Share PDF

Search documents:
  Report this document  
    Download as PDF   
      Share on Facebook

โครงงานวิทยาศาสตร์

เรื่องรางจืดล้างพิษ

โดย นางสาวปรียานุช พุทธรักสกุล นางสาวปิยนุช วิศลย์ เด็กหญิงธีรวรรณ แจวมูแฮ

รายงานฉบับนี้เป็นส่วนประกอบของโครงงานวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ประเภทการทดลอง โรงเรียนบ้านห้วยตอง

โครงงานวิทยาศาสตร์

เรื่องรางจืดล้างพิษ

โดย นางสาวปรียานุช พุทธรักสกุล นางสาวปิยนุช วิศลย์ เด็กหญิงธีรวรรณ แจวมูแฮ

อาจารย์ผู้ฝึกสอน นางสาวภัทราวรรณ เขียววัน อาจารย์ที่ปรึกษา นางสาวอัจฉรา ธนัญชัย

นางสาวหทัยกาญจน์ เจริญสุข

ก

โครงงานวิทยาศาสตร์ ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น ประเภทการทดลอง

ชื่อเรื่องรางจืดล้างพิษ

ชื่อผู้จัดท า1. นางสาวปรียานุช พุทธรักสกุล

2.นางสาวปิยนุช วิศลย์

3.เด็กหญิงธีรวรรณ แจวมูแฮ

ชื่ออาจารย์ผู้ฝึกสอน นางสาวภัทราวรรณ เขียววัน

ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษานางสาวอัจฉรา ธนัญชัย และนางสาวหทัยกาญจน์ เจริญสุข

โรงเรียนบ้านห้วยตอง หมู่ที่ 10 ต าบลแม่วิน อ าเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่

รหัสไปรษณีย์ 50360โทรศัพท์ 053-460048

ระยะเวลาในการท าโครงงานตั้งแต่ 19 สิงหาคม–30 กันยายน พ.ศ.2554

บทคัดย่อ

โครงงานรางจืดล้างพิษได้ท าการทดลองนี้ขึ้นเนื่องจากปัจจุบันผักและผลไม้ที่เราน ามา บริโภคเพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงกลับมีสารเคมีก าจัดศัตรูพืชตกค้าง ซึ่งจากผลการตร เลือดนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านห้วยตองของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผลปรากฏว่าอยู่ในภาวะเสี่ยงร้อยละ10.52 ซึ่งเกิดจากการที่เราบริโภคผัก ผลไม้ที่มีสารพิษจากสารเคมีก าจัดศัตรูพืชตกค้างอยู่ในระดับที่ไม่ปลอดภัยเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ของผู้บริโภค วิธีด าเนินการทดลองคือน าผักกาดขาวแช่ในน้ าเปล่ากับน้ ารางจืดเพื่อเปรียบเทียบผล ปรากฏว่าผักที่แช่ในน้ ารางจืดมีปริมาณสารพิษตกค้างลดลง จกาดขาวแช่ในน้กนั้นนาผัก ารางจืด แบบต้มและแบบคั้นน้ในเวลาที่ต่างกันคือ 15 นาที 20 นาที 25 นาทีและ30 นาที จากการ ทดลองสรุปได้ว่าผักกาดขาวที่แช่ในน้ ารางจืดชนิดคั้นเป็นเวลา 25 นาที ตรวจไม่พบสารพิษตกค้าง

ข

กิตติกรรมประกาศ

โครงงานนี้ส าเร็จได้ด้วยความกรุณาของครูภัทราวรรณ เขียววัน ครูอัจฉรา ธนัญชัย แล ครูหทัยกาญจน์ เจริญสุขซึ่งได้ให้ค าปรึกษาข้อชี้แนะและความช่วยเหลือจนกระทั่งโครงงานนี้ ส าเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ผู้จัดท าโครงงานขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้

และที่ลืมไม่ได้คือก าลังใจจากเพื่อนๆที่คอยส่งเสบียงให้เราอย่างสม่ าเสมอ ช่วยเก็บ จากในป่ามาให้กับพวกเราคณะผู้จัดท าซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก ขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสน พวกเรา ขอบคุณมากค่ะ

ผู้จัดท าโครงงาน

ค

 

