่ต้องนําส่ง กระทรวงการคลังและให้นํามาใช้เป็ ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการตามมาตรานี้ตามระเบียบที่อธิบดี กําหนด

ในกรณีที่เจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ไม่ชําระค่าใช้จ่ายและค่าดูแลรักษาตามวรรคสี่เจ้าพนักงาน จราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอํานาจยึดหน่วงรถนั้นไว้ได้จนกว่าจะได้รับชําระค่าใช้จ่ายและค่า ดูแลรักษาดังกล่าว โ ยในระหว่างที่ยึดหน่วงนั้นให้คํานวณค่าดูแลรักษาเป็นรายวัน ถ้าพ้นกําหนด สามเดือนแล้วเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ยังไม่ชําระค่าใช้จ่ายและค่าดูแลรักษาดังกล่าวให้เจ้าพนักงาน จราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอํานาจนํารถนั้นออกขายทอดตลาดได้เงินที่ได้จากการขาย ทอดตลาด เมื่อได้หักค่าใช้จ่ายในการขายทอดตลาด ค่าใช้จ่ายและค่าดูแลรักษาที่ค้างชําระแล้ว เหลือเงินเท่าใดให้คืนแก่เจ้าของหรือผู้ที่มีสิทธิที่แท้จริงต่อไป”

มาตรา ๖๐ “การหยุดรถหรือการจอดรถในทางเดินรถนอกเขตเทศบาล ผู้ขับขี่ต้องหยุด รถหรือจอดรถ ณ ที่ซึ่งผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอื่นจะเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร”

มาตรา ๖๑ “ในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่ผู้ขับขี่จะมองเห็นรถที่จอดในทางเดินรถ ได้โดยชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร ผู้ขับขี่ซึ่งจอดรถในทางเดินรถหรือไหล่ทาง ต้องเปิ ดไฟหรือใช้แสงสว่างตามประเภท ณะลักษและเงื่อนไขที่กําหนดในกฎกระทรวง”

มาตรา ๖๒ “ในทางเดินรถตอนใดที่มีทางรถไฟผ่าน ถ้าปรากฏว่า

(๑) มีเครื่องหมายหรือสัญญาณระวังไฟแสดงว่ารถไฟกําลังจะผ่าน

(๒) มีสิ่งปิดกั้นหรือมีเจ้าหน้าที่ให้สัญญาณแสดงว่ารถไฟกําลังจะผ่าน

(๓) มีเสียงสัญญาณของรถไฟหรือรถไฟกําลังแล่นผ่านเข้ามาใกล้ อาจเกิดอันตรายใน เมื่อจะขับรถผ่านไป

ผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วของรถและหยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟไม่น้อยกว่าห้าเมตร เมื่อ รถไฟผ่านไปแล้วและมีเครื่องหมายหรือสัญญาณใ ่านได้ผู้ขับขี่จึงจะขับรถผ่านไปได้”

มาตรา ๖๓ “ในทางเดินรถตอนใดที่มีรถไฟผ่านไม่ว่าจะมีเครื่องหมายระวังรถไฟหรือไม่ ถ้าทางรถไฟนั้นไม่มีสัญญาณระวังรถไฟหรือสิ่งปิดกั้นผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วของรถและหยุดรถ ห่างจากทางรถไฟในระยะไม่น้อยกว่าห้าเมตรเมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงขับรถผ่านไปได้”

มาตรา ๖๔ “ในขณะที่ผู้ขับขี่รถโรงเรียนหยุดในทางเดินรถเพื่อรับส่งนักเรียนขึ้ นหรือลง ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอื่นตามมาในทิศทางเดียวกันหรือสวนทางกันกับรถโรงเรียนใช้ความระมัดระวัง และลดความเร็วของรถ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยจึงให้ขับรถผ่านไปได้”

ลักษณะ๔ การใช้ทางเดินรถที่จัดเป็ นช่องเดินรถประจ าทาง

มาตรา ๖๕ “เมื่อเจ้าพนักงานจราจรได้ประกาศกําหนดให้ช่องดินรถใดเป็ นช่องเดินรถ ประจําทาง ผู้ขับขี่รถโดยสารประจําทางและรถบรรทุกโดยสารตามประเภทที่อธิบดีกําหนดซึ่งอยู่ ในระหว่างรับส่งหรือบรรทุกคนโดยสาร ต้องขับขี่รถภายในช่องเดินรถประจําทาง และจะขับขี่รถ ออกนอกช่องเดินรถประจําทางได้เมื่อมีสิ่งกีดขวา อยู่ในช่องเดินรถประจําทางนั้น หรือเมื่อต้อง ปฏิบัติตามคําสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่

รถบรรทุกคนโดยสารประเภทใดจะต้องเดินรถประจําทางให้เป็นไปตามที่อธิบดีกําหนด

โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในการประกาศกําหนดให้ ช่องเดินรถใดเป็ นช่องเดินรถประจําทางตามวรรคหนึ่งจะ

กําหนดเวลาการใช้ช่องเดินรถประจําทางไว้ด้วยก็ได้

กรณีจําเป็นเกี่ยวกับการจราจรเจ้าพนักงานจราจรมีอํานาจประกาศให้รถบรรทุกโดยสาร ประเภทหนึ่งประเภทใดที่อธิบดีกําหนดตามวรรคสอง จะต้องเดินในช่องเดินรถประจําทางในทาง สายใด ตอนใดก็ได้”

มาตรา ๖๖ “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถอื่นนอกจากรถโดยสารประจําทาง หรือรถบรรทุกคน โดยสารประเภทที่อธิบดีกําหนด ขับรถในช่องเดินรถประจําทาง เว้นแต่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัตินี้”

ลักษณะ๕ ข้อก าหนดเกี่ยวกับความเร็วของรถ

มาตรา ๖๗ “ผู้ขับขี่ต้องขับรถด้วยความเร็วตามที่กําหนดในกฎกระทรวงหรือ เครื่องหมายจรารที่ติดตั้งไว้ในทาง”

มาตรา ๖๘ “ผู้ขับขี่ซึ่งจะเลี้ยวรถ ให้รถอื่นแซงหรือผ่านขึ้นหน้า จอดรถหยุดรถ หรือกลับ รถ ต้องลดความเร็วของรถ เพื่อความปลอดภัย”

มาตรา ๖๙ “ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางเดินรถบนเนินเขา บนสะพาน ที่เชิงสะพาน ที่แคบ ทางโค้ง ทางลาด ที่คับขัน หรือที่มีหมอก ฝน ฝุ่นหรือควัน จนทําให้ไม่อาจเห็นทางข้างหน้าได้ใน ระยะหกสิบเมตร ต้องลดความเร็วของรถในลักษณะที่จะให้เกิดความปลอดภัย”

มาตรา ๗๐ “ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถเข้าใกล้ทางร่วมทางแยก ทางข้าม เส้นให้รถหยุด หรือวง เวียน ต้องลดความเร็วของรถ

ลักษณะ๖ การขับรถผ่ายทางร่วมทางแยกหรือวงเวียน

มาตรา ๗๑ “ภายใต้บังคับมาตรา๒๑ และมาตรา ๒๖ เมื่อผู้ขับขี่ขับรถมาถึงทางร่วม ทางแยกให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติดังนี้

(๑) ถ้ามีรถอื่นอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถในทางร่วมทางแยกนั้นผ่านไปก่อน

(๒) ถ้ามาถึงทางร่วมทางแยกพร้ อมกันและไม่มีรถยูใ ทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้ รถที่อยู่ทางด้านซ้ายของตนผ่านไปก่อน เว้นแต่ในทางร่วมทางแยกใดมีทางเดินรถทางเอกตัดผ่าน ทางเดินรถทางโท ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางเอกมีสิทธิขับผ่านไปก่อน

(๓) ถ้าสัญญาณจราจรไฟสีเขียวปรากฏข้างหน้า แต่ในทางร่วมทางแยกมีรถอื่นหยุดขวาง อยู่จนไม่สามารถผ่านพ้นทางร่วมทางแยกไปได้ผู้ขับขี่จะต้องหยุดรถที่หลังเส้นให้รถหยุดจนกว่า จะสามารถเคลื่อนผ่านพ้นทางร่วมทางแยกไปได้”

มาตรา ๗๒ “ทางเดินทางเอกได้แก่ทางเดินรถดังต่อไปนี้

(๑) ทางเดินรถที่ได้ติดตั้งเครื่องหมายจราจรแสดงว่าเป็นทางเดินรถทางเอก

(๒) ทางเดินรถที่มีป้ายหยุดหรือป้ายที่มีคําว่า “ให้ทาง” ติดตั้งไว้หรือทางเดินรถที่มีคําว่า หยุดหรือเส้นหยุดซึ่งเป็นเส้นขาวทึบหรือเส้นให้ทางซึ่งเป็นเส้นขาวประบนผิวทาง ให้ทางเดินรถที่ ขวางข้างหน้าเป็ นทางเดินรถทางเอก

(๓) ในกรณีที่ไม่มีเครื่องหมายจราจรตาม (๑) หรือไม่มีป้ ายหรือเส้นหรือข้อความบนผิว ทางตาม (๒) ให้ทางเดินรถที่มีช่องเดินรถมากกว่าเป็นเส้นทางเดินรถทางเอก

(๔) ถนนที่ตัดหรือบรรจบกับตรอกหรือซอย ให้ทางดินรถที่เป็นถนนเป็นทางเดินรถทาง

เอก

ทางเดินรถอื่นที่มิใช่ทางเดินรถทางเอกตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นทางเดินรถทางโท”

มาตรา ๗๓ “ในกรณีที่วงเวียนใดได้ติดตั้งสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรผู้ขับขี่ ต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรนั้น

ถ้าไม่มีสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรตามวรรคหนึ่งเมื่อผู้ขับขี่รถมาถึงวงเวียน

ต้องให้สิทธิแก่ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอยู่ในวงเวียนทางด้านขวาของตนขับผ่านไปก่อน

ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควรเพื่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจร จะให้สัญญาณจราจรเป็นอย่างอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองก็ได้ในกรณี เช่นนี้ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจรที่พนักงานเจ้าหน้าที่กําหนดให้”

มาตรา ๗๔ “ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถออกจากทางส่วนบุคคลหรือทางเดินรถในบริเวณอาคารเมื่อ จะขับรถผ่านหรือเลี้ยวสู่ทางเดินรถที่ตัดผ่าน ต้องหยุดรถเพื่อให้รถที่กําลังผ่านทาง หรือรถที่กําลัง แล่นอยู่ในทางเดินรถผ่านไปก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงขับรถต่อไปได้”

ลักษณะ๗ รถฉุกเฉิน

มาตรา ๗๕ “ในขณะที่ผู้ขับขี่ขับรถฉุกเฉินไปปฏิบัติหน้าที่ผู้ขับขี่มีสิทธิดังนี้

(๑) ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ ใช้เสียงสัญญาณไซเรน หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่ อธิบดีกําหนดไว้

(๒) หยุดรถหรือจอดรถ ณ ที่ห้ามจอด

(๓) ขับรถเกินอัตราความเร็วที่กําหนดไว้

(๔) ขับรถผ่านสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรใดๆ ที่ให้รถหยุด แต่ต้องลด ความเร็วของรถให้ช้าลงตามสมควร

(๕) ไม่ต้องปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือข้อบังคับการจราจรเกี่ยวกับช่องเดิน รถ ทิศทางของการเดินรถหรือการเลี้ยวที่กําหนดไว้

ในการปฏิบัติตามวรรคหนึ่งขขีผู้่ตองใช้ความระมัดระวังตามควรแก่กรณี”

มาตรา ๗๖ “เมื่อคนเดินเท้า ผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์เห็นรถฉุกเฉินในขณะ ปฏิบัติหน้าที่ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบหรือได้ยินเสียงสัญญาณไซเรนหรือเสียงสัญญาณอย่างอื่น ตามที่อธิบดีกําหนดไว้คนเดินทางเท้า ผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ต้องให้รถฉุกเฉินผ่านไป ก่อนโดยปฏิบัติดังต่อไปนี้

(๑) สําหรับคนเดินเท้าต้องหยุดและหลบให้ชิดขอบทางหรือขึ้นไปบนทางเขตปลอดภัย หรือไหล่ทางที่ใกล้ที่สุด

(๒) สําหรับผู้ขับขี่ต้องหยุดรถหรือจอดรถให้อยู่ชิดขอบทางด้านซ้ายหรือในกรณีที่มีช่อง เดินรถประจําทาง แต่ห้ามหยุดรถหรือจอดรถในทางร่วมทางแยก

(๓) สําหรับผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ต้องบังคับสัตว์ให้อยู่ชิดขอบทาง แต่ห้ามหยุดในทาง ร่วมทางแยก

ในการปฏิบัติตาม(๒) และ (๓) ผู้ขับขี่และผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ต้องรีบกระทําโดยเร็ว ที่สุด เท่าที่จะกระทําได้และต้องใช้ความระมัดระวังตามควรแล้วแต่กรณี”

ลักษณะ๘ การลากรถหรือการจูงรถ

มาตรา ๗๗ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถทุกชนิดลากรถหรือจูงรถอื่นไปในทิศทางเกินหนึ่งคันเว้ แต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดี

วิธีลากรถหรือจูงรถ และการมีเครื่องหมายเพื่อความปลอดภัยในการลากรถหรือจูงรถให้ กําหนดในกฎกระทรวง

ลักษณะ๙ อุบัติเหตุ

มาตรา ๗๘ ผู้ใดขับรถหรือขี่หรือควบคุมสัตว์ในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล หรือทรัพย์สินของผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หรือไม่ก็ตามต้อง หยุดรถหรือสัตว์และให้ ความช่วยเหลือตามสมควร และพร้ทั้งแสดงตัวและแจ้อม งเหตุต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีก็ต้องแจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของตนและหมายเลข ทะเบียนรถแก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย

ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หลบหนีไปหรือไม่แสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ณ สถานที่เกิดเหตุให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทําความผิดและให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอํานาจยึดรถคันที่ ผู้ขับขี่หลบหนีหรือไม่แสดงตนว่าเป็นผู้ขับขี่จนกว่าคดีถึงที่สุดหรือได้ตัวผู้ขับขี่ถ้าเจ้าของหรือผู้ ครอบครองไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในหกเดือนนับแต่วันเกิดเหตุให้ถือว่ารถนั้นเป็น ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ในการกระทําความผิด หรือเกี่ยวกับการกระทําความผิดและให้ตกเป็นของรัฐ

ลักษณะ๑๐ รถจักรยาน

มาตรา ๗๙ ทางใดที่ได้จัดทําไว้สําหรับรถจักรยานผู้ขับขี่รถจักรยานต้องขับบนทางนั้น

มาตรา ๘๐ รถจักรยานที่ใช้ในทางเดินรถ ไหล่ทาง หรือทางที่จัดไว้สําหรับจักรยาน ผู้ขับ ขี่รถจักรยานต้องจัดให้มี

(๑) กระดิ่งที่ให้เสียงสัญญาณได้ยินไม่น้อยกว่าสิบเมตร

(๒) เครื่องห้ามที่ใช้การได้ดี

(๓) โคมติดไฟหน้ารถจักรยานแสงขาวไม่น้อยกว่าหนึ่งดวงที่ให้แสงไฟส่องตรงไป ข้างหน้า เห็นพื้ นทางได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่าสิบห้าเมตร และอยู่ในระดับตํ่ากว่าสายตาของผู้ ขับขี่ซึ่งขับรถสวนมา

(๔) โคมไฟติดท้ายรถจักรยานแสงแดงไม่น้อยกว่าหนึ่งดวงที่ให้แสงสว่างตรงไปข้างหลัง

มาตรา ๘๑ ในเวลาต้องเปิ ดไฟตามมาตรา๑๑ หรือมาตรา๖๑ ผู้ขับขี่รถจักรยานอยู่ใน ทางเดินรถ ไหล่ทาง หรือทางที่จัดทําไว้สําหรับรถจักรยานต้องจุดโคมไฟแสงขาวหน้ารถ

มาตรา ๘๒ ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องขับให้ชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดินรถไหล่ทาง หรือ ทางที่จัดทําไว้สําหรับรถจักรยานให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้แต่ในกรณีที่มีช่องเดินรถประจําทาง ด้านซ้ายสุดของทางเดินรถ ต้องขับขี่รถจักรยานให้ชิดช่องทางเดินรถประจําทางนั้น

มาตรา ๘๓ ในทางเดินรถ ไหล่ทาง หรือทางที่จัดทําไว้สําหรับรถจักรยาน ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ รถจักรยาน

(๑) ขับโดยประมาท หรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน

(๒) ขับโดยไม่จับคันบังคับรถ

(๓) ขับขนานกันเกินสองคัน เว้นแต่ขับในทางที่จัดไว้สําหรับจักรยาน

(๔) ขับโดยนั่งบนที่อื่นอันมิใช่อานที่จัดไว้เป็นที่นั่งตามปกติ

(๕) ขับโดยบรรทุกบุคคลอื่น

(๖) บรรทุก หรือถือสิ่งของ หีบห่อ หรือของใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจับคัน บังคับรถ

(๗) เกาะหรือพ่วงรถอื่นที่กําลังแล่นอยู่

มาตรา ๘๔ เว้นแต่บทบัญญัติในลักษณะนี้ัญญัติว้เป็นอย่างอื่นจะได้ ให้ผู้ขับขี่

ลักษณะ๑๑ รถบรรทุกคนโดยสาร

มาตรา ๘๕ ห้ามมิให้เจ้าของรถบรรทุกโดยสาร หรือผู้ขับขี่รถบรรทุกโดยสาร รับบรรทุก ศพหรือคนที่เป็นโรคเรื้อนหรือโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อร่วมไปกับ คนโดยสารอื่นเว้นแต่

(๑) ในกรณีที่รถบรรทุกคนโดยสารนั้นไม่ได้บรรทุกคนโดยสารอื่น จะบรรทุกคนที่เป็น โรคเรื้อนหรือโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อก็ได้

(๒) ในกรณีที่บรรทุกคนโดยสารนั้นไม่ใช้บรรทุกคนโดยสารอื่น จะบรรทุกศพร่วมไปกับ ญาติหรือผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับศพนั้นก็ได้

มาตรา ๘๖ ห้ามมิให้เจ้าของรถบรรทุกคนโดยสารผู ับขี่รถบรรทุกคนโดยสารผู้เก็บค่า โดยสาร หรือบุคคลใดมีส่วนได้เสียเกี่ยวกับรถบรรทุกคนโดยสาร เรียกให้คนขึ้นรถโดนส่งเสียงอื้อ อึง หรือในลักษณะที่ก่อให้เกิดความรําคาญ

มาตรา ๘๗ ห้ามมิให้เจ้าของรถบรรทุกคนโดยสาร ผู้ขับี่รถ รรทุกคนโดยสาร ปฏิเสธ ไม่รับจ้างบรรทุกคนโดยสารโดยไม่มีเหตุอันสมควร

มาตรา ๘๘ ผู้ขับี่รถบรรทุกโดยสารทุกคนต้องหยุดรถและส่งคนโดยสารที่เครื่องหมาย อุปกรณ์หยุดรถประจําทางหรือ ณ สถานที่ตามที่ตกลงกันไว้แล้วแต่กรณี

มาตรา ๘๙ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสาร รับบรรทุกคนโดยสารเกินจํานวนที่ กฎหมายกําหนด

ในการนับจํานวนคนโดยสาร ให้ ถือว่าเด็กอายุไม่เกินสิบปี จํานวนสองคนเท่ากับคน โดยสารหนึ่งคน

มาตรา ๙๐ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสาร

(๑) ขับรถเที่ยวเร่หาคนขึ้นรถ

(๒) จอดรถเป็ นคันหัวแถวของรถคันอื่นห่างจากเครื่องหมายจราจรเกินหนึ่งเมตร

(๓) จอดรถห่างจากท้ายรถคันหน้าเกินหนึ่งเมตร

มาตรา ๙๑ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสารหรือผู้เก็บค่าโดยสาร (๑) สูบบุหรี่หรือคุยกันในขณะขับรถ

(๒) กล่าววาจาไม่สุภาพ เสียดสี ดูหมิ่น ก้าวร้าวต่อคนโดยสารหรือผู้อื่น

มาตรา ๙๒ เมื่อจะเติมนํ้ามัช พลิงชนิดไวไฟที่มีจุดวาบไฟในอุณหภูมิยี่สิบเอ็ดองศา เซลเซียสหรือตํ่ากว่านั้น ผู้ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสารต้องหยุดเครื่องยนต์และต้องให้คนโดยสาร ลงจากรถทุกคนด้วย

ลักษณะ๑๒ รถแท็กซี่

มาตรา ๙๓ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ปฏิเสธไม่รับจ้างรถบรรทุกคนโดยสาร เว้นแต่การ บรรทุกนั้นจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ตนหรือแก่คนโดยสาร

ในกรณีผู้ขับขี่รถแท็กซี่มีความประสงค์จะไม่รับจ้างบรรทุกคนโดยสาร ให้แสดงป้ายงด รับจ้างบรรทุกคนโดยสาร

วิธีการแสดงป้ ายและลักษณะของป้ ายงดรับจ้างบรรทุกคนโดยสารให้เป็ นไปตามกฎหมาย ว่าด้วยรถยนต์

มาตรา ๙๔ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่รับบรรทุกคนโดยสารเกินจํานวนที่ได้กําหนดไว้ใน ใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์

มาตรา ๙๕ ห้ามมิให้ผู้ใด

(๑) เรียกให้คนขึ้นรถแท็กซี่โดยส่งเสียงในลักษณะที่ก่อความรําคาญให้แก่คนโดยสาร หรือผู้อื่น

(๒) ต้อน ดึง เหนี่ยว หรือยึดยื้อคนหรือสิ่งของของคนนั้น

มาตรา ๙๖ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่เรียกเก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่ปรากฏจากมาตร

แท็กซี่

มาตรา ๙๗ คนโดยสารต้องชําระเงินค่าโดยสารตามอัตราที่ปรากฏจากมาตรแท็กซี่

มาตรา ๙๘ บทบัญญัติมาตรา๙๖ และมาตรา ๙๗ จะใช้บังคับในท้องที่ใด และจะใช้ บังคับกับแท็ซี่ ุกประเภท หรือบางประเภทโดยมีเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามที่กําหนดในพระ ราชกฤษฎีกา

ในท้องที่ใดที่มิได้มีพระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งใช้บังคับ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ใน ท้องที่นั้นเรียกเก็บค่าโดยสารเกินราคาที่ตกลงกันไว้กับคนโดยสาร และคนโดยสารต้องชําระค่า โดยสารตามที่ตกลงไว้นั้น

บทบัญญัติวรรคสองให้ใช้บังคับแก่กรณีของรถแท็กซี่ประเภทที่มิได้กําหนดไว้ในพระราช

กฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งด้วย

มาตรา ๙๙ ในขณะขับรถห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ (๑) สูบบุหรี่เปิดวิทยุหรือกระทําการใด ที่ก่อความรําคาญให้แก่คนโดยสาร

(๒) ยื่นมือ แขนหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายออกนอกรถ

(๓) จับคันบังคับด้วยมือเพียงข้างเดียว

(๔) ใช้เสียงสัญญาณเมื่อเข้าไปในบริเวณโรงพยาบาล สถานที่ทํางาน หรือสถานศึกษา

(๕) ใช้เสียงสัญญาณแตรเพื่อเร่งรถอื่น

(๖) แซงหรือตัดหน้ารถคันอื่นในลักษณะฉวัดเฉวียน

(๗) ขับรถเข้าไปในบริเวณบ้านคนอื่น

(๘) รับคนโดยสารบริเวณที่เจ้าพนักงานจราจรได้กําหนดเครื่องหมายจราจรห้ามรับคน

โดยสาร

(๙) กล่าววาจาไม่สุภาพ เสียดสี ดูหมิ่น ก้าวร้าวต่อหน้าคนโดยสารหรือผู้อื่น

มาตรา ๑๐๐ ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ต้องพาคนโดยสารไปยังสถานที่ว่าจ้างตามเส้นทางที่สั้นที่สุด หรือเส้นทางที่ไม่อ้อมเกินควร และต้องส่งคนโดยสาร ณ สถานที่ตามที่ตกลงกันไว้

