Share PDF

Search documents:
  Report this document  
    Download as PDF   
      Share on Facebook

การเปรียบเทียบผลการฝกจินตภาพภายในและจินตภาพภายนอกที่มีตอความแมนยํา ในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส

ปริญญานิพนธ ของ

เชิดศักดิ์แกวแกมดา

เสนอตอบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อเปนสวนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตรการกีฬา:การเปนผูฝกกีฬา

พฤษภาคม 2547

THE COMPARISION OF THE EFFECT OF INTERNAL AND EXTERNAL IMAGERY ON

TABLE TENNIS SERVING ACCURACY

A THESIS

BY

CHERDSAK KAEWKGAMDA

Presented in partial fulfillment of the requirements

For the Master of Science degree in Sport Sciences : Sport Coaching at Srinakharinwirot University

May 2004

การเปรียบเทียบผลการฝกจินตภาพภายในและจินตภาพภายนอกที่มีตอความแมนยํา ในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส

ปริญญานิพนธ ของ

เชิดศักดิ์แกวแกมดา

เสนอตอบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อเปนสวนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตรการกีฬา:การเปนผูฝกกีฬา

พฤษภาคม 2547 ลิขสิทธิ์เปนของ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

การเปรียบเทียบผลการฝกจินตภาพภายในและจินตภาพภายนอกที่มีตอความแมนยํา ในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส

บทคัดยอ ของ

เชิดศักดิ์แกวแกมดา

เสนอตอบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อเปนสวนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาวิทยาศาสตรการกีฬา:การเปนผูฝกกีฬา

พฤษภาคม 2547

เชิดศักดิ์แกวแกมดา. (2547), . ปริญญานิพนธ วท.ม. (วิทยาศาสตรการกีฬา : การเปนผูฝกกีฬา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. คณะกรรมการควบคุม : ดร.พิชิต เมืองนาโพธิ์, ดร.มยุรีศุภวิบูลย.

การศึกษาวิจัยครั้งนีมีจุดมุ้งหมายเพื่อ ศึกษา และเปรียบเทียบผลการฝกจินตภาพ ภายในและจินตภาพภายนอกที่มีตอความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส กลุมตัวอยางเปน นักเรียนชายระดับมัธยมศึกษาตอนตน โรงเรียนวิมุตยารามพิทยากร กรุงเทพมหานคร จํานวน 45 คน แบงกลุมตัวอยางออกเปน 3 กลุมคือ กลุมทดลองที่1 ฝกการจินตภาพ ภายในควบคูกับฝกเสิรฟเทเบิลเทนนิส กลุมทดลองที่2 ฝกการจินตภาพภายนอกโดยดูวีดีโอ การเสิรฟควบคูกับฝกเสิรฟเทเบิลเทนนิส และกลุมควบคุม ฝกเสิรฟเทเบิลเทนนิสอยางเดียว หาคาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของทั้งสามกลุม เปรียบเทียบคาเฉลี่ยคะแนนความ แมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส กอนการฝก หลังการฝกสัปดาหที่5 และ10 ตามลําดับ โดยใชสถิติANOVA

ผลการวิจัยพบวา

1.ความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิสของกลุมทดลองที่1 กลุมทดลองที่2 และ กลุมควบคุม กอนการฝก ไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05

2.ความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิสของกลุมทดลองที่1 กลุมทดลองที่2 และ กลุมควบคุม ภายหลังการฝกสัปดาหที่15 แตกตางกันอยางไมมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3.ความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิสของกลุมทดลองที่1 กลุมทดลองที่2 และ

กลุมควบคุม

ภายหลังการฝกสัปดาห

ที่10 แตกตางกันอย

างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ

.05

THE COMPARISION OF THE EFFECT OF INTERNAL AND EXTERNAL IMAGERY ON

TABLE TENNIS SERVING ACCURACY

AN ABSTRACT

BY

CHERDSAK KAEWKGAMDA

Presented in partial fulfillment of the requirements

For the Master of Science degree in Sport Sciences : Sport Coaching at Srinakharinwirot University

May 2004

Cherdsak KaewKgamda. (2004). The Comparision of Effect of Internal and External Imagery on Table Tennis Serving Accuracy . Master thesis, M.S. (Sport Science : Sport Coaching). Bangkok : Graduate School, Srinakharinwirot University. Advisor Committee : Dr.Pichit Muangnapoe, Dr.Mayuree Supraviboul.

The purpose of this research was to investigate and compare the effect of Internal and External Imagery on table tennis Serving accuracy. Samples were 45 male student who have learned table tennis in Wimuttayaram Pitayakhon school in Bangkok Province. Subject divided into 3 groups, Experimental group 1 Practiced Internal Imagery with the table tennis serve training. Experimental group 2 Practiced External Imagery with table tennis serve training. and Control group Practiced table tennis serve alone. Mean, Standard deviation and repeated were employed for the measure analysis of

3 groups Anova data were collected on Pretest week 5 and week 10 respectively.

The result Indicated that:

1. Before training. there was no significant difference at .05 between the table tennis service accuracy abilities of Experimental group 1, Experimental

group

2 and Control group.

 

 

2. After the 5th

week training. there was difference with no difference

at

.05

between

the table

tennis service accuracy abilities of Experimental group

1,

Experimental

group 2

and Control group.

3. After the 10th week Training. there was significant difference at .05 between the table tennis service accuracy abilities of Experimental group 1, Experimental group 2 and Control group

ปริญญานิพนธ เรื่อง

การเปรียบเทียบผลการฝกจินตภาพภายในและจินตภาพภายนอกที่มีตอความแมนยํา ในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส

ของ นายเชิดศักดิ์แกวแกมดา

ไดรับอนุมัติจากบัณฑิตวิทยาลัยใหเปนสวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตรการกีฬา:การเปนผูฝกกีฬา

ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

............................................................คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย

(รองศาสตราจารย ดร.นภาภรณ หะวานนท) วันที่ พฤษภาคม พ.ศ. 2547

คณะกรรมการสอบปริญญานิพนธ

........................................................ประธาน

(อาจารย ดร.พิชิต เมืองนาโพธิ์)

........................................................กรรมการ

(อาจารย ดร.มยุรีศุภวิบูลย)

. ........................................................กรรมการแตงตั้งเพิ่มเติม

(อาจารย สนธยา สีละมาด)

........................................................กรรมการแตงตั้งเพิ่มเติม

(อาจารย ถนอมศักดิ์เสนาคํา)

ปริญญานิพนธฉบับนี้สําเร็จไดดวยความกรุณาอยางดียิ่งจาก ดร.พิชิต เมืองนาโพธิ์ ประธานกรรมการควบคุมปริญญานิพนธ ดร.มยุรีศุภวิบูลย กรรมการควบคุมปริญญานิพนธ อาจารยสนธยา สีละมาด และอาจารยถนอมศักดิ์เสนาคํา กรรมการแตงตั้งเพิ่มเติม ที่กรุณา ดูแลใหคําแนะนําชวยเหลือแกไขขอบกพรองตาง ๆ ในการดําเนินการศึกษาวิจัย ทําใหปริญญา นิพนธฉบับนี้สําเร็จไดดวยดีผูวิจัยขอกราบขอบพระคุณไวเปนอยางสูง

ขอขอบพระคุณ ผูชวยศาสตราจารย ดร.นําชัย เลวัลย ดร.สุปราณีขวัญบุญจันทร ดร.สาลี่สุภาภรณ และ อาจารย สุรพล ฉัตรวิชัย ไดใหความกรุณาตรวจแกไขโปรแกรมการ ฝก ที่ใชในการวิจัยครั้งนี้

ขอขอบพระคุณ อาจารยสมกิจ กิจพูนวงศ อาจารยคุณัตว พิธพรชัยกุล ไดใหความ กรุณาตรวจแกไขขอมูลทางสถิติที่ใชในการวิจัยครั้งนี้

ขอขอบพระคุณ ผูอํานวยการจีระศักดิ์จันทุดม ผูอํานวยการโรงเรียนวิมุตยาราม พิทยากร อาจารยจีระศักดิ์สิงหเจริญ อาจารยอัจฉรา สวางศรีผูชวยในการวิจัย อาจารยใน

โรงเรียนทุกทาน และนักเรียนที่เปนกลุมตัวอยาง ที่กรุณาใหการอนุเคราะหและใหความรวมมือ ในการเก็บรวบรวมขอมูล

สุดทายนี้ผูวิจัยขอขอบพระคุณ คุณพอสุภาพ คุณแมนันทนา และคุณนองวราภรณ แกวแกมดา นิสิตปริญญาโทเอกวิทยาศาสตรการกีฬาทุกทาน พี่ๆ นอง ๆ ทุกคน ที่ใหความ ชวยเหลือและเปนกําลังใจมาตลอด คุณคา ประโยชนของปริญญานิพนธฉบับนี้ผูวิจัยขอมอบ เปนเครื่องบูชาพระคุณของบิดา มารดา ตลอดจนครูอาจารย ทีเคารพรักทุกท่าน

เชิดศักดิ์แกวแกมดา

 

 

 

 

บทที่

 

 

 

หนา

1

บทนํา...................................................................................................................

 

 

1

 

ภูมิหลัง...........................................................................................................

 

 

1

 

ความมุงหมายของการวิจัย..............................................................................

 

 

3

 

ความสําคัญของการวิจัย..................................................................................

 

 

3

 

ขอบเขตของการวิจัย.......................................................................................

 

 

3

 

ประชากรและกลุมตัวอย

างที่ใชในการวิจัย

................................................. 3

 

ตัวแปรที่ศึกษา.........................................................................................

 

 

3

 

นิยามศัพทเฉพาะ.....................................................................................

 

 

4

 

กรอบแนวคิดในการวิจัย..................................................................................

 

 

4

 

สมมุติฐานการวิจัย..........................................................................................

 

 

5

2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ..............................................................................

 

 

6

 

การจินตภาพ.................................................................................................

 

 

6

 

ขั้นตอนการจินตภาพ......................................................................................

 

 

9

 

การพัฒนาทักษะการฝกจินตภาพ...................................................................

10

 

ประโยชนของการจินตภาพ............................................................................

 

 

11

 

หลักในการฝกทักษะจินตภาพ........................................................................

 

12

 

แบบฝกทักษะจินตภาพ..................................................................................

 

 

12

 

ทักษะการเสิรฟเทเบิลเทนนิส.........................................................................

 

14

 

ทฤษฎีที่เกี่ยวของกับการวิจัย.........................................................................

 

15

 

กฎแหงการฝกหัด...................................................................................

 

 

15

 

ทฤษฎีกระบวนการขาวสาร.....................................................................

 

15

 

ทฤษฎีการเรียนรูสัญลักษณ

.....................................................................

18

 

ทฤษฎีpsychoneuromuscula.................................................................

19

 

งานวิจัยที่เกี่ยวของ.......................................................................................

 

 

19

 

งานวิจัยในตางประเทศ............................................................................

 

 

19

 

งานวิจัยในประเทศ..................................................................................

 

 

21

 

( )

 

บทที่

 

 

 

หนา

3 วิธีดําเนินการศึกษาคนควา....................................................................................

 

 

25

การกําหนดประชากรและเลือกกลุมตัวอยาง.....................................................

25

การสรางเครื่องมือที่ใช

ในการศึกษาค

นควา......................................................

25

การเก็บรวบรวมขอมูล.....................................................................................

 

 

 

26

การจัดกระทําและการวิเคราะหขอมูล...............................................................

27

4 ผลการวิเคราะหขอมูล...........................................................................................

 

 

 

28

สัญลักษณที่ใชในการวิเคราะห

ขอมูล................................................................

 

28

ผลการวิเคราะหขอมูล.....................................................................................

 

 

 

29

5 สรุปผล อภิปราย และขอเสนอแนะ.........................................................................

 

34

ความมุงหมายของการศึกษาค

นควา................................................................

33

วิธีการศึกษาคนควา.......................................................................................

 

 

 

33

สรุปผลการศึกษาคนควา.................................................................................

 

 

35

อภิปรายผล....................................................................................................

 

 

 

35

ขอเสนอแนะ...................................................................................................

 

 

 

38

บรรณานุกรม..............................................................................................................

 

 

 

39

ภาคผนวก...................................................................................................................

 

 

 

43

ประวัติยอผูวิจัย...........................................................................................................

 

 

 

64

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตาราง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หนา

1 แสดงคาเฉลี่ยและส

วนเบี่ยงเบนมาตรฐานคะแนนรวมที่ได

จากการทดสอบ

 

 

ความแมนยําในการเสิร

ฟของกลุมทดลองที่1 กลุมทดลองที่2 และกลุม

 

ควบคุม กอนการฝ

ก หลังการฝกสัปดาห

ที่5 และหลังการฝกสัปดาห

ที่10 ........

29

2 แสดงการเปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยคะแนนรวมความแม

นยําในการ

 

เสิรฟเทเบิลเทนนิสของกลุมทดลองที่1 กลุมทดลองที่2 และกลุมควบคุม

 

กอนการฝ

ก หลังการฝกสัปดาห

ที่5 และหลังการฝกสัปดาห

ที่10 .....................

 

 

 

30

3 แสดงการวิเคราะหความแปรปรวนแบบวัดซ้ําของค

าเฉลี่ยคะแนนความแม

นยําในการ

เสิรฟ กอนการฝ

ก หลังการฝกสัปดาห

ที่5 และหลังการฝกสัปดาห

ที่10 ของ

กลุมควบคุม

กลุมทดลองที่1 และ กลุมทดลองที่2.........................................

 

 

 

 

 

 

31

4 แสดงการเปรียบเทียบคะแนนความแตกตางเปนรายคูของของกลุมควบคุม

กลุมทดลอง

ที่1 และกลุมทดลองที่2............................................................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

32

 

 

 

 

 

ภาพประกอบ

 

 

 

 

 

หนา

1

แผนผังแสดงผลการฝกจินตภาพและการฝ

กซอมที่มีตอการแสดงความสามารถ

...... 4

2

แผนผังแสดงทฤษฎีกระบวนการขาวสาร................................................................

 

 

 

 

17

3 แผนภูมิแสดงกราฟเสน คาเฉลี่ยคะแนนความแม

นยําในการเสิร

ฟเทเบิลเทนนิส

 

 

ของกลุมตัวอยาง กอนการฝ

ก หลังการฝกสัปดาห

ที่5 และหลังการฝก

 

 

สัปดาหที่10..................................................................................................

 

 

 

 

 

33

1

กีฬาเทเบิลเทนนิสเปนกีฬาที่ตองใชทักษะในการเลนหลายทักษะ การสงลูกหรือการ เสิรฟถือเปนเทคนิคอยางแรกที่นํามาใชในตอนเริ่มแขงขัน เพราะหากสงลูกไดดียอมจะมีโอกาส ทําคะแนนจากการเลนไดงาย สวนการสงลูกที่ไมถูกตองตามกติกาหรือทําใหเกิดลูกเสียนั้นยอม ไมมีโอกาสไดคะแนน การเสิรฟในการเลนกีฬาเทเบิลเทนนิสเปนทักษะที่สรางความกดดันให เกิดขึ้นกับฝายรับมากที่สุด เพราะการเสิรฟชวยสกัดกั้นแผนการรุกของคูแขงขันใหมีโอกาสรุก กลับไดนอยลง เพราะในบางครั้งกับเกมการแขงขันที่นักกีฬามีความสามารถใกลเคียงกันการ เสิรฟจะเปนทักษะที่บงชี้ถึงความสําเร็จหรือความลมเหลวได และหากผูเลนมีประสิทธิภาพและ ความแนนอนในการเสิรฟแลวโอกาสไดเปรียบคูแขงขันยอมมีมาก

การเสิรฟในกีฬาเทเบิลเทนนิสเปนทักษะการเคลื่อนไหวอยางหนึ่งที่คอนขางซับซอน เปนการทํางานที่ตองอาศัยความสัมพันธระหวางประสาทกับกลามเนื้อและอวัยวะตาง ๆ เชน ประสาทตากับการเคลื่อนไหวของแขนและมือที่ทําใหการเสิรฟเปนไปอยางราบรื่น นิ่มนวลและ ไดจังหวะ การเสิรฟจะใหไดผลตองทําความเขาใจในหลักการและวิธีการฝกหัด โดยเฉพาะการ รับรูทักษะการเคลื่อนไหว การควบคุมน้ําหนัก ความเร็ว และทิศทางของการเสิรฟ เพราะถา การเสิรฟทุกครั้งลูกลงในตําแหนงหรือจุดที่ตองการแลวจะทําใหการเสิรฟมีประสิทธิภาพ การ รับลูกเสิรฟกระทําไดยากขึ้น ทวาการเสิรฟประสบปญหาอยางมากในการฝกซอมและการ แขงขันไมวาจะเปนตําแหนงการโยนลูก จังหวะการเสิรฟ กําลังแรงสง ลวนแลวมีผลอยางมาก ในเกมการแขงขันการเสิรฟจําเปนตองไดรับการฝกหัดอยูเสมอ

โดยเฉพาะการฝกหัดในใจถึงลําดับขั้นตอนการเสิรฟ และเมื่อนักกีฬาเขาสูใน สถานการณการแขงขัน บางครั้งเกิดอาการตื่นเตน ไมมีสมาธิเกิดความกลัว อาจสงผลทําให ประสิทธิภาพการเสิรฟลดลง ดงนั้นการเสิรัฟแตละครั้งจําตองอาศัยความตั้งใจอยางแนวแน มี สมาธิสํารวบรวมจิตใจไปสูการกระทําอันจะทําใหนักกีฬาไดรับรูขั้นตอนการเสิรฟไดดีขึ้น นอกจากการฝกทบทวนทักษะอยูเสมอ ๆ แลว ความจําและกระบวนการควบคุมจิตใจตอการ แสดงทักษะเปนเรื่องที่จําเปนเชนเดียวกัน ดังที่อุทัย สงวนพงษ, (2528) ; อางถึงในบุญเลิศ ใจทน, (2537) กลาววา ในขณะที่ทําการฝกหัดการเสิรฟจําตองสังเกตลําดับขั้นตอนการ

เคลื่อนไหวและทาทางการเสิรฟ ตั้งแตกระบวนการแรกของการโยนลูกจิตใจตองจดจออยูที่ลูก มีสมาธิมีความเชื่อมั่น สรางสถานการณคลายกับการแขงขันเนนใหเกิดการรับรูและสัมผัส พรอมทั้งควบคุมความรูสึกไปสูการกระทําดวย สอดคลองกับ นฤพนธ วงษจตุรภัทร, (2537) ; อางถึงในธวัชชัย มีศรี, (2542). กลาววา ในการฝกซอมและการแขงขันกีฬาไดมีการนําเอา

2

วิธีการฝกทางจิตใจมาใชฝกรวมกับการฝกทางกายเพื่อใหนักกีฬาไดแสดงออกซึ่งความสามารถ ไดอยางเต็มที่โดยการรับรูขั้นตอนตาง ๆ ของทักษะกีฬาใหเกิดขึ้นภายในใจกอน ที่เรียกวา การจินตภาพ

การจินตภาพเปนทักษะทางจิตวิทยาการกีฬาที่สามารถใชในการฝกเพื่อเพิ่ม ความสามารถและใชในการผอนคลายการจินตภาพจะชวยใหนักกีฬานึกถึงภาพตัวเองใน สถานการณหนึ่งหรือการปฏิบัติกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งการนึกภาพควรที่จะใหนักกีฬานึกถึง ความสามารถที่ทําไดดีมากและประสบความสําเร็จการจินตภาพควรพยายามที่จะเติมความรูสึก ตาง ๆ ลงไปในภาพ เชน การมองเห็น การไดยิน ความรูสึกถึงการเคลื่อนไหว การสัมผัส ได กลิ่น การรูรส และการปฏิบัติเหมือนกับสิ่งที่ปฏิบัติในชีวิตจริง การจินตภาพ จึงหมายถึง การมองเห็นดวยตาของใจโดยการใชประสาทสัมผัสทั้งหมดในการสรางหรือรวบรวมขอมูลเพื่อ สรางประสบการณใหเกิดขึ้นในใจอยางมีกระบวนการมีเปาหมายและลําดับขั้นตอนที่ใกลเคียง ความเปนจริง การจินตภาพแบงออกไดเปน 2 แบบ ดังนี้(ศิลปชัย สุวรณธาดา, 2533)