สารบัญ

บทคัดย่อ

ก

กิตติกรรมประกาศ

ข

สารบัญ

ค

บทที่ 1บทน า

1

ที่มาและความส าคัญ

1

วัตถุประสงค์ของโครงงาน

1

สมมติฐาน

2

ขอบเขตของการทดลอง

2

อุปกรณ์การทดลอง

2

ตัวแปร

2

บทที่ 2เอกสารอ้างอิง

3

รางจืด

3

สารเคมีก าจัดศัตรูพืช

5

บทที่ 3 วิธีด าเนินการทดลอง

10

บทที่ 4ผลการทดลอง

13

บทที่ 5 อภิปรายและสรุปผลการทดลอง

14

บรรณานุกรม

 

1

บทที่ 1

บทน า

ที่มาและความส าคัญของปัญหา

เนื่องจากการเพิ่มประชากรเป็นไปอย่างรวดเร็วจึงมีการน าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าช่วยในการผลิตอาหารให้เพียงพอแก่การบริโภคมีการเช่น าสารเคมีก าจัดศัตรูพืชเข้าช่วยในการ เพาะปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตเป็นเหตุให้เกิดปัญหาตามมามากมายที่ส าคัญคือ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภ ของประชาชน เพราะสารเคมีก าจัดศัตรูพืชทุกชนิดเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตหากใช้เกินความจ าเป็นหรือ ขาดความระมัดระวังในการใช้แล้วจะท าให้สารตกค้างหลงเหลืออยู่ในอาหารและสิ่งแวดล้อมได้

ในปัจจุบันผักและผลไม้ที่เราน ามาบริโภคเพื่อเสริมสรยให้แข็งแรงกลับมีสารเคมีางร่างกา ก าจัดศัตรูพืชตกค้างซึ่งจากผลการตรวจเลือดนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านห้วยตอง

ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยมหาลัยเชียงใหม่ ผลปรากฏว่าอยู่ในภาวะเสี่ยงร้อยละ 10.52 ซึ่งเกิดจากการที่เราบริโภคผักผลไม้ที่มีสารพิษจากสารเคมีก าจัดศัตรูพืชตกค้างอยู่

ไม่ปลอดภัยเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค อาการของผู้ได้รับสารพิษจากสารเคมีก าจัดศั ตกค้างเป็นประจ าท ร่างกายอ่อนแอาให้ ขาดความต้านทานโรค มีอาการปรากฏเช่น วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หายใจขัด หัวใจอาจหยุดเต้นได้ จากการศึกษาพบว่ามีพืชสมุนไพรที่สามารถ สารพิษจากร่างกายได้ คือ รางจืด ดังนั้นผู้ทดลองจึงต้องการศึกษาความสามารถในการล้างพ ของน้รางจืดในการล้างสารเคมีตกค้างในผักเพื่อน าไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจ าวัน

วัตถุประสงค์ของโครงงาน

1.เพื่อทดลองว่าน้ ารางจืดสามารถล้างสารเคมีก าจัดศัตรูพืชในผักได้

2.เพื่อเปรียบเทียบระยะเวลาที่เหมาะสมในการล้างสารเคมีก าจัดศัตรูพืช

3.เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการล้างสารเคมีก าจัดศัตรูพืชจากน้ ารางจืดแบบต้มกั รางจืดแบบคั้นน้ า

2

สมมติฐาน

น้รางจืดสามารถล้างสารเคมีก าจัดศัตรูพืชที่ตกค้างในผักได้และถ้าแช่ผักในน้ ารางจื เวลานานก็จะมีประสิทธิภาพในการล้างสารเคมีก าจัดศัตรูพืชได้ดี

ขอบเขตของการทดลอง

การทดลองนี้เป็นการทดลองเกี่ยวกับน้ าสมุนไพรที่สามารถล้างสารเคมีก าจัดศัตรูพืชโดย สมุนไพรคือรางจืด

อุปกรณ์การทดลอง

1

รางจืด

1

กิโลกรัม

2

ผักกาดขาว

500

กรัม

3บีกเกอร์

4ตะเกียงอัลกอฮอล์

5มีด

6เครื่องชั่ง

7ชุดทดสอบยาฆ่าแมลง / สารพิษตกค้าง“จีที”

8ถาดน้ าอุ่นชนิดดัดแปลง

9อุปกรณ์ระเหย

10เทอร์โมมิเตอร์

11หลอดทดลอง

12หลอดหยด

13ยาฆ่าแมลง

3

ตัวแปรที่ใช้ในการทดลอง

ตัวแปรต้น

น้ ารางจืด

ตัวแปรตาม

ประสิทธิภาพในการล้างสารเคมีก าจัดศัตรูพืช

ตัวแปรควบคุมปริมาณสมุนไพรปริมาตรน้ าที่ใช้ในการละลายสมุนไพร ภาชนะที่ใช้ในการทดลอง ปริมาณสารที่ใช้ในการทดลอง ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง

4

บทที่ 2

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

2.1 รางจืด

ชื่อสมุนไพร รางจืด

ชื่อวิทยาศาสตร์ Thunbergia laurifolia Linn.