มาตรา ๑๐๑ ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ต้องแต่งกาย และมีเครื่องหมายเย็บติด หรือปักไว้ที่เครื่อง แต่งกาย

ลักษณะเครื่องแต่งกายและเครื่องหมาย ให้เป็นไปตามที่อธิบดีประกาศกําหนดในราช กิจจานุเบกษา

มาตรา ๑๐๒ เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรให้ผู้ประกอบการรับจ้างรถบรรทุกโดยสารโดยใช้ รถแท็กซี่ในท้องที่ต้องจอดพักรถ ณ สถานที่ใดเป็นการเฉพาะก็ให้กระทําได้โดยตราเป็นพระราช กฤษฎีกา

ลักษณะ๑๓ คนเดินเท้า

มาตรา ๑๐๓ ทางใดที่มีทางเท้า หรือไหล่ทางอยู่ข้างทางเดินรถ ให้คนเดินเท้าเดินบนทาง เท้าหรือไหล่ทาง ถ้าทางนั้นไม่มีทางเท้าอยู่ข้างทางเดินรถให้เดินริมทางด้านขวาของตน

มาตรา ๑๐๔ ภายในระยะไม่เกินหนึ่งร้อยเมตรนับจากทางข้าม ห้ามมิให้คนเดินเท้าข้าม ทางนอกทางข้าม

มาตรา ๑๐๕ คนเดินเท้าซึ่งประสงค์จะข้ามทางเดินรถในทางข้ามที่มีไฟสัญญาณจราจร ควบคุมคนเดินเท้า ให้ปฏิบัติตามไฟสัญญาณจราจรที่ปรากฏต่อหน้า

มาตรา ๑๐๖ คนเดินเท้าซึ่งประสงค์จะข้ามทางเดินรถในทางข้ามหรือทางร่วมทางแยกที่ มีสัญญาณจราจรควบคุมการใช้ทาง ให้ปฏิบัติดังนี้

(๑) เมื่อมีสัญญาณไฟจราจรสีแดงให้ รถหยุดทางด้ านใดของทางให้ คนเดินเท้าข้ าม ทางเดินรถตามที่รถหยุดนั้น

(๒) เมื่อมีสัญญาณไฟจราจรสีเขียวให้รถผ่านทางด้านใดของทาง ห้ามมิให้คนเดินเท้าข้าม ทางเดินรถด้านนั้น

(๓) เมื่อมีสัญญาณไฟจราจรไฟสีเหลืองหรือไฟสีเขียวกะพริบทางด้านใดของทาง ให้คน เดินเท้าที่ยังมิได้ข้ามทางเดินหยุดรอบนทางเท้า

มาตรา ๑๐๗ คนเดินเท้าซึ่งประสงค์จะข้ามทางเดินรถในทางที่มีพนักงานเจ้าหน้าที่แสดง สัญญาณจราจรให้ ปรากฏไม่ว่าจะเป็ นสัญญาณด้ วยมือและแขน หรือเสียงสัญญาณนกหวีดให้ ปฏิบัติตามมาตรา๑๐๖ โดยอนุโลม

มาตรา ๑๐๘ ห้ ามมิให้ ผู้ ใดเดินแถว เดินเป็ นขบวนแห่ หรือเดินเป็ นขบวนใดๆ ใน ลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร

มาตรา ๑๐๙ ห้ามมิให้ ผู้ใดกระทําด้วยประการใดๆ บนทางเท้าหรือทางใดๆ ซึ่งจัดไว้ สําหรับคนเดินเท้าในลักษณะที่เป็นการกีดขวางผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันควร

มาตรา ๑๑๐ ห้ามมิใ้ผู้ใดซื้อ ขาย แจกจ่าย หรือเรี่ยไรในทางเดินรถ หรือออกไปกลาง ทางโดยไม่มีเหตุอันควร

ลักษณะ๑๔ สัตว์และสิ่งของในทาง

มาตรา ๑๑๑ ห้ามมิให้ผู้ใดขี่จูง ไล่ต้อน หรือปล่อยสัตว์ไปบนทางในลักษณะที่เป็นการ กีดขวางการจราจร และไม่มีผู้ควบคุมเพียงพอ

มาตรา ๑๑๒ การขี่จูง หรือไล่ต้อนสัตว์ไปบนทาง ให้ผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ปฏิบัติตามบท แห่งพระราชบัญญัตินี้ ว่าโดยอนุโลม

มาตรา ๑๑๓ เจ้าพนักงานจราจรมีอํานาจออกคําสั่งห้ามขี่จูง ไล่ต้อน หรือปล่อยสัตว์ไป บนทางใดๆ เมื่อพิจารณาเห็นว่าการขี่จูง ไล่ต้อน หรือปล่อยสัตว์ดังกล่าวจะกีดขวางการจราจร หรือจะก่อให้เกิดความสกปรกบนทาง

มาตรา ๑๑๔ ห้ามมิให้ผู้ใดวาง ตั้ง ยื่น หรือแขวนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือกระทําด้วยประก ใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร

มาตรา ๑๑๕ ห้ามมิให้ผู้ใดแบก หาม ลาก หรือนําสิ่งของไปบนทางในลักษณะที่เป็นการ กีดขวางการจราจร

ลักษณะ ๑๕ รถม้า เกวียน และล้อเลื่อน

มาตรา ๑๑๖ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถม้า หรือเกวียน หรือล้อเลื่อนที่เทียมด้วยสัตว์จอดรถม้า หรือเกวียนหรือล้ อเลื่อนในทางโดยไม่มีผู้ ควบคุมเว้ นแต่ได้ ผูกสัตว์นั้นไว้ ไม่ให้ ลากรถม เกวียนหรือล้อเลื่อนต่อไปได้

มาตรา ๑๑๗ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถม้าปล่อยสายบังเหียนในเวลาขับรถม้า

มาตรา ๑๑๘ การขับรถม้า หรือเกวียน หรือล้อเลื่อนที่เทียมด้วยสัตว์ให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติ ตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ว่าด้วยรถโดยอนุโลม

ลักษณะ๑๖ เขตปลอดภัย

มาตรา ๑๑๙ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถเข้าไปในเขตปลอดภัย เว้นแต่ในกรณีจําเป็ นและ ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่

ลักษณะ๑๗ เบ็ดเตล็ด

มาตรา ๑๒๐ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถถอยหลังในลักษณะที่ไม่ปลอดภัยหรือเป็นการกีดขวาง การจราจร

มาตรา ๑๒๑ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ต้องนั่งคร่อมบนอานที่จัดไว้สําหรับให้ผู้ขับขี่ รถจักรยานยนต์นั่ง

มาตรา ๑๒๒ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และคนโดยสารรถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกที่ จัดทําขึ้นโดยเฉพาะเพื่อป้องกันอันตรายในขณะขับขี่และโดยสารรถจักรยานยนต์ ทั้งนี้ เฉพาะ ท้องที่ที่ได้กําหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา

ความในวรรคหนึ่งให้มีผลบังคับใช้เมื่อพ้ นกําหนดห้แต่วันทาปี่พระราชบัญญัตินี้ใช้นับ

บังคับ

ลักษณะและวิธีการใช้หมวกเพื่อป้องกันอันตรายตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามที่กําหนดใน

กฎกระทรวง บทบัญญัติตามมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับแก่ภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช หรือผู้นับถ

ทธิศาสนาอื่นใดที่ใช้ผ้าโพกศีรษะตามประเพณีนิยมนั้น หรือบุคคลใดที่กําหนดในกฎกระทรวง

มาตรา ๑๒๓ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถยนต์ยอมให้ผู้อื่นนั่งที่นั่งตอนหน้าแถวเดียวกับที่นั่งผู้ขับ ขี่รถยนต์เกินสองคน

ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะขับขี่รถยนต์และต้องจัด ให้คนโดยสารรถยนต์ซึ่งนั่งที่นั่งตอนหน้าแถวเดียวกับที่นั่งผู้ขับขี่รถยนต์รัดร่างกายไว้กับที่นั่งด้วย เข็มขัดนิรภัยในขณะโดยสารรถยนต์ และคนโดยสารรถยนต์ดังกล่าวต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัด นิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะโดยสารรถยนต์ด้วย

ประเภทหรือชนิดของรถยนต์ ลักษณะและวิธีการใช้เข็มขัดนิรภัยตามวรรคสอง ให้เป็ นไป ตามที่อธิบดีกําหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๑๒๔ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทําด้วยประการใดๆ อันเป็นเหตุให้ผู้ขับขี่มองไม่เห็น ทางด้านหน้าหรือด้านข้างของรถได้โดยสะดวกในขณะขับรถ หรือในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการ ควบคุมบังคับรถ

ห้ามมิให้ผู้ใดเกาะ ห้อยโหน หรือยื่นส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายออกไปนอกตัวถังรถยนต์ โดยไม่สมควร หรือนั่งหรือยืนบนรถยนต์ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตรายในขณะที่รถยนต์ เคลื่อนที่อยู่ในทางเดินรถ

ห้ามมิให้ผู้ใดขึ้ นหรือลงโดยสารรถประจําทาง รถบรรทุกคนโดยสาร รถโรงเรียน หรือรถ แท็กซี่ในขณะที่รถดงกล่าวหยุดเพื่อรอสัญญาณไฟจราจรหรือหยุดเพราะติดการจราจร

ห้ามมิให้ผู้ขับขี่หรือผู้เก็บค่าโดยสาร รถโดยสารประจําทาง รถบรรทุกคนโดยสาร รถ โรงเรียน หรือรถแท็กซี่ยินยอมให้ผู้ใดกระทําการใดๆ ตามวรรคสองหรือวรรคสาม

มาตรา ๑๒๕ การขับรถผ่านทางแคบระหว่างภูเขา หรือระหว่างเนิน หรือการขับรถใน ทางเดินรถบนภูเขาหรือบนเนิน ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ชิดขอบทางด้านซ้าย และเมื่อถึงทางโค้งผู้ขับขี่ ต้องใช้เสียงสัญญาณเพื่อเตือนรถอื่นที่อาจสวนมา

มาตรา ๑๒๖ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ใช้เกียร์ว่างหรือเหยียบคลัตซ์ในขณะที่ขับรถลงมาตามทาง ลาดหรือไหล่เขา

มาตรา ๑๒๗ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถ

(๑) ตามหลังรถฉุกเฉินในระยะตํ่ากว่าห้าสิบเมตร

(๒) ผ่านเข้าไปหรือจอดในบริเวณเขตปฏิบัติการดับเพลิง

(๓) ทับสายสูงดับเพลิงที่ไม่มีเครื่องป้องกันสายสูบ ในขณะเจ้าหน้าที่ดับเพลิงปฏิบัติการ ตามหน้าที่

มาตรา ๑๒๘ ห้ามมิให้ ผู้ใดวางเท หรือสิ่งเศษแก้ว ตะปู ลวด นํ้ามันหล่อลื่น กระป๋ อง หรือสิ่งอื่นใดหรือกระทําด้ วยประการใดๆ บนทางอันอาจทําให้ เกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ ยานพาหนะหรือบุคคล หรือเป็ นการกีดขวางการจราจร

มาตรา ๑๒๙ ผู้ใดรู้ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามมาตรา๑๒๘อันอยู่ในความดูแลของตน ตก หก หรือไหลอยู่บนทาง ผู้นั้นต้องจัดการเก็บกวาดของดังกล่าวออกจากทางทันที

มาตรา ๑๓๐ ห้ามมิให้ผู้ใดเผา หรือกระทําด้วยประการใดๆ ภายในระยะห้าร้ อยเมตร จากทางเดินรถเป็นเหตุให้เกิดควันหรือสิ่งอื่นใดในลักษณะที่อาจทําให้ไม่ปลอดภัยแก่การจราจร ในทางเดินรถนั้น

มาตรา ๑๓๑ ผู้ดเคลื่อนย้ายรถทีใ่ชํารุดหรือหักพังออกจากทางผู้นั้นต้องจัดการเก็บ สิ่งของที่ตกหล่นอันเนื่องจากความชํารุดหรือหักพังของรถออกจากทางทันที

มาตรา ๑๓๒ ในขณะที่ใช้รถโรงเรียนรับส่งนักเรียน เจ้าของรถหรือผู้ขับขี่รถโรงเรียนต้อง จัดให้มีข้อความ“รถโรงเรียน” ขนาดสูงของตัวอักษรไม่น้อยกว่าสิบห้าเซนติเมตรติดอยู่ด้านหน้า และด้านหลังของรถ

ถ้ารถโรงเรียนมีไฟสัญญาณสีแดงเปิ ดปิ ดเป็ นระยะ ติดไว้ ด้านหน้ าและด้านหลังของรถ เพื่ อให้ รถสวนมาหรือตามหลังเห็นได้โดยชัดเจน เมื่อนํารถนั้นไปใช้ ในทางโดยไม่ได้ ใช้ รับส นักเรียนให้งดใช้ไฟสัญญาณสีแดงและต้องปิ ดคลุมข้อความว่า“รถโรงเรียน”

มาตรา ๑๓๓ รถที่เข้าขบวนแห่ต่างๆ หรือรถที่นํามาใช้เฉพาะเพื่อการโฆษณาสินค้าหรือ มหรสพที่แห่หรือโฆษณาไปตามทางจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจร

รถที่ใช้โฆษณาสินค้าหรือมหรศพดังกล่าวในวรรคหนึ่งถ้าเข้าขบวนแห่ที่รับอนุญาตแล้ว

และในการอนุญาตนั้นได้ระบุรถที่ว่านี้ไว้ด้วยแล้วรถนั้นไม่จําเป็นต้องได้รับอนุญาต

มาตรา ๑๓๔ ห้ ามมิให้ ผู้ใดแข่งรถในทางเว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็ นหนังสือจากเจ้ า พนักงานจราจร

ห้ามมิให้ผู้ใดจัด สนับสนุน หรือส่งเสริมให้ มีการแข่งรถในทาง เว้นแต่จะได้รับอนุญ เป็ นหนังสือจากเจ้าพนักงานจราจร

ลักษณะ๑๘ อ านาจเจ้าพนักงานและพนักงานเจ้าหน้าที่

มาตรา ๑๓๕ เพื่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจร เจ้าพนักงานจราจรมี อํานาจกําหนดให้บริเวณหรือพื้นที่ใดที่เจ้าของที่ดินได้เปิดให้ประชาชนใช้ในการจราจรเป็นทาง ตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๑๓๖ ให้อธิบดีมีอํานาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติที่จะกําหนดและผ่านการอบรม ตามหลักสูตรอาสาจราจร

มาตรา ๑๓๘ ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุเกิดขึ้ น ทําให้ไม่ปลอดภัยหรือไม่สะด ในการจราจรในอาณาบริเวณใด เจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอํานาจดําเนินการได้ตามที่ เห็นสมควรและจําเป็นเกี่ยวกับการจราจรในอาณาบริเวณนั้นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยหรือความ สะดวกในการจราจร

มาตรา ๑๓๙ ในทางสายใดหรือเฉพาะทางตอนใดที่เจ้าพนักงานจราจรเห็นว่าถ้าได้ออก ประกาศข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการจราจรแล้วจะเป็ นการปลอดภัยและสะดวกในการจราจร ให้เจ้าพนักงานจราจรมีอํานาจออกประกาศข้อบังคับ หรือระเบียบ

มาตรา ๑๔๐ เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมาย ันเ ่ียว ับรถนั้นๆ จะว่ากล่าว

ตักเตือน ผู้ขับขี่หรือออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชําระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบก็ได้ในกรณีที่ไม่พบตัวผู้ ขับขี่ให้ติดหรือผูกใบสั่งไว้ที่ผู้ขับขี่เห็นได้ง่าย

สําหรับความผิดที่กําหนดไว้ในมาตรา ๑๕๗ ทวิ มาตรา๑๖๐ และมาตรา ๑๖๐ ทวิ ห้ามมิ ให้ว่ากล่าวตักเตือนหรือทําการเปรียบเทียบ

ในการออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชําระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบตามวรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานหรือ พนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราวก็ได้แต่ต้อง ออกใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ให้แก่ผู้ขับขี่ไว้และเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ต้อง รีบนําใบอนุญาตขับขี่ที่เรียกเก็บไว้ไปส่งมอบพนักงานสอบสวนภายในแปดชั่วโมงนับแต่เวลาออก ใบสั่ง

ใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ที่ออกให้ตามวรรคสาม ให้ใช้แทนใบอนุญาตขับขี่ได้เป็นการ ชั่วคราวไม่เกินเจ็ดวันเมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรืจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนได้ว่า กล่าวตักเตือนหรือทําการเปรียบเทียบปรับและผู้ขับขี่ได้ชําระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบแล้วให้คืน ใบอนุญาตขับขี่ทันที

ในกรณีเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบสั่งแต่ไม่พบตัวผู้ขับขี่ให้ สันนิษฐานว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองเป็ นผู้ครอบครองรถเป็ นผู้กระทําความผิดดังกล่าว เว้น แต่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้อื่นเป็นผู้ขับขี่

การกําหนดจํานวนค่าปรับตามที่เปรียบเทียบให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกําหนด

ใบสั่งและใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ให้ทําตามแบบที่เจ้าพนักงานจราจรกําหนด

มาตรา ๑๔๑ ผู้ขับ ่หรือเจ้าของรถซึ่งได้รับใบสั่งตามมาตราี ๑๔๐ อาจเลือกปฏิบัติอย่าง ใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

(๑)ชําระค่าปรับตามที่ระบุไว้ในใบสั่งหรือตามจํานวนที่พนักงานสอบสวนแจ้งให้ทราบ

ณสถานที่ที่ระบุไว้ในใบสั่งหรือสถานที่ที่อธิบดีกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายใน วันเวลาที่ระบุไว้ในใบสั่ง

(๒) ชําระค่าปรับตามที่ระบุไว้ในใบสั่งโดยการส่งธนาณัติหรือการส่งตั๋วแลกเงินของ ธนาคารโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนสั่จ่ายให้แก่อธิบดีพร้อมด้วยสําเนาใบสั่งไปยังสถานที่และ ภายในวัน และเวลาที่ระบุไว้ในใบสั่ง เมื่อผู้ได้รับใบสั่งให้ชําระค่าปรับครบถวนถูกต้องแล้วให้คดี เป็นอันเลิกกัน และในกรณีที่เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้ ให้เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานสอบสวนรีบจัดส่งใบอนุญาตขับขี่ที่เรียกเก็บไว้คืนให้แก่ผู้ได้รับ ใบสั่งโดยเร็ว และให้ถือว่าใบรับการส่งธนาณัติหรือใบรับการส่งตั๋วแลกเงินประกอบกับใบสั่งเป็ น ใบแทนใบอนุญาตขับขี่ได้เป็นเวลาสิบวันนับแต่วันที่ส่งธนาณัติหรือตั๋วแลกเงินดังกล่าว วิธีการ

ชําระค่าปรับโดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนและวิธีการส่งใบอนุญาตขับขี่คืนให้แก่ผู้ได้รับใบสั่ง

เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกําหนด

มาตรา ๑๔๑ ทวิในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถซึ่งได้รับใบสั่งไม่ปฏิบัติตามตามาตรา ๑๔๑ ให้พนักงานสอบสวนมีอํานาจดังต่อไปนี้

(๑) ในกรณีที่ทราบที่อยู่ให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถมา รายงานตัวที่พนักงานสอบสวน ในกรณีดังกล่าวนี้ ผู้ได้รับหมายเรียกตัวมารายงานตัวตามวัน เวลา และสถานที่ที่ระบุไว้ในหมายเรียก และให้พนักงานสอบสวนดําเนินการเปรียบเทียบและว่ากล่าว ตักเตือนผู้ได้รับหมายเรียกดังกล่าว

(๒) ในกรณีที่ไม่อาจส่งหมายเรียกได้ให้พนักงานสอบสวนแจ้งเป็นหนังสือไปยังนาย ทะเบียนตามกฎหมายว่าด้ วยรถยนต์และตามกฎหมายว่ด้วยการขนส่งทางบก เพื่ อให้ นาย ทะเบียนแจ้งให้ผู้มาติดต่อขอชําระภาษีประจําปีถคนน้นไปสําหรับรยงานตัวที่พนักงานสอบสวน ตามหมายเรียก

มาตรา ๑๔๒ เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอํานาจสั่งให้ผู้ขับขี่หยุดรถใน

เมื่อ

(๑) รถนั้นมีสภาพไม่ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖ ( ๒ ) เ ห็น ว่า ผู้ขับ ขี่ห รือ บุค ค ล ใ ด ใ น ร ถ นั้น ไ ด้ฝ่า ฝืน ห รือ ไ ม่ป ฏิบัติต า ม บ ท แ ห่ง

พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้นๆ

มาตรา ๑๔๓ ถ้าปรากฏว่าผู้ขับขี่นํารถที่สภาพไม่ถูกต้องตามมาตรา ๖ ไปใช้ ในทาง นอกจากจะต้องรับโทษตามบทบัญญัตินั้นๆ แล้ว เจ้าพนักงานจรห ือ นักงานที่มีอํานาจสั่ง เป็นหนังสือให้เจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ซ่อมหรือแก้ไขรถให้ถูกต้อง

มาตรา ๑๔๓ ทวิเจ้าพนักงานจราจร พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ตรวจการมีอํานาจสั่งให้ผู้ ขับขี่หยุดรถเพื่อการตรวจสอบ

มาตรา ๑๔๔ เมื่อเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ได้ซ่อมหรือแก้ไขรถถูกต้องตามคําสั่งเจ้าพนักงาน จราจร พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ตรวจการซึ่งสั่งตามมาตร ๑๔๓ หรือมาตรา๑๔๓ ทวิ แล้วให้นํา รถไปให้เจ้าพนักงานจราจรหรือผู้ที่อธิบดีแต่งตั้งให้มีอํานาจตรวจรถตรวจรับรองเจ้าของรถหรือผู้ ขับขี่จะนํารถออกไปใช้ในทางได้เมื่อได้รับใบตรวจรับรอง

ลักษณะ๑๙ บทก าหนดโทษ

มาตรา ๑๔๗ ผู้ใดฝ่ าฝื นหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา๑๒มาตรา ๗๙ มาตรา ๘๐ มาตรา ๘๑ มาตรา ๘๑ มาตรา ๑๐๓ มาตรา ๑๐๔ มาตรา ๑๐๕ มาตรา ๑๐๖ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๓๑ หรือมาตรา๑๓๒ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท

มาตรา ๑๔๘ ผู้ใดฝ่นไม่ปฏิบัติตามมาตราาฝื๖วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง มาตรา๘ วรรค หนึ่ง มาตรา๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง มาตรา๒๐ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ มาตรา ๓๘ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ มารา ๔๔ มาตรา ๕๑ มาตรา ๕๔ มาตรา ๕๕ วรรคหนึ่ง มาตรา ๕๗ มาตรา ๕๘ มาตรา ๖๐ มาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๘ มาตรา ๖๙ มาตรา ๗๐ มาตรา ๗๑ มาตรา ๗๓ วรรคสอง มาตรา ๗๔ มาตรา ๗๖ มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๔ มาตรา ๘๗ มาตรา ๘๘ มาตรา ๙๖ วรรคหนึ่ง มาตรา๙๗ มาตรา ๑๐๑ มาตรา ๑๐๗ มาตรา ๑๐๘ มาตรา ๑๐๙ มาตรา ๑๑๐ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๔ วรรคหนึ่ง มาตรา๑๑๘ มาตรา ๑๑๙ มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๑๒๑ มาตรา ๑๒๒ มาตรา ๑๒๓ มาตรา ๑๒๔ มาตรา ๑๒๖ มาตรา ๑๒๙ หรือมาตรา๑๓๓ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

มาตรา ๑๔๙ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา๙๘วรรคสองหรือวรรคสาม ต้องระวางโทษ ปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

มาตรา ๑๕๐ ผู้ใด

(๑) ไม่ปฏิบัติตามระเบียบหรือประกาศที่อธิบดีกําหนดตามมาตรา๙ วรรคสอง หรือ มาตรา ๑๔ วรรคสอง