1.การจินตภาพภายใน เปนการสรางภาพการเคลื่อนไหวของตนเองใหเกิดขึ้นภายใน ใจกอนการแสดงทักษะจริงใหเกิดความรูสึกเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวในขณะเดียวกัน และหรือ เปนการสรางภาพการเคลื่อนไหวใหเกิดขึ้นภายในใจของตนเองที่ไดรับจากการเรียนรู ประสบการณที่ผานมาแลวนํามาสรางภาพฝกหัดในใจ โดยการนึกภาพตัวเองขณะปฎิบัติทักษะ ทําใหเห็นภาพการเคลื่อนไหวขึ้นภายในใจถึงลําดับขั้นตอนและวิธีการฝกอยางละเอียดชัดเจน กอนการแสดงทักษะจริง

2.การจินตภาพภายนอก เปนการสรางภาพการแสดงทักษะของบุคคลอื่นในใจกอน การแสดงทักษะจริงอาจเปนภาพการเคลื่อนไหวของผูฝกสอน ผูสาธิต หรือนักกีฬาที่มี ความสามารถสูง และหรือเปนการสรางภาพการแสดงทักษะที่ไดรับรูจากภายนอก เชน การ เรียนรูจากแมแบบ การเลียนแบบจากสื่อ การดูภาพจากวีดีทัศน รวมถึงการจินตภาพโดยการ ใชตัวเองเปนตัวแสดงรับรูสื่อจากภายนอกดวยวิธีการฝกหัดในใจตามแมแบบพรอมกับนึกภาพ ตัวเองกําลังเปนแบบและปฎิบัติทักษะนั้นอยู

วิธีการฝกจินตภาพทั้งสองนี้เปนวิธีการฝกเพื่อสรางความรูสึกใหเกิดขึ้นภายในใจอยาง มีกระบวนการตามลําดับขั้นตอนอยางมีเปาหมาย และเปนการสรางภาพการเคลื่อนไหวของ ทักษะที่ตองการแสดงออก โดยเฉพาะการสรางภาพใหเกิดขึ้นภายในใจกอนการแสดงทักษะ จริง ชวยใหการเรียนรูทักษะไดเร็ว จดจําทักษะและขั้นตอนไดอยางชัดเจน การรับรูใหเกิดขึ้น ภายในใจอยางมีกระบวนการ มีขั้นตอนและมีเปาหมาย

อยางไรก็ตามวิธีการฝกจินตภาพทั้งสองวิธีเมื่อนํามาใชฝกรวมกับการฝกทักษะกีฬา แลวไมสามารถสรุปการเรียนรูที่เกิดขึ้นวาการฝกจินตภาพกับการฝกทักษะกีฬาวิธีใดใหผลตอ การแสดงความสามารถอยางไร จากความสําคัญของปญหาในการเสิรฟและการศึกษางานวิจัย

3

ของผลการฝกจินตภาพผูวิจัยมีแนวความคิดวาการฝกจินตภาพทั้งภายในและภายนอกควบคู กับการฝกการเสิรฟเทเบิลเทนนิสและการฝกการเสิรฟเทเบิลเทนนิสอยางเดียว นาจะมีผลตอ การพัฒนาความสามารถในการเสิรฟอยางไร ผูวิจัยจึงมีแนวความคิดในการทําวิจัยในครั้งนี้ซึ่ง จะเปนแนวทางในการปรับปรุงพัฒนามาตรฐานทักษะกีฬาเทเบลเทนนิสตอไป

ในการวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยไดตั้งความมุงหมายไว ดังนี้

1.เพื่อศึกษาผลของการฝกจินตภาพภายในและจินตภาพภายนอกที่มีตอความแมนยํา ในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส

2.เพื่อเปรียบเทียบผลของการฝกจินตภาพระหวางการฝกจินตภาพภายในกับการฝก จินตภาพภายนอก และการฝกการเสิรฟอยางเดียวที่มีผลตอความแมนยําในการเสิรฟเทเบิล เทนนิส

ทําใหทราบผลของการฝกที่มีตอความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิสระหวางการฝก จินตภาพภายในและการฝกจินตภาพภายนอกและการฝกเสิรฟอยางเดียว เพื่อเปนแนวทางใน การพัฒนามาตรฐานทักษะกีฬาเทเบิลเทนนิส และเพื่อนําผลที่ไดจากการคนควาวิจัยในครั้งนี้ ไปประยุกตใชกับการฝกกีฬาประเภทอื่น ๆ

ประชากร เปนนักเรียนชายระดับมัธยมศึกษาตอนตนที่ผานการเรียนวิชาเทเบิล เทนนิสมากอนของโรงเรียนวิมุตยารามพิทยากร จํานวน 397 คน

กลุมตัวอยาง เปนนักเรียนชายระดับมัธยมศึกษาตอนตนที่ผานการเรียนวิชาเท เบิลเทนนิสมากอนของโรงเรียนวิมุตยารามพทยากริ จํานวน 45 คน ไดมาโดยการสุมอยาง งาย (Simple Random Sampling) กลุมตัวอยางถูกแบงออกเปน 3 กลุมกลุมละ 15 คน

1. ตัวแปรอิสระ

4

1.1.โปรแกรมการฝกการจินตภาพภายในควบคูกับการฝกการเสิรฟเทเบิลเทนนิส

1.2.โปรแกรมการฝกการจินตภาพภายนอกโดยดูวีดีโอการเสิรฟควบคูกับการฝก

การเสิรฟเทเบิลเทนนิส

1.3.โปรแกรมการฝกการเสิรฟเทเบิลเทนนิสอยางเดียว

2.ตัวแปรตาม คือ ความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส

การจินตภาพภายใน หมายถึง การสรางภาพการเคลื่อนไหวของตนเองในใจกอน การแสดงทักษะจริง และใหเกิดความรูสึกเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวในขณะเดียวกัน

การจนตภาพภายนอกิ หมายถึง การสรางภาพการแสดงทักษะของบุคคลอื่นในใจ

กอนการแสดงทักษะจริง

ความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส หมายถึง ความสามารถในการควบคุม น้ําหนัก ความเร็ว ความแรง และทิศทางในการเสิรฟใหขามตาขายไปลงยังตําแหนงที่ตองการ ไดอยางถูกตองและแมนยํา

การจินตภาพและการเสิรฟ การเสิรฟ

จินตภาพภายใน จินตภาพภายนอก

ความแมนยํา

ภาพประกอบ 1 แสดงผลการฝกจินตภาพและการฝกซอมที่มีตอการแสดงความสามารถ

5

การฝกจินตภาพระหวางกลุมฝกจินตภาพภายในควบคูกับการฝกเสิรฟเทเบิลเทนนิส กลุมฝกจินตภาพภายนอกโดยดูวีดีโอการเสิรฟควบคูกับการฝกเสิรฟเทเบิลเทนนิส และกลุมฝก เสิรฟเทเบิลเทนนิสอยางเดียว มีผลตอความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิสแตกตางกัน

2

ในการวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยไดศึกษารวบรวมเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ ดังนี้

1.การจินตภาพ

2.การเสิรฟเทเบิลเทนนิส

3.ทฤษฏีที่เกี่ยวของกับการวิจัย

4.งานวิจัยในตางประเทศ

5.งานวิจัยในประเทศ

การจินตภาพ (Imagery) หรือการนึกภาพ (Visualization) เปนทักษะทาง จิตวิทยาการกีฬาที่สามารถใชในการฝกเพื่อเพิ่มความสามารถและใชในการผอนคลาย การจินต ภาพจะชวยใหนักกีฬานึกภาพตัวเองในสถานการณหนึ่ง หรือการปฎิบัติกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง การนึกภาพควรพยายามใหนักกีฬานึกถึงภาพความสามารถที่ทําไดดีและประสบความสําเร็จ ควรเปนภาพที่เห็นตนเองกําลังเพลิดเพลินกับการทํากิจกรรมนั้น และพึงพอใจกับ ความสามารถของตนเอง การจินตภาพควรพยายามที่จะเพิ่มความรูสึกตาง ๆ ลงไปในภาพ เชน การรับรูประสาทสัมผัส การมองเห็น การไดยิน รับรูความรูสึกการเคลื่อนไหว การได กลิ่น การรูรสและการปฎิบัติที่เหมือนจริง

ดังนั้นการจินตภาพ หมายถึง การมองเห็นดวยตาของใจ โดยการใชประสาท สัมผัสทั้งหมดในการสรางหรือรวบรวมเพื่อสรางประสบการณใหเกิดขึ้นในใจ การรับรูถึงสิ่งตาง ๆ จะชวยใหนักกีฬาสรางภาพในใจไดชัดเจนมากขึ้น เมื่อสรางภาพไดชัดเจนก็จะชวยใหการฝก ไดผลดียิ่งขึ้น การจินตภาพเปนประสบการณดานความรูสึกนึกคิดเปนผลจากประสบการณที่ ไดรับมากอนเปนสภาวะที่ทําใหเกิดความรูสึกตาง ๆ ทางดานรางกาย เชน การทรงตัว การ จัดลักษณะทาทาง การเคลื่อนไหวอยางมีจังหวะขั้นตอนของการแสดงทักษะทางกีฬาและ แมกระทั่งความรูสึกทางดานจิตใจ เชน การดีใจเมื่อไดรับชัยชนะหรือเลนไดดีการเสียใจ

ผิดหวังเมื่อพายแพหรือเลนไดไมดีการจินตภาพสามารถแบงออกไดเปน 2 ประเภท (ศิลป ชัย สุวรรณธาดา,2532

1. การจินตภาพภายนอก หมายถึง การสรางภาพการแสดงทักษะของบุคคลอื่น ในใจกอนการแสดงทักษะจริง อาจเปนการเคลื่อนไหวของผูฝกสอน นักกีฬาที่มีความสามารถ สูง เชน การกกระโดดสูง นักกีฬาฝกสรางภาพการเคลื่อนไหวของนักกีฬากระโดดสูงชั้นเยี่ยม

ที่เคยเห็นมากอนลําดับภาพตั้งแตการยืนเตรียมพรอม การออกวิ่ง และการกระโดดขึ้นลอยตัว ขามไป เปนตน วิธีการนี้เหมาะสําหรับนักกีฬาฝกใหมที่ยังไมรูวิธีการแสดงทักษะที่ถูกตอง

7

2. การจินตภาพภายใน หมายถึง การสรางภาพการเคลื่อนไหวของตนเองในใจ กอนการแสดงทักษะจริงและใหเกิดความรูสึกเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวขณะเดียวกันดวย วิธีการ นี้เหมาะสมกับนักกีฬาที่มีทักษะสูงที่รูการแสดงทักษะที่ถูกตองซึ่งไดผลดีกวาวิธีการแรกเพราะ เห็นการทําใหความรูสึกเคลื่อนไหวเกิดขึ้นควบคูกับการจินตภาพ ในการกีฬา จินตภาพ คือ การสรางภาพการเคลื่อนไหวในใจกอนการแสดงทักษะจริงถาภาพในใจที่สรางขึ้นชัดเจนและมี ชีวิตชีวามากก็จะชวยใหการแสดงทักษะจริงไดผลดีขึ้นไปดวย การจินตภาพยังชวยในการ ควบคุมความวิตกกังวล ความโกรธ หรือความเจ็บปวดอีกดวย

นอกจากนี้ศิลปชัย สุวรรณธาดา กลาววา การจินตภาพเปนกุศโลบายการ เรียนรูทักษะที่ไดรับการยอมรับวาชวยทําใหการเรียนรูทักษะดําเนินไปอยางรวดเร็ว จดจํา ทักษะไดนานและสามารถนําไปใชตามสถานการณที่เกี่ยวของในอนาคตดวย กลาวโดยทั่วไป การจินตภาพ หมายถึง ความสามารถในการสรางภาพการเคลื่อนไหวในใจกอนการแสดง ทักษะจริง ถาภาพในใจที่สรางขึ้นมีความแจมแจงชัดเจนและมีชีวิตชีวาจะทําใหความสามารถใน การแสดงทักษะจริงสูงขึ้น โดยอธิบายวิธีการฝกจินตภาพในการกีฬาแบงออกเปน 2 วิธี ไดแก

1.การจินตภาพภายใน เปนการสรางภาพการเคลื่อนไหวของตนเองในใจกอน การแสดงทักษะจริง และใหเกิดความรูสึกเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวขณะเดียวกัน วิธีนี้เหมาะสม กับนักกีฬาที่มีทักษะสูง รูการแสดงทักษะที่ถูกตองเปนการทําใหความรูสึกเคลื่อนไหวเกิดขึ้น ควบคูกับการจินตภาพ

2.การจินตภาพภายนอก เปนการสรางภาพการแสดงทักษะของบุคคลอื่นในใจ กอนการแสดงทักษะของบุคคลอื่นในใจกอนการแสดงทักษะจริง อานเปนภาพการเคลื่อนไหว ของผูฝกสอน ผูสาธิต หรือนักกีฬาที่มีความสามารถดีเยี่ยมก็ได วิธีการนี้เหมาะสมกับนักกีฬา

ฝกใหมที่ยังไมรูวิธีการแสดงทักษะที่ถูกตอง โดยทั่วไปแลว การจินตภาพ จึงเปนการสราง ภาพการเคลื่อนไหวในใจกอนการปฎิบัติทักษะจริง ถาภาพในใจที่สรางขึ้นมีความชัดเจนและมี ชีวิตชีวาจะทําใหความสามารถในการแสดงทักษะจริงสูงขึ้น

ซิงเกอร (Singer,1972:175). กลาววา การจินตภาพเปนกระบวนการสรางภาพ การเคลื่อนไหวในใจเกี่ยวกับพฤติกรรมที่พึงประสงค เชน ตองการปาเปา (Dart Throwing) ผูเรียนสรางภาพในใจวาลูกดอกกําลังลอยไปที่เปาไปมาและสรางภาพการปฏิบัติทักษะนั้นดวย ความรูสึกหรือความคิดถาการสรางภาพในใจนั้นสามารถปฎิบัติไดอยางถูกตองชัดเจนและมี ชีวิตชวาจะชีวยใหการแสดงทักษะจริงมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ในขณะที่กําลังสราง ภาพในใจผูเรียนอาจพูดกับตนเอง (Self - Talk) ไดอีกดวย เชน นักกีฬากระโดดสูงสรางภาพ ในใจวาตนเองกําลังวิ่งเหยาะ ๆ กาว 1 – 2 – 3 พรอมกับการพูดกับตนเองวา กระโดด

โดรวัตสกี(Drowatzky,1975:236) กลาววา การจินตภาพมีบทบาทสําคัญตอการ ฝกทางใจ เพราะสงผลใหระดับความสามารถทางกายสูงขึ้นที่ไดรับจากการวิเคราะห

8

ความสามารถที่ตนเองสรางขึ้นซึ่งเปนการเพิ่มประสบการณและพัฒนาความสามารถของผูเรียน ตอไป

มาโฮนี่(Mahoney ,1977 ; quoted in Shiekh ,1983) ไดกลาวถึงทฤษฏี เกี่ยวกับการจินตภาพกับกีฬาในสวนของทฤษฏีการรับรู(Cognitive Framwork) โดยศึกษา จากประสบการณและงานวิจัยที่เกี่ยวของไดแบงทักษะความรูความเขาใจ (Cognitive Skill) ที่ มีความสําคัญตอการเลนกีฬาเปน 4 ขั้นตอน ประกอบดวย

1.การรับรูความสามารถของตนเอง (Self – Efficacy)

2.การควบคุมการตื่นตัว (Arousal Regulation)

3.การสรางสมาธิ(Attentional Focus)

4.การสรางจินตภาพ (Imagery)

จากทักษะดังกลาวมุงเนนใหเห็นถึงความสําคัญของการจินตภาพวาเปนตัวบงชี้ (Parameters) ที่มีผลตอการแสดงทักษะทางการกีฬา และซูอินน (Suinn , 1980) สนับสนุน วาในทักษะที่ซับซอนการใชกระบวนการจินตภาพสลับกับการฝกทางกายเปนชวง ๆ จะชวยให พัฒนาความสามารถไดดีขึ้น

แฮรริสและแฮรริส (Harris and Harris,1984 : 281) กลาววาประโยชนของการ จินตภาพที่มีตอการแสดงทักษะวาชวยเพิ่มการประสานงานในการเคลื่อนไหวของรางกายได อยางมีประสิทธิภาพโดยการรับรูตําแหนงตาง ๆ จากขั้นตอนการแสดงทักษะที่ถูกตองซึ่ง สามารถสรุปการใชพลังงานของกลามเนื้อในการปฏิบัติทักษะไดอยางแมนยําชวยปรับปรุงและ แกไขความผิดพลาดใหถูกตอง นอกจากนี้การจินตภาพสามารถพัฒนาจิตใจโดยการสรางความ หนาแนนทางจิตตอการตอสูอุปสรรคตาง ๆ เพื่อการพัฒนาทักษะใหประสบผลสําเร็จสูงสุด ชวยลดความวิตกกังวลความกลัวเพิ่มระดับการกระตุนที่เหมาะสมสามารถควบคุมตนเองและ การมีทัศนคติที่ดีโดยการจินตภาพในทางบวกเปนสิ่งที่จําเปนอยางยิ่งตอการพัฒนาทักษะใหมี ประสิทธิภาพแตการจินตภาพจะไมสามารถเพิ่มความสามารถในการแสดงทักษะใหประสบ ผลสําเร็จไดนอกจากไดรับการฝกหัดอยางสม่ําเสมอควบคูกับทักษะที่ตองการพัฒนาจนกระทั่งมี การรับรูทุกมิติ(Aware of All Dimension) และฝกหัดจนเปนอัตโนมัติ

ดังนั้นการจินตภาพจึงตองมีการฝกหัดจนสามารถสรางภาพการเคลื่อนไหวในใจ ไดชัดเจนจึงจะนําไปใชใหเกิดประโยชนกับทักษะทางกายไดเปนอยางดีและมีประสิทธิภาพตอ การพัฒนาการเรียนรูทักษะใหมหรือฝกฝนทักษะที่เรียนไปแลวเมื่อการฝกฝนทางกายไม สามารถกระทําไดในขณะนั้นรวมไปถึงชวยสรางความเชื่อมั่นใหเกิดขึ้นดวย การจินตภาพ สามารถนําไปใชใหเกิดประโยชนในดานตาง ๆ ดังนี้(Sport Psychology Bulletin,2002)

1. เพื่อใหเห็นความสําเร็จ (To see success) การเห็นภาพตนเองประสบ ความสําเร็จตามเปาหมายเปนทักษะพื้นฐานที่มีความจําเปนอยางยิ่งทั้งความสามารถที่จะปฏิบัติ

9

ในระดับที่สูงขึ้น และเห็นผลของความสามารถตามความตองการซึ่งจะเปนการสรางความ เชื่อมั่น

2.เพื่อเปนแรงจูงใจ (To motivate) กอนหรือระหวางฤดูการฝกใหสรางภาพ ของเปาหมายสําหรับฤดูการฝกนั้น การแขงขันครั้งที่ผานมา หรือการแขงขันในอนาคต การ สรางภาพตามวัตถุประสงคจะเปนสิ่งกระตุนแรงจูงใจซึ่งจะมีผลตอการเพิ่มความหนักของการฝก