ชื่ออื่น

หน าแหน้

สรรพคุณ สรรพคุณรางจืดตามต ารายาไทย กล่าวไว้ว่ารางจืดรสเย็น ใช้ปรุงเป็น ยาเขียวถอนพิษไข้ ถอนพิษผิดส าแดงและพิษอื่นๆใช้แก้ร้อนในกระหายน้ า รักษาโรคหอบหืดเรื้อรัง และแก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆด้วย ใช้แก้พิษเบื่อเมา เนื่องจากเห็ดพิษ สารหนู หรือแม้ยาเบื่ ประเภทยาสั่งรางจืดช่วยถอนพิษสุรา หากดื่มสุราจัดเกินขนาด แล้วเกิดอาการเมาค้างรางจืดถอน ได้หรือหากเคี้ยวหรืออมเถารางจืดไว้ใต้ลิ้นเมื่อดื่มเหล้ามากแต่เมาน้อยยังมีรายงานการศึกษา รางจืดพบว่าแก้โรคพิษสุราเรื้อรังนอกจากนี้ผู้นิยมสมุนไพรยังใช้แก้พิษได้อีกหลายอย่างสุนัข เช่น โดนวางยาเบื่อก็รอดชีวิตมาเพราะเจ้าของคั้นน้ ารางจหรืดอให้กินนอดีตใครที่ถูกวางยา ก็มักแก้ด้วย รางจืดรวมทั้งพิษเบื่อเมาจากอาหารเห็ดเช่นผักหวาน ว่านพิษ หรือพิษจากสัตว์สรรพคุณที่เป็น

5

รูปธรรมของรางจืดยังมีอีกมาก เช่น สามารถแก้อาการท้อาการแพ้งร่วง ผื่นคันเนื่องจากอาหารเป็น พิษรางจืดที่ใช้ในการขจัดสารพิษและแก้เมาค้างนั้น คือชนิดดอกสีม่วงเพราะมีโอสถสารรางจืดเถา ที่รากและใบแรงกว่ารางจืดชนิดอื่นวิธีใช้ก็คือจะใช้อย่างสดหรืออย่างแห้งก็ได้ดก็เด็ดใบอย่างส รางจืดมา4-5 ใบ โขลกต าผสมน้ าหรือน้ าซาวข้าวยิ่งดี แล้วคั้นเอาน้ ราดื่มงจืดแห้งหรือจะใช้ 300 กรัม 3( ขีด) ต่อน้1ลิตรา และให้ดื่มน้ ารางจืด200 cc. ทุก2 ช.ม. แต่หากท่านใดสนใจ จะชงดื่มเป็นชา มีวิธีชงดังนี้าใบรางจืดแห้ง1 หยิบมือชงกับน้ าเดือด1 กาเล็ก (ใส่น้ าประมาณ 8 แก้ว)ดื่มต่างน้ าทั้งวันชงดื่มได้ทุกวันโดยไม่มีอันตรายใดๆนอกจากจะท าให้น้ าตาลในเลือดลดลง

บ้างเล็กน้อยส่วนการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์นั้นมีการศึกษาครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทดลองในหนูขาวให้หนูได้รับพิษโฟลิดอล ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลนิดหนึ่อยู่ในกลุ่มออร์กาโนฟอตเฟตก็งช พบว่าใบรางจืดสามารถลดอัตราการตายของหนูจากพิษโฟลิดอลได้ดีพอควรแม้ยังไม่รู้ถึงกลไกการ แก้พิษร้ายนี้ก็ตามและเมื่อราว๖-๗ ปีก่อนมีความพยายามแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรที่ได้รับสารพิษ ทางการเกษตร จ าพวกยาฆ่าปราบศัตรูพืชต่างๆโดยโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จ.สุพรรณบุรีได้ ท ากาศึกษา โดยเก็บข้อมูลเบื้องต้นในการใช้รางจืดรักษาผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากย" าฆ่าหญ้า คือ