(๒) ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อธิบดีกําหนดตามมาตรา ๑๓ วรรคสอง

(๓) ไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๑๘

(๔) ขัดคําสั่งเจ้าพนักงานจราจรหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งตามมาตรา ๑๔๐ วรรคสอง ต้อง ระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบา

มาตรา ๑๕๑ ผู้ใดฝ่ าฝื นหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา๓๓มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๙ มาตรา ๕๒ มาตรา ๖๑ หรือมาตรา๖๖ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองร้อยบาทถึงห้าร้อยบาท

มาตรา ๑๕๒ ผู้ใดฝ่ าฝื นหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา๗ ๑๐ ทวิ มาตรา๑๓ วรรค หนึ่ง มาตรา๑๕ วรรคหนึ่ง มาตรา๑๖ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง มาตรา๒๒ มาตรา ๒๓ (๑) มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๙ มาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐ มาตรา ๕๖ มาตรา ๖๔ มาตรา ๖๗ วรรคหนึ่ง มาตรา๗๓ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสาม มาตรา๗๗ วรรคหนึ่ง มาตรา๘๕ มาตรา ๘๖ มาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง มาตรา๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ มาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ วรรคหนึ่ง มาตรา๙๕ มาตรา ๙๙ มาตรา ๑๒๗ มาตรา ๑๒๘ หรือมาตรา๑๓๐ หรือไม่ปฏิบัติ ตามประกาศที่อธิบดีกําหนดตามมาตรา ๑๕ วรรคสอง หรือไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตาม มาตรา ๗๗ วรรคสอง หรือมาตรา๙๖ วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท

มาตรา ๑๕๓ ผู้ประกอบกา รับจ้างบรรทุกคนโดยสารโดยใช้รถแท็กซี่ผู้ใดไม่จอดรถ ณ สถานที่ที่กําหนดตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามมาตรา ๑๐๒ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่ง พันบาท

มาตรา ๑๕๔ ผู้ใด

(๑) ฝ่าฝืนคําสั่งเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๓๘ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา๑๔๒ วรรคหนึ่ง

(๒) ฝ่ าฝื นคําสั่ง ข้อบังคับ หรือระเบียบของเจ้าพนักงานจราจรตามมาตรา๑๓๙

(๓) ฝ่าฝืนคําสั่งเจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๔๒ วรรคสอง หรือ

(๔) ฝ่าฝืนคําสั่งเจ้าพนักงานจราจร พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ตรวจการตามมาตรา ๑๔๓

ทวิ

ถ้าไม่เป็นความผิดที่กําหนดโทษไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ต้องระวางโทษปรับครั้งละไม่ เกินหนึ่งพันบาท

มาตรา ๑๕๕ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา๑๔๑ โดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษปรับ ไม่เกินหนึ่งพันบาท

มาตรา ๑๕๖ ผู้ใดนํารถที่เจ้าพนักงานจราจร พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผูตรวจการได้สั่งให้ เจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ซ่อมหรือแก้ไขตามมาตรา ๑๔๒ หรือ มาตรา๑๔๓ ทวิ ไปใช้ในทางโดยมิได้ รับใบตรวจรับรองตามมาตรา๑๔๔ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท และปรับรายวันอีกวัน ละห้าร้อยบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

มาตรา ๑๕๗ ผู้ใดฝ่ าฝื นหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา๓๕ มาตรา ๕๔ (๓) (๔) (๖) (๗) หรือ(๙) มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ มาตรา ๔๗ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๓ มาตรา ๖๕ วรรคหนึ่ง หรือ มาตรา ๑๒๕ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สี่ร้อยบาทถึงหนึ่งพันบาท

มาตรา ๑๕๗/๑ ผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ตรวจการที่ให้มีการตรวจสอบผู้ขับขี่ตามมาตรา ๔๓ ทวิหรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของผู้ตรวจการที่ให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ตามมาตรา ๔๓ ตรี ต้อง ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท

ผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง ต้องระวา โทษสูงกว่าที่กําหนดไว้ในกฎหมาย ว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตหรือประสาทหรืออีกหนึ่งในสาม จะให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกําหนดไม้น้อยกว่าหกเดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาต ขับขี่

ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคสองเป็ นเหตุให้อื่นได้ผู้ รับอันตรายแก่กายและจิตใจ ผู้กระทําต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปี ถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแ และให้ศาลสั่งพักใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกําหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งปีหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

มาตรา ๑๕๘ ผู้ ใดฝ่ าฝื นหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา๑๗ วรรคหนึ่ง มาตรา๒๘ หรือ มาตรา ๑๐๐ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง หรือไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกมาตรา ๑๗ วรรค

สอง ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

มาตรา ๑๕๙ ผู้ขับขี่ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคําสั่งเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่ง สั่งตามมาตรา๕๙ วรรคหนึ่ง หรือขัดขวางเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มิให้ เคลื่อนย้ายรถหรือมิให้ใช้เครื่องมือบังคับรถมิให้เคลื่อนย้ายตามมาตรา๕๙วรรคสอง ต้องระวาง โทษจําคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

ผู้ใดทําให้เสียหาย ทําลาย ทําให้เสื่อมค่า หรือทําให้ไร้ประโยชน์ซึ่งเครื่องมือบังคับรถ เคลื่อนย้ายหรือเคลื่อนย้ายรถที่เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ใช้เครื่องมือบังคับมิ ให้เคลื่อนย้ายตามมาตรา๕๙ วรรคสอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจรหรือพนั สอบสวน ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

มาตรา ๑๖๐ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา๗๘ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามเดือน หรือ ปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

ถ้าการไม่ปฏิบัติตามมาตรา๗๘ เป็ นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัส หรือตาย ผู้ไม่ ปฏิบัติตามต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองหมื่นบาท ห ทั้งจําทั้งปรับ

ผู้ใดฝ่ าฝื นมาตรา๔๓ (๑) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับตั้งแต่สองพัน บาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

มาตรา ๑๖๐ ทวิผู้ใดฝ่ าฝื นมาตรา๑๓๔ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามเดือน หรือ ปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของ ผู้นั้นมีกําหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

มาตรา ๑๖๐ ตรีผู้ใดฝ่ าฝื นมาตรา๔๓ (๒) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือ ปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้ นั้นมีกําหนดไม่น้อยกว่าหกเดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งเป็ นเหตุให้รับผู้อันตรายแก่กายหรือจิตใจื่นได้ ผู้กระทําต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปี ถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นถึงหนึ่งแสนบาท ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกําหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งปีหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งเป็ นเหตุให้ผู้อื่ด้รับอันตรายสาหัสไ ผู้กระทําต้อง ระวางโทษจําคุกตั้งแต่สองปีถึงหกปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสองหมื่นบาท และให้ ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกําหนดไม่น้อยกว่าสองปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งเป็ นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทําต้องระว โทษจําคุกตั้งแต่สามปี ถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิก ใบอนุญาตขับขี่

มาตรา ๑๖๑ ในกรณีที่ผู้ขับขี่ผู้ใดกระทําความผดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้บัญชาการ ตํารวจนครบาล ผู้บัญชาการตํารวจภูธร ผู้บังคับการตํารวจจราจร ผู้บังคับการตํารวจทางหลวง หรือผู้ซึ่งได้รับมอบอํานาจจากผู้ดํารงตําแหน่งดังกล่าว มีอํานาจสั่งยึดใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้น กําหนดไม่เกินครั้งละหกสิบวัน

ผู้สั่งยึดใบอนุญาตขับขี่ตามวรรคหนึ่งอาจบันทึกการยึดและคะแนนไว้ด้านหลังใบอนุญาต ขับขี่ที่ถูกยึดและดําเนินการอบรมทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทําผิดซํ้าตั้งแต่สองครั้งภายในหนึ่งปีรวมทั้ง สั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ที่เสียคะแนนมากของผู้ขับขี่นั้นมีกําหนดครั้งละไม่เกินเก้าสิบวัน

การดําเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้กระทําผิดแล พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ให้ เป็นไปตามที่อธิบดีกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ผู้ขับขี่ผู้ซึ่งถูกสั่งยึดใบอนุญาตขับขี่ตามวรรคหนึ่ง หรือถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตาม วรรคสอง มีสิทธิอุทธรณ์คําสั่งต่ออธิบดีภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ถูกสั่งยึดหรือสั่งพักใช้ ใบอนุญาตขับขี่

ให้อธิบดีวินิจฉัยอุทธรณ์ตามวรรคสี่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคําอุทธรณ์ถ้าไม่ได้ วินิจฉัยชี้ขาดภายในเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าอธิบดีวินิจฉัยไม่ให้ยึดใบอนุญาตขับขี่หรือไม่พักใช้ ใบอนุญาตขับขี่ตามคําอุทธรณ์ของผู้ขับขี่

คําวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็ท่สุ

มาตรา ๑๖๒ ในคดีที่ผู้ขับขี่ต้องคําพิพากษาว่าได้กระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้นๆ นอกจากจะได้รับโทษสําหรับการกระทําดังกล่าวแล้วถ้าศาลเห็น ว่าหากให้ผู้นั้นขับรถต่อไป อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นให้ศาลมอํานาจ สั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นได้

ในกรณีที่ศาลเห็นว่า พฤติกรรมของผู้กระทําผิดตามวรรคหนึ่งยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไข ฟื้นฟูได้ศาลอาจมีคําสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้น และให้ผู้นั้นทํางานบริการสังคมหรือ ทํางานสาธารณะประโยชน์ภายใต้เงื่อนไข และระยะเวาที่ศาลกําหนดโดยให้อยู่ในความดูแลของ พนักงานคุมประพฤติเจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการ บริการสังคม การกุศลสาธารณะ หรือสาธารณประโยชน์ที่ยินยอมรับดูแลด้วยก็ได้ และถ้าความ ปรากฏในภายหลังว่าผู้กระทําความผิดดังกล่าวไม่ปฏิบัติตคํามสั่งหรือเงื่อนไขที่กําหนดไว้ให้ศาล มีอํานาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นตามวรรคหนึ่ง

ผู้ใดขับขี่รถในระหว่างที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ตามคําสั่งของศาล ต้องระวางโทษ จําคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท

มาตรา ๑๖๓ คดีที่มีผู้กระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็ นการฝ่ าฝื นหรือไม่ปฏิบัติตาม บทแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับทางหลวงหรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้นๆ ถ้า การฝ่ าฝื นหรือไม่ปฏิบัติตามนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่สัญญาณจราจร หรือเครื่องหมายจราจ

ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทําหรือติดตั้งไว้เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้ องผู้กระทําความผิด ให้พนักงาน อัยการเรียกราคาหรือค่าเสียหายสําหรับสัญญาณจราจร หรือเครื่องหมายจราจรอันดังกล่าวด้วย

บทที่๓

พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ๒๕๒๒.ศ.

๑. เจตนารมณ์ในการตราพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก ๒๕๒๒พ.ศ.

เพื่อควบคุมและจัดระเบียบการขนส่งทางถนน เพื่อผลทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคงของประเทศเป็ นสําคัญ

๒. ความหมายของนิยามหรือค าศัพท์

“การขนส่ง” หมายความว่า การขนคน สัตว์ หรือสิ่งของโดยทางบกด้วยรถ “การขนส่งประจ าทาง” หมายความว่า การขนส่งเพื่อสินจ้างตามเส้ท ที่คณะกรรมการ

กําหนด “การขนส่งไม่ประจ าทาง” หมายความว่า การขนส่งเพื่อสินจ้างโดยไม่จํากัดเส้นทาง

“การขนส่งโดยรถขนาดเล็ก” หมายความว่า การขนส่งคนหรือสิ่งขอหรือคนและ สิ่งของรวมกันเพื่อสินจ้า ตามเส้นทางที่คณะกรรมการกําหนด ด้วยรถที่มีนํ้าหนักบรรทุกรวมกันไม่ เกินสี่พันกิโลกรัม

“การขนส่งส่วนบุคคล” หมายความว่า การขนส่งเพื่อการค้าหรือธุรกิจของตนเองด้วยรถ ที่มีนํ้าหนักเกินกว่าหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม

“รถ” หมายความว่า ยานพาหนะทุกชนิดที่ใช้ในการขนส่งทางบกซึ่งเดินด้วยกําลัง เครื่องยนต์ กําลังไฟฟ้ า หรือพลังงานอื่น

“ผู้ตรวจการ” หมายความว่า ข้าราชการสังกัดกรมการขนส่งทางบก “นายทะเบียน” หมายความว่า นายทะเบียนกลาง หรือนายทะเบียนประจําจังหวัดแล้วแต่

กรณี

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง

๓. ประเภทของการขนส่ง

ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ๒๕๒๒.ศ. ได้แบ่งประเภทของการประกอบการ ขนส่งออกเป็ น๔ ประเภท ดังนี้

ประเภทที่๑ การขนส่งประจําทาง หมายความว่า การขนส่งเพื่อสินจ้างตามเส้นทางที่ คณะกรรมการกําหนด ซึ่งแยกออกเป็๒นลักษณะ คือ

๑) การขนส่งประจําทางด้วยรถโดยสาร ๒) การขนส่งประจําทางด้วยรถบรรทุก

ประเภทที่๒ การขนส่งไม่ประจําทาง หมายความว่า การขนส่งเพื่อสินจ้ างโดยไม่จํากัด เส้นทางซึ่งแยกออกเป็๒น ลักษณะ คือ

๑) การขนส่งไม่ประจําทางด้วยรถโดยสาร ๒) การขนส่งไม่ประจําทางด้วยรถบรรทุก

ประเภทที่๓ การขนส่งโดยรถขนาดเล็ก หมายความว่า การขนส่งคนหรือสิ่งของ หรือคน และสิ่งของรวมกันเพื่อสินจ้างตามเส้นทางที่คณะกรรมการกําหนดด้วยรถที่มีนํ้าหนักรถและ นํ้าหนักบรรทุกรวมกันไม่เกิน๔,๐๐๐ กิโลกรัม ซึ่งเป็นการขนส่งที่ไม่จํากัดลักษณะ กล่าวคือ สามารถบรรทุกผู้โดยสารก็ได้ หรือบรรทุกสินค้าก็ได้ หรืออาจบรรทุกทั้งสองอย่างรวมกันก็ได้

ประเภทที่๔ การขนส่งส่วนบุคคล หมายความว่า การขนส่งเพื่อการค้าหรือธุรกิจของ ตนเองด้วยรถที่มีนํ้าหนักเกินกว่าหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม ซึ่งแยกออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ

๑) การขนส่งส่วนบุคคลด้วยรถโดยสาร ๒) การขนส่งส่วนบุคคลด้วยรถบรรทุก

๔. รถที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก๕)(มาตราได้แก่

ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ๒๕๒๒.ศ. นอกจากมีการจําแนกรถที่ต้องจด ทะเบียนตามประเภทการขนส่งแล้ว ยังอาจจําแนกตามเกณฑ์นํ้าหนักรถและเกณฑ์ว ที่ ่งได้ั ดังนี้

(๑) รถโดยสารรับจ้างสาธารณะที่บรรทุกผู้โดยสารได้เกิน ๗ คน

(๒) รถโดยสารประจําทางและบรรทุกรับจ้างทุกขนาดนํ้าหนัก

(๓) รถโดยสารส่วนบุคคลที่มีที่นั่งเกิน ๑๒ คน และมีนํ้าหนักรถเกิน๑,๖๐๐ กิโลกรัม

(๔) รถบรรทุกส่วนบุคคลที่มีนํ้าหนักรถเกิน ๑,๖๐๐ กิโลกรัม อนึ่ง สําหรับรถที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ได้แก่รถทุกชนิดทุก

ประเภทที่มีลักษณะนอกเหนือจากรถตามที่กําหนดไว้ใน ๔(๑) – (๔)

๕. การประกอบการขนส่ง

การน ารถไปใช้ในการประกอบการขนส่ง

รถที่จะนําไปใช้ในการประกอบการขนส่งได้โดยหลักการจะต้องปฏิบัติให้ เป็ นไปตาม บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก๒๕๒๒พ.ศ.ดังนี้

(๑) ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่ง

(๒)รถต้องมีสภาพมั่นคงแข็งแรง มีเครื่องอุปกรณ์และส่วนครบถูกต้องตามที่กฎหมาย

กําหนด

(๓) ได้จดทะเบียนและเสียภาษีประจําปี แล้ว

ประกอบการขนส่ง (มาตร ๒๓ – ๔๙)

ผู้ใดนํารถไปใช้ในการขนส่งคน สัตว์ หรือสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็ นลักษณะของการขนส่งประจํา ทาง การขนส่งไม่ประจําทาง การขนส่งโดยรถขนาดเล็ก หรือการขนส่งส่วนบุคคลก็ตามจะต้อง ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ตามประเภทและลักษณะของการขนส่งที่จะนํารถไปใช้นั้น

ถ้านํารถไปทํากขนส่งขณะที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนให้ประกอบการขนส่ง ผู้ฝ่ าฝื นมีความผิดตามมาตรา๒๓และมีโทษตามมาตรา๑๒๖ ซึ่งผู้ที่ต้องรับผิดชอบก็คือผู้นํารถ ไปใช้ที่อยู่ในฐานะเป็นประจํารถ หาใช่เป็นผู้อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบการขนส่งไม่จึงไม่มี ความผิดตามมาตรา๒๓ แห่งพ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ๒๕๒๒.

ประเภทของใบอนุญาตประกอบการขนส่ง (มาตรา๒๗)

นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตประกอบการขนส่งให้ตามลักษณะของการนํารถไปใช้ใน การขนส่ง โดยแบ่งออกเป็๔นประเภท คือ

(๑) ใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจําทาง

(๒)ใบอนุญาตประกอบการขนส่งไม่ประจําทาง

(๓) ใบอนุญาตประกอบการขนส่งโดยรถขนาดเล็ก

(๔) ใบอนุญาตประกอบการขนส่งส่วนบุคคล ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งประเภทใดประเภทหนึ่งแล้ ว จะใช้รถผิดประเภท

ตามที่ระบุไว้ข้างต้นไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็ นหนังสือจากนายทะเบียน

การเดินรถนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ (มาตรา ๓๙)

ห้ามมิให้ ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจําทาง การขนส่งไม่ประจําทาง การ ขนส่งโดยรถขนาดเล็ก หรือการขนส่งส่วนบุคคล ใช้หรือยอมให้บุคคลอื่นใช้รถที่ได้รับอนุญาตทํา การขนส่งนอกเส้นทาง หรือนอกท้องที่ที่ได้รับอนุญาตแล้วแต่กรณี

การท าการขนส่งเช่นเดียว หรือคล้าย หรือแย่งผลประโยชน์กับผู้ได้รับใบอนุญาต ประกอบการขนส่งประจ าทาง (มาตรา๔๐)

ห้ ามมิให้ ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งไม่ประจําทางการกระทําการขนส่งอันมี ลักษณะเช่นเดียว หรือคล้าย หรือแย่งผลประโยชน์กับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจํา ทางในเส้นทาง ที่ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจําทางได้รับอนุญาต

๖. รถ

การจดทะเบียนและช าระภาษีรถ (มาตรา๗๑)

รถโดยสารหรือรถบรรทุกที่จะนําไปใช้ทําการขนส่งนอกจากจะต้องได้รับอนุญาตให้ ประกอบการขนส่งแล้ ว ยังจะต้องมีสภาพมั่นคงแข็งแรง มีเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบถูกต้อ ตามที่กําหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่๙ (พ.ศ.๒๕๒๔) และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ๒๕๒๒. กับได้ จดทะเบียนและภาษี ดังนั้นไม่ว่ารถโดยสารหรือ รถบรรทุกที่จะนําไปใช้ทําการขนส่งทุกประเภท จึงต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์๓ ประการ คือ

(๑) มีสภาพมั่นคงแข็งแรงมีเครื่องอุปกรณ์และส่วนครบถูกต้องตามที่กฎหมายกําหนด

(๒) การจดทะเบียน - หนังสือการจดทะเบียนรถให้ใช้สี่งวดโดยให้เดือนมกราคม เดือนเมษายน

เดือนกรกฎาคม และเดือนตุลาคม เป็ นเดือนแรกของแต่ละงวด - ผู้ที่ประสงค์จะจดทะเบียนรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกจะต้องเป็ นผู้

ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งตามประเภทการขนส่งเสียก่อน โดยมีสิทธิครอบครอง หรือ รับเข้าร่วมกิจกรรมขนส่งยกเว้นรถที่กฎหมายกําหนดให้ได้รับการยกเว้นการประกอบการขนส่ง ส่วนบุคคล

(๓)การชําระภาษีประจําปี

-เมื่อได้นํารถมาจดทะเบียนแล้วต้องชําระภาษีตามอัตราในบัญชีท้าย พ.ร.บ.