3.เพื่อสรางทักษะที่สมบูรณ (To perfect skill) การจินตภาพเปนทักษะที่ บอยครั้งเราใชในการเรียนรูและแกไขทักษะตาง ๆ หรือสวนหนึ่งของทักษะ นักกีฬาชั้นยอดจะ มองเห็นและรูสึกดวยตนเองถึงการปฏิบัติทักษะ โปรแกรมตาง ๆ กิจวัตรประจําวัน หรือการ เลนไดอยางสมบูรณ ซึ่งเปนทักษะพื้นฐานที่สําคัญมาก

4.เพื่อสรางความคุนเคย (To familiarise) การจินตภาพสามารถฝกเพื่อใหเกิด ความคุนเคยกับทุกสิ่งทุกอยางได เชน สถานการณการแขงขัน วิธีการแขงขัน รูปแบบการ เลน ทักษะที่ตองทําบอย ๆ แผนการเลน แผนการใหสัมภาษณ การฝกจินตภาพเพื่อสราง ความคุนเคยตอสถานการณตางๆ ทําใหมีความมั่นใจเพราะเสมือนไดผานเหตุการณตางๆ มาแลว

5.เพื่อกําหนดระดับความสามารถ (To set the stage for performance)

การจินตภาพเปนทักษะที่สามารถนําไปบูรณาการเปนสวนหนึ่งของแผนการฝกกอนการแขงขัน อยูเสมอ การจินตภาพจะชวยกําหนดระดับของจิตใจเพื่อพัฒนาความสามารถ นักกีฬาสามารถ ทําจิตใจไดสมบูรณโดยใชความสามารถของตนเองเปนพื้นฐาน วิธีการนี้จะชวยใหการจินตภาพ ความรูสึกกอนการแขงขันและสิ่งที่ใหความสนใจ อีกทั้งยังชวยเปลี่ยนความคิดทางลบโดยการ มุงความสนใจกับความรูสึกที่ดีกอนการแขงขัน

6.เพื่อใชในการทบทวนภาพหรือทักษะ (To refocus) เมื่อมีการจินตภาพ เกิดขึ้นแลวสามารถใชเพื่อนึกทบทวนภาพการฝกหรือทักษะที่ตองการ เชน เมื่อรูสึกเฉื่อยชา เวลาอบอุนรางกาย การทบทวนภาพความสามารถที่ดีที่สุดหรือภาพการแขงขันที่ดีที่สุดดวย การจินตภาพทําใหเพิ่มความสนใจและความกระตือลือลน

7.เพื่อการฟนฟู(To rehabilitate) ชวงเวลาที่มีการบาดเจ็บและตองพันฟูกฟ สภาพรางกาย สามารถฝกจินตภาพเพื่อฟนฟูสภาพจิตใจ การผอนคลาย การลดความวิตก กังวล และเปนการซอมทักษะโดยการทบทวนเพื่อเตรียมพรอมสําหรับการกลับมาฝกซอมและ แขงขัน

การฝกจินตภาพ ผูฝกจะตองสรางภาพในใจของทักษะนั้นโดยเริ่มจากสวน สุดทายหรือจุดหมายของทักษะกอนแลวยอนกลับไปสูสวนเริ่มตน และมีความรูสึกวาสวนตาง ๆ ของรางกายเคลื่อนไหวตามไปดวยตอจากนั้นจึงลงมือปฎิบัติทักษะจริง การสรางภาพในใจ

10

อาจทําไดขณะหลับตาหรือลืมตา ในการฝกตอนแรกควรหลับตาเพราะทําใหมีสมาธิมากขึ้น เมื่อสามารถสรางภาพในใจไดชัดเจนแลว ผูฝกจึงสรางภาพในใจขณะลืมตาและ Weingberg

&Gould (1999) แนะนําวาการฝกจินตภาพใหเกิดผลมากที่สุดควรฝกในชวงเวลาตอไปนี้

1.กอนและหลังการฝก

2.ระหวางการพักการฝกหรือการแขงขัน

3.กอนและหลังการแขงขัน

4.เมื่ออยูในชวงของการฟกฟนจากการบาดเจ็บ

5.ชวงเวลาที่เปนสวนตัว

การจินตภาพเปนทักษะทางจิตวิทยาการกีฬาที่ตองไดรับการพัฒนาและการฝกฝน เปนประจําโดยมีหลักเบื้องตนในการฝกดังนี้(Sport Psychology Bulletin ; 2545)

1.การผอนคลาย (Relaxation) รางกายและจิตใจควรอยูในชวงที่ผอนคลายให มากที่สุดทั้งกอนและขณะฝก

2.ลักษณะที่เหมือนจริง (Realism) การสรางภาพในการฝกควรเปนภาพที่ เหมือนจริงเสมือนวากําลังปฏิบัติทักษะนั้นจริงๆ ภาพที่เห็นควรมีองคประกอบดังนี้

2.1.ความชัดเจน (Clarity) ควรเปนภาพที่ชัดเจนเหมือนจริงมากที่สุดเทาที่

จะทาไดํรวมถึงสี

2.2.ประสาทสัมผัส (vividness) รวบรวมประสาทสัมผัสทั้ง 5 เทาที่จะ เปนไปไดใสในการจินตภาพ ดังนั้นภาพตองชัดเจนเหมือนจริง (clear&realistic) เสมือนสิ่งที่ เกิดขึ้นจริง

2.3.อารมณ (emotion) พยายามรวบรวมอารมณ ความรูสึกใสในการจินต ภาพ สรางความรูสึกที่ดีกับการจดจํา

2.4.ควบคุมภาพ (control) แยกภาพสูองคประกอบยอยๆ และพยายาม ควบคุมภาพองคประกอบที่เห็นไว เชน การวิ่งระยะสั้นใหมุงความสนใจที่ภาพการเคลื่อนไหว ของแขน ขา ลําตัว หัว เทา มือ การหายใจ เปนตน

2.5.มุงความสนใจกับผลในทางบวก (positive outcome) สิ่งที่จําเปนที่ควร

มุงความสนใจความคิดเกี่ยวกับการประสบความสําเร็จ

3.ความสม่ําเสมอ (Regularity) ใชเวลา 3 – 5 นาทีในการฝกจินตภาพ

สามารถกอใหเกิดประโยชน และควรใชเวลาในการฝกทั้งในชวงการฝกซอมและเวลา นอกเหนือจากการฝกซอม อยางนอย 10-15 นาทีตอวัน

11

4. การเสริมแรงหรือการหาวิธีการสนับสนุน (Reinforcement) ในการ พัฒนาการจินตภาพสามารถเขียนองคประกอบตางๆของภาพเปนบทบรรยายเพื่อใชในการจินต ภาพจะชวยในการฝกไดดีขึ้น ซึ่งเปนวิธีการหนึ่งที่จะชวยเพิ่มทักษะจินตภาพมากขึ้น

4.1.บรรยายภาพพื้นฐานของทักษะที่ตองการฝก รวบรวมองคประกอบ ตางๆของทักษะที่จะสรางจินตภาพ

4.2.เพิ่มรายละเอียดของประสาทสัมผัสทั้งหาโดยการบรรยายรายละเอียด

เพิ่มเติม เชน สถานการณสภาพอากาศ ลักษณะการเคลื่อนไหวที่สงผลใหเกิดประสิทธิภาพ สูงสุด

4.3.แกไขบทบรรยายใหเหมาะสมอานทบทวนบทบรรยายอีกครั้งใหรูสึก เสมือนวากําลังปฏิบัติทักษะหรือมีประสบการณจริงตามเรื่องราว

4.4.จัดทําเปนเทปบันทึกเสียงเพื่อเปนวัสดุพรอมใชในการฝกจินตภาพ

1.ชวยพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเอง

2.ชวยพัฒนากลยุทธในการจัดการกับภาวะที่จะกอใหเกิดความเครียดในชวง กอนการแขงขันและขณะแขงขันรวมถึงความเครียดที่เกิดจากการบาดเจ็บ

3.ชวยใหนักกีฬามุงความสนใจอยูที่ความตั้งใจหรือการมีสมาธิในการปฏิบัติ ทักษะที่พยายามกําลังเรียนรูหรือกําลังพัฒนาทําใหเกิดความสนใจและการกระตือรือลน

4.ชวยในการพัฒนากลวิธีในการเลน

5.ชวยในการจัดการกับความเจ็บปวดและการบาดเจ็บ

6.ชวยเพิ่มการประสานงานในการเคลื่อนไหวของรางกายไดอยางมีประสิทธิภาพ โดยการรับรูตําแหนงตาง ๆ

7.จดจําขั้นตอนการแสดงทักษะที่ถูกตอง

8.สามารถสรุปการใชพลังงานของกลามเนื้อในการปฏิบัติทักษะไดอยางแมนยํา

9.ชวยปรับปรุงแกไขความผิดพลาดใหถูกตอง

10.สามารถพัฒนาจิตใจ โดยการสรางความหนักแนนทางจิตตอการตอสูอุปสรรค ตาง ๆ เพื่อการพัฒนาทักษะใหประสบผลสําเร็จสูงสุด

11.ชวยลดความวิตกกังวล ความกลัว เพิ่มระดับการกระตุนที่เหมาะสม

12.สามารถควบคุมตนเอง และการมีทัศนคติที่ดีในทางบวกเปนสิ่งจําเปนอยาง ยิ่งตอการพัฒนาทักษะใหมีประสิทธิภาพ แตการจินตภาพจะไมชวยเพิ่มความสามารถในการ แสดงทักษะใหประสบผลสําเร็จได

13.ฝกหัดอยางสม่ําเสมอควบคูกับทักษะที่ตองการพัฒนา ชวยมีการรับทุกมิติ

และฝกหัดจนเปนอัตโนมัติได

12

สรุปไดวากระบวนการจินตภาพชวยใหการแสดงทักษะทางกายมีประสิทธิภาพสูง ยิ่งขึ้นโดยมีผลทางดานความจํา การจัดกระบวนการทางความคิด และนําไปใชไดในขณะ ฝกซอมและแขงขัน กลาวไดวาจินตภาพเปนเทคนิคทางจิตอยางหนึ่งที่มีความสําคัญตอการเลน กีฬาอยางยิ่ง

จินตภาพเปนทักษะการเรียนรูทางจิตและนําไปปฏิบัติจะเกิดประโยชนตอการแสดง ความสามารถทางกายไดหลายรูปแบบ ซึ่งมีหลักการฝกดังตอไปนี้

1.จินตภาพรูปแบบการเคลื่อนไหวและขั้นตอนการแสดงทักษะรวมทั้สิ่งแวดลอม

2.จินตภาพความรูสึกเกี่ยวกับความเร็วจังหวะ ความสัมพันธสวนของรางกาย ความรูสึกภายในเกี่ยวกับการสัมผัส แรงกด และอื่น ๆ

3.จินตภาพการแสดงทักษะที่ประสบความสําเร็จและพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ

4.จินตภาพการเตรียมตัวเชนเดียวกับการแขงขัน

5.จินตภาพการกําหนดชวงความเร็ว

6.รับรูการตอบสนองสวนตาง ๆ ของรางกาย

7.ใชภาพยนตหรือวีดีโอชวยในการจินตภาพ

8.หลังการแสดงความสามารถที่ดีใชจินตภาพความสําเร็จนี้ซ้ํา

9.ฝกจินตภาพทุกเวลาทุกสถานที่ที่มีโอกาส

แบบฝกทักษะจินตภาพเปนแบบฝกหัดเพื่อสรางพื้นฐานการรับรูการจินตภาพอ ยางมีกระบวนการ มีเปาหมาย ที่สรางภาพการเคลื่อนไหวในใจของทักษะที่ตองการแสดงออก ไดอยางชัดเจนและมีชีวิตชีวาเพื่อใหเกิดประสิทธิภาพในการแสดงทักษะทางกายประสบ

ผลสําเร็จ (Harris and Harris,1984;อางถึงในสมบัติกาญจนกิจ และสมหญิง จันทรุไทย , 2542 : 239 - 241)

แบบฝกที่1 ฝกการผอนคลาย

1.1.ผอนคลายสภาวะรางกายและจิตใจโดยการหายใจเขาและหายใจออก ลึกๆ และกําหนดสติอยูที่ลมหายใจเพื่อสรางสมาธิ

1.2.สรางภาพในใจของสถานที่ที่ตนเองชอบและมีความสุข เชน ชายหาด ภูเขา น้ําตก หรือสถานที่สวนตัว

13

แบบฝกที่2 ฝกการมองสี

2.1.ฝกสรางภาพในใจของจุดสีแดงและเคลื่อนที่เขามาหาตนเองจนภาพเต็ม ตา ควบคุมการเคลื่อนที่ของสีแดงใหไกลจากสายตาอยางชา ๆ จนภาพหายไปและปฏิบัติซ้ํา

2.2.เปลี่ยนเปนสีน้ําเงินและอื่น ๆ โดยฝกวิธีการเดียวกัน การฝกการมอง สีจะชวยใหภาพในใจที่สรางขึ้นมีสีชัดเจนและเปนการเรียนรูวิธีควบคุมการเคลื่อนที่ของภาพดวย

แบบฝกที่3 ฝกการควบคุมภาพ

3.1.สรางภาพในใจของอุปกรณกีฬาที่ตนเองใชเปนประจํา เชน รองเทา กางเกงวายน้ํา เปนตน และสํารวจรายละเอียดของภาพในใจที่สรางขึ้นซึ่งเกี่ยวกับสีและสภาพ ของออุปกรณหรือรายละเอียดอื่นๆ

3.2.ควบคุมภาพใหชัดเจนและมีความคงที่

แบบฝกที่4 ฝกความรูสึกสัมผัสกลิ่นและรส

4.1.สรางภาพในใจตนเองถือมะนาวและรับรูสัมผัสลักษณะของมะนาว

4.2.สรางภาพในใจของตนเองดมกลิ่นมะนาวและรับรูกลิ่นของมะนาว

4.3.สรางภาพในใจของตนเองกําลังรับประทานมะนาวและรับรูรสของมะนาว

แบบฝกที่5 ฝกสรางภาพรายละเอียดของสิ่งแวดลอม

5.1.สรางภาพในใจของตนเองอยูในหองพัก สํารวจรายละเอียดของ หองนอน เชน สีตําแหนงของเฟอรนิเจอร ประตูหนาตาง และแสงสวาง เปนตน

5.2.สรางภาพในใจของสนามแขงขันกีฬา เชน สระวายน้ํา อัฒจันทร และ สํารวจรายละเอียดเหมือนขอ 5.1

แบบฝกที่6 ฝกการพัฒนาทักษะ

6.1.เลือกทักษะของกีฬาที่ตองการพัฒนา

6.2.สรางภาพในใจของการแสดงทักษะครั้งที่ดีที่สุด และปฏิบัติซ้ําจนภาพ

ชัดเจน

6.3. มีความตั้งใจตอสวนที่ตองการพัฒนา และถามีโอกาสใหปฏิบัติจริงในขอ

แบบฝกที่7 ฝกจินตภาพการเคลื่อนที่ 7.1. เลือกทักษะในกีฬาที่ตนเองตองการฝกเพื่อใหการเคลื่อนไหวมี

ความสัมพันธกันอยางกลมกลืนและแสดงทักษะอยางมีประสิทธิภาพ เชน การเสิรฟเทนนิส ฝกโดยการสรางภาพการเคลื่อนไหวและรับรูความรูสึกในขณะเดียวกันของขั้นตอนการเสิรฟ

14

ทั้งหมดเริ่มจากเปาหมาย วิถีทางที่ลูกลอยไป และกลับจากเปาหมายกับจุดเสิรฟและเสิรฟโดย การรับรูความรูสึกเดียวกัน

7.2. กีฬาประเภทใชความถี่หรือระยะทางในการแขงขัน เชน วายน้ํา ฝกโดย การสรางภาพการเคลื่อนไหวในใจของตนเองกําลังเตรียมตัวออกจากจุดเริ่มตนกําลังวายน้ําไป และกลับตัวขอบสระตามระยะทางแขงขันของตนเอง สรางภาพเคลื่อนไหวในใจซ้ํารับรู ความรูสึกทุกขั้นตอนในขณะเดียวกัน

แบบฝกที่8 บันทึกเหตุการณและความสามารถ

8.1.บันทึกความรูสึกทางกายและจิตใจ

8.2.บันทึกเหตุการณในขณะฝกหัดและแขงขัน

8.3.บันทึกรายการพัฒนาทางกายที่เปลี่ยนแปลงเริ่มจากฝกหัดจนมีทักษะดี

8.4.บันทึกคําเสนอแนะตาง ๆ ในการฝกหัด

การเสิรฟเทเบิลเทนนิสมีวิธีการเสิรฟอยูหลายวิธีซึ่งเปนหัวใจสําคัญในการเลน การเสิรฟจะใหมีประสิทธิภาพนั้นตองมีความแมนยํา และทิศทางที่แนนอน จงจะสึงผลใหฝาย รับรับลูกไดดวยความลําบาก (นําชัย เลวัลย. 2532). การเสิรฟมีลําดับขั้นตอนดังนี้

กอนเสิรฟ ลูกเทเบิลเทนนิสตองวางอยูกลางฝามือขางที่ไมไดจับไม เมื่อพรอมจึง โยนลูกใหลอยขึ้นไปในแนวดิ่ง เมื่อลูกลอยขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดแลวตกลงมาจึงจะตีกระทบลูกได จะตีลูกในขณะที่กําลังลอยขึ้นไมได

เมื่อเสิรฟลูกออกไป ลูกตองกระทบพื้นหนาโตะฝายผูเสิรฟกอนแลวจึงกระดอน ขามตาขายหรือออมเสาขึงตาขายไปยังพื้นหนาโตะของฝายรับ ถาลูกที่เสิรฟออกไปติดตาขาย หรือเสาขึงตาขาย แลวขามไปตกในแดนดีของผูรับ ถือวาเปนลูก “ เล็ท ” (Let) ใหเสิรฟใหม โดยไมมีการไดหรือเสียคะแนน

การเสิรฟใหถูกตอง ไมตองกระทบลูกหลังแนวเสนสกัด และจุดกระทบตองอยู เหนือแนวระดับของพื้นหนาโตะ การเสิรฟสามารถกระทําไดหลายแบบ ไดแก

การเสิรฟแบบแบคสปน (Backspin Serve) หลักการสําคัญ คือการ “ตัด” ลูก โดยปาดไมเทเบิลเทนนิสจากบนลงลาง และหนาไมเปด

การเสิรฟแบบทอปสปน (Topspin Serve) หลักสําคัญ คือการปาดสัมผัสลูกโดย ลากไมเทเบิลเทนนิสจากขางลางขึ้นขางบน บวกกับไปขางหนาและหนาไมคว่ําเล็กนอย

การเสิรฟแบบทอปไซดสปน (Topspin with Sidespin) หลักสําคัญ คือการปาด สัมผัสลูกขึ้นขางบนบวกกับออมดานขางของลูกเทเบิลเทนนิสไป

15

การเสิรฟแบบแบคไซดสปน (Backspin with Sidespin) หลักสําคัญ คือตัดลูก ปาดไมจากบนลงลาง บวกกับออมรอบลูกบอล

นอกจากการเสิรฟแบบตาง ๆ ดังกลาวแลว นักกีฬาเทเบิลเทนนิสระดับทักษะสูง ยังพยายามสรางรูปแบบการเสิรฟใหม ๆ ที่พลิกแพลงยิ่งขึ้น เพื่อใหคูตอสูคาดเดาไมถึง โดย ผสมผสานกับแบบการเสิรฟดังกลาวขางตนเขาดวยกัน สําหรับการวิจัยในครั้งนี้จะเนนเฉพาะ การเสิรฟแบบโฟรแฮนด และแบบแบคแฮนด ซึ่งเปนที่นิยมฝกกันมากและสอดคองกับ แบบทดสอบที่จะนํามาใช

ทฤษฎีที่เกี่ยวของกับการวิจัย

กฎแหงการฝกหัด (Law of Exercise)

การฝกหัดหรือการกระทําซ้ํา ๆ บอย ๆ ยอมจะทําใหเกิดการเรียนรูที่ถูกตองซึ่งกฎ นี้เปนการเนนความมั่นคงระหวางการเชื่อมโยงและการตอบสนองที่ถูกตอง แบงออกเปน

1.กฎแหงการใช (Law of Use) กลาวคือ การฝกฝนการตอบสนองอยางใด อยางหนึ่งอยูเสมอ ยอมทําใหเกิดพันธะที่แนนแฟนระหวางสิ่งเรากับการตอบสนองเมื่อบุคคล เกิดการเรียนรูแลวไดนําเอาสิ่งที่เรียนรูไปใชอยูเสมอก็จะทําใหเกิดการเรียนรูที่มั่นคงถาวรขึ้น หรืออาจกลาวไดวา เมื่อไดเรียนรูสิ่งใดแลวไดนําไปใชอยูเปนประจําก็จะทําใหความรูคงอยูถาวร

2.กฎแหงการไมใช (Law of Disuse) กลาวคือ การไมไดฝกฝนหรือไมไดใช บอย ๆ ยอมทําใหความมั่นคงระหวางสิ่งเรากับการตอบสนองออนกําลังลงหรือลดความเขมลง เมื่อบุคคลไดเกิดการเรียนรูแลวแตไมไดนําความรูไปใชหรือไมเคยใชยอมทําใหการทํากิจกรรม นั้นไมดีเทาที่ควรหรืออาจทําใหความรูนั้นลืมเลือนไปได นอกจากการฝกหัดแลวความรูสึกใน การรับรูขอมูลขาวสารที่ไดรับจากการฝกซอมและการแขงขันเปนสิ่งที่จําเปนตอการแสดง ความสามารถของนักกีฬาเชนกัน

ทฤษฎีกระบวนการขาวสาร (Information Processing Theory)

กระบวนการขาวสารเปนพื้นฐานสําคัญในการแสดงความสามารถตั้งแตการรับขาวสาร การตีความหมาย การเก็บขาวสาร การสั่งการกระทําจนถึงการสนองตอบตอขาวสาร นักกีฬา จะตองมีการรับรูขาวสารตลอดเวลาในการเลนและการแขงขัน ขาวสารที่ไดรับมีหลายรูปแบบ เชน การเคลื่อนไหวของคูตอสูและกิจกรรมทักษะอื่น ๆ ดังนั้นถานักกีฬามีการรับรูขาวสารที่ ดีจะเพิ่มประสิทธิภาพในการแสดงออก เพราะสามารถเลือกการตอบสนองตอขาวสารไดอยาง ถูกตองและเหมาะสม (ศิลปชัย สุวรรณธาดา , 2533) ถาหากนักกีฬาสามารถจัดการกับ กระบวนการขาวสารไดรวดเร็ว ถูกตอง และมีประสิทธิภาพนักกีฬาจะมีความสามารถในการ

16

แสดงออกไดสูง อาจกลาวไดวา กระบวนการขาวสารเปนพื้นฐานของการแสดงความสามารถ ขาวสารหรือขอมูลซึ่งไดรับโดยประสาทรับความรูสึกตาง ๆ ที่สําคัญไดแก

1.ประสาทรับความรูสึกในการมองเห็น เกิดจาการควบคุมของระบบประสาท สวนกลางโดยเสนประสาทที่แยกออกจากสมองที่เรียกวา เสนออปติก (Optic Nerve) ขอมูล หรือขาวสารที่นักกีฬาไดรับรูจากการมองเห็น ไดแก การมองเห็นการเคลื่อนไหวของคูตอสู การเคลื่อนไหวของเพื่อนรวมทีม

2.ประสาททรับความรูสึกในการไดยิน เปนระบบประสาทภายใตการควบคุมของ ระบบประสาทสวนกลาง โดยเสนประสาทที่แยกออกมาจากสมองที่เรียกวา เสนประสาท

อะคูสติค (Acoustic Nerve) ที่ทําหนาที่ควบคุมการไดยินและการทรงตัว ขาวสารหรือขอมูล ที่นักกีฬาไดรับจากการไดยิน ไดแก การกระทบของลูกบอลกับแร็กเกตหรือพื้นสนาม

3.ประสาทรับรูความรูสึกในการสัมผัส โดยการสัมผัสอวัยวะรับความรูสึกที่ผิวหนัง และกลามเนื้อ ขาวสารที่ไดรับจากการสัมผัส ไดแก ลักษณะพืนผิวของลูกบอลหรืออุปกรณ้ ขนาดและน้ําหนักของอุปกรณ ความแข็ง ความออนนุมของอุปกรณ เปนตน

4.ประสาทรับความรูสึกภายใน เปนระบบประสาททําหนาที่ในการรับรูตําแหนง

(Proprioception) และการรับรูการเคลื่อนไหวสวนตาง ๆ ของรางกาย (Kinesthesis) การ ทํางานประกอบดวยเซลลรับความรูสึกภายในหูและเซลลรับรูการเคลื่อนไหวที่กลามเนื้อ เชน เซลลประสาทกลามเนื้อกระสวย (Muscle Spindle) สวนรับความรูสึกที่เอ็น (Golgi Tendon Organ) ขาวสารหรือขอมูลทีได่รับ ไดแก การรับรูตําแหนงและทาทางของรางกาย ความรูสึกเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวตนเอง เปนตน (ศิลปชัย สุวรรณธาดา 2532 ) โครงสราง ของกระบวนการขาวสาร ประกอบดวย 5 หนวยความจํา ไดแก ความจําความรูสึก กลไก การรับรูความจําระยะสั้น ความจําระยะยาว และกลไกกําเนิดการตอบสนอง ในแตละ หนวยความจํามีหนาที่ตอบสนองขาวสารหรือสิ่งเราจากสิ่งแวดลอมที่มากระทบประสาทรับ ความรูสึกตามขอบเขตหนาที่อยางเปนลําดับขั้นตอนตั้งแตหนวยความจําความรูสึกจนกระทั่ง หนวยกลไกลการสตอบสนองเพื่อตัดสินใจสั่งการการตอบสนอง ดังภาพ

17

การตอบสนอง กลไกลการตอบสนอง

สิ่งแวดลอม

ประสาทรับความรูสึก

 

 

 

ความจําระยะสั้น

 

 

 

 

 

 

ความจํา ความรูสึก

 

 

 

ความจําระยะยาว

 

 

 

 

 

 

กลไกลการรับรู

ภาพประกอบ 2 แสดงทฤษฎีกระบวนการขาวสาร (ศิลปชัย สุวรรณธาดา. 2532)

ขาวสารหรือสิ่งเราจากสิ่งแวดลอมมาสัมผัสที่ประสาทรับความรูสึกและความจํา ความรูสึก (Sensory Memory) จะบันทึกขาวสารซึ่งมีลักษณะเปนขอมูลดิบและมี ความสามารถในการจําไมจํากัด แตมีระยะเวลาสั้นเพียงครึ่งนาทีหลังจากนั้นขาวสารจะถูก สงไปยังกลไกการรับรู(Sensory Register) มีหนาที่จํารูปแบบและเลือกความตั้งใจตอสิ่งเรา ซึ่งจะดําเนินการไปพรอม ๆ กันคือ การจํารูปแบบเพื่อนําไปเปรียบเทียบกับขาวสารใน ความจําระยะยาวและถามีรูปแบบที่ตรงกันจะเกิดการตอบสนองทันทีเนื่องจากขาวสารที่อยูใน ความจํา ความรูสึกนั้นมีมาก นักกีฬาจึงตองเลือกความตั้งใจตอสิ่งเราที่เหมาะสมที่สุด โดยไม สนใจสิ่งเราที่ไมมีความหมายที่จะชวยใหการแสดงออกไดผลดี ถาขอมูลที่ผานเขามาไมเคย บันทึกไวในความจําระยะยาวจะสงตอไปยังหนวยความจําระยะสั้น (Short Term Memory) ซึ่งมีหนาที่จําขอมูลเบื้องตนหรือระลึกความจําในความจําระยะยาวเพื่อเปนสวนสําคัญในการ ตัดสินใจ ความสามารถในการจําในหนวยความจําระยะสั้นมีจํานวนจํากัดประมาณ 7 หนวย จึงตองมีการทบทวน และความวิตกกังวลตาง ๆ ซึ่งเกิดมาจากการรับรูความสามารถของผู แขงขัน ความคาดหวังตาง ๆ ในความจําระยะสั้นเชนกัน

ดังนั้นนักกีฬาจึงตองใชกุศโลบายเพื่อใหจําการเคลื่อนไหวไดเร็วและควบคุมความ ตื่นเตนและขอมูลที่บันทึกไวในความจําระยะสั้นจะสงตอไปยังหนวยความจําระยะยาว (Long

18

Term Memory) ปริมาณความจําในขั้นนี้ไมจํากัดและเก็บไดนานจึงตองบันทึกขาวสารอยางมี ระบบเพื่อความสะดวกตอการนําไปวิเคราะหเปรียบเทียบในหนวยกลไกการรับรูและความจํา ระยะสั้นตอไป หนวยกลไกกําเนิดการตอบสนอง (Respones Generation) จะทําหนาที่รับ โปรแกรมการเคลื่อนไหวที่ถูกตองจากความจําระยะสั้นเพื่อเลือกกลามเนื้อและสงคําสั่งในรูป กระแสประสาทไปยังกลามเนื้อที่เลือกไวจึงเกิดการเคลื่อนไหวและสงสําเนาคําสั่งไปยังศูนย เปรียบเทียบเพื่อรับรูผลยอนกลับจากประสาทรับความรูสึกซึ่งนําไปปรับปรุงโปรแกรมการ เคลื่อนไหวในครั้งตอไป (ศิลปชัย สุวรรณธาดา, 2533). กระบวนการขาวสารเปนกระบวนการ ที่คอนขางซับซอนซึ่งนักกีฬาตองมีการเรียนรูโดยการฝกหัดเพื่อใหเกิดความจําทักษะตาง ๆ และสามารถเลือกโปรแกรมการเคลื่อนไหวอยางเหมาะสม อยางไรก็ตามการเรียนรูจําตองมีการ พัฒนาตามขั้นตอน ดังที่ฟททและพอสเนอร (Fitt and Posner, 1967)

1.ขั้นความรูความเขาใจ เปนขั้นศึกษาหาความรูเกี่ยวกับหลักและวิธีการที่สําคัญ เพื่อใหบรรลุเปาหมายของทักษะในขั้นนี้ผูเรียนมีความผิดพลาดมากในการแสดงทักษะและไม สามารถใหผลยอนกลับจากตนเองไปปรับปรุงแกไขความผิดพลาดได แตผลยอนกลับจาก ภายนอก เชน ผูสอน โสตทัศนูปกรณจะชวยปรับปรุงทักษะใหสูงขึ้น

2.ขั้นการเชื่อมโยง เปนขั้นที่ผูเรียนนําหลักการตาง ๆ มาฝกหัดใหเกิดความ ชํานาญมากขึ้น ความผิดพลาดเริ่มนอยลง ผูเรียนเริ่มรูจักความผิดพลาดดวยตนเองและ สามารถปรับปรุงใหถูกตองจากการไดรับผลยอนกลับภายนอกและภายใน แตอยางไรก็ตามการ แสดงทักษะยังไมถึงขั้นดีเลิศ

3.ขั้นอัตโนมัติเปนขั้นที่ผูเรียนแสดงทักษะอยางรวดเร็วโดยอัตโนมัติไมตองคิดถึง หลักการพื้นฐานผูเรียนมีมาตรฐานของทักษะคือมีความคงเสนคงวาของระดับความสามารถและ มีความตั้งใจตอสวนสําคัญที่ยากขึ้น นอกจากนี้ผูเรียนจะตองมีความตั้งใจตอกุศโลบายในการ เลนเพื่อใหการแสดงความสามารถไดสูงสุด (สมบัติกาญจนกิจ และ สมหญิง จันทรุไทย ; 2542 : 175 - 176)

ทฤษฎีการเรียนรูสัญลักษณ (Symbolic Learning Theory)

การจํามีสวนชวยใหการเรียนรูประสบความสําเร็จไดอยางรวดเร็วเพราะในการเรียนรูนั้น การลืมเปนอุปสรรคที่สําคัญ ดังนั้นกลไกของสมองจึงอาศัยการจําที่เปนสัญลักษณเพราะจะทํา ใหผูเรียนสามารถจดจําไดนานเกี่ยวกับทฤษฎีการเรียนรูสัญลักษณ วินเบิรกและริชารดสัน

(Weinberg and Richardson , 1990 : 130 ; อางถึงในไพศาล อินหลวง , 2541) ได อธิบายวา การเรียนรูทางดานทักษะตาง ๆ นั้น ในบางครั้งอาจมีบางทักษะที่ยากทําใหเกิด การเรยนรูีทักษะชา การใชการสรางภาพในใจกอนการปฎิบัติสามารถยนระยะเวลาในการ เรียนรูใหสั้นลงได โดยใชการจําสัญลักษณในการเรียนรูเพื่อนํามาสรางภาพในใจซึ่งจัดเปนการ ทบทวนทักษะในใจกอนลงมือปฎิบัติกลาวคือ สมองมีหนาที่เก็บรวบรวมขอมูลที่ผานเขามา

19

จากการเคยไดเห็น ไดยิน และการสัมผัส โดยการเก็บขอมูลไวในรูปของสัญลักษณซึ่งเมื่อ ระลึกถึงหรือพูดถึงก็สามารถนึกออกหรือเห็นภาพไดทันทีในลักษณะเปนอัตโนมัติ

ทฤษฏีPsychoneuromuscular Theory

ทฤษฏีPsychoneuromuscular เปนทฤษฏีทางจิตที่เกี่ยวของกับการทํางานระหวาง ระบบประสาทกับกลามเนื้อ โดย คารเพนเตอร (Carpenter,1894) เปนการศึกษาเกี่ยวกับ การนําหลักการทางจิตมาทดลองใชรวมกับการทํางานของระบบประสาทและกลามเนื้อที่สัมพันธ กันที่มีผลตอการปฏิบัติกิจกรรม กลาวคือ การนําเอากระบวนการจินตภาพมาใชกับกิจกรรมที่ ตองการปฏิบัติเพื่อใหเห็นความชัดเจนของภาพและรับรูถึงความรูสึกที่สงผานจากสมองในการ รับรูแลวสงไปยังกลามเนื้อเพื่อใหเกิดการเคลื่อนไหวที่ถูกตองและใหเหมือนจริงมากที่สุด

จาคอบสัน (Jacabson,1931) กลาววา ทฤษฏีนี้เกิดขึ้นโดยปรากฏการณใด ปรากฏการณหนึ่งที่สามารถรับรูไดหรือเปนขอมูลอยางหนึ่งที่ปรากฏเห็นในประสบการณ ในขณะใดขณะหนึ่ง

ซูอินท (Suinn,1976) ไดศึกษาวิจัยเกี่ยวกับกีฬา Ski down hill โดยการใช เครื่องวัดคลื่นไฟฟาวัดกลามเนื้อขาดวยการจินตภาพขณะทําการเลน พบวา ในขณะที่จินต ภาพนั้นคลื่นไฟฟาของกลามเนื้อเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับที่สูงขึ้น

จากการศึกษาการจินตภาพพบวาถาการจินตภาพเห็นถึงความชัดเจนของภาพใน กิจกรรมที่กําลังทดลองอยูก็จะสงผลใหการปฏิบัติกิจกรรมไดใกลเคียงกับความเปนจริง ยกตัวอยางการ Swing golf ที่ถูกตองนั้น กอนการตีใหนึกถึงภาพกระบวนการตีลูกที่ถูก ตองการตีลูกใหตีเปนไปในจังหวะเดียวกันและเปนธรรมชาติและเมื่อนํามาทดลองปฏิบัติจริงแลว ก็จะสามารถ Swing ลูกไดดีเปนอัตโนมัติและเปนธรรมชาติสงผลใหการ Swing golf เปนไปอยางสมบูรณ

งานวิจัยที่เกี่ยวของ

เอฟสทีน (Epstien,1980). ไดศึกษาเปรียบเทียบผลของการฝกจินตภาพภายในและ จินตภาพภายนอกของนักกีฬาปาเปา (Dart - Throwing) โดยใชนักกีฬาสองกลุม กลุมแรกใช วิธีการฝกจินตภาพสรางภาพการเคลื่อนไหวในใจโดยใชตัวเองเปนภาพ (Internal Imagery) กลุมที่สองใชวิธีการฝกจินตภาพสรางภาพในใจโดยใชผูอื่นเปนภาพ (External Imagery) ผล การทดลองปรากฏวาความสามารถของทักษะที่แสดงออกของนักกีฬาปาเปาทั้งสองกลุมไม แตกตางกันและเอฟทีน (Epstien,1980) ไดอธิบายเพิ่มเติมวา ทักษะบางอยางนักกีฬาอาจจะ ใชวิธีการฝกจินตภาพทั้งสองวิธีรวมกันเพื่อฝกทักษะใหไดผลดีที่สุด

20

ทรอกดอน (Trogdon,1986). ไดศึกษาผลของการใชกุศโลบายจินตภาพที่มีตอความ แมนยําในการโยนลูกซอลฟบอล กลุมตัวอยางเปนนักกีฬาในวิทยาลัยเซาทเวท เบพทีส (Southwest Baptist College) แบงกลุมตัวอยางเปนสามกลุม กลุมฝกทางกายอยางเดียว กลุมฝกจินตภาพอยางเดียว และกลุมฝกทางกายควบคูจินตภาพ ระยะเวลาในการทดลอง 4 สัปดาห โดยการโยนลูกเขาเปาที่มีความกวาง ยาว 4*6ฟุต ผลการทดลองพบวา ความ แมนยําในการโยนลูกซอลฟบอลระหวางกอนการทดลองและหลังการทดลองแตกตางกันอยางมี นัยสําคัญที่.05 แตจากการวิเคราะหความแปรปรวนระหวางกลุมไมมีความแตกตางกันอยางมี นัยสําคัญ อยางไรก็ตาม สรุปไดวาการฝกจินตภาพจะชวยเพิ่มความสามารถในการแสดง ทักษะเห็นไดจากในกลุมฝกจินตภาพอยางเดียว สามารถแสดงทักษะไดผลใกลเคียงกันทั้งสอง กลุม