การขนส่งทางบก พ.ศ๒๕๒๒. ซึ่งจะจัดเก็บตามนํ้าหนักของตัวรถนั้นๆ และการชําระภาษีประจําปี นั้น ต้องชําระล่วงหน้าเป็ นรายปี หรือจะขอชําระภาษีเป็(๔นงวดก็ได้งวด) ถ้าเจ้าของรถไม่ชําระ ภาษีภายในกําหนดเวลาที่จะต้องชําระให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือน ภาษีที่ต้องชําระ

- การจัดเก็บภาษีได้กําหนดให้จัดเก็บตามนํ้าหนักรถและประเภทการขนส่งโดย ได้มีการจัดแบ่งระยะเวลาในการชําระภาษี

การแจ้งหยุดใช้รถ (มาตรา๘๙)

รถที่ได้จดทะเบียนแล้ว ถ้าจะไม่ใช่รถในปีใด ก็ต้องมีการแจ้งไม่เสียภาษีภายในเวลาที่ กําหนดโดยเจ้ าของรถต้ องแจ้ งหยุดการใช้ รถให้ นายทะเบียนทราบ พร้ อมทั้งนําแผ่นป้ ายเลข ทะเบียนรถนั้นคือต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันถึงกําหนดเสียภาษีครั้งถัดไป

การแจ้งเลิกใช้รถ (มาตรา๗๙)

สําหรับรถที่ได้จดทะเบียนแล้ว หากต่อมาปรากฏว่ามีการชํารุดเสียหาย หรือเสื่อมสภาพ จนไม่อาจนําไปใช้ทําการขนส่ง หากผู้ประกอบการขนส่งประสงค์จะเลิกใช้รถดังกล่าวจะต้องแจ้ง

เป็ นหนังสือให้นายทะเบียนทราบ พร้อมกับนําแผ่นป้ ายเลขทะเบียนรถคืนแก่นายทะเบียนภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่เลิกใช้รถนั้น

การโอนรถที่จดทะเบียนแล้ว (มาตรา๘๒)

การโอนรถซึ่งได้จดทะเบียนแล้วโอนและผู้รับโอนต้องแจ้งเป็ นหนังสือให้นายทะเบียน ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่โอน

แผ่นป้ ายเลขทะเบียนหรือเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี (มาตรา๙๐,๙๑)

ในการนํารถไปใช้ ทําการขนส่งนั้ น เจ้ าของรถต้ องติดแผ่นป้ ายเลขทะเบียนและ เครื่องหมาย แสดงการเสียภาษีที่นายทะเบียนออกไวให้กับตัวรถ กล่าวคือ แผ่นป้ ายเลขทะเบียน รถต้องติดให้เห็นได้ง่ายที่ด้านหน้ารถหนึ่งแผ่น และด้านท้ายรถหนึ่งแผ่น ส่วนเครื่องหมายแสดง การเสียภาษีต้องติดด้านในกระจกหน้ารถให้เห็นได้จากด้านหน้า

ในกรณีที่แผ่นป้ายเลขทะเบียนรถหรือเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีสูญหาย ถูกทําลาย ชํารุด หรือลบเลือนสาระสําคัญ เจ้ าของรถจะต้ องยื่ นคําขอรับแผ่นป้ ายเลขทะเบียนหรือ เครื่องหมายแสดงการเสียภาษีต่อนายทะเบียน ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ทราบถึงการสูญหาย ถูกทําลาย ชํารุด หรือลบเลือนดังกล่าว (มาตรา๙๑)

๗. ผู้ประจ ารถ

ความหมาย

ผู้ประจํารถตามมาตรา๙๒ แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก ๒๕๒๒พ.ศ. หมายถึง บุคคล๔ ประเภท คือ

(๑) ผู้ขับรถ

(๒)ผู้เก็บค่าโดยสาร

(๓) นายตรวจ

(๔) ผู้บริการ

ประเภทของใบอนุญาตผู้ประจ ารถ (มาตรา๙๔)

ประเภทของใบอนุญาตผู้ประจํารถจึงแบ่งออกเ๔ป็ระเภทน คือ

(๑) ใบอนุญาตเป็ นผู้ขับรถ

(๒)ใบอนุญาตเป็ นผู้เก็บค่าโดยสาร

(๓) ใบอนุญาตเป็ นนายตรวจ

(๔) ใบอนุญาตเป็ นผู้บริการ ทั้งนี้ ใบอนุญาตทั้ง๔ประเภทดังกล่าวจะใช้สับเปลี่ยนกันไม่ได้เว้นแต่ใบอนุญาตประเภท

ที่๑, ๓ และ ๔ ใช้เป็นใบอนุญาตประเภทที่๒ ได้

อายุของใบอนุญาตเป็ นผู้ประจ ารถ (มาตรา๑๐๐)

ใบอนุญาตเป็ นผู้ประจํารถมีอายุ๓นับแต่วันที่ออกใบอนุญาต และผู้ได้รับอนุญาตมี หน้าที่ต้องยื่นคําขอต่ออายุก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ

ใบอนุญาตเป็ นผู้ขับรถ๔ ชนิดมี (มาตรา๙๕) คือ

(๑) ชนิดที่๑ ใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถสําหรับรถที่มีนํ้าหนักรถและนํ้าหนักบรรทุกไม่เกิน สามพันห้าร้อยกิโลกรัมที่มิได้ใช้ขนส่งผู้โดยสารหรือสําหรับขนส่งผู้โดยสารไม่เกินยี่สิบคน

(๒) ชนิดที่๒ ใบอนุญาตเป็ นผู้ขับรถสําหรับรถที่มีนํ้าหนักรถและนํ้าหนักบรรทุกรวมกัน เกินกว่าสามพันห้าร้อยกิโลกรัมที่มิได้ขนส่งผู้โดยสาร หรือสําหรับขนส่งผู้โดยสารเกินกว่ายี่สิบคน

(๓) ชนิดที่๓ ใบอนุญาตเป็ นผู้รถซึ่งโดยสภาพใช้ขับ สําหรับการลากจูงรถอื่นหรือ ล้อเลื่อนที่บรรจุทุกสิ่งใดๆ บนล้อเลื่อนนั้น

(๔) ชนิดที่๔ ใบอนุญาตเป็ นผู้ขับรถที่ใช้ขนส่งวัตถุอันตรายตามประเภทหรือชนิดและ ลักษณะการบรรทุกตามที่อธิบดีกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

คุณสมบัติและลักษณะของผู้ขอรับใบอนุญาตเป็ นผู้ประจ ารถ๙๖)(มาตรา

ผู้ขอรับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจํารถในประเภทการขนส่งประจําทาง การขนส่ง ไม่ประจําทาง และการขนส่งรถโดยสารขนาดเล็ก ต้ องมีคุณสมบัติและลักษณะตามมาตร๙๖

(๑) – (๑๐) แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ๒๕๒๒. สําหรับผู้ขอใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจํารถในประเภทการขนส่งส่วนบุคคลต้องมี

คุณสมบัติและลักษณะตามมาตรา๙๖ (๒) – (๑๐) ดังนั้น จึ งมีข้อสังเกตว่า การขอรับ

ใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็ นผู้ประจ ารถในประเภทการขนส่งส่วนบุคคลนั้นะมีผู้ประจ ารถจ สัญชาติไทย หรือมีสัญชาติต่างด้าวก็ขอรับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็ นผู้ประจ ารถได้

หน้าที่ผู้ประจ ารถ

ในขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจํารถ ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๐๑, ๑๐๒ และ ๑๐๔ เฉพาะผู้ขับรถนั้น นอกจากจะต้องปฏิบัติตามมาตรา๑๐๑,๑๐๒ และ ๑๐๔ ดังกล่าวแล้ยังมีว หน้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๑๐๓, ๑๐๕, ๑๐๖, ๑๐๗ และ ๑๕๖ อีกด้วย

เมื่อปรากฏว่าผู้ใดฝ่ าฝื นหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติทั้งหลายในหมวดว่าด้วยผู้ประ ผู้ตรวจการมีอํานาจยึดใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจํารถ และสั่งเป็นหนังสือให้ผู้นั้นไป รายงานตัวต่อนายทะเบียนภายใน๗๒ ชั่วโมงได้และถือว่าคําสั่งนั้นเป็นใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ เป็ นผู้ประจําชั่วคราวภายใน๗๒ชั่วโมง (มาตรา๑๐๙) ซึ่งผู้ตรวจการจะเป็ นข้าราชการสังกัด กรมการขนส่งทางบก ทั้งหมดได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐมนตรี

๘. ผู้โดยสาร

สําหรับผู้โดยสารนั้น ถือเป็ นองค์ประกอบของ ารขนส่งผู้ โดยสาร ซึ่งต้องปฏิบัติตาม มาตรา ๑๑๒, ๑๑๓ ประกอบกับต้องปฏิบัติตามข้อกําหนดว่าด้วยความปลอดภัยและความสงบ เรียบร้อยตามกฎกระทรวง ฉบับที่๒๗ (พ.ศ.๒๕๓๙) แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ ตลอดเวลาที่อยู่ในระหว่างการโดยสาร อาทิไม่ยื่นมือหรือแขนออกนอกตัวรถ, ไม่ กล่าววาจาไม่สุภาพ, ไม่นําดอกไม้เพลิง วัตถุระเบิดขึ้นรถ เป็ นต้น

๙. สถานีขนส่ง

สถานีขนส่งมี๒ ประเภท (มาตรา ๑๑๔)

(๑) สถานีขนส่งผู้โดยสาร (สถานีรถโดยสาร)

(๒) สถานีขนส่งสัตว์และหรือสิ่งของ (สถานีรถบรรทุก)

การจะมีการขนส่ง๒ ประเภทได้ณ ที่ใดแห่งใด ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกําหนด ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งโดยปกติแล้วสามารถมีได้๒กรณี คือ (มาตรา๑๑๕)

(๑) รัฐจัดให้ มีการดําเนินการเอง หรือรัฐจัดให้ มีและมอบหมายให้ รัฐวิสาหกิจ หรือ องค์การของรัฐเป็ นผู้ดําเนินการ โดยอนุมัติคณะกรรมการควบคุมการขนส่กกลางทางบ

(๒) เอกชนเป็ นเป็ นผู้ รับอนุญาตให้ จัดตั้งและดําเนินการสถานีขนส่ง และต้ องได้ รับ อนุญาตจากนายทะเบียนกลาง โดยอนุมัติของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางก่อน

๑๐. การชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการขนส่ง

ขอบเขตของค่าใช้จ่ายเบื้ องต้น (มาตรา๕๖)

ค่าใช้จ่ายเบื้ องต้นหมายถึง ค่าใช้จ่ายที่ได้รับความเสียหายจากรถใบบังคับกฎหมายว่า ด้วยการขนส่งทางบกได้ใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการรักษาพยาบาล รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ ระหว่าง รักษาพยาบาล และหรือค่าปลงศพ

ผู้มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายเบื้ องต้น๕๙,(มาตรา๖๐)

เมื่อรถของผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายหรือ ชีวิตของบุคคลใด บุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทํานั้นหรือทายาทสามารถที่จะเรียกให้ผู้ ได้รับอนุญาตประกอบการขนส่ง ซึ่งเป็นเจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายชดใช้ค่าใช้จ่าย เบื้ องต้นให้แก่ตนเองได้

หลักทรัพย์ (มาตรา๕๒)

กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกได้บัญญัติหลักการเกี่ยวกับการวางหลักทรัพย์ก็เพื่อ ชดใช้ค่าใช้จ่ายเบื้ องต้นให้แก่ผู้เสียหายหรือทายาทโดยกําหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบ ขนส่งประจําทาง การขนส่งไม่ประจําทาง การขนส่งโดยรถขนาดเล็ก และการขนส่งส่วนบุคคมี หน้าที่ต้องวางหลักทรัพย์เป็นเงินสด หรือพันธบัตรรัฐบาลไทยอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่าง รวมกัน หรือเป็ นสัญญาประกันภัยและกรรมธรรม์ประกันภัย

การยื่นขอรับช าระค่าใช้จ่ายเบื้ องต้น๕๘)(มาตรา

ผู้เสียหายหรือทายาทของผู้เสียหาย ต้องใช้สิทธิในการขอรับชดใช้ค่าใช้จ่ายเบื้ องต้น โดย การยื่นคําขอต่อพนักงานสอบสวนภายในกําหนด๑ปีนับแต่วันที่ความเสียหายเกิดขึ้น

วิธีการขอรับชดใช้ค่าใช้จ่ายเบื้ องต้น๕๗)(มาตรา

(๑) ผู้เสียหายหรือทายาทในกรณีที่ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ต้องยื่นคําขอตามแบบที่ กรมตํารวจกําหนดต่อพนักงานสอบสวน แสดงพยานหลักฐานว่าผู้เสียหายได้รับความเสียหายโดย จากรถผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่ง

(๒) พนักงานสอบสวนจะต้ องพิจารณาจากสํานวนการสอบสวนและเมื่อเห็นว่าความ เสียหายได้เกิดขึ้ นจากรถของผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งคันใด พนักงานสอบสวนก็จะมี หนังสือสั่งให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่ง ซึ่งเป็ นเจ้าของรถนั้นชดใช้ค่าใช้จ่ายเบื้ องต้นแก่ ผู้เสียหายหรือทายาทตามจํานวนที่กฎหมายกําหนด

ข้อสังเกตคําว่า“ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งซึ่งเป็ นเจ้าของรถ” หมายความ ถึงบุคคลผู้ได้รับใบอนุญาตประเภทการขนส่งเท่านั้น ดังนั้น เจ้ซึ่งมิได้เป็าของรถร่วมนผู้ได้รับ ใบอนุญาตประกอบการขนส่งแต่นํารถของตนเข้าวิ่งร่วมในนามของผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการ ขนส่งจึงไม่ใช่ผู้ที่จะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายเบื้องต้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้และพนักงาน สอบสวนจะต้องมีหนังสือสั่งให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายเบื้ องต้นกับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่ง เท่านั้น

บทที่๔

พระราชบัญญัติรถยนต์ พ๒๕๒๒.ศ.

๑. เจตนารมณ์ในการตราพระราชบัญญัติรถยนต์ ๒๕๒๒พ.ศ.

เพื่อควบคุมการจดทะเบียนและจัดเก็บภาษีประจําปี รถ

๒. ความหมายของค านิยามหรือค าศัพท์

คําศัพท์ที่สําคัญที่ควรทราบได้บัญญัติไว้ใน มาตรา๔ดังนี้ “รถ” หมายความว่า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถพ่วง รถบดถนน รถแทรกเตอร์ และรถ

อื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง “รถยนต์หมายความว่า รถยนต์สาธารณะ รถยนต์บริการ และรถยนต์ส่วนบุคคล

“รถยนต์สาธารณะ” หมายความว่า

(๑) รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหว ด

(๒) รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน “รถยนต์บริการ” หมายความว่า รถยนต์บรรทุกโดยสารหรือให้ เช่า ซึ่งโดยสารคน

โดยสารไม่เกินเจ็ดคนดังต่อไปนี้

(๑) รถยนต์บริการธุรกิจ

(๒)รถยนต์บริการทัศนาจร

(๓) รถยนต์บริการให้เช่า

“รถยนต์ส่วนบุคคล” หมายความว่า

(๑) รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน

(๒)รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคนแต่ไม่เกินสิบสอง ละรถบรรทุกส่วนบุคคลที่มี นํ้าหนักไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม ซึ่งมิได้ประกอบการขนส่งเพื่อสินจ้างตามกฎหมายว่ การขนส่งทางบก

“รถจักรยานยนต์” หมายความว่า รถทีเดินด้วยกําลังเครื่องยนต์หรือกําลังไฟฟ้ าและมีล้อ ไม่เกินสองล้อ ถ้ามีพ่วงข้างมีล้อเพิ่มอีกไม่เกินหนึ่งล้อ และให้หมายความรวมถึงรถจักรยานที่ติด เครื่องยนต์ด้วย

“รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล” หมายความว่า รถจักรยานยนต์ที่มิได้ใช้รับจ้างบรรทุกคน

โดยสาร

“รถจักรยานยนต์สาธารณะ” หมายความว่า รถจักรยานยนต์ที่ใช้รับจ้างบรรทุกคน โดยสารแต่ไม่หมายรวมถึงรถจักรยานยนต์ที่มีรถพ่วงข้างและรถจักรยานยนต์ที่ติดเครื่องยนต์

“รถพ่วง” หมายความว่า รถที่เคลื่อนที่ไปโดยใช้รถอื่นลากจูง “รถบดถนน” หมายความว่า รถที่ใช้ในการบดอัดวัสดุบนพื้นให้แน่น และมีเครื่องยนต์

ขับเคลื่อนในตัวเอง หรือใช้รถอื่นลากจูง “รถแทรกเตอร์” หมายความว่า รถที่มีล้อหรือสายพาน และมีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนใน

ตัวเองเป็นเครื่องจักรกลขั้นพื้นฐานในงานที่เกี่ยวกับการขุด ตัก ดัน หรือฉุดลาก เป็นต้น หรือ รถยนต์สําหรับลากจูงซึ่งมิได้ใช้ปารขนส่งส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกะกอบก

“เจ้าของรถ” หมายความรวมถึงผู้ที่มีรถไว้ในครอบครองด้วย “ผู้ตรวจการ” หมายความว่า ข้าราชการสังกัดกรมการขนส่งทางบก ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงคมนาคมแต่งตั้งให้เป็ นผู้ตรวจการตามพระราชบัญญัตินี้

๓. การจดทะเบียน เครื่องหมาย และการใช้รถ

การจดทะเบียนและเครื่องหมายรถ

ก. ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ขับรถที่ยังมิได้จดทะเบียน และห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถที่จดทะเบียนแล้วแต่ ยังมิได้เสียภาษีประจําปีสําหรับรถนั้นให้ครบถ้วนถูกต้องภายในเวลาที่กําหนด (มาตรา ๖) ส่วนรถ ที่จะขอจดทะเบียนได้ต้องเป็นรถทมีส่วนควบและมีเครื่ องอุปกรณ์สําหรับรถครบถ้ วนถูกต้อง ตามที่กําหนดในกฎกระทรวง และผ่านการตรวจสภาพรถจากนายทะเบียน หรือจากสถานตรวจ สภาพจากที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ในเวลาที่ขอจดทะเบียนแล้ว (มาตรา ๗)

ข. รถที่จดทะเบียนแล้วต้องมีแผ่นป้ายและเครื่องหมายครบถ้วนถูกต้องตามที่กฎหมาย กําหนดสําหรับการขับรถยนต์ไว้เพื่อขายหรือซ่อม(ป ายแดง) ต้องได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน และให้ขับได้ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้ นถึงพระอาทิตย์ตก ผู้ใดฝ่ าฝื นต้องระวางโทษไม่เกิน๒,๐๐๐ บาท

ค. รถดังต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนา๘)(มาตร

(๑) รถสําหรับเฉพาะพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

(๒) รถของกรมตํารวจที่จดทะเบียนและมีเครื่องหมายตามระเบียบที่อธิบดีกรม ตํารวจกําหนด

(๓) รถของสํานักพระราชวังที่จดทะเบียนและมีเครื่องหมายตามระเบียบที่เลขาธิการ พระราชวังกําหนด

(๔) รถทีเจ้าของแจ้งการไม่ใช้รถตามมาตรา๓๔

(๕) รถที่ผู้ผลิตหรือประกอบเพื่อจําหน่ายหรือที่ผู้นําเข้าเพื่อจําหน่ายผลิตประกอบ หรือนําเข้า และยังมิได้จําหน่ายให้แก่ผู้อื่น

ง. รถดังต่อไปนี้ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม เว้นแต่ธรรมเนียมค่าแผ่นป้ า ทะเบียนรถ

(๑) รถดับเพลิง

(๒) รถพยาบาลที่มิใช่เป็นรถสําหรับรับจ้าง

(๓) รถของกระทรวง ทบวง กรม เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด สุขาภิบาล กรุงเทพมหานคร เมื่อพัทยา และราชการส่วนท้องถิ่นที่เรียกชื่ออย่างอื่น ทั้งนี้เฉพาะรถที่มิได้ใช้ ในทางการค้าหรือหากําไร

(๔) รถบดถนนของรัฐวิสาหกิจ

(๕) รถแทรกเตอร์ของรัฐวิสาหกิจ

(๖) รถของสภากาชาดไทย

(๗) รถของบุคคลในคณะผู้แทนทางการทูต คณะผู้แทนทางกงสุล องค์การระหว่าง ประเทศ หรือทบวงการชํานาญพิเศษแห่งสหประชาชาติ ซึ่งประจําอยู่ในประเทศไทย

(๘) รถใช้งานเกษตกรรมตามลักษณะและเงื่อนไขที่กําหนดในกฎระทรวง

การควบคุมด้านทะเบียนและการใช้รถ

(๑) การควบคุมการน าเข้าและการผลิตหรือประกอบรถ

ผู้ที่นําเข้ารถหรือเครื่องยนต์สําหรับรถเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจําหน่ายหรือใน กรณีที่มีการผลิตหรือประกอบรถหรือเครื่องยนต์สําหรับรถขึ้นใหม่เพื่อจําหน่าย ผู้นั้นต้องส่งบัญชี ประจําเดือนในการรับและจําหน่ายรถหรือเครื่องยนต์สําหรับรถให้แก่นายทะเบียนภายในวันที่สิบ ห้าของเดือนถัดไป(มาตรา ๒๐)

วัตถุประสงค์ของการที่กฎหมายได้บังคับให้ต้องมีการส่งบัญชีการนําเข้า การผลิต หรือการประกอบรถ หรือเครื่องยนต์ ทั้งนี้ เพื่อการควบคุมให้ได้มาซึ่งรถโดยชอบด้วยกฎหมาย และเสียภาษีอย่างถูกต้อง ตลอดจนเพื่อการควบคุมจํานวนรถที่เกิดขึ้นใหม่ในระบบการขนส่งหรือ การจราจร

(๒) การจดทะเบียนและการช าระภาษี

ก. ในการจดทะเบียนรถนั้น ผู้ที่ประสงค์จะขอจดทะเบียนรถ จะต้องยื่นคําขอต่อ นายทะเบียนแห่งท้องที่ที่ตนมีภูมิลําเนาเว้นแต่เจ้าของรถที่มีความประสงค์ที่จะนํารถไปใช้ใน ท้องถิ่นอื่นให้ยื่นคําขอต่อนายทะเบียนท้องถิ่นนั้นได้๑๐) (มาตรา

ข. การห้ามมิให้ใช้รถผิดประเภทจากที่ได้จดทะเบียนไว้(มาตรา ๒๑) สําหรับการนํารถจดทะเียนแล้วไปใช้ จะต้องใช้ให้ตรงตามประเภทที่จด

ทะเบียนไว้เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) การใช้รถยนต์บริการธุรกิจหรือรถยนต์บริการทัศนาจรในกิจการส่วนตัว

(๒) การใช้รถยนต์สาธารณะในกิจการส่วนตัว โดยมีข้อความแสดงไว้ที่รถนั้นให้ เห็นได้ง่ายจากภายนอกว่าใช้ในกิจการส่วนตัว

(๓) การใช้รถยนต์สาธารณะบรรทุกของที่ติดตัวไปกับผู้โดยสาร

(๔) ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อไขที่กําหนด

ในกฎกระทรวง

ค.การชําระภาษีประจําปี

(๑) วิธีการชําระภาษีประจําปี

เจ้าของรถมีหน้าที่เสียภาษีประจําปีและเสียภาษีล่วงหน้าคราวละหนึ่งปี ถ้า มิได้เสียภาษีภายในเวลาที่กําหนดให้เจ้าของนั้นชําระเงินเพิ่มอีกร้อยละยี่สิบของจํานวนภาษีที่ค้าง ชําระหมายถึง เจ้าของรถจะต้องเสียภาษีประจําปีก่อนที่จะนํารถไปใช้โดยการเสียภาษีนั้นจะต้อง เสียคราวละหนึ่งปี จะเสียเป็ นงวดหรือเสียน้อยกว่าหนึ่งปี ไม่ได้ และเมื่อถึงกําหนดการเสียภาษี ประจําปีครั้งถัดไปแล้ว เจ้าของรถยังไม่ชําระจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละยี่สิบของจํานวนเงินภาษี ที่ยังมิได้ชําระนั้น (มาตรา ๓๒)

(๒) อัตราภาษีประจําปี สําหรับอัตราภาษีประจําปีที่เจ้าของรถต้องเสียนั้นให้เป็นไปตามอัตราที่

กําหนดไว้ท้าย พ.ร.บ.รถยนต์ พ๒๕๒๒.ศ. ซึ่งภาษีสําหรับรถแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน คือ แบ่งการจัดเก็บตามความจุของกระบอกสูบ(CC) จัดเก็บตามนํ้าหนักรถ และจัดเก็บเป็ นราย คันดังนี้

ก. รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน๗คน ต้ องเสียภาษีตามความจุของ กระบอกสูบ (cc) รวมกันของเครื่องยนต์ของรถยนต์แต่ละคัน

ข. รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน๗คน รถยนต์รับจ้างประจําจังหวัด รถยนต์ บริการ รถยนต์รับจ้ าง รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล หรือรถยนต์สําหรับลากจูง ซึ่งมิได้ใช้ ในกา ประกอบการขนส่งส่วนบุคคล ตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ถแทหรือรกเตอร์ที่มิได้ใช้ ในการเกษตรนั้นให้เก็บภาษีตามนํ้าหนักของรถ

ค. มีรถบางประเภทที่กําหนดให้เสียภาษีเป็นรายคัน ไม่ว่าจะมีขนาดเท่าใด ก็ตาม อาทิ รถจักรยานยนต์ รถพ่วงของรถจักรยานยนต์ รถพ่วงอื่น รถบดถนน และรถแทรกเตอร์ ที่ใช้ในการเกษตร

การโอนรถ (มาตรา ๑๗)

รถที่ได้จดทะเบียนแล้ว หากเจ้าของรถได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุคคลอื่น ผู้โอนและ ผู้รับโอนจะต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันโอน ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะรถที่ได้จด ทะเบียนแล้วเท่านั้น ดังนั้น รถที่ยังไม่ได้จดทะเบียน หรือหากจดทะเบียนแล้วแต่ได้มีการแจ้งเลิก ใช้ภายหลัง (มาตรา๓๔) ในระหว่างที่การแจ้งเลิกใช้ยังมีผลอยู่โดยยังมิได้มีการขอจดทะเบียน ใหม่เมื่อมีการซื้อขายหรือโอนกรรสิทธิ์กัน ก็ไม่ต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภายใน ๑๕ วัน แต่อย่าง ใด

การแจ้งย้ายรถ (มาตรา๑๖)

หากได้มีการย้ายรถไปไว้ต่างท้องที่ที่ได้จดทะเบียนไว้ ให้เจ้าของรถแจ้งต่อนายทะเบียน ภายในสิบห้าวันนับแต่วันย้าย

การแจ้งไม่ใช้รถ (มาตรา๓๔)

การแจ้งไม่ใช้รถตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ๒๕๒๒.ศ. นั้น กําหนดหลักการว่า ถึงแม้ว่าเจ้าของ รถจะใช้รถหรือไม่ก็ตาม และถึงแม้ว่าจะไม่ได้ใช้รถด้วยเหตุประการใดๆ ก็ตาม หากเจ้าของรถ มิได้แจ้งการไม่ใช้รถต่อนายทะเบียนแล้ว เจ้าของรถก็จะต้องมีหน้าที่เสียภาษีประจําปีภายใน ระยะเวลาที่กําหนดจะอ้างเหตุมิได้ใช้รถไม่ว่าประการใดๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียภาษีประจําปีไม ได้ซึ่งการแจ้งไม่ใช่รถแบ่งออกเป็ น๒ ลักษณะ คือ การแจ้งไม่ใช้รถชั่วคราวมีอายุ๒ปี และการ แจ้งไม่ใช้รถตลอดไป

อย่างไรก็ตาม หากในภายหลังเจ้าของรถมีความประสงค์จะใช้รถคันที่ได้แจ้งเลิกใช้ไว้นั้น อีกก็สามารถแจ้งต่อนายทะเบียนเพื่อจดทะเบียนและเสียภาษีประจําปีเช่นเดียวกับรถที่ยังมิได้มี การจดทะเบียนมาก่อน จึงจะนํารถนั้นไปใช้ได้ต่อไป

๔. การขอใบอนุญาตขับรถ

ใบอนุญาตขับรถ (มาตรา๔๓)

ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์มีรถที่อยู่ในการควบคุมหลายชนิด หลายประเภท และหลาย ลักษณะ ดังนั้น กฎหมายจึงได้แยกใบอนุญาตขับรถเป็ชนิด๑๐ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ ความเหมาะสมตลอดจนความสามารถของผู้ขับขี่ที่จะนําไปใช้ซึ่งมีดังนี้

มาตรา ๔๓ ใบอนุญาตขับรถมีดังนี้

(๑) ใบอนุญาตขับรถรถยนต์ส่วนบุคคล รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล หรือรถจักรยานยนต์ ส่วนบุคคลชั่วคราว

(๒) ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล

(๓) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล

(๔) ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ

(๕) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อสาธารณะ

(๖) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (๖/๑) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ

(๗) ใบอนุญาตขับรถบดถนน

(๘) ใบอนุญาตขับรถแทรกเตอร์

(๙) ใบอนุญาตขับรถชนิดอื่นนอกจาก(๑) ถึง(๘)

(๑๐) ใบอนุญาตขับรถตามความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี

คุณสมบัติและลักษณะของผู้ขอใบอนุญาตขับรถ

(๑)ผู้ขอใบอนุญาตขับรถชนิดที่๑ ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตร ๔๖ แห่ง พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ๒๕๒๒.