แฮรีส และ โรบินสัน (Harriss and Robinson,1986) ไดศึกษาผลของการทํางาน ของกลามเนื้อระหวางการฝกจินตภาพภายใน (Internal Imagery) และการฝกดวยการจินต ภาพภายนอก (External Imagery) วัตถุประสงคในการทดลองเพื่อศึกษาการทํางานของ กลามเนื้อขณะจินตภาพทักษะทีปฏิบัติและเปรียบเทียบผลของการฝ่กจินตภาพภายในและจินต ภาพภายนอกที่มีตอการทํางานของกลามเนื้อในระดับที่ตางกัน และเพื่อศึกษาการฝกใชเทคนิค การผอนคลายกลามเนื้อ (Meditation - Relaxation) กลุมตัวอยางเปนนักคาราเต จํานวน 36 คน แบงเปน 2 กลุมกลุมแรกเปนนักคาราเตที่กําลังฝกใหม (Begining) เปนหญิง 2 คน ชาย 16 คน กลุมที่สอง เปนนักคาราเตที่มีระดับทักษะที่สูง (Advance) เปนหญิง 4 คน ชาย 14 คน นักคาราเตทั้งสองกลุมจะไดรับการผอนคลายกลามเนื้อ (Meditation Ralaxation) ไดรับการฝกจินตภาพภายในและจินตภาพภายนอกขณะที่กําลังยกแขนปฏิบัติ ทักษะทุกครั้งกอนการฝก ระหวางการฝก และหลังการฝกผอนคลายกลามเนื้อและการฝกจินต ภาพ บันทึกการทํางานของกลามเนื้อขณะฝกจินตภาพและการผอนคลายโดยใชเครื่องวัด คลื่นไฟฟาในกลามเนื้อ (Electromyography) หลังการฝกทุกครั้งใหผูเขารับการทดลองตอบ แบบประเมินผลการจินตภาพ ผลการทดลองพบวา 1) ทักษะของผูเรียนที่มีระดับ ความสามารถตางกันทําใหมีผลตอกลามเนื้อระหวางการฝกจินตภาพตางกัน 2) การฝกจินต ภาพภายใน (Internal Imagery) ทําใหกลามเนื้อทํางานมากกวาการฝกจินตภาพภายนอก (External Imagery) 3) การใชเทคนิคการฝกการผอนคลายกลามเนื้อระหวางการฝกปฎิบัติมี ผลตอการทํางานของกลามเนื้อ

สเกล (Scales,1996) ไดทําการศึกษาผลการฝกจินตภาพที่มีตอความสามารถใสการ เสิรฟเทนนิสของนักกีฬาตางเชื้อชาติกลุมตัวอยางที่ใชจํานวน 35 คน เปนชายอาฟริกัน - อเมริกา 15 คน เปนชายคอเคเชี่ยน 20 คน โดยแตละกลุมแบงเปนกลุมยอย 2 กลุมคือ กลุมควบคุมและกลุมทดลอง แบงตามระดับความสามารถในการเสิรฟเทนนิส โดยใช แบบทดสอบแบงระดับเทนนิส (National Tennis Rating Progarm) ทําการทดสอบกอนการ

21

ฝกและหลังการฝก โดยกลุมควบคุมจะไดรับเทปเสียงธรรมชาติกลุมทดลองไดรับเทปการฝก จินตภาพเกี่ยวกับการผอนคลายและการสรางจินตภาพทั้งสองกลุมจะฟงเทปเสียงการเสิรฟ เทนนิสเปนระยะเวลา 7 วัน ผลการศึกษาพบวา ไมมีความแตกตางกันในดานความสามารถ ในการเสิรฟเทนนิสทั้งสองกลุมและเชื้อชาติ

แกสเนอร (Gassner,1997) ไดศึกษาการเปรียบเทียบผลของการใชรูปแบบจินตภาพที่ แตกตางกัน สามรูปแบบที่มีตอความสามารถที่แสดงออกในรูปของความแข็งแรงที่สัมพันธกับ

การทํางานของนักกีฬาชายระดับวิทยาลัย กลมตัวอยุ างเปนอาสาสมัครจํานวน 48 คน แบง ออกเปน 4 กลุมกลุมละ 12 คน คือ กลุมฝกจินตภาพถึงผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต กลุมฝก จินตภาพถึงการรับรูการแสดงออกของรางกาย กลุมฝกจินตภาพโดยใชการเปรียบเทียบ และ กลุมควบคุม แตละกลุมจะไดรับเทปเสียงที่ไดรับการออกแบบใหเหมาะสมกับแตละกลุม กลุม ตัวอยางทุกกลุมจะไดรับการทดสอบการนั่งทุมน้ําหนักและดันพื้นจนหมดแรง โดยวัดทั้งกอน และหลังการทดลองการฝกจินตภาพ เปนระยะเวลา 6 – 10 วัน ผลการศึกษาพบวา กลุมฝก จินตภาพโดยใชการเปรียบเทียบจะทําใหมีผลดีที่สุดในการแสดงออกของความแข็งแรงและงาน ที่ทํา

งานวิจัยในประเทศ

จรินทร โฮสกุล (2535:บทคัดยอ) ไดศึกษาผลของการฝกกุศโลบายจินตภาพที่มีผล ตอความสามารถในการสงลูกวอลเลยบอล การวิจัยครังนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาผลของการ ฝกกุศโลบายจินตภาพที่มีผลตอความสามารถในการสงลูกวอลเลยบอล กลุมตัวอยางเปน นักศึกษาชายวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดสมุทรสาครที่มีทักษะในการสงลูกวอลเลยบอล จํานวน 30 คน โดยการทดสอบความสามารถกอนการทดลองดวยแบบทดสอบสงลูกของรัชเซลลและ แลงค (Sussell and Lange) แบงกลุมตัวอยางออกเปน 3 กลุมคือ กลุมที่1 ฝกสงลูก 30 นาที, กลุมที่2 ฝกสงลูก 40 นาที, และกลุมที่3 ฝกสงลูก 30 นาทีควบคูกับการ ฝกกุศโลบายจินตภาพ 10 นาทีทําการทดลองเปนเวลา 8 สัปดาห สัปดาหละ 3 วัน ทุก กลุมไดรับการทดสอบความสามารถในการสงลูกวอลเลยบอลภายหลังการฝกสัปดาหที่2 , 4 , 6 , และ 8 ผลการวิจัยพบวาทั้งสามกลุมมีความสามารถในการสงลูกวอลเลยบอลสูงกวา ความสามารถในการสงลูกวอลเลยบอลกอนการฝกและกลุมฝกการสงลูกควบคูกับการฝกกุศโล บายจินตภาพมีความสามารถสูงกวาทั้งสองกลุมอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05

บุญเลิศ ใจทน (2537:บทคัดยอ) ไดศึกษาผลของการฝกจินตภาพที่มีตอ ความสามารถในการวายน้ําระยะสั้น การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาผลของการฝกจินต ภาพที่มีตอการแสดงความสามารถในการวายน้ําระยะสั้น กลุมตัวอยางเปนนักศึกษาชาย วิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรีชั้นปที่1 ที่ผานการเรียนเทคนิคและทักษะการวายน้ํา 1 มาแลว จํานวน 40 คน ซึ่งไดจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) ผูเขารับ

22

การทดสอบทุกคนไดรับการทดสอบกอนการฝก (Pre - test) การวายน้ําทาวัดวาระยะทาง 50 เมตร นําเวลาจากการทดสอบครั้งแรกมาแบงออกเปน 2 กลุมกลุมละ 20 คน โดยวิธีเรียง สลับใหเปนกลุมควบคุมและกลุมทดลอง กลุมควบคุมใหฝกวายน้ํา 60 นาทีเพียงอยางเดียว กลุมทดลองจะไดรับการฝกจินตภาพ 15 นาทีควบคูกับการฝกวายน้ํา 60 นาทีใชเวลาใน การฝก 8 สัปดาห ๆละ 3 วัน ทดสอบความสามารถในการวายน้ําภายหลังการฝกสัปดาหที่ 2 , 4 , 6 , และ 8 โดยการวายน้ําทาวัดวาระยะทาง 50 เมตร พรอมกับใหกลุมทดลองตอบ แบบประเมินผลการใชจินตภาพ นําขอมูลที่ไดมาวิเคราะหหาคาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกตางของคาเฉลี่ย (t - test) วิเคราะหความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ํา การเปรียบเทียบความแตกตางรายคูโดยวิธีของเซฟเฟและวิเคราะหอัตราการลดลงของเวลา ทดสอบเปนรอยละ ผลการทดลองพบวา

1.ความสามารถในการวายน้ําระยะสั้นของกลุมฝกวายน้ําควบคูกับการฝกทางจินต ภาพกับกลุมฝกวายน้ําเพียงอยางเดียวไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญที่ระดับ .05

2.ความสามารถในการวายน้ําระยะสั้น ภายหลังการฝกสัปดาหที่8 ของกลุมฝก วายน้ําควบคูกับการฝกจินตภาพ และกลุมฝกวายน้ําเพียงอยางเดียวสูงกวาความสามารถกอน การฝกอยางมีนัยสําคัญที่ระดับ .05

ไพศาล อินหลวง (2541:บทคัดยอ) ไดศึกษาผลของการฝกจินตภาพที่มีตอ ความสามารถในการสงลูกแบดมินตัน การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุงหมาย เพื่อศึกษาและ เปรียบเทียบผลของการฝกจินตภาพที่มีตอความสามารถในการสงลูกแบดมินตัน กลุมตัวอยาง ที่ใชในการศึกษาเปนนักกีฬาแบดมินตันชายและหญิงระดับเยาวชนจังหวัด และผูสนใจ แบดมินตันที่มีอายุระหวาง 15 – 20 ป ในจังหวัดกําแพงเพชร จํานวน 40 คน ซึ่งไดมา โดยการเจาะเลือก (Pusposive Sampling) โดยแบงออกเปนสองกลุม ดังนี้กลุมนักกีฬา และกลุมไมใชนักกีฬา และแบงกลุมทดลองออกเปน 2 กลุมกลุมควบคุมออกเปน 2 กลุม โดยกลุมตัวอยางที่เปนกลุมทดลองทั้งสองกลุมฝกการสงลูกแบดมินตันควบคูกับการจินตภาพ กลุมตัวอยางที่เปนกลุมควบคุมทั้งสองกลุมฝกการสงลูกแบดมินตันเพียงอยางเดียว ใช ระยะเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห ๆละ 5วัน ทุกกลุมไดรับการทดสอบความสามารถในการ สงลูกสั้นและลูกยาวกอนการฝกและภายหลังการฝกสัปดาหที่2 , 4 6 , และ 8 แลวนําผลมา วิเคราะหคาทางสถิติและทดสอบความแตกตางของคาเฉลี่ยของคะแนนในการสงลูกแบดมินตัน ระหวางกลุมทดลองกับกลุมควบคุม โดยใชคาสถิติ(t - test) ผลการวิจัยพบวา

1.ผลของความสามารถในการสงลูกแบดมินตันลูกสั้นและลูกยาวของกลุมตัวอยาง ที่เปนนักกีฬากลุมฝกทักษะควบคูกับการฝกจินตภาพมีความสามารถกวากลุมที่ฝกการสงลูก เพียงอยางเดียวอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05

23

2. ผลของความสามารถในการสงลูกแบดมินตันทั้งลูกสั้นและลูกยาวของกลุม ตัวอยางที่ไมเปนนักกีฬา กลุมฝกทักษะควบคูกับการจินตภาพมีความสามารถสูงกวากลุมที่ฝก การสงลูกเพียงอยางเดียวอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05

ธวัชชัย มีศรี(2542:บทคัดยอ) ไดศึกษาผลของการฝกดวยการสรางจินตภาพและ การกําหนดเปาหมายที่มีตอความสามารถในการโยนโทษบาสเกตบอล การวิจัยครั้งนี้มี จุดมุงหมายเพื่อศึกษาเปรียบเทียบถึงความแตกตางระหวางผลการฝกดวยการสรางจินตภาพ การกําหนดเปาหมาย การสรางจินตภาพควบคูกับการกําหนดเปาหมายที่มีตอความสามารถใน การโยนโทษบาสเกตบอล โดยกลุมตัวอยางเปนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนตนโรงเรียน หนองเสือวิทยาคม จังหวัดปทุมธานีไดมาโดยการสุมกลุมตัวอยางแบบหลายขั้นตอน

(Multistage Random Sampling) จํานวน 80 คน เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล เปนแบบฝกการสรางจินตภาพ การกําหนดเปาหมายและแบบฝกการโยนโทษบาสเกตบอล แลวนําผลที่ไดมาวิเคราะหความแตกตางของคาเฉลี่ยคะแนนการโยนโทษแตละกลุม ทั้งกอน การฝกและภายหลังการฝกสัปดาหที่5 และ 10 โดยใชการทดสอบคาเอฟ (F - test) ผลการวิจัยพบวา

1.ความสามารถในการโยนโทษบาสเกตบอลทั้ง 4 กลุมภายหลังการฝกสัปดาห ที่5 และสัปดาหที่10 แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05

2.ความสามารถในการโยนโทษบาสเกตบอลของกลุมที่3 ภายหลังการฝกสัปดาห ที่5 และสัปดาหที่10 สูงกวากลุมที่1,2 และกลุมที่4 อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05

พรเทพ นิพงษ (2543:บทคัดยอ) ไดศึกษาผลของการฝกจินตภาพที่อมีต ความสามารถในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส จุดมุงหมายในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้เพื่อทราบและ เปรียบเทียบผลของการฝกการเสิรฟเทเบิลเทนนิส 2 แบบ คือ แบบฝกทักษะการเสิรฟเทเบิล เทนนิสควบคูกับการฝกจินตภาพ และแบบฝกทักษะการเสิรฟเทเบิลเทนนิสอยางเดียว กลุม ตัวอยางที่เขารวมในการศึกษาครั้งนี้เปนนักเรียนชายระดับมัธยมศึกษาปที่1 จํานวน 40 คน จากนั้นทําการทดสอบทักษะการเสิรฟเทเบิลเทนนิสโดยใชแบบทดสอบของ สรินยา แซกวย แลวแบงกลุมตัวอยางออกเปน 2 กลุมกลุมละ 20 คน ทดสอบคาเฉลี่ยความสามารถของ การเสิรฟเทเบิลเทนนิสของทั้งสองกลุมจนแนใจวากอนการฝกกลุมตัวอยางมีความสามารถใน การเสิรฟเทเบิลเทนนิสไมแตกตางกัน จากนั้นแบงกลุมตัวอยางออกเปน กลุมทดลองที่1 และ กลุมทดลองที่2 โดยกลุมทดลองที่1 ฝกตามโปรแกรมการเสิรฟเทเบิลเทนนิสอยางเดียว กลุมทดลองทั้งสองกลุมไดรับการฝกสัปดาหละ 3 วัน เปนเวลา 6 สัปดาห และไดรับการ ทดสอบความสามารถในการเสริฟเทเบิลเทนนิสหลังการฝกสัปดาหที่3 และหลังสัปดาหที่6 ผลการศึกษาพบวา

1.กอนการฝก กลุมทดลองที่1 และกลุมทดลองที่2 มีความสามารถในการเสิรฟ เทเบิลเทนนิสไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05

24

2.หลังการฝกสัปดาหที่3 กลุมทดลองที่1 และกลุมทดลองที่2 มีความสามารถใน การเสิรฟเทเบิลเทนนิสไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญที่ระดับ.05

3.หลังการฝกสัปดาหที่6 กลุมทดลองที่1 และกลุมทดลองที่2 มีความสามารถใน การเสิรฟเทเบิลเทนนิสแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05

4.สําหรับผลภายในกลุมทดลองที่1 เมื่อเปรียบเทียบผลของความสามารถในการ เสิรฟเทเบิลเทนนิสระหวางกอนการฝกกับภายหลังการฝกสัปดาหที่3 และหลังการฝกสัปดาหที่ 6 พบวาแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05 โดยมีคะแนนเพิ่มขึ้นตามลําดับ

5.สําหรับผลภายในกลุมทดลองที่2 เมื่อเปรียบเทียบผลของความสามารถในการ เสิรฟเทเบิลเทนนิสระหวางกอนการฝกกับหลังการฝกสัปดาหที่3 และหลังการฝกสัปดาหที่6 พบวาแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05 โดยมีคะแนนเพิ่มขึ้นตามลําดับ สําหรับ การเปรียบเทียบระหวางหลังการฝกสัปดาหที่3 กับหลังการฝกสัปดาหที่6 แมวาจะมีคะแนน เพิมขึ้นแต่ก็ไมมีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05

3

ประชากร เปนนักเรียนชายระดับมัธยมศึกษาตอนตนที่ผานการเรียนวิชาเทเบิล เทนนิสมากอนของโรงเรียนวิมุตยารามพิทยากร จํานวน 397 คน

กลุมตัวอยาง เปนนักเรียนชายระดับมัธยมศึกษาตอนตนที่ผานการเรียนวิชาเทเบิล เทนนิสมากอนของโรงเรียนวิมุตยารามพิทยากร จํานวน 45 คน ซึ่งไดมาโดยการสุมอยาง งาย (Simple Random Sampling) จากนั้นทําการทดสอบการเสิรฟ แลวแบงกลุมตัวอยาง ออกเปน 3 กลุมกลุมละ 15 คน ดวยวิธีแบงกลุมสลับเกง – ออน ทดสอบหาคาเฉลี่ย ความสามารถของการเสิรฟทั้งสามกลุมใหใกลเคียงกัน แลวจับสลากแบงกลุมตัวอยางทั้งสาม กลุมใหเปนกลุมทดลองที่1 กลุมทดลองที่2 และกลุมควบคุม โดยมีลําดับขั้นตอนดังนี้

กลุมทดลองที่1 (Experimental Group 1) ฝกการจินตภาพภายใน 15 นาทีและ ฝกเสิรฟเทเบิลเทนนิส 30 นาที

กลุมทดลองที่2 (Experimental Group 2) ฝกการจินตภาพภายนอกโดยดูวีดีโอ การเสิรฟเทเบิลเทนนิส 15 นาทีและฝกเสริฟเทเบิลเทนนิส 30 นาที

กลุมควบคุม (Control Group) ฝกเสิรฟเทเบิลเทนนิสอยางเดียว 30 นาที

1.แบบฝกที่ผูวิจัยสรางและดัดแปลง ประกอบดวย

1.1.โปรแกรมการฝกการจินตภาพภายใน

1.2.โปรแกรมการฝกจินตภาพภายนอก

1.3.โปรแกรมการฝกการเสิรฟเทเบิลเทนนิส 10 สัปดาห

2.อุปกรณและเครื่องอํานวยความสะดวก

2.1.โตะเทเบิลเทนนิส

2.2.ตาขายเทเบิลเทนนิส

2.3.ไมเทเบิลเทนนิส

2.4.ลูกเทเบิลเทนนิส

2.5.กลองใสลูกเทเบิลเทนนิส

2.6.โตะสําหรับตั้งกลองใสลูกเทเบิลเทนนิส

2.7.กระดาษกาวขนาด 1 เซ็นติเมตร

26

2.8.

เสาขนาดเสนผาศูนยกลาง 1 เซ็นติเมตร สูง 12 นิ้ว จํานวน 2 ตน

2.9.