(๒) ผู้ขอใบอนุญาตขับรถชนิดที่๒ – ๖ ต้องเป็ นไปตามมาตรา๔๗ แห่ง พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.๒๕๒๒

(๓) ผู้ขอใบอนุญาตขับรถชนิดที่๒, ๓ หรือ๖ ตลอดชีพ ต้องเป็ นไปตามมาตรา๔๘ แห่ง พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ๒๕๒๒.

(๔) ผู้ขอใบอนุญาตขับรถชนิดที่๔ หรือ๕ ต้องเป็ นไปตามมาตรา๔๙ แห่ง พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ๒๕๒๒.

การยึดใบอนุญาตขับรถ (มาตรา๕๔)

นายทะเบียนมีอํานาจยึดใบอนุญาตขับรถของผู้ใด ในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงดังนี้

(๑)ต้องพิพากษาถึงที่สุด ว่าได้กระทําความผิด

(๒) ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งอันชอบด้ วยกฎหมายของเจ้ าพนักงานจราจร หรือพนักงาน เจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก

(๓) ต้องพิพากษาถึงที่สุดว่าได้กระทําความผิดฐานขับรถหรือกระทําการใดๆ อันน่าจะ เป็ นภัยต่อประชาชนรือห

(๔) มีผู้กล่าวโทษว่าทําลายความสงบสุขของประชาชนในถนนหรือทางหลวงโดยขู่เข็ญ ดู หมิ่น รังแก หรือรบกวนคนขับรถด้วยกันหรือผู้โดยสาร

การเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ (มาตรา๕๓)

หากปรากฏในภายหลังว่า ผู้ที่ได้รับอนุญาตขับรถไปแล้ว เป็นผู้ขาดสมบัติหรือมีลักษณะ ต้องห้ามตามที่กฎหมายกําหนดไว้สําหรับผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถประเภทนั้นๆ ให้นายทะเบียนมี อํานาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถนั้นได้

บทที่๕

หลักและวิธีปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการจราจร

๑. การจัดการและการควบคุมการจราจร

การจัดการจราจร

หมายถึง การดําเนินการใดๆ ที่ทําให้การใช้ถนนที่มีอยู่ให้ มีประสิทธิภาพสูงสุดด้ วย การจราจร โดยอาจจะรวมถึงการปรับปรุงแก้ไขเล็กน้อย

การควบคุมการจราจร

หมายถึง การปฏิบัติการใดๆ ให้เป็นไปตามแผนการจัดการจราจรที่ได้กําหนดไว้ให้ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด

การจัดการและควบคุมจราจรเพื่อวัตถุประสงค์ใด

๑.เพื่อความปลอดภัยต่อผู้ใช้ถนนรวมทั้งคนเดินเท้า ๒. เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการเร่งระบายการจราจร ๓. เพื่อควบคุมทิศทางการระบายรถและคน ๔. เพื่อความเป็ นระเบียบเรียบร้อย

การเตรียมตัวในการควบคุมการจราจร

๑.การเตรียมแต่งกาย

๑.๑สภาพร่างกายแข็งแรงปกติ พักผ่อนให้เพียงพอ

๑.๒ เครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ต่างๆ สะอาดและถูกต้องตามระเบียบ ๑.๓ ตรงต่อเวลา

๒. การเตรียมสภาพจิตใจ ๒.๑ จิตใจต้องแจ่มใส, ปลอดโปร่ง, พร้อมปฏิบัติงาน

๒.๒ มีความตื่นตัวฉับไว พร้อมปฏิบัติงาน ๒.๓ มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย

ก่อนการปฏิบัติการควบคุมการจราจร

๑.สอบถามและทําความเข้าใจในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีและถูกต้อง ๒. สังเกต และสร้างความคุ้นเคยต่อบริเวณที่จะปฏิบัติหน้าที่

๓. สังเกต จดจําเวลา, รอบจังหวะ และทิศทางของสัญญาณไฟจราจรที่แยกนั้นได้ดี

การยืนอ านวยการจราจร

๑.ยืนในจุดที่มองเห็นถนนได้ทุกด้านเพื่อมองเห็นปริมาณรถแต่ละด้านมากน้อยเพียงใด

๒. เป็นจุดที่ปลอดภัย ไม่กีดขวางการจราจร ๓. ไม่มีสิ่งบดบังตัวเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติอาจทําให้ผู้ขับขี่รถมองไม่เห็น

๔. ให้ผู้ขับขี่รถยนต์มองเห็นได้เด่นชัด เมื่อให้สัญญาณมือในการอํานวยการจราจร ๕. เป็นจุดที่มองเห็นสัญญาณไฟจราจรหรือผู้ควบคุมสัญญาณไฟจราจร ๖. ยืนอยู่ในที่เหมาะสม สง่าผ่าเผย ๗. งดการสูบบุหรี่, หมากฝรั่งหรือแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสม

การควบคุมการจราจรด้วยสัญญาณมือ

๑.ก่อนใช้ สัญญาณมือต้องดูจังหวะสัญญาณไฟจราจรให้ถูกต้องนวยการจราจรเมื่ออํา ตามจังหวะสัญญาณไฟจราจรที่มีผู้ควบคุมสัญญาณไฟจราจรอยู่

๒. ก่อนห้ามรถด้วยสัญญาณมือให้ดูความเร็วของรถคันแรกและคันหลัง รวมทั้งระยะห่าง รถที่จะห้ามเหมาะสมเพียงพอกับระยะที่จะหยุดหรือไม่

๓. ให้สัญญาณมือและสัญญาณเสียงด้วยนกหวีด ให้ผู้ขับขี่เห็น และได้ยินในลักษณะที่ เด่นและชัดเจน

๔. สังเกตผู้ขับขี่มองเห็นและเข้าใจสัญญาณมือหรือไม่ ๕. ยืนในจุดที่เหมาะสม สามารถใช้สัญญาณมือเร่งระบายในด้านอื่นได้

การควบคุมการจราจรในเวลาเช้ามืดและเวลาค ่า

๑.การแต่งกายที่ผู้ขับขี่เห็นได้ดีและชัดเจน

๒. ใช้ไฟฉายช่วยในการใช้สัญญาณมือ

๓.ใช้สัญญาณด้วยเสียงนกหวีดให้ดังและยาวกว่าปกติ ๔. ระมัดระวังการยืนบริเวณจุดที่ไม่มีแสงไฟฟ้าส่องสว่าง

๕. ระมัดระวังรถที่ไม่เปิดสัญญาณไฟส่องสว่างหน้ารถแล่นมาในเวลากลางคืน ๖. ระวังผู้ขับขี่ที่เมาสุรา หรือหลับใน อาจเกิดอุบัติเหตุในการให้สัญญาณมือได้

สิ่งที่ควรระมัดระวังอื่นๆ

๑. ควบคุมอารมณ์เพื่อถูกผู้ใช้รถใช้ถนนตําหนิการปฏิบัติ เมื่อเกิดการจราจรติดขัดมาก ๒. ถูกซักถามหรือพูดจาประชดประชัน

๓.เมื่อปิ ดการจราจรหรือเตรียมเส้นทางบุคคลสําคัญต่างๆ

๔. การจราจรติดขัดเป็นวงแหวน ต้องเร่งระบายคลี่คลายการจราจรในวงแหวน อาจทําให้ ด้านอื่นไม่เคลื่อนตัวหรือเร่งระบายน้อยกว่า

๕. สัญญาณไฟจราจรขัดข้อง ต้องออกมาอํานวยการจราจรด้วยสัญญาณมือแทน ๖. ภูมิอากาศแปรปรวน

การปฏิบัติเมื่อเหตุรถยนต์ขัดข้องบนถนน

๑. รีบไปยังจุดที่รถยนต์ขัดข้องโดยด่วน

๒.หากกีดขวางช่องการจราจรให้ นําชิดขอบทางด้วนซ้ายหรือบริเวณที่ไม่กีดขวาง

การจราจร ๓. สอบถามสาเหตุที่ขัดข้องและสิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือ ช่วยแนะนําอู่ซ่อม

เครื่องยนต์ใกล้เคียงด้วยก็จะดี ๔. หากแก้ไขไม่ได้หรือกีดขวางการจราจรให้รถยกรีบนําพ้นการกีดขวาง

๕. เร่งระบายจุดที่ติดขัดเพราะสาเหตุดังกล่าวจนการจราจรคลี่คลายเป็นปกติ

การปฏิบัติกรณีรถท าสิ่งของตกหล่น

๑. รีบไปยังจุดที่สิ่งของตกหล่น

๒.แจ้งสภาพที่เกิดเหตุว่ามีสิ่งใดตกหล่น ต้องการความช่วยเหลือจากหน่วยงานใด

อย่างไร ๓. หากที่เกิดเหตุมีบริเวณกว้างเกิดการติดขัดมากให้ขอกําลังสนับสนุนเพื่อเร่งระบาย

การจราจร ๔. กระจายกําลังประจําจุด เพื่อเร่งระบายในจุดที่เหมาะสมไม่รวมจับเป็นกลุ่ม

๕. ออกหนังสือคําสั่งดําเนินคดีกับผู้ขับขี่ในกรณีที่เป็นการกระทําประมาทเลินเล่อ

การป้ องกันและแก้ไขจราจรติดขัด

การป้องกันมิให้การจราจรติดขัดเป็นความรับผิดชอบร่วมกันในหน้าที่ของรัฐซึ่งเกี่ยวข้อง กับการวางผังเมือง การก่อสร้ างทาง การติดตั้งเครื่องหมายจราจรและสัญญาณจราจรตลอดจน เครื่องมือ เครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ จึงจําเป็นที่จะต้องพิจารณา ดังต่อไปนี้

๑. ให้การศึกษาหมายถึง การเรียนรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจร และกฎหมายอื่นๆ ที่ เกี่ยวกับรถนั้น ตลอดจนกฎแห่งความปลอดภัยอุบัติเหตุ และการป้ องกันของผู้ใช้รถใช้ถนน ทั้ง ทางตรงและทางอ้อม

-สาเหตุการขัดข้องการจราจรในเมือง

-ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอุบัติเหตุจราจร

-สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ และการจําแนกสาเหตุ

๒.การวิศวกรรมหมายถึง การแก้ไขงานทงด้านช่าง เกี่ยวกับจราจร ตลอดจนการ พิจารณาติดตั้งป้ ายเครื่องหมายบังคับการจราจร ป้ ายเตือน ป้ ายแนะนํา และป้ ายประกาศต่างๆ การกําหนดความเร็วกับสภาพถนนในทางโค้ง มุมอับสายตาให้เหมาะสมเป็ นต้น

๓. การบังคับตามกฎหมายหมายถึง การตรวจตราและการจัดการจราจร เพื่อให้ผู้ใช้รถ ใช้ถนนได้ปฏิบัติตามกฎหมายจราจรและกฎหมายอื่นๆ เกี่ยวกับรถนั้นโดยเคร่งครัด รวมทั้งการ กวดขันจับกุมผู้กระทําผิดกฎหมาย เพื่อให้ การจราจรเป็ นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วประหยัด และปลอดภัยตามเป้ าหมายของการแก้ไขปัญหาจราจร

การแก้ไขหรือเพื่อที่ลดอุบัติเหตุบนท้องถนนโดยการออกกฎหมายบังคับและกวดขัน มิให้ ผู้ กระทําผิดขึ้ นจะต้ องมีการอบรมให้ เข้ าใจถึงข้ อเท็จจริง ทั้งคนขับรถ และคนเดินเท้าทร

ภยันตรายเป็ นดีพอ จะได้เห็นว่าในการศึกษา การวิศวกรรม การบังคับให้เป็ นไปตามกฎหมาย ย่อมมีความสัมพันธ์กันเสมอ และในการแก้ไขไนด้านการบังคับกฎหมายควรพิจารณาจาก

-กฎหมายจราจร

-การควบคุมรถยนต์

-การควบคุมใบอนุญาตขับรถ

-เจ้าหน้าที่ตํารวจ

ส่วนหลักอีก๓ ประการ ต่อไปนี้ จัดได้ว่าเป็ นหลักแก้ไขปัญหาให้ บรรลุเป้ าหมายทาง บริหารคือ

๔. การประเมินผลหมายถึง การประเมินผลงานความถูกต้องที่ได้ปฏิบัติไปแล้วว่าบรรลุ เป้าหมายที่วางไว้เพียงใด การควบคุม การประเมินผลงาน ก็เพื่อจะให้การวางแผนนโยบายขั้น ต่อไปได้ดีเพราะรู้จุดบกพร่อง

๕. การร่วมมือประสานงานหมายถึง การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน ด้านการแก้ปัญหาจราจรติดขัด และการป้ องกันอุบัติเหตุในท้องถนน

๖. ความพยายามกระท าร่วมกันหมายถึง ความพยายามแก้ไขสิ่งที่ยังไม่เป็นตาม เป้าหมายที่วางไว้ซึ่งยังขาดปัจจัยบางอย่างที่จะสนับสนุนและต้องใช้เวลาเปลี่ยนแปลง โดยมี “สํานักงานคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก” ขึ้ นอยู่กับนโยบายและแผนมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย เป็ นผู้วางแผนแก้ปัญหาจราจทั้งปี แผนระยะสั้น

ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาจราจร ที่ควรปรับปรุงแก้ไข โดยมีหัวข้อเสนอแนะ

ดังนี้

-ปัญหาเกี่ยวกับคน

-ปัญหาเกี่ยวกับถนนและสภาพแวดล้อม

-ปัญหาเกี่ยวกับยานพาหนะและการขนส่ง

-ปัญหาเกี่ยวกับผังเมือง และการขยายเมือง

การป้ องกันและการแก้ไขจราจรเมื่อรถติด

การควบคุมระหว่างทางแยก หน้าที่ของผู้ควบคุมการจราจรระหว่างทางแยกตามธรรมดา คือการป้องกันการขัดข้องในการจราจรระหว่างทางแยก มีหน้าที่ป้องกันตันเหตุที่จะทําให้ การจราจรขัดข้อง

การควบคุมเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน การจัดการจราจรในขณะที่มียวดยานน้อย หรือการจราจร กําลังเดินสะดวกอยู่นั้นไม่เป็นปัญหาแต่ในบางขณะจํานวนยวดยานแล่นมามากขึ้นทุกทีนี่แหละ เริ่มเกิดปัญหาขึ้ นแล้ว ต่อไปยวดยานะเริ่มแออัดกันจนกระทั่งมองเห็นชัดๆ ว่าถ้ามีรถเพิ่มเ อีกสัก๒ คันเท่านั้น ทางแยกนั้นจะใช้ไม่ได้แล้วจะติดกันหมด หน้าที่ของตํารวจจราจรจะหนักขึ้ น ทุกที ฉะนั้นตํารวจจราจรจะต้องรู้ และรับจัดการแก้ไขโดยด่วนป้ องกันอย่าให้เกิดการขัดข้องโ การที่ยวดยานต้องอัดกันแน่นได้

ฉะนั้นจึงขอแนะนําหัวข้อไว้ให้ทราบบ้างเพื่อเป็ นทางช่วยเหลือการป้ องกันเหตุยัดเหยี ดังกล่าวข้างต้น

๑. ระวังทางออกทางแยก ๒. คอยสังเกตการจราจรทุกด้าน

๓.ตํารวจจราจรต้องไม่เผลอ ต้องตั้งใจคอยระวังหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัดเสมอ ต้อง คอยสังเกตต้องคาดคะเนการในหน้าที่อยู่ตลอดเวลา

ขอให้จ าไว้ว่า

๑. ในบริเวณทางแยก ต้องควบคุม อย่างให้มีรถหยุดขวางเป็นอันขาด เว้นแต่ขณะที่รถ กําลังแล่นผ่านเท่านั้

๒. ทางออกของรถจากทางแยก ต้องให้ว่างเช่นเดียวกัน ข้อสําคัญที่สุดอย่ายอมให้รถที่ หยุดรอหยุดลํ้าแนวเส้นกลางถนน และระวังถ้ามีทางแยกต้องให้ว่างเช่นเดียวกัน และถ้าหากมีทาง แยกที่ติดต่อกัน รถที่รอสัญญาณหรือติดการขัดข้องอยู่ทางแยกหนึ่ง อาจมีจํานวนมากและยาว เหยียดไปปิดทางออกอีกทางหนึ่งได้ ต้องรีบป้ องกันไว้ให้ทันเสมอ การเลี้ ยวของรถในโอกาสนั้นก็ เช่นเดียวกันต้องดูให้แน่ว่ารถนั้นจะเลี้ ยวออกได้ตลอดรวดเดียว ไม่ควรยอมให้ รถเลี้ ยวไปหย ขวางถนนแล้วถอยหลังกับไปมา

๓. การกีดขวางหรือการขัดข้อง ตามบริเวณต่อเนื่องกับทางแยกก็เป็สําคัญอีกเหตุนเหตุ หนึ่งที่จะทําให้การจราจรทางแยกเกิดการขัดข้องขึ้น

หลักทั่วไปสําหรับผู้ปฏิบัติเกี่ยวกับการจราจร ผู้มีหน้าที่ควบคุมทางแยกใกล้ๆ กัน ตามที่ ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นต้องพยายามปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้แนะนํามาแล้วและทําให้สมํ่าเสมอกัน ทํา ให้เป็นระเบียบในระยะแรกๆ ทางที่จะมีการขลุกขลักบ้าง แต่ถ้าสนใจและพยายามสังเกตจดจําไว้ ก็จะเห็นคุณค่าของแนวปฏิบัติเป็ นอย่างดี

ต่อไปนี้ เป็ นหัวข้อแนะน าเพื่อการปฏิบัติให้เป็ นระเบียบและถูกต้อง

๑. สัญญาณของเจ้าหน้าที่ต้องใช้ตามแบบ และเหมือนกันหมดทุกคน ๒. การห้ามรถให้หยุด ตามทิศทางต่างๆ เพื่อเปลี่ยนให้รถทางตัดที่รออยู่ได้ผ่านไปบ้าง

ต้องงดจังหวะระยะต่อ ของรถที่แล่นตามมาห่างกันพอสมควรพอที่จะหยุดได้ทัน โดยคนขับไม่ ต้องห้ามล้ออย่างฉับพลัน

๓. ถ้ารถในทางที่กําลังแล่นมามีระยะติดต่อกันไม่ขาดสาย และไม่มีช่องห่างกันพอที่จะ ห้ามให้หยุดได้ตามข้อ๑ก็ควรห้ามรถคันที่เห็นว่าแล่นช้า

๔. คอยเตือนนักขับรถที่ขับสะเปะสะปะ ไม่เข้าตามช่อทาง หรือคนจําพวกขับรถเหม่อให้ คอยระวังตัวยู่เสมอ

๕. อย่าตื่นและตกใจในขณะที่เห็นรถตามกันมาเป็นจํานวนมาก หรือเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง ขึ้นเฉพาะหน้า

๖. ในขณะที่มีหน้าที่ยืนควบคุมทางแยกอยู่กลางถนนอย่าละทิ้งตําแหน่ง เพราะคนขับรถ ถือเอาตัวตํารวจเป็ นหลักในการรอคอย

๗. ถ้าเกิดเหตุขัดข้องขนาดใหญ่ขึ้น ควรรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบทันที ๘. ในขณะปฏิบัติหน้าที่ตํารวจราจรต้องไม่ทําหน้าบึ้ง หรือทําดุหรือโกรธ

ถ้าเป็นทางแยกที่ไม่มีข้ อบังคับกําหนดการเลี้ ยวรถไว้ ก็ให้ ควบคุมรถเลี้ ยวตามวิธี ดังต่อไปนี้

รถเลี้ยวซ้าย ถ้าเดินตามช่องทางที่ถูกแล้วไม่มีปัญหาอย่างใดเลย

ถ้าปรากฏว่าการเลี้ยวซ้ายตรงทางแยกขอรถคันใดต้องตัดหน้ารถคันอื่นที่อยู่ในทิศ

เดียวกันก็ย่อมรู้ได้ว่ารถคันนั้นเดินรถผิดช่องทางแล้ว

กรณีพิเศษที่รถเลี้ยวซ้ายต้องตัดหน้ารถคันอื่นตามที่กล่าวแล้วในวรรคก่อนมีอยู่อย่าง เดียวคือขณะที่รถประจําทางหยุดรับส่งคนโดยสาร ชิดขอบทางซ้ายใกล้ทางแยก รถอื่นที่เลี้ยวซ้าย ตรงทางแยกนั้น จึงจําเป็นต้องเลี้ยวซ้ายตัดหน้ารถประจําทางที่หยุดนั้นไป

ตามปกติไม่จําเป็ นห้ามรถในทางตัดให้หยุด เพื่อให้รถเลี้ ยวซ้ายผ่านเข้าไปร่วมทางด้ว เว้นแต่โอกาสที่รถทางตัดซึ่งแล่นตรงผ่านหน้าเป็นขบวนยาวติดๆ กัน ไม่มีช่องที่รถเลี้ยวซ้ายจะ เลี้ยวเข้าทางได้เท่านั้นที่ตํารวจจราจรจะช่วยห้ามรถผ่านทางตรงให้หยุดชั่วขณะ

ถ้ารถเลี้ ยวซ้ายจะเข ร่วมทางกับรถในทางตัดที่มีจํานวนมาก รถที่จะต้องห้ามให้หยุดคือ รถที่เดินในทางที่รถเลี้ยวซ้ายจะเข้าเดินร่วมเท่านั้น

รถเลี้ ยวซ้ายจะต้องหยุดรอ หรือถูกห้ามเลี้ ยวในเฉพาะโอกาสต่อไปนี้

๑. ถนนที่รถเลี้ยวซ้ายจะเข้าไปนั้นมีรถอื่นอยู่แน่น ๒. การเลี้ยวซ้ายจะเป็ นเหตุให้เข้าไปเบียดกับฝูงคนเดินเท้า

๓. สายการเดินรถทางตัดที่รถเลี้ยวซ้ายจะเข้าเดินร่วมด้วยมีจํานวนมาก หรือเป็นแนวยาว ติดกัน และไม่สามารถจะห้ามให้หยุด

รถเลี้ยวขวาเป็นจําพวกที่ก่อเกิดการกีดขวางมาก เพราะต้องตัดหน้าขบวนรถหลายสาย เพราะฉะนั้นตํารวจจราจรผู้ควบคุมทางแยกจะต้องพิเคราะห์ดูให้ดีว่า เวลาใดควรเลี้ ยว และเวลา ใดไม่ควรเลี้ ยว

ในบางโอกาสตํารวจจราจรจําเป็ นจะต้องห้ามเลี้ ยวขวาหรือบังคับให้ ตรงไปหรือบางทีก็ ต้องให้เลี้ ยวไปตามทางอื่น เช่น

๑. รถที่จะเลี้ยวหยุดรถผิดช่องทาง ๒.ทางที่รถจะเลี้ยวไปนั้นการจราจรขัดข้อง ๓. ทางที่รถจะเลี้ยวมีคนเดินเท้ากําลังใช้กันอยู่มาก

๔. เนื่องจากการเข้าหยุดรอผิดช่อท เป็นเหตุให้กีดขวางทางแก่บรรดารถที่หยุดอยู่ข้าง

หลัง

๕. ถ้าจะห้ามให้รถที่ทางตัดหยุด เพื่อให้รถเลี้ยวขวาจะเป็นเหตุให้รถที่ถูกห้ามให้หยุดนั้น ต้องหยุดเป็ นขบวนยาวมาก

รถเลี้ ยวขวาทุกคันต้องหยุดรอจนกว่าจะมีช่องทางเลี้ ยวผ่านไปได้ การขับรถเลี้ ยวขวาใน ลักษณะดังต่อไปนี้ มีความผิด

๑. ขับรถเจาะเข้ากลางขบวนรถที่สวนทางตรงมาจากข้างหน้า ๒. ขับบุกเข้าไปโดยไม่คํานึงถึงรถที่แล่นมาจากทางขวาหรือคนเดินเท้า ๓. ขับรถฝ่าหรือเบียดรถที่แล่นตัดมาจากทางซ้าย

รถคันใดจะเลี้ยวขวาตรงทางแยกที่มีการควบคุม รถคันนั้นต้องหยุดรอกึ่งกลางทางแยก เพื่อให้รถที่แล่นตรงมาจากทางทิศตรงข้ามกันผ่านพ้นไปก่อนแล้วจึงเลี้ยวต่อไปตามทิศทางที่ ต้องการ

รถเลี้ ยวขวาหยุดรอตรงศูนย์กลางทางแยก เพื่อคอยโอกาสเลี้ ยว ถ้ารถ ๒ คันมาจากทิศทางตรงข้ามกัน และเลี้ ยวขวาด้ วยกัน วิธีปฏิบัติของคนขับรถก็

เช่นเดียวกับวรรคต้น และถ้ารถที่สวนมาทางหน้าของคนขับรถที่จะเลี้ยวทั้ง ๒ คันขาดตอนพร้อม กัน รถทั้ง๒ คันนั้นจะเลี้ ยวขวาไปพร้อมๆ กันก็ได้

ข้อควรระวัง คือ รถที่เลี้ยวขวาบางครั้ง ขณะที่เข้าทางร่วมในทางที่เลี้ยวขวาเข้าไปอาจพบ กับรถทางตรงข้ามเลี้ ยวซ้ายก็ได้

ตํารวจราจรที่ควบคุมทางแยกที่มีหน้าที่คอยบังคับให้รถที่หยุดรอโอกาสเลี้ยวขวาหยุด โดยถูกต้องเพื่อสะดวกในการเลี้ ยวและไม่กีดขวางทางรถอื่นด้วยคอนเตือนให้เขารีบเลี้ ยวไปให้ เร็วที่สุดเมื่อเห็นมีโอกาส และถ้าจําเป็นก็ต้องห้ามรถทางตรงไว้ก่อนแล้วปัดให้รถที่เลี้ยวขวาเลี้ยว ไป

การเดินรถให้พร้ อมกันด้วยความสันทัดชัดเจน และสนใจคําของตํารวจจราจรผู้ควบคุม ทางแยกในบางโอกาสเราก็สามารถที่จะให้รถเดินแปลกไปพิเศษไปกว่าปกติพร้อมกันจากหลาย ทิศทางได้โดยไม่เกิดการขัดข้องแก่รถทิศใดเลย

ในบางโอกาสแม้แต่ขณะที่มียวดยานผ่านทางแยกมาก ตํารวจจราจรก็ไม่ควรออกไป ควบคุมเพราะเมื่อจํานวนรถที่ผ่านทางแยกตัดกันมีมาก คนขับรถก็ต้องเบารถของตนเองในขณะ จะถึงทางแยก เพราะมองเห็นอยู่แล้วว่าข้างหน้ามีรถแล่นตัดไปมฉะนั้นถ้าไม่ควบคุมปล่อยให้ คนขับหยุดรอ และเคลื่อนตามกันไปเอง การจราจรก็จะไม่ขัดข้อง เพราะคนขับรถต่างระวังตัวกัน ในลักษณะเช่นนี้

ตามธรรมดาตํารวจจราจรมีหน้าที่ป้องกัน และแก้ไขเหตุขัดข้อง ซึ่งแสดงว่าจะเกิดขึ้นหรือ เกิดขึ้ นแล้วเท่านั้น จึงไม่จําเป็ นต้องลงไปยืนขวางทางรถอยู่ตลอดเวลาเป็ นเวรกัน เพราะจะเห็น

ขบวนรถแล่นตามกันยาวเหยียดจากทางหนึ่งและในทางตัดกันก็มีรถผ่านมากเช่นเดียวกัน ถ้ามา พร้ อมกันตรงทางแยกจะต้องชะงัก ตะกุกตะกักอยู่ก่อนแล้วจะเกิดการขัดข้องติดกันในภายหลัง เมื่อเป็ นเช่นนี้ ตามทางแยกก็ต้ องเข้ าไปควบคุมทันทีหมดการขลุกขลักแล้พอ วก็ต้ องถอนตัว ออกมาคอยดูอยู่ข้างนอกตามเดิม

การให้สัญญาณตามทางแยกเพื่อให้การจราจรเป็ นไปโดยรวดเร็วและปลอดภัยไม่ใช่เรื่อง ง่ายนัก ปัญหาจะเกิดขึ้นตั้งแต่รถ๒หรือ๓ คันจนกระทั่งรถเต็มทางแยกทุกทิศและติดกันจนขยับ ไม่ได้ ฉะนั้นตํารวจราจรทุกคนจึงควรรู้วิธีแก ไขปัญหาเหล่านี้ ไว้ ประกอบการพิจารณาบ้ างตาม สมควร

จึงขอชี้แจ้งลักษณะการจราจรตรงทางแยกที่รถแล่นตัดกันแบบต่างๆ และแนวทางการ แก้ไขไว้บ้างตามสมควร ดังต่อไปนี้

ก. ทางแยกที่ไม่ต้องการควบคุมือ ทางแยกที่มียวดยานผ่านน้อย แม้จะมีตัดกัน ก็มี โอกาสหยุดรอหรือชะลอคอยกันโดยไม่ต้องเสียเวลานาน

ข. ทางตัดกันขนาดย่อมไ ้แก่ทางแยกที่มีทางเอกหรือทางใหญ่ตัดกับทางโทหรือทาง

เล็ก

ในทางแยกที่มีการจราจรเช่นนี้ตํารวจจราจรจะต้องออกไปยืนประจํากลางทางแยกคอยดู ถ้าเห็นว่ารถในทางโทคอยนานจํานวนมาก และรถในทางเอกที่ระยะห่างกันแล้ว ก็ให้สัญญาณรถ คันต่อไปในทางเอกหยุด เป็ นการตัดตอนแล้วปล่อยรถทางโทเดินบ้าง

ค. การให้รถหยุดรอเป็ นหมู่ใ ขณะที่รถทางเอกกําลังแล่นตามกันอยู่ถ้ามีรถในทางโท มาจะผ่านทางเอก ก็ควรให้รถในทางโทหยุดรถ แม้จะมีหลายคันก็ตาม และเมื่อเห็นว่ารถที่หยุดรอ อยู่นั้นมากพอสมควรก็เปลี่ยนทิศทางการเดินรถเสีย

ง. การแบ่งเวลาตามธรรมดาการแบ่งเวลาการเดินรถตรงทางแยกต้องให้เวลามาทางเอก ที่มีรถมากกว่าใช้เวลานานกว่าทางโทเสมอ เว้นแต่ในบางครั้งรถในทางเอกและทางโทมีจํานวน พอๆ กัน ตํารวจจราจรต้องแบ่งเวลาเดินรถให้ประมาณเท่าๆและไม่จําเป็กั นต้องรอให้ สาย

หนึ่งผ่านทางแยกจนหมดขบวนก่อนจึงจะเปลี่ยนทิศทาง ควรดูพอกระจายการหยุดรอของขบวนที่ ถูกห้ามให้บางลงเท่านั้นแล้วเริ่มห้ามใหม่โดยให้ทางหนึ่งเดินบ้างสลับกันไปเช่นนี้ ตลอดเวลา

จ. เมื่อเกิดการอัดกันแใน่นบางโอกาสเราเห็นรถมาจากทางทั้๔ ทิศ แล่นตามกันมา เนืองแน่นก็ควรยืดเวลาในแต่ละทางให้นานบ้างตามสมควร และเมื่อเป็นเช่นนี้ต้องหมั่นเปลี่ยน ทิศทางเดินรถให้ถี่ขึ้นกว่าเดิมหรือกว่าปกติเพื่อให้ได้มีการเคลื่อนที่แต่ละด้านบ่อยขึ้น มิฉะนั้น ขบวนรถจะแน่นมากและขยายตัวยาก จะเกิดการขัดข้องในการเคลื่อนรถให้รวดเร็วได้

ข้อสังเกตจงสังเกตปลายทางของทุกทิศทางให้ดีว่ามีรถขวางอยู่หรือเปล่า อย่าปล่อยให้ รถใดผ่านทางแยกไปโดยทางออกถูกปิ ดเป็ นอันขาด จะเป็ นชนวนให้เกิดการขัดข้องอย่างหนักขึ้ น อย่างกะทันหัน และลําบากแก่การแก้ไข

ฉ. เหตุขัดข้องเล็กน้อยใ ณะที่ทางแยกสายหนึ่งมีรถจะผ่านออกหยุดอยู่เต็มและเป็ น ทางออกของรถผ่านทางแยกซึ่งเป็ นทางผ่านไปไม่ได้จจรตําจรวจะต้องห้ามรถที่เหลืออยู่ซึ่ง กําลังรอจะผ่านไปทางนั้น ให้หยุดรอตรงหลังเส้นให้รอสัญญาณก่อนจนกว่าขบวนรถที่ปิดขวาง ทางออกจะแล่นผ่านไป และเปิ ดทางว่างแล้วจึงค่อยให้ไปและการให้หยุดรอต้องให้หยุดอยู่นอก บริเวณทางแยกเพื่อจะให้ทางแยกว่างอยู่เสมอ

ช. การขัดข้อขนานใหญ่ตรงทางแยกที่มีรถหยุดรอเต็มอยู่ทั้ง ๓ ด้าน คงเหลือทางว่าง เพียงทางเดียว และทางว่างนั้นกว้างพอที่จะให้เป็นทางออกของรถที่อยู่ในทางแยกได้ตํารวจ จราจรต้องพิจารณาใช้ทางนั้นเป็ นทางออกทางเดียวเพื่อให้รถต่างๆ ออกจากทางแยกไปให้หมด การปฏิบัติตามนี้ควรสังเกตว่าแนวจอดของรถที่ทางทิศใดมีจํานวนมากกว่า หรือมีจํานวนมากจน ท้ายขบวนเกือบจะกีดขวางทางติดต่อแล้วก็ต้องเร่งให้รถจากทางด้านนั้นเคลื่อนที่ออกไปเฉพาะ สายเดียวก่อน

ซ. รถแน่นทุกด้านลักษณะอย่างนี้ เป็ นการติดขัดอย่างแทบหมดทางแก้คือ รถจากทุก ด้านทั้งทางออกและทางเข้าติดกันแน่หมด ขยับเขยื้อนไม่ได้ แต่เหตุเช่นนี้ ตามธรรมดาไม่ค่อยม

ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดคือ ตํารวจจราจรต้องใช้ไหวพริบสังเกตปลายทาง ซึ่งเป็ นทางออกของ รถทุกด้านคอยดูว่งใดมีท่าทีพอจะให้รถขยับเขยื้อนตัวเคลื่อนที่ออกไปได้เมื่อใดก็ต้องสั่งการ ไปตามนั้น

แต่ข้อสําคัญอย่าให้รถที่จอดรอนั้น เข้าอยู่ในบริเวณทางแยกเป็นอันขาด บริเวณทางแยก ต้องให้ ว่างเสมอ มิฉะนั้นจะแก้ไขมิให้ รถติดยาก บางครั้งการขยับเขยื้ อนตัวของรถเหล่านั้น เพียงนิดเดียวก็สามารถขยายให้เป็ นช่องทางระบายให้รถผ่านออกไปได้ในระยะต่อไป

สําหรับการแก้ไขทางห้าแยกหรือหกแยก ส่วนมากต้องจัดทางให้รถเดินเป็ นทางใหญ่ตัด กันเสีย๒ สายแล้วปล่อยบรรดาถนน นอกจากนั้นให้รถเดินสลับกันถนนใหญ่ทั้ง๓สาย เพียงชั่ว ระยะสั้นๆ หรือปล่อยให้รถเลี้าเลียวซ้ได้หมดในขณะที่ห้ามรถทางตรงทุกด้านหยุด

ทางแยกที่มีทางร่วมกันเป็นรูปหรือก็เป็นทางแยกอีกประเภทหนึ่งที่ต้องศึกษาเมื่อการ ควบคุมพิเศษ ถ้ามีรถเลี้ ยวขวามากตํารวจก็จําเป็ นต้องปิ ดทางรถขวาง เพื่อให้ทางแก่รถเลี้ ยวข หรือให้รถที่รออยู่พอให้รถทางตัดไปก่อน เพื่อให้ได้เดินผลัดกันโดยสะดวก และในขณะเดียวกันก็ ยอมให้รถเลี้ ยวซ้ายจากอีก๒ทางผ่านไปได้

ข้อสังเกต การเลี้ยวซ้ายของรถจากทางทิศทางใดก็ตาม ถ้าเลี้ยวได้โดยไม่กีดขวางรถที่ กําลังผ่านทางแยกอยู่นั้นก็ควรปล่อยให้เลี้ด้ ยวไปไ

การเลี้ ยวขวาตรงทางแยกรูป หรือตามธรรมดาไม่ควรห้ าม เว้ นแต่เห็นว่าจะก่อให้ เกิด อันตรายขึ้นได้หรือว่าทางที่รถจะเลี้ยวไปนั้นไม่ปลอดภัย ตํารวจจราจรผู้ควบคุมอยู่ตรงทางแยก ต้องสังเกตและตัดสินใจโดยถูกต้องว่าควรห้ามหรือไม่

ทางแยกที่เยื้องกันเช่นนี้จําเป็นต้องให้รถเดินช้า เพราะรถต้องเลี้๒หยักยว ทางแยกที่มีปากทางเยื้องกัน เป็นทางแยกที่ต้องควบคุมเหมือนกับทางแยกธรรมดา การ

เดินรถจะต้องช้ากว่าทางแยกธรรมดาบ้างเพราะผ่านทางแยกเช่นนี้ ต้องเลี้๒หยักยวถึงถ้าระยะ เยื้ องของทางแยกทั้ง๒มีระยะห่างกันเกินกว่า๒เท่าของความกว้ างของถนนตอนนั้นแล้ วการ ควบคุมจะต้องเปลี่ยนเป็นควบคุมเหมือนทางแยกแบบ ๒ แยกโดยใช้ตํารวจคุมทางแยกละ๑ คน

เมื่อทางเดินรถทางเดียวออกมาร่วมกันกับทางแยกธรรมดา ผู้ควบคุมทางแยกต้องระวัง ช่องทางผ่านออกให้มากๆ เพราะถ้าเกิดขัดข้องจะติดกันหมดทุกด้าน

ในถนนตอนที่มีทางเดินรถทางเดียวออกมารวมกับทางแยกที่มีทางเดินรถหลายทาง หรือ ตรงทางแยกด้านที่มีเครื่องหมายห้ามเข้ารถจากทิศทางไหนก็เข้าไปไม่ได้เว้นแต่รถที่แล่นออกมา ฉะนั้นทางออกจากบริเวณทางแยกของรถจึงเหลือเพียง๒ทางเท่านั้น

ทางแยกที่ผ่านถนนใหญ่ที่มีแท่นแบ่งกลางแล้ว ตามธรรมดาจะใช้ควบคุมด้วยเจ้าหน้าที่ คนเดียวไม่ได้ ควรใช้ควบคุมด้วยสัญญาณไฟเท่านั้น แต่ถ้าจําเป็ นต้องควบคุมด้วยตํารวจจราจรไ ใช้ควบคุมตรงถนนใหญ่โดยตรง แต่ถ้าจะให้ดีแล้วควรใช้ตํารวจจราจรทุกคนควบคุมปากทางแยก ของถนนตัดทั้ง๒ ด้าน

ลักษณะพิเศษทางแยกตรงเชิงเนินหรือเชิงสะพานสูงๆ ตํารวจจราจรผู้ควบคุมทางแยก จะต้องเปิดโอกาสให้รถที่กําลังลงจากสะพานได้มีเวลาหยุดรถเสียก่อนที่จะเปลี่ยนทิศทางเดินรถ

รถติดกันแน่นตํารวจจราจรผู้จัดเจนงานจะต้ องไม่ยอมให้ รถเข้าไปติดแน่นกันอยู่ใน บริเวณทางแยกเป็ นอันขาดแม้ ทางออกทุกๆ ทางจะถูกปิ ดหมดก็ตามทั้งนี้ หมายความว่า แม้ โดยรอบทางแยกจะแน่นหมดทุกทางตํารวจจราจรก็จะไม่ยอมให้รถคันใดลํ้าเข้าไปหยุดในบริเวณ ทางแยกจนกว่าจะเห็นชัดว่ามีช่องทางเดินรถออดโดยตลอดแล้วจึงยอมให้รถผ่านทางแยกตามกัน เพื่อไปตามทางออกนั้น

แต่ถ้าเผอิญรถติดกันแน่นในทางแยกทางใดทางหนึ่ง ซึ่งตรวจพบก็เป็นหน้าที่ของตํารวจ ผู้ตรวจพบผู้เดียวที่จะเข้าไปแก้ไขข้อขัดข้องนี้ ผู้อื่นไม่รู้วิธีจึงไม่สามารถจัดการได้การแก้ไข ข้อขัดข้องนี้ สําหรับตํารวจจราจรคงไม่ยากนัก

เหตุที่จะทําให้เกิดการขัดข้อง หรือติดขัดในบริเวณทางแยกนั้น บางทีเกิดจากรถเลี้ยววง กว้างมากเกินไป เลี้ยวไปไม่ตลอดก็ดี ถ้าเป็ นเช่นนี้ ตํารวจจราจรต้องรู้ว่ารถคันไหนเป็ นต้นเหตุ

ถ้าทางติดขัดเกิดจากเหตุเล็กน้อย ก็ไม่ต้องทําอะไรมากเพียงแต่ห้ามรถเข้าไป ทางที่เกิด เหตุให้หยุดชั่วขณะ พอให้รถที่เกิดเหตุหลุดออกจากกันแล้วแล่นไปเสียจนหมดการกีดขวางเท่านั้น รถทุกชนิดผ่านไปต มทางออกที่ขัดข้องนั้น ควรบังคับให้ออกจากทางอื่นที่สะดวกและ

ปลอดภัยกว่าแม้จะไม่ใช่ความประสงค์ของคนขับรถก็ตาม

ข้อแนะน าในการปฏิบัติการควบคุมทางแยกบางประการ

๑.จัดทิศทางการจราจร คือ ต้องพิจารณาว่าควรให้ รถทางด้านทิศตะวันออก และทิศ ตะวันตกหรือทางทิศเหนือหรือทิศใต้ให้ไปหรือหยุดหรือให้รถทางไหนเดินนานเท่าใด และหยุด นานเท่าใด

๒. ควบคุมการเลี้ ยว ๓. สังเกตการจราจร นอกจากทางแยกและต้องสังเกตการจราจรตามทางแยกที่ต่อเนื่อง

ด้วย

๔. เหตุฉุกเฉิน ๕. ให้รถปฏิบัติตามสัญญาณและเครื่องหมายทุกขณะ

๖. ช่วยเหลือคนเดินเท้า ๗. ป้ องกันคนเดินเท้าไม่ให้เดินข้ามถนนนอกช่องทาง ๘. ห้ามการจอดรถผิด

๙. รถฉุกเฉิน คอยบังคับการจราจรทั่วไป และเปิ ดทางสะดวกให้แก่รถฉุ เฉินที่ผ่านไป

โดยเร็ว

๑๐. ช่วยเหลือประชาชน ๑๑. อุปัทวันตรายถ้ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้ นตรงทางแยกจะต้องเข้าจัดการกับเหตุการณ์น

จนกว่าพนังานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่จะไปถึง ๑๒. ปฏิบัติงานในหน้าที่ของตนจนเต็มความสามารถให้เป็นไปตามนโยบายของกรม

ตํารวจ

การมีเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรตรงทางแยกที่ไม่มีเครื่องหมายสัญญาณ บริเวณที่ตํารวจ จราจรควรอยู่คือ

ที่เหมาะสมที่สุดคือตรงหมายเลข ๑ เพราะจากที่ตรงนี้เราสามารถมองเห็นได้รอบด้าน และเป็นที่เด่น บรรดาคนขับรถยวดยานต่างๆ ก็เห็นเราได้ง่ายเช่นเดียวกัน แม้แต่คนเดินเท้าก็ สามารถทราบได้ว่าเรากําลังห้ามรถหรือให้รถเดินตามทิศทางไหน

จุดหมายเลข๑ ไม่ใช่ตําแหน่งที่ต้องยืนประจําอยู่ตลอดเวลาเป็นที่ยืนเฉพาะจะให้ สัญญาณควบคุมการจราจรเท่านั้น ถ้าเป็นทางแยกที่มีทางตัดเยื้องกันหรือทางแยกที่มีทางเดินรถ ทางเดียวตัด หรือขณะที่มีรถแน่นหนาแล่นตามกันมาจากทิศทางเดียวกัน หรือขณะที่บังคับห้าม

เลี้ ยว หรือใช้ บังคับอย่างอื่นตรงทางแยกนั้นเป็ นการชั่วคราวก็ควรยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งตา หมายเลข ๒ แต่ถ้าตรงปากทางแยกถนนใดมีรถผ่านมากก็ควรยืนปากทางแยกนั้น ตามจุดหมาย เลข ๓

ในลักษณะหรือขณะที่จราจรแน่นหนา การที่ต้องห้ามรถให้หยุดบ้างเป็นคราวๆ นั้น เป็น การจําเป็นแต่ทําให้รถแล่นไปมาได้สะดวก แต่ถ้ามีรถไปจอดซ้อนกันขวางทาง รถที่ตามหลังมา ต้องเบี่ยงออกไปทางของรถที่สวนมา เช่นนี้เป็นเหตุให้การขัดข้องในการจราจรยังเกิดขึ้นอย่างไม่ ปัญหา

การจับกุมผู้กระทําความผิดไม่ควรกระทําในโอกาสที่กําลังควบคุมการจราจรที่แน่นหนา

เพราะหน้าที่สําคัญในขณะนั้นมีหน้าที่คอยจัดให้การจราจรได้เป็นไปโดยสะดวกและรวดเร็วเท่าที่ จะทําได้และในขณะนี้แม้จะมีเจ้าหน้าทีเอง่ตํารวจคอยควบคุมอยู่การเดินของยวดยานต่างๆ ก็ยัง ไม่วายติดขัด