เชือกฟาง 1 เสน

2.10.ตลับเทปวัดระยะ

2.11.ชอรลคสําหรับตีเสน

2.12.นาฬิกาจับเวลา 1 เรือน

2.13.วีดีทัศนการเสิรฟเทเบิลเทนนิส กรมพลศึกษา 1 มวน

2.14.เครื่องเลนวีดีโอ 1 เครื่อง

2.15.โทรทัศนสี1 เครื่อง

2.16.ใบบันทึกคะแนนการทดสอบ

1. ศึกษาขอมูลวิธีการและหลักการฝกจินตภาพจากเอกสารและงานวิจัยทั้งในและ

ตางประเทศ

2.ดําเนินการสรางแบบฝกการจินตภาพภายในและภายนอก และแบบฝกการเสิรฟ

เทเบิลเทนนิส

3.นําแบบฝกที่ผูวิจัยดัดแปลงและสรางขึ้นไปปรึกษาประธานและกรรมการควบคุม ปริญญานิพนธเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและความถูกตอง ดังนี้

3.1.แบบฝกการจินตภาพภายใน

3.2.แบบฝกจินตภาพภายนอก

3.3.แบบฝกการเสิรฟเทเบิลเทนนิส 10 สัปดาห ผูวิจัยสรางขึ้นเอง

4.นําแบบฝกที่ไดผานการปรึกษาประธานและกรรมการควบคุมปริญญานิพนธแลว ไปใหผูเชี่ยวชาญทําการตรวจสอบขอบกพรอง เพื่อทําการแกไข

5.นําแบบฝกที่ไดรับการแกไขขอบกพรองแลวไปใหผูเชี่ยวชาญตรวจสอบความ

ถูกตองอีกครั้ง

6.นําแบบฝกที่ไดรับการแกไขจนเหมาะสมไปใชกับกลุมตัวอยางที่จะทําการศึกษา

ตอไป

วิธีดําเนินการเก็บรวบรวมขอมูลสําหรับการวิจัยในครั้งนี้ผูวิจัยดําเนินการดังนี้ 1. นําหนังสือขอความรวมมือในการวิจัยจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนคริน

ทรวิโรฒ ประสานมิตร ติดตอผูเชี่ยวชาญและติดตอผูอํานวยการโรงเรียนวิมุตยารามพิทยากร เพื่อขอความอนุเคราะหเกี่ยวกับสถานที่อุปกรณ และกลุมตัวอยางสําหรับการวิจัย

27

2.จัดเตรียมสถานที่อุปกรณ โปรแกรมการฝกที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลและนัด หมายกลุมตัวอยาง

3.อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการเขารวมการวิจัย และรายละเอียดเกี่ยวกับการ ทดสอบใหกลุมตัวอยางทราบอยางละเอียด

4.ดําเนินการทดสอบกับกลุมตัวอยางทั้งหมด 45 คน โดยใชแบบทดสอบการเสิรฟ ของ สรินยา แซกวย แลวแบงกลุมตัวอยางออกเปน 3 กลุมคือ กลุมทดลองที่1 กลุม ทดลองที่2 และกลมควบคุมุ

5.ดําเนินการปฐมนิเทศเพื่อใหกลุมตัวอยางแตละกลุมใหทราบวิธีการฝกในระหวาง การทดลอง อธิบายวัตถุประสงคของการวิจัย ระเบียบวิธีที่จําเปนในการทดลอง และใหผู ทดลองปฎิบัติเปนไปตามวิธีที่กําหนด

6.ใหกลุมตัวอยางไดรับการฝกตามโปรแกรมของแตละกลุมติดตอกันเปนเวลา 10

สัปดาห ๆ ละ 3 วัน คือวันจันทร พุธ ศุกร ตั้งแตเวลา 16.00 – 17.00

น.

 

7. กลุมตัวอยางทั้ง 3 กลุมจะไดรับการทดสอบความแม

นยําในการเสิร

ฟเทเบิล

เทนนิส กอนการฝ

ก (Pre - test) ภายหลังการฝกสัปดาห

ที่5 และ 10

ตามลําดับ.

นําขอมูลที่ไดจากการทดสอบการเสิรฟทั้งกอนการฝกและหลังฝกสัปดาหที่5 และ 10 ของทั้ง 3 กลุมมาวิเคราะหขอมูลโดยใชโปรแกรมสําเร็จ SPSS For Window เพื่อ คํานวณหาคา

1.คานวณคําเฉลี่ย ( x ) และคาความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของคะแนนการ เสิรฟเทเบิลเทนนิสทั้งสามกลุม

2.ทดสอบความแตกตางของคาเฉลี่ยคะแนนความแมนยําในการเสิรฟระหวาง กอนการฝก ภายหลังการฝกสัปดาหที่5 และ 10 ของแตละกลุมตัวอยาง โดยใชสถิติ

Anova

3.วิเคราะหความแปรปรวนแบบวัดซ้ํา (One way Repeted Measure) เพื่อ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยคะแนนความแมนยําในการเสิรฟ กอนการฝก หลังการฝก สัปดาหที่5 และ 10 ของแตละกลุมตัวอยาง

4.นําเสนอขอมูลในรูปของตารางประกอบความเรียงและแผนภูมิกราฟ

5.กําหนดนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05

4

สัญลักษณที่ใชในการวิเคราะหขอมูล x แทน คาเฉลี่ยของคะแนน

S.D. แทน สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

F แทน คาสถิติที่ใชในการพิจารณาความแตกตางใน F – Distribution p แทน ระดับนัยสําคัญทางสถิติ

การจัดกระทําขอมูล

1.หาคาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนความแมนยําในการเสิรฟเทเบิล เทนนิสของกลุมควบคุม กลุมทดลองที่1 และกลุมทดลองที่2 กอนการฝก หลังการฝก สัปดาหที่5 และหลังการฝกสัปดาหที่10

2.ทดสอบความแตกตางคาเฉลี่ยคะแนนความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิสกลุม ควบคุม กลุมทดลองที่1 และกลุมทดลองที่2 กอนการฝก หลังการฝกสัปดาหที่5 และหลัง การฝกสัปดาหที่10 โดยใชสถิติAnova

3.วิเคราะหความแปรปรวนแบบวัดซ้ํา (One way Repeted Measure) เพื่อ

เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยคะแนนความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส ของกลุม ควบคุม กลุมทดลองที่1 และกลุมทดลองที่2 กอนการฝก หลังการฝกสัปดาหที่5 และ หลังการฝกสัปดาหที่10

4.ทดสอบความมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01

5.นําเสนอขอมูลในรูปของตารางประกอบความเรียงและแผนภูมิกราฟ

29

ตาราง 1 แสดงคาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส กอนการฝก หลังการฝกสัปดาหที่5 และหลังการฝกสัปดาหที่10 ของกลุมควบคุม กลุม ทดลองที่1 และกลุมทดลองที่2

 

กลุมตัวอยาง

 

กอนการฝก

หลังฝกสัปดาห

ที่5

หลังฝกสัปดาห

ที่10

 

 

 

 

 

S.D.

 

 

 

S.D.

 

 

 

S.D.

 

 

x

 

x

x

กลุมควบคุม

47.53

9.790

50.33

6.230

53.67

8.389

 

กลุมทดลองที่1

47.80

10.483

54.13

11.987

71.93

4.906

 

กลุมทดลองที่2

47.27

8.803

53.00

11.868

63.53

4.138

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จากตาราง 1 แสดงคาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความแมนยําในการเสิรฟ เทเบิลเทนนิส กอนการฝกกลุมควบคุม กลุมทดลองที่1 กลุมทดลองที่2 มีคาเฉลี่ยความ แมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส เทากับ 47.53 , 47.80 และ 47.80 ตามลําดับ หลังการฝก สัปดาหที่5 กลุมควบคุม กลุมทดลองที่1 กลุมทดลองที่2 มีคาเฉลี่ยความแมนยําในการเสิรฟ เทเบิลเทนนิส เทากับ 50.33 , 54.13 และ 53.00 ตามลําดับ หลังการฝกสัปดาหที่10 กลุม ควบคุม กลุมทดลองที่1 กลุมทดลองที่2 มีคาเฉลี่ยความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส เทากับ 53.67 , 71.93 และ 63.53 ตามลําดับ

30

ตาราง 2 แสดงคาความแตกตางของคาเฉลี่ยคะแนนความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส ระหวางกลุมควบคุม กลุมทดลองที่1 และกลุมทดลองที่2 กอนการฝก หลังการฝก สัปดาหที่5 และหลังการฝกสัปดาหที่10.

ชวงเวลา

 

แหลงความแปรปรวน

df

SS

MS

F

p

กอนการฝ

ก

ระหวางกลุม

2

2.13

1.07

0.01

.99

 

 

ภายในกลุม

42

3965.07

94.41

 

 

 

 

รวม

44

3967.20

 

 

 

สัปดาหที่5

ระหวางกลุม

2

114.18

57.09

0.53

.59

 

 

ภายในกลุม

42

4527.07

107.79

 

 

 

 

รวม

44

4641.25

 

 

 

สัปดาหที่10

ระหวางกลุม

2

2507.91

1253.96

33.72**

.00

 

 

ภายในกลุม

42

1562.00

37.19

 

 

 

 

รวม

44

4069.91

 

 

 

 

 

 

 

 

** P < .01

 

จากตาราง 2 เปรียบเทียบคะแนนความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิสกอนการฝก พบวากลุมควบคุม กลุมทดลองที่1 และกลุมทดลองที่2 มีคะแนนความแมนยําในการเสิรฟเท เบิลเทนนิสไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติผลการฝกสัปดาหที่5 พบวา กลุม ควบคุม กลุมทดลองที่1 และกลุมทดลองที่2 มีคะแนนความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส ไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติและสวนผลการฝกสัปดาหที่10 พบวา กลุมควบคุม กลุมทดลองที่1 และกลุมทดลองที่2 มีคะแนนความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิสแตกตาง กันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01

31

ตาราง 3 วิเคราะหความแปรปรวนแบบวัดซ้ําของคาเฉลี่ยคะแนนความแมนยําในการเสิรฟ กอนการฝก หลังการฝกสัปดาหที่5 และหลังการฝกสัปดาหที่10 ของกลุมทดลองที่1 และกลุมทดลองที่2.

แหลงความแปรปรวน

df

SS

MS

F

p

ภายในกลุม

88

4403.42

50.04

 

 

ชวงเวลา

2

5648.58

2824.29

56.44**

.00

** P < .01

จากตาราง 3 แสดงคาเฉลี่ยคะแนนความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส กอนการ ฝก หลังการฝกสัปดาหที่5 และหลังการฝกสัปดาหที่10 พบวา กลุมทดลองที่1 และกลุม ทดลองที่2 มีคะแนนความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิสแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทาง สถิติที่ระดับ .01

32

ตาราง 4 แสดงการเปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยคะแนนความแมนยําในการเสิรฟหลัง การฝกสัปดาหที่10 เปนรายคูของกลุมควบคุม กลุมทดลองที่1 และ กลุมทดลองที่2 ที่มีตอความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส

 

 

 

 

กลุมควบคุม

กลุมทดลองที่1

กลุมทดลองที่2

 

 

 

 

53.67

71.93

63.53

 

x

 

กลุมควบคุม

53.67

-

18.27*

9.87*

กลุมทดลองที่1

71.93

 

-

8.40*

กลุมทดลองที่2

63.53

 

 

-

** P < .05

จากตาราง 3 แสดงคาความแตกตางผลการฝกความแมนยําในการเสิรฟเทเบิล เทนนิสระหวางกลุมควบคุมกับกลุมทดลองที่1 แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ

.05 ระหวางกลุมควบคุมกับกลุมทดลองที่2 แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และระหวางกลุมทดลองที่1 กับกลุมทดลองที่2 แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ

.05

33

ภาพประกอบ 3 แผนภูมิแสดงกราฟความแตกตางของคาเฉลี่ยคะแนนความแมนยํา ในการเสิรฟเทเบิลเทนนิสของ กลุมทดลองที่1 กลุมทดลองที่2 และกลุมควบ คุม กอนการฝก หลังการฝกสัปดาหที่5 และหลังการฝกสัปดาหที่10

จะเห็นไดวา ภายหลังการฝกสัปดาหที่5 มีการเพิ่มขึ้นของคาเฉลี่ยคะแนนความ แมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส ของทั้ง 3 กลุมสวนภายหลังการฝกสัปดาหที่10 กลุม ทดลองที่1 มีการเพิ่มขึ้นของคาเฉลี่ยคะแนนความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิสมากกวา กลุมทดลองที่2 และกลุมควบคุม ตามลําดับ

บทที่5 สรุปผลอภิปรายและขอเสนอแนะ

ความมุงหมายของการศึกษาคนควา

1.เพื่อศึกษาผลของการฝกจินตภาพภายในกับจินตภาพภายนอกที่มีตอความแมนยํา ในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส

2.เพื่อเปรียบเทียบผลของการฝกจินตภาพระหวางการฝกจินตภาพภายในกับการ จินตภาพภายนอก และการฝกเสิรฟอยางเดียวที่มีตอความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส

วิธีการศึกษาคนควา

ประชากร 1. ประชากรเปนนักเรียนชายระดับมัธยมศึกษาตอนตนที่ผานการเรียนวิชาเทเบิล

เทนนิสมากอนของโรงเรียนวิมุตยารามพิทยากร จํานวน 397 คน กลุมตัวอยาง

2. กลุมตัวอยางที่ใชในการศึกษาครั้งนี้เปนนักเรียนชายระดับมัธยมศึกษาตอนตนที่ ผานการเรียนวิชาเทเบิลเทนนิสมากอนแลวของโรงเรียนวิมุตยารามพิทยากร จํานวน 45 คน ไดมาโดยการสุมอยางงาย จากนั้นทําการทดสอบทักษะการเสิรฟเทเบิลเทนนิสโดยใช แบบทดสอบของ สรินยา แซกวย แลวแบงกลุมตัวอยางออกเปน 3 กลุมๆ ละ 15 คน ดวยวิธีแบงกลุมสลับเกง – ออน ทําการทดสอบคาเฉลี่ยความแมนยําในการเสิรฟของทั้งสาม กลุมกอนการฝกไมแตกตางกัน

3. แบงกลุมตัวอยางออกเปน 3 กลุมใหทําการทดลองการฝกดังนี้ 3.1 กลุมทดลองที่1 ฝกจินตภาพภายใน 15 นาทีและฝกเสิรฟเทเบิลเทนนิส

30 นาที

3.2กลุมทดลองที่2 ฝกจินตภาพภายนอกโดยดูวีดีโอการเสิรฟ 15 นาทีและ ฝกเสิรฟเทเบิลเทนนิส 30 นาที

3.3กลุมควบคุม ฝกทักษะการเสิรฟเทเบิลเทนนิสอยางเดียว

4.ทําการทดสอบความแมนยําในการเสิรฟภายหลังการฝกสัปดาหที่5 และ 10

5.นําขอมูลที่ไดไปวิเคราะหทางสถิติ

35

สรุปผลการศึกษาคนควา

1.คาเฉลี่ย ( x ) และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D. ) ของคะแนนรวมความ แมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส กอนการฝก ของกลุมควบคุม มีคาเทากับ 47.53 และ 9.790 กลุมทดลองที่1 มีคาเทากับ 47.80 และ 10.483 และกลุมทดลองที่2 มีคาเทากับ 47.27 และ 8.803 ตามลําดับ ภายหลังการฝกสัปดาหที่5 ของกลุมควบคุม มีคาเทากับ 50.33 และ 6.230 กลุมทดลองที่1 มีคาเทากับ 54.13 และ11.987 และกลุมทดลองที่2 มีคาเทากับ 53.00 และ 11.868 ตามลําดับ และภายหลังการฝกสัปดาหที่10 ของกลุมควบคุม มีคาเทากับ 53.67 และ8.389 กลุมทดลองที่1 มีคาเทากับ 71.93 และ4.906 และกลุมทดลองที่2 มีคาเทากับ

63.53แล 4.138 ตามลําดับ

2.ผลการทดสอบความแตกตางของคะแนนรวมคาเฉลี่ยความแมนยําในการเสิรฟเท เบิลเทนนิสของกลุมควบคุม กลุมทดลองที่1 และกลุมทดลองที่2 มีความแมนยําในการเสิรฟ กอนการฝกไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติภายหลังการฝกสัปดาหที่5 ของกลุม ควบคุม กลุมทดลองที่1 และกลุมทดลองที่2 มีความแมนยําในการเสิรฟไมแตกตางกันอยาง มีนัยสําคัญทางสถิติและภายหลังการฝกสัปดาหที่10 ของกลุมทดลอง กลุมทดลองที่1 และ กลุมทดลองที่2 มีความแมนยําในการเสิรฟแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01

3.ผลการทดสอบความแตกตางของคะแนนรวมเปนรายคูของคาเฉลี่ยความแมนยําใน การเสิรฟเทบิลเทนนิสรําหวางกลุมควบคุมกับกลุมทดลองที่1 กลุมควบคุมกับกลุมทดลองที่2 และกลุมทดลองที่1 กับกลุมทดลองที่2 มีคาเฉลี่ยความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05

อภิปรายผล

ผลการวิเคราะหขอมูลการทดสอบคะแนนรวมความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส ของกลุมควบคุม กลุมทดลองที่1 และกลุมทดลองที่2 พบวา

กอนการฝก กลุมตัวอยางทั้งสามกลุมมีคาเฉลี่ยคะแนนรวมความแมนยําในการเสิรฟ ไมแตกตางกัน เนื่องจากตองการใหคาเฉลี่ยของกลุมตัวอยางมีพื้นฐานความสามารถในการ เสิรฟเทากันหรือใกลเคียงกัน เพื่อจะทําใหเห็นความแตกตางความแมนยําในการเสิรฟไดชัดเจน ขึ้น

ภายหลังการฝกสัปดาหที่5 กลุมตัวอยางทั้งสามกลุมมีคาเฉลี่ยของคะแนนความ แมนยําในการเสิรฟไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติเพราะวาแตละกลุมมีระดับคะแนน ความแมนยําเพิ่มขึ้นที่แตกตางกันออกไป และสูงขึ้นกวากอนการฝก โดยกลุมควบคุมที่ฝก

36

ทักษะการเสิรฟอยางเดียวมีคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นนอยกวากลุมทดลองที่1 และกลุมทดลองที่2 ที่ ไดรับการฝกทักษะทางจิตควบคูกับการเสิรฟ ทั้งนี้อาจกลาวไดวาการฝกควบคูกันระหวาง ทักษะทางจิตกับทักษะทางกายจะทําใหความสามารถของผูทดลองมีการพัฒนาไดดีกวาการฝก ทางกายอยางเดียว สอดคลองกับ ไวนเบิรกและกูลด (Weinberg and Gould. 1996) ที่กลาว ไววา การฝกทางจิตแตละวิธีจะสงผลตอความสามารถในการปฏิบัติทักษะรวมไปถึงการฝกจินต ภาพหากไดรับการฝกรวมกับการฝกทางกายแลวอาจจะใหผลดีกวาการฝกทางกายเพียงอยาง เดียวหรือการฝกทางจิตเพียงอยางเดียว และหากสังเกตจะเห็นวากลุมที่ฝกจินตภาพภายในกับ จินตภาพภายนอกมีคาเฉลี่ยสูงกวากลุมฝกทักษะทางกายและมีคาเฉลี่ยใกลเคียงกันอาจเปน เพราะวา การฝกทางจิตไดรับการเรียนรูผลเร็วกวาทางกาย แตไมทราบวากลุมใดบางที่มีความ แตกตางกันหรือดีกวากัน

ภายหลังการฝกสัปดาหที่10 เห็นถึงความแตกตางมากขึ้น เนื่องจากกลุมตัวอยางมี คาเฉลี่ยของคะแนนความแมนยําในการเสิรฟแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเปนไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว โดยกลุมที่ฝกจินตภาพภายในควบคูกับการเสิรฟเทเบิลเทนนิส มีคาเฉลี่ยความแมนยําในการเสิรฟสูงขึ้นและดีกวากลุมที่ฝกจินตภาพภายนอกและกลุมควบคุม สาเหตุที่เกิดความแตกตางอาจเปนผลมาจาก

1. ระดับความสามารถของผูเขารับการทดสอบที่ตางกันยอมสงผลตอความสามารถใน การเรียนที่ไมเทากันหรือตางกันดวยเหตุผลที่วาผูที่มีความถนัดและสนใจในกีฬาจะสามารถ จดจํา เขาใจ และปฎิบัติทักษะกีฬานั้นไดเปนอยางดีซึ่งสวนหนึ่งเปนผลมาจากประสบการณใน การเลนกีฬามากอน ดังที่โดรวัตสกี(Drowatzky.1975 : 236) กลาววา การจินตภาพมี บทบาทสําคัญตอการฝกทางใจ เพราะสงผลใหระดับความสามารถทางกายสูงขึนที่ได้รับจาก การวิเคราะหความสามารถที่ตนเองสรางขึ้นซึ่งเปนการเพิ่มประสบการณและพัฒนา ความสามารถของผูเรียน จากงานวิจัยของแฮรีส และ โรบินสัน (Harriss and Robinson.1986) ไดศึกษาผลของการทํางานของกลามเนื้อระหวางการฝกจินตภาพภายใน

(Internal Imagery) และการฝกดวยการจินตภาพภายนอก (External Imagery)

วัตถุประสงคในการทดลองเพื่อศึกษาการทํางานของกลามเนื้อขณะจินตภาพทักษะที่ปฏิบัติและ เปรียบเทียบผลของการฝกจินตภาพภายในและจินตภาพภายนอกที่มีตอการทํางานของ กลามเนื้อในระดับที่ตางกัน ผลการทดลองพบวา 1) ทักษะของผูเรียนที่มีระดับความสามารถ ตางกันทําใหมีผลตอกลามเนื้อระหวางการฝกจินตภาพตางกัน 2) การฝกจินตภาพภายใน

(Internal Imagery) ทําใหกลามเนื้อทํางานมากกวาการฝกจินตภาพภายนอก (External Imagery) 3) การใชเทคนิคการฝกการผอนคลายกลามเนื้อระหวางการฝกปฎิบัติมีผลตอการ ทํางานของกลามเนื้อ

37

2.เปนผลมาจากการเรียนรูจากสื่อ วิธีการใหผลยอนกลับจากสื่อบางครั้งนําเสนอ รายละเอียดมากเกินไปอาจไมเหมาะสมกับผูเขารับการทดสอบบางคนทําใหเกิดความสับสนไม สามารถนําผลที่เรียนรูจากสื่อไปใชได และถาสื่อไมมีการเปลี่ยนแปลงเรียนรูจากสื่อเดิมแบบ เดียวนานจนเกินไปอาจไมเหมาะสม และเกิดความเบื่อหนาย ลดความตั้งใจ สมาธิสั้น การ แสดงความสามารถก็จะไมเต็มที่

3.ความยากงายของงาน ทักษะกีฬาบางทักษะที่มีความซับซอน มีความยากเกินไป มีผลตอความแตกตางในการแสดงความสามารถในทักษะนั้นลดนอยลง เพราะมีความเขาใจไม ชัดเจนที่มีตอการปฎิบัติกิจกรรม และหากทักษะกีฬาที่มีความงายเกินไปอาจสงผลตอ ความสามารถในการปฎิบัติลดลงเชนเดียวกันเนื่องจากขาดความทาทายในการฝกปฎิบัติ

อยางไรก็ตามการฝกจินตภาพระหวาง การฝกจินตภาพภายในกับการฝกจินตภาพ ภายนอกก็ยังสงผลในทางบวกตอการเรียนรูคูการปฏิบัติหากแตวาการฝกจินตภาพภายในจะ ใหผลชัดเจนมากกวาการฝกจินตภาพภายนอก โดยเฉพาะหากไดฝกรวมกับการฝกทักษะทาง กาย จะใหผลตอการแสดงความสามารถในการรับรูที่เปนขั้นตอนและเขาใจในกระบวนการ วิธีการมากขึน้อาจใหเหตุผลเปนเพราะวา

การฝกจินตภาพภายในเปนการนึกภาพในใจทบทวนทักษะกอนการลงมือปฏิบัติทุก ครั้งทําใหเกิดภาพในใจไดชัดเจนมากขึ้นและยิ่งการจินตภาพไดรับการฝกฝนอยางตอเนื่องเปน ประจําสม่ําเสมอก็จะทําใหความสามารถไดรับการพัฒนามากยิ่งขึ้น ยังทําใหผูเขารับการ ทดลองมีสมาธิสามารถมองเห็นภาพการเคลื่อนไหวอยางถูกตองตามขั้นตอน ซึ่งสอดคลองกับ วินเบิรกและริชารดสัน (Weinberg and Richardson.1990) ที่กลาวไววา การจินตภาพเปน การชวยนักกีฬาควบคุมความวิตกกังวล ควบคุมการตอบสนองทางอารมณ ทางดานจิตใจตาง ๆ ซึ่งมีผลตอการปฏิบัติทักษะทางกีฬาสูง

นอกจากนี้การจินตภาพหากไดรับการฝกอยางตอเนื่องก็จะสามารถพัฒนา ความสามารถไดอยางรวดเร็ว ซึ่งเปนไปตามกฎของการฝก ที่กลาววา การกระทําซ้ํา ๆ สม่ําเสมอนั้นจะมีผลทําใหเขาใจ รับรูความมุงหมายในการกระทําและตั้งใจในการกระทํา ดังนั้น การฝกจินตภาพจําเปนตองไดรับการฝกอยางสม่ําเสมอโดยอาศัยกฎแหงการฝกหัด (Law of Exercise) การฝกหัดหรือการกระทําซ้ํา ๆ ยอมจะทําใหเกิดการเรียนรูที่ถูกตองและเมื่อเกิดการ เรียนรูแลวไดนําเอาสิ่งที่เรียนรูไปใชอยูเสมอ ๆ ก็จะทําใหเกิดการเรียนรูที่มั่นคงถาวรขึ้นหรือ เมื่อไดเรียนรูสิ่งใดแลวไดนําไปใชอยูเปนประจําก็จะทําใหความรูคงอยูถาวร

แฮรริส และแฮรริส (Harris and Harris. 1984) กลาวไววา ประโยชนของจินตภาพที่ มีตอการแสดงทักษะ จะชวยเพิ่มการประสานงานในการเคลื่อนไหวของรางกายไดอยางมี ประสิทธิภาพ โดยการรับรูตําแหนงตาง ๆ จากขั้นตอนการแสดงทักษะที่ถูกตอง แตการจินต ภาพจะไมชวยเพิ่มความสามารถในการแสดงทักษะใหประสบความสําเร็จได นอกจากการฝกหัด

38

อยางสม่ําเสมอ ควบคูกับการฝกทักษะที่ตองการพัฒนาจนกระทั่งรับรูทุกมิติและฝกหัดจนเปน อัตโนมัติอยางไรก็ตามนอกจากการฝกจินตภาพภายในแลว การฝกจินตภาพภายนอกยังชวย เพิ่มการเรียนรูไดเร็วขึ้น โดยอาศัยหลักทฤษฎีการเรียนรูสัญลักษณ (Symbolic Learning Theory)

วินเบอรกและริชารดสัน (Weinberg and Richardson 1990) ไดอธิบายไววาการ เรียนรูทางดานทักษะตาง ๆ นั้นในบางครั้งอาจมีบางทักษะที่ยากทําใหเกิดการเรียนรูทักษะที่ชา การจินตภาพภายนอกกอนการปฏิบัติสามารถยนระยะเวลาในการเรียนรูใหสั้นลงได โดยอาศัย การจําสัญลักษณ ดวยเหตุผลที่วา การมองภาพทักษะที่ตองการฝกจากสื่อการเรียนการสอน เปนประจําและฝกโดยสมมุติตนเองเปนผูแสดงทักษะแทนจากสื่อนั้นจะทําใหผูเรียนไดเกิดการ เรียนรูอยางรวดเร็ว และหากไดรับการฝกรวมกับทักษะกีฬาดวยแลวยิ่งสงผลใหเกิดการการ รับรูในการปฏิบัติไดเร็วและดีขึ้นตามลําดับ ซึ่งตางจากการฝกทักษะกีฬาเพียงอยางเดียวอาจ ทําใหผูเรียนรับรูผลการปฏิบัติไดชากวาการฝกทางจิตทั้งภายในและภายนอกควบคูกับการฝก ทักษะทางกาย

จากผลการวิจัย พบวา กลุมฝกจินตภาพภายในมีการเรียนรูทักษะไดเร็วกวาและสูง กวากลุมฝกจินตภาพภายนอกโดยดูวีดีโอการเสิรฟ และกลุมฝกเสิรฟเพียงอยางเดียว ผูวิจัย แสดงความคิดเห็นวา การฝกจินตภาพ ระหวางการจินตภาพภายในกับจินตภาพภายนอก แสดงใหเห็นถึงความแตกตาง เปนเพราะระดับความสามารถของผูเรียนที่ตางกันยอมสงผลตอ ความสามารถในการเรียนรูที่ตางกัน การใหผลยอนกลับจาการฝกจินตภาพภายนอกที่ละเอียด

เกินไปอาจไมเหมาะสมกับนักกีฬาบางคนทําใหเกิดความสับสนไมสามารถนําผลที่เรียนรูไป ใชได และถาหากระยะเวลาในการใหผลยอนกลับจากสื่อนานเกินไปแบบเดิมซ้ํา ๆ มีผล กอใหเกิดความเบื่อหนายไมอยากรับรูจากสื่อนั้นอีกทําใหดูเหมือนวาไมมีการพัฒนา ความสามารถเทาที่ควร นอกจากนี้ความยากงายของงานหรือทักษะบางทักษะที่ยากเกินไปจะ ทําใหความสามารถในการแสดงออกลดลง หากบางทักษะที่งายเกินไปอาจไมสงผลใดๆ เลย กับการเรียนรูตรงกันขามอาจทําใหเกิดความเบื่อหนายขาดแรงจูงใจในการปฏิบัติกิจกรรมหรือ ทักษะนั้นๆ ก็เปนได

ขอเสนอแนะ

1.ควรทําการศึกษากับกลุมนักเรียน นักศึกษา และนักกีฬาในระดับอื่น ๆ

2.ควรนําวิธีการฝกจินตภาพแบบตาง ๆ ฝกควบคูกับการทดสอบดวย เชน การ

กําหนดเปาหมาย

3.ควรนําวิธีการฝกทั้ง 2 วิธีไปใชกับกลุมที่เปนนักกีฬาและไมใชนักกีฬา

จรินทร โฮสกุล. (2535). ผลของการฝกกุศโลบายจินตภาพที่มีตอความสามารถในการเสิรฟ

วอลเลยบอล. วิทยานิพนธ ศ.ม. (พลศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. อัดสําเนา.

ธวัชชัย มีศรี. (2542). ผลของการฝกดวยการสรางจินตภาพและการกําหนดเปาหมายที่มีตอ ความสามารถในการโยนโทษบาสเกตบอล. วิทยานิพนธ กศ.ม.(พลศึกษา). กรุงเทพฯ :

บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศรีนคินทรวิโรฒ. อัดสําเนา.

บุญเลิศ ใจทน. (2537). ผลของการฝกจินตภาพที่มีตอการแสดงความสามารถในการวายน้ํา ระยะ สั้น. วิทยานิพนธ ค.ม. (พลศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. อัดสําเนา.

พรเทพ นิพงษ. (2543). ผลของการฝกจินตภาพที่มีตอความสาสามารถในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส.

วิทยานิพนธ กศ.ม. (พลศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒ ประสานมิตร. อัดสําเนา.

พิชิต เมืองพาโพธิ์. (2541). “การฝกจินตภาพ” เอกสารประกอบการอบรมผูฝกสอนทีมชาติไทย.

กรุงเทพฯ : ม.ป.พ. อัดสําเนา.

ไพศาล อินหลวง. (2541). ผลของการฝกจินตภาพที่มีผลตอความสามารถในการสงลูกแบดมินตัน.

วิทยานิพนธ กศ.ม. (พลศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทร วิโรฒ. อัดสําเนา.

วรรณีเจิมสุรวงศ. (2545). วารสารจิตวิทยาการกีฬาประยุกตการจินตภาพ. ชลบุรี: ภาควิชาพล ศึกษาและนันทนาการ คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยบูรพา.

ศิลปชัย สุวรรณธาดา. (2522). เอกสารวิชาการชมรมจิตวิทยาการกีฬาแหงประเทศไทยจิตวิทยา การกีฬาและกระบวนการขาวสาร. กรุงเทพฯ : ภาควิชาพลศึกษา คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.

ศิลปชัย สุวรรณธาดา. (2532). ชมรมจิตวิทยาการกีฬาแหงประเทศไทย. กรุงเทพฯ : ภาควิชา พลศึกษา คณะครุศาสตรจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.

ศิลปชัย สุวรรณธาดา. (2533). การเรียนรูทักษะการเคลื่อนไหว ทฤษฎีภาคปฎิบัติ. กรุงเทพฯ :

ภาควิชาพลศึกษา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.

41

ศิลปชัย สุวรรณธาดา (อัดสําเนา). กุศโลบายจินตภาพ : หลักการฝก : กรุงเทพฯ. ม.ป.พ.

สมบัติกาญจนกิจ และสมหญิง จันทรุไทย. (2542). จิตวิทยาการกีฬาแนวคิดทฤษฎีสูการปฏิบัติ.

กรุงเทพฯ : ภาควิชาพลศึกษา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. สุปราณีขวัญบุญจันทร. (2541). จิตวิทยาการกีฬา. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช

สรินยา แซกวย.(2542). การสรางแบบทดสอบทักษะกีฬาเทเบิลเทนนิสสําหรับนักเรียนระดับ มัธยมศึกษาตอนตน. วิทยานิพนธ กศ.ม. (พลศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. อัดสําเนา.

สืบสาย บุญวีรบุตร. (2541). จตวิทยาการกีฬาิ. ชลบุรี. ชลบุรีการพิมพ.

สุพิตร สมาหิโต. (2530). “จิตวิทยาการกีฬา”, วิทยาศาสตรการกีฬาสําหรับผูฝกสอนกีฬาและ นักกีฬา. กรุงเทพฯ : ไทยมิตรการพิมพ.

อัจฉรีพร พงษสุพรรณ. (2533). ผลของการฝกหัดในใจภายหลังการฝกเสิรฟที่มีตอความแมนยําใน การเสิรฟเทนนิส. วิทยานิพนธ ค.ม. (พลศึกษา) กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. อัดสําเนา.

Cox, R.H. (1985). Sport Psychology : Concepts and Application. Lowa : Wm. C. Brown Publishing.

Drowatzky, J.N. (1975). Motor Learning Principle and Practice. Minneapolis : Burgess Publishing.

Epstion, M.L. (1980,May) “The relationship of mental and Metal reheasal in porformand for a motor task” Journal of sport Psychology. 2(4) : 211 – 220.

Fitt, P.M. & Posner, M.I. (1967). Human performance Belmont, C.A. : Brooks/Cole

Gassner, Gregory Jay. (1997). Comparison of three Different Types of Imagery on Performance Outcome in Strength. Related Tasks with Collegaite Mate Athletes. Dissertation Ph.D.(Phisiology) NewYork. Gradwate school Temple University.Photo copled

Harris, D.V. and B.L. Harris. (1984). The Athletes Guide to sport psychology : Mental skill for physical people. New York : Leisure Press.

42

Harris, D.V. and W.J. Robinson. (1986,March) “The Effects of skill Level on EMG Activity During Internal and External Imagery, Journal of Sport Psychology. 8 (6) : 105 – 111.

Jacabson, E . (1931, December)

“Electrical Measurements

of

neuromuscular States

during Mental activities”. American Journal of Physiology. 96 (7) : 15 - 21.

Mahoney, M.J. and M. Avener. Psychology of the Elite Athlere : An Exploratory Study.

Cognitive Therapy and Research, 3 : 361 – 366 ; n.d.

 

Shiekh, A.A. (1983). Imagery

:

Current Theory, Research

and

Application. New York

: John Wiley and

Sons.

 

 

Singer, R.N. (1972). Coaching. Athletic and Psychology. New York : McGraw hill.

Suinn, R.M. (n.d). Psychology and Sport Performance : Principles and Application : 26 – 36. Suinn, R. (1980). Psychology in sport. Methold and application, Minnespolis : Burgess.

Scales, William Drewry. (1996). The Effect of Mental Emagery on Tennis Serving performance Across Races. Michigan Stage University.

Trogdon, D.A. (1986, April). Mental Imagery and the Development of Pitching accuracy. Dissertation Abstracts International. 46 (8) : 95 – 104.

Weinberg, R.S. and P.A. Richardson (1990). Psychology of officiating. Lllinois : University of North Texas. Leisure Press Champaign.

Weinberg, R.S. and Gould, D. (1996). Foundation of sport and Excrcise Psychology. Champagian. 12 : Human Kinetic.

ภาคผนวก ก

รายนามผูเชี่ยวชาญในการตรวจเครื่องมือ

45

1.

ผูชวยศาสตราจารย ดร.นําชัย เลวัลย

ผูเชี่ยวชาญด

านจิตวิทยาการกีฬา

 

 

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

 

 

ประสานมิตร

 

2.

รองศาสตราจารย ดร.สุปราณีขวัญบุญจันทร

ผูเชี่ยวชาญด

านจิตวิทยาการกีฬา

 

 

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

 

 

องครักษ

 

3.

รองศาสตราจารย ดร.สาลี่สุภาภรณ

ผูเชี่ยวชาญด

านการสอนกีฬา

 

 

มหาวิทยาลัยศรนครินทรวิโรฒี

 

 

องครักษ

 

4.

อาจารย คุณัตว พิธพรชัยกุล

ผูเชี่ยวชาญด

านสถิติ

 

 

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

 

 

องครักษ

 

5.

อาจารย สุรพล ฉัตรวิชัย

ผูฝกสอนกีฬาเทเบิลเทนนิส

 

 

ทีมชาติไทยการกีฬาแหงประเทศไทย

1

47

1

ระยะเวลา 10 สัปดาหๆ ละ 3 วัน คือวันจันทร วันพุธ และวันศุกร เวลา 16.00 – 17.00 น.