ทํางานร่วมกันหลายคน เวลาเช้ากับบ่ายการจราจรเกือบทุกทางแยกแน่นและมีคนเดินเท้า ข้ามทางแยกมากกว่าจัดตํารวจจราจรควบคุมทางแยกคนเดียวไม่พอผู้บังคับบัญชาควรจัดให้เป็ น หมู่หรืออย่างน้อย๒คน

ตํารวจจราจรที่ไปทํางานร่วมกันนี้ผู้สั่งการจะต้องตั้งให้คนใดเป็นหัวหน้าเสีย ๑ คน เพื่อ เป็ นผู้ชี้ ว่าควรทําอย่างไร

หน้าที่ของตํารวจจราจรทั้งหมดคือ ให้ควบคุมและจัดการจราจรให้เรียบร้อยที่สุด

การเปิ ดทางให้รถฉุกเฉิน

การเปิ ดทางให้ รถฉุกเฉินเมื่อมีสัญญาณแตรางหรือไฟสัญญาณแสงแดงวับวาบเสียงค แสดงว่ารถเพื่อเหตุฉุกเฉินจะผ่านทางแยีค บคุมอยู่ตํารวจจราจรผู้ควบคุมทางแยกจะต้องรีบ ห้ามรถทุกด้านให้หยุดทันทีและอย่าให้มียวดยานใดขวางทางออกจากทางแยกนั้นได้ ยิ่งเป็ นเวลาม ยวดยานผ่านทางแยกมากๆ ด้วยแล้วยิ่งต้องระวังหนักขึ้น

อีกประการหนึ่ง บางครั้งอาจมีรถฉุกเฉินแล่นมาจากคนละทิศจะผ่านทางแยกโดยเส้นตัด กัน เพราะต่างคันต่างใช้แตรเสียงครางมาด้วยกัน คนขับของแต่ละคันจึงไม่ได้ยินเสียงแตรของอี คันหนึ่งต่างจะมุ่งตัดทางแยกเพื่อให้ถึงที่หมายโดยรวดเร็วที่สุดเท่านั้น ในกรณีเช่นนี้รถทั้งสองอาจ ชนกันตรงทางแยกก็ได้จึงเป็นหน้าที่ของตํารวจผู้ควบคุมทางแยกที่จะต้องตัดสินใจโดยฉับพลันว่า ควรจะห้ามรถคันไหนให้รอก่อนเพื่อป้ องกันเหตุชนกันนี้ ตามธรรมดาเรื่องอย่างนี้ ไม่เกิดขึ้ น นักแต่ถ้าเกิดขึ้นคราวใดก็เป็ นเรื่องถึงตายไปตามๆ กันทุกครั้ง

เมื่อรถเพื่อเหตุฉุกเฉินได้ผ่านแยกไปแล้ว ตํารวจผู้ควบคุมทางแยกจะปล่อยให้การจราจร เคลื่อนไปตามปกติทันทีไม่ได้ ต้องห้ามไว้สักครู่ก่อน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีรถฉุกเฉินตามหลัง มาอีกแล้วจึงเปิ ดการจราจรต่อไปตามปกติ

การควบคุมการจราจรของพนักงานเจ้าหน้าที่ในกรณีเมื่อได้ยินสัญญาณแตรคราง หรือ ไฟสัญญาณแสงแดงวับวาบ ตํารวจผู้ควบคุมจะต้องปฏิบัติอย่างไร

รถฉุกเฉิน หมายความว่า รถดับเพลิงและรถพยาบาลของราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือ รถอื่นที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี

ในขณะที่ผู้ขับขี่รถฉุกเฉินไปปฏิบัติหน้าที่ผู้ขับขี่มีสิทธิดังนี้ ๑. ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ้เสียงสัญญาณไซเรน หรือเสียงสัญญาณอื่นตามที่อธิบดี

กําหนดไว้ ๒. หยุดรถหรือจอดรถ ณ ที่ห้ามจอด

๓. ขับรถเกินอัตราความเร็วที่กําหนดไว้ ๔. ขับรถผ่านสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรชนิดใดๆ

๕. ไม่ต้องปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัติ

๒. ท่าสัญญาณจราจร

ตามที่พระราชบัญญัติจราจร พ๒๕๒๒.ศ. (มาตรา ๒๔) ได้กําหนดท่าสัญญาณจราจรเพื่อ เป็นการปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างเดียวกัน และเป็นหลักการที่ฝึกปฏิบัติของเจ้าพนักงานจราจร และ พนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นแบบอย่างเดียวกันและถูกต้องตามกฎหมายจราจรทางบก และได้ กําหนดไว้ ดังนี้

สัญญาณจราจรหมายความว่า สัญญาณใดๆ ไม่ว่าจะแสดงด้วยธง ไฟ ไฟฟ้ า มือ แขน เสียงนกหวีด หรือด้วยวิธีอื่นใดสําหรับให้ผู้ขับขี่คนเดินเท้า หรือคนจูง ขี่หรือไล่ต้อนสัตว์ปฏิบัติ ตามสัญญาณนั้น

ท่าสัญญาณจราจรมี๒ ท่าใหญ่ๆ คือ ๑. ท่าห้ามรถ หรือให้รถหยุด ๒. ท่าปล่อยรถ หรือให้รถไป

ขั้นตอนในการออกค จะใช้คําสั่งว่า“ห้ามรถด้านหน้า ”ทําพอสิ้นเสียงคําว่า“ทํา” ผู้ ฝึ กเริ่มทํา และเมื่อใช้คําสั่งว่า“ให้รถทางด้านหน้าไปได้”ทําพอสิ้ นเสียงจึงปฏิบัติหรือถ้าเห็นว่า การปฏิบัติไม่พร้อมก็จะสั่งให้เอามือลงเพื่อจะได้สั่งปฏิบัติใหม่ต่อไป

ขั้นตอนในการปฏิบัติท่า สัญญาณต่างๆ การปฏิบัติทุกๆ ท่า จะต้องเริ่มต้นจากท่าระเบี พักดังนี้

๑. ท่าห้ามรถ

๑.๑ ห้ามรถทางด้านหน้ามี๑จังหวะ ยกแขนขวาท่อนล่างตั้งฉากกับแขนท่อนบนและ ให้ขนานกับพื้ น ตั้งฝ่ ามือขึ้นมือหันไปข้างหน้าโดยฝ่ นิ้ วมือทั้ง๕เรียงชิดติดกัน

๑.๒ ห้ามรถทางด้านหลัง๓มีจังหวะ

 

๑.๒.๑ สลัดหน้าไปทางด้านหลัง

๑.๒.๒ ยกแขนซ้ายเหยียดออกไป

ทางซ้ายเพื่อมองรถข้างหน้า

เสมอระดับไหล่หรือขนานกับพื้ นหัน

 

ฝ่ ามือไปทางด้านหน้า นิ้ วมือทั้ง๕

 

เรียงชิดติดกัน

๑.๒.๓ สลัดหน้ากลับ

๑.๓ ห้ามรถทางขวา มี๔ จังหวะ

 

๑.๓.๑ สลัดหน้าไปทางขวา

๑.๓.๒ ยกแขนขวาเหยียดออกไปเสมอ

เพื่อมองรถทางด้านขวา

ระดับไหล่ หรือขนานกับพื้ น ควํ่าฝ่ ามือ

 

ลงขนานกับพื้ น นิ้วทั้ง๕เรียงชิดกัน

๑.๓.๓ หักฝ่ ามือขึ้น

๑.๓.๔ สลัดหน้ากลับ

๑.๔ ห้ามรถทางด้านซ้าย๔มีจังหวะ ๑.๔.๑ สลัดหน้าไปทางซ้าย ๑.๔.๒ ยกแขนซ้ายเหยียดออกไปเสมอ

ระดับไหล่ หรือขนานกับพื้ น ควํ่าฝ่ ามือ ลงขนานกับพื้ น นิ้วทั้ง๕เรียงชิดกัน

๑.๔.๓ หักฝ่ ามือขึ้น

๑.๔.๔ สลัดหน้ากลับ

๒. ท่าปล่อยรถ หรือให้รถไปได้ ต้องมาจากท่าห้ามรถ

๒.๑ ปล่อยรถทางด้านหน้า๔มีจังหวะ

 

๒.๑.๑ หักแขนไปทางข้างหน้า

๒.๑.๒ สลัดมือและแขนช่วงล่างไป

ประมาณ ๙๐ องศา

ข้างหน้าให้ขนานกับพื้นหงายฝ่ ามือ

 

ขึ้น

๒.๑.๓ โบกมือและแขนช่วงล่างไป

๒.๑.๔ เก็บมือไปอยู่ในท่าตามระเบียบ

ด้านหลัง๓ ครั้ง

พัก

๒.๒ ปล่อยรถทางหลัง มี๔จังหวะ

 

๒.๒.๑ สลัดหน้าไปทางด้านหลัง

๒.๒.๒ ลดมือและแขนซ้ายลง ทํามุม

ทางซ้าย

ประมาณ ๔๕ องศากับลําตัว

๒.๒.๓ เปิ ดมือไปทางด้านหลังพอ

๒.๒.๔ เก็บมือไปอยู่ในท่าตาม

ประมาณ แล้วโบกมือไปข้างหน้า

ระเบียบพักพร้อมกับสลัดหน้ากลับ

๓ ครั้ง

 

๒.๓ ปล่อยรถทางด้านขวา มี๔จังหวะ

 

๒.๓.๑ สลัดหน้าไปทางขวา

๒.๓.๒ พลิกฝ่ามือขึ้น

๒.๓.๓ โบกมือและแขนช่วงล่าง

๒.๓.๔ เก็บมืออยู่ในท่าตามระเบียบ

ผ่านศีรษะไปทางด้านหลัง๓ครั้ง

พักพร้อมสลัดหน้ากลับมาอยู่ท่าตรง

๒.๔ ปล่อยรถทางด้านซ้าย๔มีจังหวะ

 

๒.๔.๑ สลัดหน้าไปทางซ้าย

๒.๔.๒ พลิกฝ่ ามือขึ้น

๒.๔.๓ โบกมือและแขนช่วงล่างผ่าน

๒.๔.๔ เก็บมืออยู่ในท่าตามระเบียบ

ศีรษะไปทางด้านหลัง๓ ครั้ง

พักพร้อมสลัดหน้ากลับมาท่าตรง

๓.การตั้งจุดตรวจ

๑.ความหมาย

๑.๑ ความหมายของด่านตรวจ จุดตรวจ จุดสกัด

๑.๑.๑ ด่านตรวจ หมายถึง สถานที่ทําการที่เจ้าพนักงานตํารวจออกปฏิบัติหน้าที่ ในการตรวจค้นเพื่อจับกุมผู้กระทําผิดในเขตทางเดินรถ

๑.๑.๒ จุดตรวจ หมายถึง สถานที่ที่เจ้าหน้าที่พนักงานตํารวจออกปฏิบัติหน้าที่ ตรวจค้น เพื่อจับกุมผู้กระทําความผิดในทางเดินรถหรือทางหลวง

๑.๑.๓ จุดสกัด หมายถึง สถานที่ที่เจ้าพนักงานตํารวจออกปฏิบัติหน้าที่ตรวจ ค้น เพื่อจับกุมผู้กระทําความผิดในทางเดินรถหรือทางหลวง

๑.๒ การตั้งด่านตรวจ จุดตรวจ และจุดสกัด ห้ามมิให้ตั้งด่านตรวจ จุดตรวจ หรือจุด สกัดในทางเดินรถหรือทางหลวง

๒.ความส าคัญของการตั้งจุดตรวจหรือจุดสกัด

๒.๑ เพื่อค้นบุคคลหรือยานพาหนะที่ผ่านเข้าออกพื้นที่ ๒.๒ เพื่อเป็นการบีบบังคับไม่ให้คนร้ายมีโอกาสหลบหนีออกจากพื้นที่ที่ปิดล้อม

๒.๓ เพื่อตรวจค้นอาวุธ เครื่องมือ เครื่องใช้ในการกระทําผิด ๒.๔ เพื่อค้นหาสิ่งผิดกฎหมายในยานพาหนะต้องสงสัย

๒.๕ เพื่อเป็ นการป้ องกันปราบปรามการกระทําผิด และตัดช่องโอกาสในการประกอบ อาชญากรรมของคนร้าย

๓. หลักพื้ นฐานของการตั้งจุดตรวจจุดสกัด

๓.๑ ใช้เมื่อกรณีที่มีเหตุจําเป็นหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วน ๓.๒ การปฏิบัติในการตรวจค้จับกุม ๓.๓ ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา

๓.๔ มีนายตํารวจชั้นสัญญาบัตรเป็ นหัวหน้าควบคุม ๓.๕ แต่งเครื่องแบบในการปฏิบัติหน้าที่

๓.๖ ที่จุดตรวจ ต้องมีแผงกั้นที่มีเครื่องหมายจราจรว่า “หยุดตรวจ” ๓.๗ ในเวลากลางคืนต้องมีแสงไฟส่องสว่างให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนในระยะไม่

น้อยกว่า๑๕๐ เมตร ก่อนถึงจุดตรวจ ๓.๘ กําหนด“เขตพื้นที่ปลอดภัย” ไว้สําหรับเป็ นบริเวณตรวจค้น

๓.๙ ควรวางกําลังส่วนหนึ่งไว้บริเวณทางแยกหรือจุดกลับรถก่อนถึงจุดตรวจ ๓.๑๐ การตั้งจุดตรวจให้มีการประสานการปฏิบัติระหว่างหน่วยใกล้เคียง ๓.๑๑ พึงใช้ความระมัดระวัง ๓.๑๒ พึงเป็นผู้ที่มีมรรยาทที่ดีงาม

๓.๑๓ ใช้ความสังเกตและให้ความสนใจเป็นพิเศษแก่ยานพาหนะที่มีลักษณะพิรุธ ๓.๑๔ การตั้งจุดตรวจควรนึกถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตํารวจผู้ปฏิบัติและ

ประชาชน

๔. การควบคุมและตรวจสอบการปฏิบัติ

๔.๑ เมื่อเริ่มต้นหรือเลิกปฏิบัติหน้าที่ให้รายงานทางวิทยุสื่อสารให้ผู้บังคับบัญชา ๔.๒ ให้ผู้บังคับบัญชาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันออกตรวจการปฏิบัติหน้าที่ ๔.๓ ผู้บังคับบัญชาจะต้องเอาใจใส่กวดขันดูแลการปฏิบัติงาห ้าที่ตํารวจ

๔.๔ หากผู้บังคับบัญชาในระดับตั้งแต่กองบังคับการหรือเทียบเท่าขึ้ นไปหรือตํารว หน่วยอื่น สืบสวนข้อเท็จจริงให้ปรากฏชัดเจน หรือตรวจพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตํารวจ ณ ด่านตรวจ จุด ตรวจหรือจุดสกัดที่ใด มีพฤติกรรมมิชอบดังกล่าว ตามข้อ ๔.๓ หรือจับกุมตัวได้ โดยลักษณะของ พฤติกรรมเป็ นการกระทํารวมกันหลายคน/หรือเป็ นระยะเวลาต่อเนื่ องกันหลายวันให้ ผู้บังคับบัญชาพิจารณาทัณฑ์ทางวินัยแก่ผู้บังคับบัญชาที่ใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่ตํารวจที่กระทําผิด นั้นด้วยฐานบกพร่องละเลยไม่เอาใจใส่ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาของตน

๕. ยุทธวิธีตรวจในการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด

๕.๑ การตั้งจุดตรวจบนทางเดินรถที่มีการจราจรไปในทิศทางเดียวกัน (One way) ๕.๑.๑ กําหนดเลือกบริเวณพื้นที่ที่จะทําการตั้งจุดตรวจ ๕.๑.๒ ติดตั้งแผงป้ ายสัญญาณ

๕.๑.๓ หลังแผงป้ ายสัญญาณให้นํารถยนต์สายตรวจจอดทํามุม๔๕องศากับแนว

ขอบถนน

๕.๑.๔ ท้ายจุดตรวจมีรถยนต์สายตรวจ๑คัน และรถจักรยานยนต์๑คัน ๕.๑.๕ สําหรับจักรยานยนต์ของเจ้าหน้าที่ตํารวจที่มาตรวจค้น อาจให้จอดชิด

ขอบทางด้านซ้ายเพื่อป้ องกัน“เขตพื้นที่ปลอดภัย” โดยหันหน้าไปตามทิศทางการจราจรและ พร้อมจะให้การสนับสนุนการไล่ติดตามรถที่หลบหนี

๕.๑.๖ การวางกําลังตํารวจ

ข้อควรระวัง

๑. ไม่ควรตั้งจุดตรวจหรือจุดสกัด ในบริเวณทางโค้ง เชิงสะพาน ที่ลาดชัน และบริเวณที่ เป็นจุดอับสายตา เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการมองไม่เห็นของผู้ขับขี่หรือการหยุดรถ ไม่ทันในระยะกระชั้นชิด

๒. ในเวลากลางคืน ต้องมีแสงสว่างอย่างเพียงพอ ให้ผู้ขับขี่เห็นได้ในระยะไกล อุปกรณ์ และหลอดไฟต้องหมั่นตรวจสอบ และปรับปรุงให้ทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่เสมอ

๓. ในการเรียกให้รถหยุด ไม่ว่ากรณีใดๆ อย่าเอาตัวหรือส่วนของร่างกายเข้าไปขวางหรือ สกัดกั้นให้รถหยุด ระหว่างการตรวจค้นใ“เข พื้นที่ปลอดภัย” อย่ายืนขวางหน้ารถที่กําลังตรวจ ค้น

๔. ในกรณีที่ผู้ขับขี่พยายามขับขี่รถฝ่าจุดตรวจเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ ตํารวจประจําจุดตรวจ ไม่ควรสร้างสิ่งกีดขวางขึ้นกะทันหัน

๕. ในกรณีที่สงสัยว่าคนร้ายอาจมีอาวุธอยู่ในรถ เจ้าหน้าที่ตํารวจทังชุดตรวจค้นและชุดคุ้ม กันควรหาที่กําบังในขณะที่รถเข้ามาในบริเวณจุดตัด และอาจใช้เครื่องขยายเสียงจากรถยนต์สาย ตรวจบังคับให้หยุดรถเพื่อตรวจค้น

๔. การเขียนใบสั่งจราจร

เพื่อให้เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ทําการเขียนใบสั่งที่ออกตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๕๒ มาตรา ๑๔๐ ให้ ถูกต้องสมบูรณ์เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อกําหนด และคําสั่งที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสามารถ นําข้อมูลจากใบสั่งไปวิเคราะห์ประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยสะดวก

การกรอกข้อมูลและข้อเท็จจริงลงในใบสั่ง

การกรอกข้อมูลในใบสั่งให้ถูกต้อง ครบถ้วน และสมบูรณ์ มีแนวทางในการกรอกข้อมูล

ดังนี้

๑. การกรอกประเภทของรถที่พบในการกระทําความผิด ให้ ใช้เครื่องหมายถูกกาลงใน ช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กหน้าประเภทของรถ ซึ่งในแบบใบสั่งแบ่งออกเป็๔นประเภท คือ

(๑) รถจักรยานยนต์

(๒) รถยนต์นั่งส่วนบุคคล (๓) รถประเภทอื่น

(๔) รถขนส่ง ในการกรอกประเภทของรถจะต้องเขียนยี่ห้อของรถลงในแบบใบสั่งด้วยทุกครั้งเพื่อ

ความชัดเจนและถูกต้อง ๒. การกรอกหมายเลขทะเบียนรถ ต้องเขียนหมวดอักษรและหมายเลขของทะเบียนรถให้

ชัดเจน ในช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กในแบบใบสั่ง และให้ระบุด้วยว่าเป็นแผ่นป้ายทะเบียนจังหวัดใด โดยใช้เครื่องหมายถูกกาลงในช่องกรุงเทพมหานครหรือช่องจังหวัดสําหรับช่องจังหวัดให้ เขียน เพิ่มเติมด้วยว่าเป็ นจังหวัดใด นอกจากนั้นให้ระบุสีของแผ่นป้ ายทะเบียนรถด้วย โดยในแบบใบส มีช่องให้กาเครื่องหมายถูกระบุสีของแผ่นป้ ายทะเบียนไว้ให้แล้วสําหรับสีขาว เหลือง เขียว แ และฟ้ า หากไม่ใช่สีดังกล่าวให้กรอกในช่องอื่นๆ

๓. การกรอกข้อหาหรือฐานความผิด ในแบบใบสั่งมีข้อหาหรือฐานความผิดที่มักพบบ่อย พิมพ์ไว้ให้แล้ว ผู้ออกใบสั่งสามารถใช้เครื่องหมายถูกขีดลงหน้าช่องข้อหาหรือฐานความผิดที่พบ ได้ทันที หากพบว่ากระทําความผิดหลายข้อหาก็สามารถขีดเครื่องหมายถู ไ ่าจํานวนข้อหาที่ พบ หากความผิดที่พบไม่ได้พิมพ์ในแบบฟอร์มใบสั่ง ให้กรอกลงในช่องอื่นๆ โดยใช้ข้อหาหรือ ฐานความผิดที่ระบุไว้ในกฎหมาย

๔. การกรอกสถานที่เกิดเหตุและวัน เวลาเกิดเหตุการกรอกสถานที่เกิดเหตุให้ลง รายละเอียดให้ครบในช่องตรวจ เพื่อประโยชน์ในชั้นสอบสวนและการกรอกบันทึกเปรียบเทียบ (ใบเหลือง) เพื่อส่งพนักงานอัยการต่อไป

๕. การกรอกหรือระบุสถานที่ชําระค่าปรับ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๔๑ ให้ผู้ออกใบสั่งกรอกสถานที่ให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถไปรายงานตัวชําระค่าปรับต่อ พนักงานสอบสวน ให้ ชัดเจนว่าให้ไปรายงานตัวที่สถานีตํารวจใดหรือสถานที่อื่นซึ่งไม่ใช่สถานี

ตํารวจ และเพื่อความอํานวยความสะดวกแก่ประชาชน ควรใช้เป็ นตรายางประทับชื่อสถานีตํารวจ และหมายเลขโทรศัพท์ไปด้ วย เพื่ อประชาชนจะได้ อ่านออกหรือหากไปไม่ถูกจะได้ โทรศัพท์ สอบถามได้และถ้าเป็นไปได้หากสถานที่ที่ให้ไปรายงานตัวไม่เป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไปควรมอบ แผนที่สถานีตํารวจหรือสถานที่นั้นๆ แนบไปกับใบสั่งให้ผู้ขับขี่ด้วย

๖. การกรอกที่ทําการไปรษณีย์และจํานวนเงินค่าปรับตามข้อกําหนดกรมตํารวจ เนื่องจาก แบบใบสั่งในปัจจุบันออกแบบมาเพื่อสามารถให้ผู้กระทําความผิดชําระค่าปรับทางไปรษณีย์ได้ จึง

ให้ระบุที่ทําการไปรษณีย์ที่ใกล้เคียงกับสถานีตํารวจที่ให้ไปรายงานตัว โดยควรศึกษาว่าสถานี ตํารวจที่ให้ไปรายงานตัวสะดวกที่จะรับเงินค่าปรับจากที่ทําการไปรษณีย์ใด เพื่อจะได้กรอกให้ ถูกต้อง หากในขณะออกใบสั่งผู้ออกใบสั่งไม่ทราบจริงๆ ว่าควรระบุที่ทําการไปรษณีย์ใด ก็ควร แนะนําประชาชนว่าให้สอบถามได้ณ ที่ทําการไปรษณีย์โทรเลขทุกสาขา

๗.การกรอกรายละเอียดในส่วนใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ในแบบใบสั่งจะมีส่วนที่เป็น ใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๔๐ วรรค ๓ และวรรค ๔ ดังนั้น หากผู้ออกใบสั่งจะเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราว ก็จะต้องกรอก รายละเอียดในส่วนใบรับอนุญาตขับขี่ให้ถูกต้อง ครบถ้วน โดยใช้ข้อมูลจากใบอนุญาตขับขี่ที่เรียก เก็บไว้

๘. เมื่อกรอกรายละเอียดลงในใบสั่งครบถ้วนแล้ว ให้ ผู้ออกใบสั่งลงลายมือชื่อในใบสั่ และกรอกรหัสผู้ออกใบสั่ง โดยควรใช้ตรายางประทับ ยศ ชื่อ และตําแหน่ง ตัวบรรจงของผู้ออก ใบสั่งไว้ด้วย เพื่อประโยชน์ในการติดตามตัวผู้ออกใบสั่ง หากมีความจําเป็ นในภายหลัง สําหร รหัสประจําตัวผู้ออกใบสั่งนั้น

ขั้นตอนการปฏิบัติในการจับกุม แจ้งข้อหาและเขียนใบสั่งจราจร

การเขียนใบสั่งในการจับกุม สามารถสรุปเป็ นขั้นตอนในการปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ ๑. ผู้จับกุมต้องอยู่ในจุดหรือตําแหน่งที่เปิดเผย เห็นได้ชัดเจนไม่แอบแฝงซ่อนเร้น การ

แสดงตัวต้องแสดงตัวอย่างเปิ ดเผยให้ประชาชนเห็นเด่นชัด การดักจับโดยอําพรางหรือซุ่มดักจับ ให้เลิกโดยเด็ดขาด

๒. การเรียกหรือหยุด ถเพื่อจับ ให้ใช้สัญญาณนกหวีดหรือสัญญาณมือด้วยท่าทางที่ ถูกต้องและสุภาพ พร้อมทั้งชี้นําให้หยุดรถในลักษณะที่ปลอดภัย ไม่กีดขวางการจราจร

๓. การเข้าหาผู้ถูกจับกุม ให้ เข้าหาทางด้ านผู้ถูกจับกุมนั่งอยู่ แสดงการทักทายด้ว วันทยหัตถ์พร้อมกับใช้วาจาที่สุภาพ

๔. การพูดคุยหรือชี้ เจ้ง ให้ใช้คําสุภาพ ๕. การเขียนใบสั่งต้องดําเนินการโดยไม่ชักช้า เปิ ดเผย ชัดเจน ถูกต้อง เรียบร้ อย มอบ

ให้กับผู้ถูกจับกุมไป ณ จุดที่จับกุมนั้น เมื่อเสร็จแล้วควรทําความเคารพด้วยท่าวันทยหัตถ์อีกครั้ง ๖. ห้ ามนําผู้ ถูกจับกุมเข้ าไปในตู้ยามหรือตู้ควบคุมสัญญาณไฟจราจร เพื่อพูดคุยหรือ

เขียนใบสั่งโดยเด็ดขาด เพราะจะทําให้ผู้พบเห็นเกิดภาพพจน์ที่ไม่ดีงามต่อตํารวจจราจรรีบเขียน ใบสั่งแจ้งข้อหาให้ชัดเจน มอบให้ผู้ขับขี่โดยเร็ว แล้วทําความเคารพด้วยท่าวันทยหัตถ์

๗.การว่ากล่าวตําเตือน พระราชบัญญัติจราจรทางบก๒๕๒๒พ.ศ. นั่นสามารถกระทําได้ ด้วยกิริยาวาจาที่สุภาพ ห้ามใช้ถ้อยคําในลักษณะต่อรอง

๘. การนําส่งใบอนุญาตขับขี่ต้องดําเนินการส่งให้สถานีตํารวจท้องที่หรือหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องทันทีหรือกรณีมีความจําเป็นภายใน ๘ ชั่วโมงหลังจากที่จับกุมและเขียนใบสั่งแล้ว

๕. การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ต ารวจจราจร เมื่อเกิดอุบัติเหตุ

อุบัติเหตุมายถึง เหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด หรือโดยความบังเอิญ ถึงแม้เกิดขึ้นโดย การกระทําของบุคคลโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

การป้ องกันอุบัติเหตุและวิธีปฏิบัติเมื่ออุบัติเหตุ ดังนี้ ๑. ลักษณะของอุบัติเหตุเกิดขึ้นรวม ๓ อย่าง ดังนี้

๑.๑ เกิดจากการชนกันบนถนน ๑.๒ รถพุ่งออกนอกถนน

๑.๓ รถควํ่าหรือมีเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกี่ยวกับการชนบนถนน ๒. ชนิดของอุบัติเหตุแบ่งออกเป็ นชนิดใหญ่ๆ๒ได้ชนิด

๒.๑ รถยนต์ชนกับสิ่งต่างๆ

๒.๒รถยนต์เกิดเหตุอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับการชน

๓.สาเหตุของอุบัติเหตุ

๓.๑ สาเหตุโดยทั่วไป ส่วนใหญ่เข้าใจว่าสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุดจากอย่างใดอย่าง หนึ่ง ดังนี้

ก. เกิดจากความประมาทของผู้ขับ (คน) อาจเกิดจากความเร่งรีบหรือเมาสุรา สิ่งเสพติดหรือสิ่งมึนเมาตลอดจนปัญหาเฉพาะตผู้ขับวข่เีอง

ข. เกิดจากอุปกรณ์ของรถไม่สมบูรณ์็นหน้าที่ของเจ้าของรถที่ต้องหมั่นดูแลรถ

ของตน

ค. เกิดจากถนนไม่ปลอดภัย (สิ่งแวดล้อม) ๓.๒ จําแนกสาเหตุได้๓ อย่าง ดังนี้

ก. สาเหตุโดยตรงมี๔ อย่าง คือ ความเร็ว การเห็นล่าช้า การแก้ไขเหตุการณ์ไม่ ถูกต้อง พฤติกรรมของคนขับ

ข. สาเหตุเชื่อมโยงมี๓อย่าง คือ สภาพถนน สภาพรถ สภาพคนขับ ค. สาเหตุเบื้ องต้นมี๕อย่าง คือ รัฐบาล โรงเรียน องค์การครูเทศบาล

กรมทาง คนขับ

การป้ องกันอุบัติเหตุ สามารถกระท าโดยหลักใหญ่ๆ๓ ประการ ดังนี้

๑. การให้การศึกษา ๒. การควบคุมผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามกฎหมาย

๓. การปรับปรุงทางด้านวิศวกรรมการทาง

สาเหตุที่ท าให้เกิดอุบัติเหตุของผู้เดินเท้า

๑.ผู้ เดินขาดความรู้ หรือทักษะในการเดิน ขาดความระมัดระวังต่างๆ ร่างกายไม่ สมประกอบ หรือสุขภาพเสื่อมโทรม อาจทําให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

๒. ผู้ขับขี่ยานพาหนะขับรถเร็วเกินอัตราที่กําหนดไว้ตามกฎหมาย เครื่องยนต์ชํารุดไม่ สภาพรถยนต์ภายนอกชํารุด สภาพรถยนต์ภายนอกชํารุด ขาดมรรยาทที่ดีประมาท

๓. สภาพแวดล้อม

การป้ องกัน

๑.การเดินเท้า ถ้าถนนมีทางเท้าให้เดินบนทางเท้าและให้เดินชิดซ้าย และไม่ยืนกลางทาง เท้าเพราะจะกีดขวางการจราจรของผู้อื่น หรือเล่นกีดขวางผู้อื่น

ถ้าถนนไม่มีทางเท้า ให้เดินทางขวาของถนนสวนทางกับรถ เดินให้ชิดข้างถนน ไม่ควรเดิน เคียงคู่กันและถ้ามีเด็กไปด้วยต้องให้เดินทางขวาชิดขอบทางด้านในและต้องจับมือถือแขนไว้ใ แน่นอย่าปล่อยให้เดินโดยอิสระ

๒. การเดินถนนในขณะที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอหรือเวลากลางคืน ควรใส่เสื้อผ้าสีอ่อนๆ หรือสีขาวเพื่อให้ผู้ขับรถเห็นได้แต่ไกล มีไฟฉายเปิดส่องให้ด้วย และให้เดินข้ามถนนในที่มีแสง

๓. การข้ามถนน ให้ข้ามตรงช่องทางข้าม สะพานข้ามทางหรือมีเจ้าหน้าที่ควบคุมอยู่วิธี ข้ามโดยยืนรออยู่บนทางเท้าดูรถทางขวาทางซ้ายและทางขวาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึง เดินข้าม ขณะที่เดินข้ามถนนควรเดินด้วยความเร่งรีบ อย่าวิ่งหรือหยุดชะงัก หรือเก็บสิ่งของ หรือ ทักทาย

๔. การข้ามทางที่มีสัญญาณไฟจราจร ให้ยืนรอบนทางเท้ากดปุ่มที่มีตู้สัญญาณแล้วรอ จนกว่าสัญญาณจะเปลียนสีเขียวและเมื่อรถหยุดสนิทแล้วจึงข้าม

๕. การข้ามถนนที่มีเกาะกลางถนน หรือเขตปลอดภัยให้ยืนรอบนทางเท้า ดูทางขวาเมื่อ ปลอดภัย จึงข้ ามด้ วยความเร่งรีบ ไปยืนบนเกาะกลางถนน หรือเขตปลอดภัยแล้ วดูรถทาง ด้านซ้ายเมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงข้ามด้วยความเร่งรีบ

๖. การข้มทางสี่แยกที่มีสัญญาณไฟ ควบคุมการจราจร ให้ข้ามถนนตรงเส้นรอสัญญาณ ไฟที่ทางแยก โดยยืนรอบนทางเท้า รอจนกว่าสัญญาณจะเปลี่ยนเป็นสีแดงให้รถหยุดสนิทก่อน แล้วจึงข้าม และระวังรถที่จะเลี้ยวขวาหรือเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดมาจากอีกทางหนึ่ง

๗. การข้ามถนนที่มีสิ่งกีดขวางหรือกําบังสายตา การข้ามทางในบริเวณที่มีรถจอดหรือ ต้นไม้ เสาไฟฯลฯ เป็นสิ่งกําบังสายตามองไม่เห็นรถที่แล่นมา โดยให้ใช้ความระมัดระวังอย่าวิ่ง ออกมาทันทีทันใด ต้องดูให้แน่ใจแล้วจึงข้าม

๖. การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ต ารวจจราจรในโอกาสสการรักษาความคัญ

ปลอดภัย

- พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท พระบรมวงศานุวงศ์ ขั้นสมเด็จเจ้าฟ้ าขึ้น

ไป

-ผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์

-พระราชอาคันตุกะในการเสด็จเยือนหรือเยือนอย่างเป็ นทางการ

-พระบรมวงศานุวงศ์ พระราชอาคันตุกะที่นอกเหนือไป หรือผู้แทนพระองค์ที่รับการ

ร้องขอจากสมุหราชองครักษ์ ราชเลขาธิการหรือเลขาธิการพระราชวัง

การเสด็จพระราชด าเนิน

-การเสด็จพระราชดําเนินอย่างเป็ นทางการ

-การเสด็จพระราชดําเนินเป็ นการส่วนพระองค์

ประเภทเส้นทางเสด็จ

-โดยรถยนต์

-โดยรถไฟหรือรถไฟฟ้ าขนส่งมวลชน

-โดยเรือ

-โดยอากาศยาน

สถานที่เป้ าหมายเมื่องานส าคัญ จะส่งผลกระทบต่อการจราจร

-บริเวณลานพระราชวังดุสิต

-ทําเนียบรัฐบาล

-รัฐสภา

-บริเวณสนามหลวง

-ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

-สวนลุมไนท์บาร์ซ่า

-ไบเทค บางนา

-ห้างสรรพสินค้าชื่อดั

หลักการจัดจราจรเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ

๑.กรณีมีกลุ่มผู้ชุมนุม

-ทันต่อสถานการณ์ด้านการข่าว

-เตรียมการด้านกําลังคน อุปกรณ์แผงเหล็ก เครื่องขยายเสียง

-กลุ่มผู้ชุมนุมใช้พื้ นผิวบางส่วนจะต้องรีบกันแนว หรือเพิ่มขยายช่องทาง โดยใ

ช่องสลับทิศทางReversible Lane

- การปิดถนนรถผ่านไม่ได้ปิดการจราจรเพิ่มกําลังตํารวจในจุดที่ต้องปัดรถไปด้าน

อื่น

-ให้มีผู้บัญชาการเหตุการณ์ด้านการจราจร เพื่อความเป็ นเอกภาพ

๒.กรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้

-รีบเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ

-จัดเส้นทาง เข้า-ออก รถดับเพลิง รถอาสา

-จัดระเบียบการจอดรถหน่วยต่างๆ ที่เข้ามา ไม่ให้กีดขวางการจราจร

-กันพื้นที่เสี่ยง จัดเจ้าหน้าที่ปัดรถอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปยังสถานที่เกิดเหตุ

-ให้มีผู้บังคับบัญชา ทําหน้าที่บัญชาการเหตุการณ์ด้านการจราจรให้เป็นเอกภาพ ๓. กรณีเหตุการณ์อื่นๆ เช่น จี้ ตัวประกัน กระโดดตึก ฯ

-เกิดไทยมุง รถอาสาจํานวนมาก

-กันพื้นที่ต้องห้ามให้ได้

-จํากัดรถที่เกี่ยวข้องเข้าไป

-จัดระเบียบสถานที่จอดไม่ให้กีดขวางการจราจร

๔.ไม่รู้

-ไม่รู้ระเบียบ คําสั่ง หรือแผนการปฏิบัติ

-ไม้รู้เขา คือไม่รู้ภารกิจที่ชัดเจน ไม่รู้วัตถุประสงค์ของกลุ่มผู้ชุมนุม ไม่รู้

สถานการณ์ของเพลิงไหม้

-ไม่รู้สถานการณ์ความเสี่ยงของ VIP เมื่อมีเส้นทางในการประชุมระดับผู้นํา

๕.เกี่ยวข้องกับงานด้านอื่น

-ฟังการสั่งการจากผู้บังคับบัญชาสูงสุดในขณะนั้น

-มีงานด้านการรักษาความปลอดภัยเข้ามาเกี่ยวข้อง การจัดการจราจรจะต้องให้

สอดคล้อง คํานึงเรื่องความปลอดภัยด้วย

แนวทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในงานกิจการพิเศษ

-ศึกษาและวิเคราะห์ให้ได้ว่า จุดมุ่งหมายสูงสุดในสถานการณ์นั้นคืออะไร

-มองผลกระทบให้ได้ว่า จะส่งผลถึงที่ใด และแก้ไขปัญหาให้ถูกจุด

-จํากัดขอบเขตของปัญหาให้อยู่ในวงแคบที่สุด

๗.เทคโนโลยีการจราจร

กรุ งเทพมหานครนั้ นขึ้ นชื่ อลื อชาว่ าเป็ นเมืองหลวงแห่ งรถติดของโลก(The Congestion Capital of the World) สภาพการจราจรมีการติดขัดตั้งแต่ฟ้ไม่ทันสางจวบายัง จนกระทั่งดึกดื่นเที่ยงคืน ตํารวจจราจรในเขตกรุงเทพมหานครต้องทํางานหนักมากกว่า ๘ ชั่วโมง ต่อวัน ต้องเผชิญกับมลพิษทั้งควันดํา เสียงดัง ตลอดจนอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตเมื่อใดก็ได้ บทบาทหน้าที่หลักในการบังคับใช้กฎหมายก็ลดน้อยถอยลงไป ในทางกลับกันต้องสูญเสียเวลา

และกําลังพลส่วนใหญ่ไปในเรื่ องของการอํานวยความสะดวกด้ านการจราจรเพื่ อให้ สภาพ การจราจรมีการเลื่อนไหลมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในขณะที่ในจังหวัดใหญ่ๆ ก็เริ่มประสบ ปัญหาเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร การนําเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการจัดการจราจร และการบังคับใช้กฎหมายจึงเป็นเรื่องที่จําเป็นและสําคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ บรรเทาเบาบางลงไป

เทคโนโลยี(Technology) ตามที่ระบุในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๓๙ หมายถึง วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะในการนําเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ให้เกิด ประโยชน์ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม ส่วนการจราจร(Traffic) หมายถึง การเคลื่อนที่ของ ยานพาหนะประเภทต่างๆ รวมถึงเรือ คนในบริเวณพื้นที่ทั้งทางถนน ทางอากาศ และทางนํ้า

เมื่อนําคําสองคําดังกล่าวข้างต้นมารวมกันเป็ นคําว่า เทคโนโลยีการจราจร จึงหมายถึง วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะในการนําเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ ให้ เกิดประโยชน์ในด้ าน การจราจรทั้งในเรื่ องการบังคับใช้ กฎหมาย การจัดการจราจรและการให้ ข้ อมูลข่าวสารด้ าน การจราจร ทั้งนี้ เพื่อให้การจราจรมีความลื่นไหล ผู้ใช้รถใช้ถนนมีความปลอดภัย จากความหมาย ดังกล่าวข้างต้น ทําให้ สามารถแบ่งแยกประเภทคโนโลยีการจราจรออกเป็ของเ น๓ ประเภท ด้วยกัน คือ เทคโนโลยีการจราจรด้านการบังคับใช้กฎหมาย เทคโนโลยีการจราจรด้านการจัดการ จราจร และเทคโนโลยีด้านการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารด้านการจราจร

๑. เทคโนโลยีการจราจรด้านการบังคับใช้กฎหมาย เป็ นเครื่องมือและอุปกรณ์ทันสมัย ที่นํามาช่วยในการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่ตํารวจจราจรมีหลักฐานที่ชัดเจนใน

การแจ้งการกระทําผิดกฎจราจรให้กับผู้ขับขี่ทราบอีกทั้งยังเป็นการลดข้อขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ กับคนใช้รถใช้ถนน ในปัจจุบันมีการนํามาใช้ในหลายประเภทด้วยกัน ดังนี้

๑.๑ กล้องตรวจจับความเร็ว(Speed camera) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจจับผู้ที่ ขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกําหนด โดยในอดีตนั้น การตรวจจับผู้กระทําความผิดจะใช้Speed

Gun ซึ่งแม้ว่าจะสามารถตรวจจับความเร็วได้แต่อุปกรณ์ดังกล่าวไม่สามารถบันทึกภาพการกระทํา ผิดเป็หลักฐานทีน่ชัดเจน ดังนั้นจึงมีการพัฒนาจนกลายเป็นกล้องตรวจจับความเร็วที่สามารถ ถ่ายภาพได้ชัดเจน แม้ว่ายานพาหนะนั้นจะวิ่งด้วยความเร็วสูงก็ตาม ทําให้สามารถนําภาพถ่ายที่ได้ จากล้องตรวจจับความเร็วดังกล่าวมาเป็ นหลักฐานในการดําเนินคดีกับผู้กระทําผิดโดยปราศจาก ข้อโต้แย้ง

๑.๒ กล้องตรวจจับผู้ฝ่ าฝื นสัญญาณไฟแดง(Red Light Camera) เป็นอุปกรณ์ที่ นํามาใช้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจจับผู้ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร ผู้ที่ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมาย กําหนด ตลอดจนเป็ นเครื่องมือช่วยบันทึกภาพสนับสนุนด้านอาชญากรรม ลดปัญหาอุบัติเหตุ

จราจร และทําให้ผู้ใช้ รถมีวินัยในการขับรถมากขึ้ น โดยในทางแยกหนึ่งๆ จะมีการติดตั้งกล้ อง ประมาณ ๓ – ๔ กล้องที่ทําหน้าที่แตกต่างกันออกไป เช่น กล้องที่หนึ่งจะถ่ายภาพทะเบียน รถยนต์กล้องที่สองถ่ายภาพการกระทําผิดโดยรวม และกล้องที่สามถ่ายเป็นวิดีโอคลิป เป็นต้น

๑.๓ เครื่องมือตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์(Breathalyzer) วัตถุประสงค์สําคัญของ การนําเครื่องมือประเภทนี้มาใช้คือ การคํานึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วไปที่อาจ ได้รับอันตรายจากผู้ขับขี่ที่ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นๆ ดังตัวอย่างแสดงในภาพ

๑.๔ Ignition Interlock Devices เป็ นเครื่องมืออุปกรณ์สมัยใหทีิม่ีการใช้ แพร่หลายในต่างประเทศมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับอุปกรณ์ในข้อที่๑.๓ เป็นเครื่องมือที่ติดตั้งใน รถยนต์โดยก่อนสตาร์ทรถยนต์ผู้ขับขี่ต้องทําการเป่าทดสอบระดับแอลกอฮอล์หากระดับ แอลกอฮอล์เกินระดับที่กําหนด จะไม่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้

๑.๕ เครื่องมือตรวจวัดควันดําและเสียงดัง เป็นเครื่องมือและอุปกรณ์ที่นํามาใช้ในการ ตรวจสอบสภาพของยานพาหนะที่ก่อให้เกิดมลพิษ ต่อประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วไป โดยเฉพาะ อย่างยิ่งยานพาหนะที่มีควันดําและเสียงดังเกินกว่าที่กฎหมายกําหนด

๒. เทคโนโลยีการจราจรด้านการจัดการจราจร ประกอบด้วย

๒.๑ กล้องโทรทัศน์วงจรปิ(Closedด Circuit Television, CCTV) ใช้ ในการ ตรวจสอบสภาพจราจร เพื่อการควบคุมและจัดการจราจรที่มีประสิทธิภาพ ถ้าเปรียบเทียบกับ ร่างกายของมนุษย์ กล้องCCTV จึงเปรียบเสมือนตา ในขณะที่ระบบอิมเมจ โพรเซสซิ่ง (Image Processing System) เปรียบเหมือนสมองในการประมวลความคิดและการสั่งการ

๒.๒ ระบบอิมเมจ โพรเซสซิ่ง(Image Processing System) เป็นระบบที่ใช้ร่วมกับ กล้องCCTV มีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บข้อมูลด้านการจราจรและบันทึกสถานการณ์แบบปัจจุบัน (Real Time) เพื่อตรวจนับปริมาณการจราจรเพื่อวัดความยาวแถวคอย(Queue Length) เพื่อวัด ความเร็วและแยกประเภทของยานพาหนะ

๒.๓ ระบบวิทยุสื่อสาร(Wireless Communication) ใช้สื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่ ตํารวจ หรือจากศูนย์ควบคุมสั่งการจราจรไปยังเจ้ทีตํารวจ ใช้ในการประสานงานร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของ บก๐๒. และของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ตลอดจนใช้ ทํางาน ร่วมกับระบบVHF และระบบโทรศัพท์พื้ นฐานได้เพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้งานระบบวิทยุ

๓. เทคโนโลยีด้านการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารการจราจร

๓.๑ ระบบโทรศัพท์PABX เป็ นเสมือนศูนย์บริการ(Call center) ข้อมูลข่าวสาร ด้านการจราจร ให้บริการข้อมูลด้านเส้นทาง สภาพการจราจร การรับแจ้งเหตุ อาทิ อุบัติเหตุการ แข่งรถบนท้องถนน การขับรถหวาดเสียว สัญญาณไฟจราจรขัดข้ องและรถควันดํา เป็ นต้ น ตลอดจนทําการประสานงานกับหน่วยงที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาที่ได้รับแจ้งเข้ามา โดย รูปแบบการดําเนินการในปัจจุบันจะจ้างบริษัทเอกชนเข้ามาดําเนินการ โดยทําสัญญารายปี

๓.๒ ระบบป้ ายสลับข้อความ(Variable Sign Board) เป็นระบบที่ใช้ในการ รายงานสภาพการจราจร แจ้งเตือนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเพื่อให้หลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางนั้นๆ ตลอดจนใช้ในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารด้านการจราจรอีกทางหนึ่ง

๓.๓ ระบบรายงานข่าวและประชาสัมพันธ์ เป็ นระบบเพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารด้านการจราจรผ่านทางช่องทางต่างๆ เป็ นการอํานวยความสะดวกแก่ประชาชนในการ ตัดสินใจเลือกประเภทหรือเส้นทางการเดินทาง

อย่างไรก็ตาม แนวโน้ มการแก้ไขปัญหาการจราจรในปัจจุบันเริ่มให้ความสําคัญกับ ระบบการขนส่งและจราจรอัจฉริยะ(Intelligent Transport System) ซึ่งเป็นระบบที่มีการพัฒนา ไปสู่การแก้ไขปัญหาการจราจรอย่างเป็ นระบบ มีเอกภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดดังรายละเอียด ที่จะกล่าวถึงต่อไป