1

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วัน

ชวงที่

 

เนื้อเรื่อง

 

 

 

 

 

 

 

นาที

จันทร 1

จินตภาพถึงขนาดโตะ ตาขาย ลูกเทเบิลเทนนิส

 

 

 

6

 

2

จินตภาพถึงลักษณะทาทางการเสิร

ฟลูก

 

 

 

 

9

พุธ

1

จินตภาพถึงทาทางการเสิร

ฟลูกที่ถูกต

อง

 

 

 

 

6

 

2

จนตภาพถึงวิาลูกวางอยูบนฝามือ โยนลูก เหวี่ยงไม

9

 

 

รับรูความรูสึกการเสิร

ฟขณะเดียวกัน

 

 

 

 

 

 

 

ศุกร 1

จินตภาพถึงทาทางการยืน

โยนลูก เหวี่ยงไม

 

 

 

6

 

 

รับรูความรูสึกในขณะเดียวกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2

จินตภาพถึงวากําลังเสิร

ฟลูกลงบนโต

ะขามตาขาย

 

9

 

 

ไปยังฝงตรงขาม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วัน

ชวงที่

 

เนื้อเรื่อง

 

 

 

 

 

 

 

นาที

จันทร 1

จินตภาพถึงทาทางการเสิร

ฟลูกรับรูถึงการเคลื่อนไหว

7

 

2

จินตภาพถึงวากําลังเสิร

ฟลูกขามตาขายลงบนโต

ะ

8

พุธ

1

จินตภาพถึงทาทางการเสิร

ฟลูกในแบบโฟร

แฮนด

7

 

2

จินตภาพถึงทาทางการเสิร

ฟลูกในแบบแบคแฮนด

 

8

ศุกร 1

จินตภาพถึงวาลูกวาง

ณ จุดตรงกลางโตะลูกลอยข

าม

9

 

 

ตาขายมาหาตัวเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2

จินตภาพถึงวากําลังเสิร

ฟลูก ลูกตก ณ จุดกลางโตะ

6

 

 

ตามองตามลูก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

48

3 - 4

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วัน

ชวงที่

 

 

เนื้อเรื่อง

 

 

 

 

 

 

 

 

นาที

จันทร 1

จินตภาพถึงการควบคุมภาพการเสิรฟในแบบโฟรแฮนด

 

5

 

2

จินตภาพถึงการควบคุมภาพการเสิรฟในแบบแบคแฮนด

 

5

 

3

จินตภาพถึงวาลูกกําลังลอยจากจุดเป

าหมาย

ขามตาขาย

5

 

 

มาหาตนเองรับรูถึงความรูสึก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พุธ

1

จินตภาพถึงการเสิรฟครั้งที่ดีที่สุดในแบบโฟรแฮนด

 

 

 

5

 

2

จินตภาพถึงการเสิรฟครั้งที่ดีที่สุดในแบบแบคแฮนด

 

 

 

5

 

3

จินตภาพถึงการเสิรฟลูก ลูกตกกลางโตะ ตามองตามลูก

 

5

ศุกร 1

จินตภาพถึงกระบวนการเสิรฟและปรับปรุงการเสิร

ฟ

 

 

7

 

 

ใหเหมือนกับความรูสึกครั้งที่ดีที่สุด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2

จินตภาพถึงเปาหมาย

ลูกวาง ณ จุดเปาหมาย

 

 

 

 

 

8

 

 

ลอยขามตาขายเห็นวิถีระยะทางของลูกลอยมาหาตัวผูเสิรฟ

 

 

 

รับรูความรูสึกในขณะเดียวกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

5 – 6

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วัน

ชวงที่

 

 

เนื้อเรื่อง

 

 

 

 

 

 

 

 

นาที

จันทร 1

จินตภาพถึงลําดับขั้นตอนการเสิรฟลูก 1 – 3 เที่ยว

 

 

6

 

2

จินตภาพถึงวาลูกลอยข

ามตาขายจากจุดเป

าหมาย

 

 

 

 

9

 

 

ขามตาขายมาหาตนเอง

เสิรฟรับรูความรูสึกในขณะเดียวกัน

 

 

 

ลูกตกตรงกลางเปาหมาย

ตามองตามลูก

 

 

 

 

 

 

 

 

พุธ

1

จินตภาพถึงการเสิรฟตามการรับรูของครั้งที่แสดงทักษะ

 

7

 

 

ไดดีที่สุดในแบบโฟรแฮนด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2

จินตภาพถึงการเสิรฟตามการรับรูของครั้งที่แสดงทักษะ

 

8

 

 

ไดดีที่สุดในแบบแบคแฮนด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

49

วัน

ชวงที่

 

 

 

เนื้อเรื่อง

 

 

นาที

ศุกร 1

จินตภาพถึงกระบวนการเสิรฟทุกขั้นตอน

 

 

6

 

 

และรับรูการเสิรฟ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2

จินตภาพถึงตามลําดับขั้นตอน เริ่มจาก ลูก เปาหมาย

9

 

 

ลูกตก ณ จุดเปาหมาย

ลูกลอยขามตาขาย เสิรฟลูก รับรูความ

 

 

 

รูสึกในขณะเดียวกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

7 – 8

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วัน

ชวงที่

 

 

 

เนื้อเรื่อง

 

 

นาที

จันทร 1

จินตภาพถึงวากําลังเสิร

ฟลูกในแบบโฟร

แฮนด และ

5

 

 

แบคแฮนด รับรูถึงการเสิร

ฟขณะเดียวกัน

 

 

 

 

2

จินตภาพถึงกระบวนการเสิรฟและปรับปรุงการเสิร

ฟ

5

 

 

ใหเหมือนกับความรูสึกครั้งที่ดีที่สุด

 

 

 

 

 

 

3

จินตภาพถึงขั้นตอนการเสิรฟ 1 – 3 เที่ยว

 

 

5

พุธ

1

จินตภาพถึงการเสิรฟในการฝ

กซอมและแข

งขัน

 

5

 

 

ครั้งที่ทําไดดีที่สุด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2

จนตภาพถึงการเสิริฟลูกลงในตําแหน

งตรงกลางโต

ะ

10

 

 

ยายไปมุมขวา

และมุมซายของโต

ะ

 

 

 

 

 

ศุกร 1

จินตภาพถึงลําดับขั้นตอนการเสิรฟ เริ่มจาก การโยนลูก

10

 

 

การเหวี่ยงไม ลูกขามตาขาย ลงบนโตะฝงตรงขาม

 

 

 

 

รับรูการเสิรฟในขณะเดียวกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

2

จินตภาพถึงลําดับขั้นตอนการเสิรฟ ติดตอกัน

 

5

 

 

1 – 5 เที่ยว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

50

9 – 10

 

 

 

 

 

 

วัน

ชวงที่

 

เนื้อเรื่อง

 

 

นาที

จันทร 1

จินตภาพถึงการเสิรฟลูก ลูกตก ณ จุดกลางโตะ

5

 

 

ลอยขามตาขายลงฝงตรงขาม

 

 

 

 

 

 

2

จินตภาพถึงวาลูกลอยจากจุดเป

าหมายข

ามตาขาย

5

 

 

มาหาตนเอง เสิรฟและรับรูความรูสึกในขณะเดียวกัน

 

 

3

จินตภาพถึงกระบวนการเสิรฟ 1 – 5 เที่ยว

 

 

5

พุธ

1

จินตภาพถึงการเสิรฟ ลูกขามตาขายไปยังเป

าหมาย

5

 

 

ณ จุดกลางโตะ ยายไปดานขางซาย และขวา

 

 

2

จินตภาพถึงการเสิรฟลูกขามตาขายลงบนโต

ะในแบบ

5

 

 

โฟรแอนดและแบคแฮนด

 

 

 

 

 

 

 

3

จินตภาพถึงกระบวนการเสิรฟ 1 – 5 เที่ยว

 

 

5

ศุกร 1

จินตภาพถึงการเสิรฟลูก ลูกตก ณ จุดกลางเปาหมาย

8

 

 

ลูกลอยขามตาขายมาหาผูเสิรฟ รับรูความรูสึกในขณะเดียวกัน

 

 

2

จินตภาพถึงลําดับขั้นตอนในการเสิรฟที่ถูกตอง

7

 

 

1 – 5 เที่ยว

 

 

 

 

 

 

52

2 10

ระยะเวลา 10 สัปดาห ๆ ละ 3 วัน ๆ ละ 15 นาทีคือวันจันทร วันพุธ และวันศุกร เริ่มตั้งแตเวลา 16.00 - 17.00 น.

โปรแกรมการฝกจินตภาพภายนอก 10 สัปดาห แบงการฝกออกเปนขั้นตอนดังตอไปนี้

ขั้นตอนที่1 ดูวีดีโอการเสิรฟเทเบิลเทนนิสเกี่ยวกับอุปกรณการเลนเทเบิลเทนนิส (ใชเวลา 1 นาที)

1.1ตาขายและโตะเทเบิลเทนนิส

1.2ไมและลูกเทเบิลเทนนิส

ขั้นตอนที่2 ดูวีดีโอวิธีการจับไมเทเบิลเทนนิส (ใชเวลา 2 นาที)

2.1การจับไมแบบธรรมดา (1 นาที)

2.1.1ดานหนามือ

2.1.2ดานหลังมือ

2.2การจับไมจับแบบปากกา (1 นาที)

2.2.1ดานหนามือ

2.2.2ดานหลังมือ

ขั้นตอนที่3 ดูวีดีโอลักษณะการยืนเตรียมพรอมในการเลน (ใชเวลา 4 นาที)

3.1การยืนเตรียมพรอมดวยการจับไมแบบธรรมดา (1 นาที)

3.1.1การยืนเตรียมพรอมดานหนา

3.1.2การยืนเตรียมพรอมดานหลัง

3.2การยืนเตรียมพรอมดวยการจับไมแบบจับแบบปากกา (1 นาที)

3.2.1การยืนเตรียมพรอมดานหนา

3.2.2การยืนเตรียมพรอมดานหลัง

3.3การยืนเตรียมพรอมในการเสิรฟ (2 นาที)

3.3.1ลักษณะการถือลูก

3.3.2ลักษณะการโยนลูก

3.3.3ลักษณะการตีลูก

53

ขั้นตอนที่4 ดูวีดีโอขั้นตอนการเสิรฟลูกเทเบิลเทนนิส (ใชเวลา 8 นาที)

4.1ขั้นตอนการเสิรฟลูกหนามือจับไมแบบธรรมดา (2 นาที)

4.1.1ลักษณะทายืนเตรียมพรอม

4.1.2ลักษณะการโยนลูก

4.1.3ลักษณะการตีลูก

4.2ขั้นตอนการเสิรฟลูกหลังมือจับไมแบบธรรมดา (2 นาที)

4.2.1ลักษณะการยืนเตรียมพรอม

4.2.2ลักษณะการโยนลูก

4.2.3ลักษณะการตีลูก

4.3ขั้นตอนการเสิรฟลูกหนามือจับไมแบบจับแบบปากกา (2 นาที)

4.3.1ลักษณะการยืนเตรียมพรอม

4.3.2ลักษณะการโยนลูก

4.3.3ลักษณะการตีลูก

4.4ขั้นตอนการเสิรฟลูกหลังมือจับไมแบบจับแบบปากกา (2 นาที)

4.4.1ลักษณะการยืนเตรียมพรอม

4.4.2ลักษณะการโยนลูก

4.4.3ลักษณะการตีลูก

56

ระยะเวลา 10 สัปดาห ๆ ละ 3 วัน คือวันจันทร วันพุธ และวันศุกร เวลา 16.00 – 17.00 น.

1

1.อบอุนรางกาย

2.ฝกหัดโยนลูก เหวี่ยงไม ถายน้ําหนักตัว และการตีลูก

3.ฝกการเสิรฟลูกขามตาขายลงบนโตะ

2

1.อบอุนรางกาย

2.ฝกหัดการเสิรฟลูกขามตาขายจบคูัการเสิรฟ

3.เสิรฟลูกขามตาขายลงตามตําแหนงบนโตะ

3

1.อบอุนรางกาย

2.เสิรฟลูกใหลงตรงจุดกลางโตะที่กําหนดให

3.แบงขางการเสิรฟ 2 ฝาย ผูฝกกําหนดจุด และฝกเสิรฟ

4

1.อบอุนรางกาย

2.กําหนดจุดการเสิรฟโดยใชกระดาษสีขนาด 1.5 x 1.5 นิ้ว วางตําแหนง ตาง ๆ บนโตะ

3.กําหนดจุดการเสิรฟดวยตนเอง

5

1.อบอุนรางกาย

2.เสิรฟลูกขามตาขายใหลูกลงตรงมุมสนามทั้งสองขาง

3.กําหนดความสูงเหนือตาขาย 12 นิ้ว เชือกผูกเหนือตาขาย ใหผูเสิรฟ เสิรฟลูกผานระหวางเชือกกับตาขาย

57

6

1.อบอุนรางกาย

2.เสิรฟลูกลอดเชือกเหนือตาขาย กําหนดจุดการเสิรฟอยางมีเปาหมาย โดยใชกระดาษสี

7

1.อบอุนรางกาย

2.ผูฝกใชอุปกรณตาง ๆ กําหนดจุดใหผูเสิรฟ เสิรฟอยางมีเปาหมาย

3.เสิรฟลูกลอดเชือกเหนือตาขายใหลงบนกระดาษสีที่กําหนดให

8

1.อบอุนรางกาย

2.เสิรฟลูกลอดเชือกเหนือตาขาย ลงตามชองคะแนนที่กําหนดให

3.เสิรฟลูกลอดเชือกเหนือตาขาย ลงบนโตะตามชองคะแนนตาง ๆ กําหนดการเสิรฟ ดวยตนเอง

9

1.อบอุนรางกาย

2.เสิรฟลูกลอดเชือกเหนือตาขายเปลี่ยนตําแหนงการเสิรฟจากตรงกลางโตะ ยายไปมุมซายและมุมขวาโดยใชกระดาษสี

3.เสิรฟลูกลอดเชือกเหนือตาขายกําหนดจุดการเสิรฟดวยตนเอง

10

1.อบอุนรางกาย

2.เสิรฟลูกลอดเชือกเหนือตาขายลงบนชองคะแนนที่กําหนดให

3.แบงขางแขงขันการเสิรฟลงจุดนับคะแนน

แบบทดสอบทักษะการเสิรฟเทเบิลเทนนิส

59

แบบทดสอบความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส

การเสิรฟเทเบิลเทนนิสคือ การเสิรฟดวยโฟรแฮนดและแบคแฮนด โดยถูกตองตามกติกา เพื่อใหลูกลอยขามตาขายไปตกแดนตรงขาม

จุดมุงหมาย เพื่อทดสอบความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิส

แบบทดสอบการเสิรฟเทเบิลเทนนิสของสรินยา แซกวย มีความเชื่อมั่น (Reliability) เทากับ .97 ความเที่ยงตรง (Validity) เทากับ .99 และความเปนปรนัย (Objectivity) เทากับ

.99

60

จุดมุงหมาย เพื่อทดสอบความแมนยําในการเสิรฟเทเบิลเทนนิสของผูเขารับการทดสอบในการ บังคับลูกลงในจุดที่กําหนดให

อุปกรณ

1.โตะเทเบิลเทนนิส

2.ตาขายเทเบิลเทนนิส

3.ไมเทเบิลเทนนิส

4.ลูกเทเบิลเทนนิส

5.กลองใสลูกเทเบิลเทนนิส

6.กระดาษสี

7.กระดาษกาวขนาด 1 เซนติเมตร

8.เสาสูง 12 นิ้ว จํานวน 2 ตน

9.เชือกฟาง 4 เสน

10.ตลัปเทปวัดระยะ

11.ชอรคสําหรับตีเสน

12.นาฬิกาจับเวลา

13.นกหวีด 1 ตัว

14.ใบบันทึกคะแนน

การเตรียมอุปกรณ

1.เตรียมสนาม ทําตารางที่โตะเทเบิลเทนนิสดานหนึ่ง โดยการกําหนดชองคะแนน เอาไว ดังรูปภาพ

2.บริเวณกึ่งกลางของโตะเทเบิลเทนนิสมีตาขายขึงอยูตลอดแนว

3.บริเวณเสาเทเบิลเทนนิสทั้งสองขางใหตอเสาสูง 12 นิ้ว ขึ้นไปทั้งสองขาง ขางละ 1 ตน และขึงเชือกระหวางเสาทั้งสองใหตึงในแนวขนานระดับเดียวกับตาขายเทเบิลเทนนิส โดยสูง จากแนวขอบบนของตาขายเทเบิลเทนนิสขึ้นไป 10 นิ้ว

4.ตั้งกลองใสลูกเทเบิลเทนนิสบริเวณดานขางของโตะหางประมาณ 1 ฟุต ดานมือที่ไม ถนัดของผูเขารับการทดสอบ จํานวน 20 ลูก

วิธีการทดสอบ

1.ผูเขารับการทดสอบยืนบริเวณดานหลังของโตะเทเบิลเทนนิส ที่เตรียมเสิรฟ

2.ใหผูเขารับการทดสอบทดลองเสิรฟลูกโฟรแฮนดและแบคแฮนดไดอยางละ 1 ลูก

61

3.ผูเขารับการทดสอบทําการเสิรฟโฟรแฮนด 10 ลูก และเสิรฟแบคแฮนด 10 ลูก จํานวนการทดสอบทั้งหมด 20 ลูก

4.เมื่อไดยินสัญญาณ ”เริ่ม” ใหผูเขารับการทดสอบเสิรฟแบบโฟรแฮนดใหแลวเสร็จทุก คนกอน แลวเสิรฟแบคแฮนด เสิรฟอยางละ 10 ลูก โดยใหลูกเทเบิลเทนนิสลอดเชือกเหนือตา ขายลงบนโตะฝงตรงขาม

5.ถาลูกเทเบิลเทนนิสที่เสิรฟไปสัมผัสสวนใดสวนหนึ่งแลวตกลงดานตรงขามใหขาน

”เล็ท” และใหทําการเสิรฟครั้งนั้นใหม

การนับคะแนน

1.ใหคะแนนตามจุดที่กําหนดไวบนโตะเทเบิลเทนนิส

2.ถาลูกตกลงบนเสนระหวางคะแนน ใหคะแนนตามชองที่ลูกตกลงมากที่สุด

3.ถาลูกติดตาขายและออกนอกโตะ ใหคะแนนได 0 คะแนน

4.ถาลูกสัมผัสเสา ตาขาย หรือเชือกที่ขึงไวแลวตกลงบนโตะฝงตรงขามใหขาน ”เล็ท” ใหทําการเสิรฟครั้งนั้นใหม

5.ถาลูกเทเบิลเทนนิสไปสัมผัสถูกเสาหรือเชือกที่ขึงไวออกนอกโตะได 0 คะแนน

6.ถาผูเขารับการทดสอบโยนลูกแลวไมทําการเสิรฟ ปลอยใหลูกตกลงพื้นใหขาน ” เล็ท” ใหทําการเสิรฟครั้งนั้นใหม (หามทําการในลักษณะนี้เกิน 2 ครั้ง ถาเกินใหได 0 คะแนน)

7.ถาผูเขารับการทดสอบโยนลูกเทเบิลเทนนิสแลวทําการเสิรฟ แตไมเทเบิเลทนนิสไม สัมผัสลูกเกิน 2 ครั้ง ใหได 0 คะแนน

8.นําคะแนนที่ไดจากการทดสอบเสิรฟในแบบโฟรแฮนด และแบคแฮนด มารวมกัน เพื่อหาคาสถิติตอไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลังการฝกสัปดาห

ที่...........................

 

 

กลุมทดลองที่.....................

 

ทดสอบเมื่อวันที่................

 

เดือน....................................................

 

 

 

 

 

 

 

พ.ศ

................................

 

 

 

ลํา

 

 

 

 

 

 

 

 

(F)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

(B)

 

 

 

 

Total

 

ชื่อ-นามสกุล

 

 

 

 

 

โฟรแฮนด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบคแฮนด

 

 

 

 

ดับ

 

 

 

 

 

ครั้งที่- คะแนน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ครั้งที่- คะแนน

 

 

 

 

F + B

ที่

 

 

1

2

 

3

4

5

6

7

8

9

10

 

1

2

 

3

4

5

6

 

7

8

9

10

 

1

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

4

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

5

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

6

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

7

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

8

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

9

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

10

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

11

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

12

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

13

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

14

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

15

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

65

ชื่อ ชื่อสกุล

(นายเชิดศักดิ์แกวแกมดา

)

 

 

 

วันเดือนปเกิด

(20 กรกฎาคม

2519)

 

 

 

 

สถานที่เกิด

(อําเภอบานฝาง

จังหวัดขอนแกน)

 

 

 

สถานที่อยูปจจุบัน

(70 หมู2 บานโนนตุน ตําบลปามะนาว

อําเภอบานฝาง

 

จังหวัดขอนแกน 40270)

 

 

 

สถานที่ทํางานปจจุบัน

โรงเรียนวิมุตยารามพิทยากร เขตบางพลัด

 

 

จังหวัดกรุงเทพมหานคร

 

 

 

ประวัติการศึกษา

 

 

 

 

 

 

 

พ.ศ. 2531

ประถมศึกษา โรงเรยนบีานคําหัวช

าง โนนตุนปามะนาว

 

อําเภอบานฝาง

จังหวัดขอนแกน

 

 

พ.ศ. 2534

ระดับมัธยมศึกษาตอนตน โรงเรียนบานฝางวิทยายน

 

 

อําเภอบานฝาง

จังหวัดขอนแกน

 

 

พ.ศ. 2537

ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนบานฝางวิทยายน

 

อําเภอบานฝาง

จังหวัดขอนแกน

 

 

พ.ศ. 2540

ระดับอุดมศึกษา (ป.กศ.สูง พลศึกษา) วิทยาลัยพลศึกษา

 

จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม

 

พ.ศ. 2542

วิทยาศาสตรบัณฑิต (วท.บ.พลศึกษา) มหาวิทยาลัย

 

 

ศรีนครินทรวิโรฒ กรุงเทพมหานคร

 

 

พ.ศ. 2547

วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (วท.ม.วิทยาศาสตรการกีฬา

)

 

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

องครักษ