ราควอท"(ชื่อการค้ากรัมม็อกโซน) ที่โฆษณาว่าปราบหญ้าเก่งนักซึ่งก็เท่ากับอันตรายสุดๆ ด้วย ก่อน การทดลองเมื่อดูข้อมูลย้อนหลังไป๓ปีพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับพาราควอทแล้วมาโรงพยาบาลมีแต่หลับ ไม่ตื่นฟื้นไม่มีแม้ว่าจะท าการักษาตามขั้นตอนของการแก้พิษ ให้ทั้งยาขับปัสสาวะยาถ่าย าให้ อาเจียนและล้างท้องก็ยังไม่รอดแต่หลังจากใช้รางจืดรักษาควบคู่กับวิธีของทางโรงพยาบาล ความอัศจรรย์ว่าผู้ป่วยรอดชีวิตร้อยละ๕๑ ดีกว่าแต่ก่อนครึ่งต่อครึ่งสรรพคุณที่ฮิตที่สุดของรางจืด ในปัจจุบันเห็นทีจะไม่พ้นการเมาค้างหรือดื่มหนัก (ไม่ขับ) วิธีใช้ว่ากันตามแบบฉบับคลาสสิก ใช้ได ทั้งการกินสดๆและแห้ง คือ เอาใบสด๔-๕ ใบ ใส่ครกต าผสมน้ าถ้าได้น้ าซาวข้าวยิ่งดีแล้วคั้นเอาน้ า ดื่ม หรือจะใช้ส่วนที่เป็นรากและเถารางจืดสดต าคั้นก็ได้ส่วนวิธีแห้ง ซึ่งเป็นที่นิยมในเวลานี้การ คื น าใบแห้งมาชงกับน้ เหมือนชงชาจีนนั่นแหละาดื่มส่วนความเข้มของยาแล้วแต่จะชงอ่อนชงแก่ (http://www.samunpri.com/modules.php?name=News&file=article&sid=188 25 กันยายน 2552)

6

2.2 สารเคมีก าจัดศัตรูพืช

ชนิดของสารเคมีก าจัดศัตรูพืช

สารเคมีก าจัดศัตรูพืชในทางการเกษตร ที่มีการจ าหน่ายทางการค้า1,000มีกว่าชนิดซึ่ง แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆตามชนิดของสิ่งมีชีวิตที่ใช้ในการควบคุมและก าจัด คือ สารเคมีก าจัดแ สารป้องกันก าจัดวัชพืช สารป้องกันก าจัดเชื้อรา สารก าจัดหนูและสัตว์แทะสารเคมีก าจัดหอยและปู เป็นต้น

1. สารเคมีก าจัดแมลง

สารเคมีก าจัดแมลงเป็นสารเคมีการเกษตรที่มีจชนิดมากที่านวน สารเคมีกุด าจัดแมลงแบ่งออกเป็น กลุ่มใหญ่ๆ ตามชนิดของสารเคมีได้4 ประเภท คือ

1.1กลุ่มออร์กาโนคลอไรน์ซึ่งเป็นกลุ่มของสารเคมีที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ

กาจัดแมลงในกลุ่มนี้ที่นิยมใช้กันมากDDT),คือ ดีดีทีดีลดริน( dieldrin),( ออลดริน aldrin),( ท็อก ซาฟีน toxaphene),( คลอเดน (chlordane), ลินเดน lindane),( เอนดริน endrin),( เฮปตาครอ

(heptachlor) เป็นต้นสารเคมีในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นสารเคมีที่มีพิษไม่เลือก (คือเป็นพิษต่อแ ชนิด)และค่อนข้างจะสลายตัวช้า ท าให้พบตกค้างในห่วงโซ่อาหารและสิ่งแวดล้อมได้นานบางชนิด อาจตกค้างได้นานหลายสิบปี ปัจจุบันประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกจะไม่อนุญาตให้ใช้สารเคมีในกลุ่มนี หรือไม่ก็มีการควบคุมการใช้ ไม่อนุญาตให้ใช้อย่างเสรีเพราะผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

1.2กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตซึ่งเป็นกลุ่มที่มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบโดยสารเคมีในกลุ่ม นี้ที่รู้จักกันคือ มาลาไธออนmalathion),( พาร June, 2009#3604;อาซินอน diazinon),( เฟนนิโตรไธ ออน (fenitrothion), พิริมิฟอสเมธิล(pirimiphos methyl), และไดคลอวอส (dichlorvos หรือDDVP)

เป็นต้นสารเคมีในกลุ่มนี้จะมีพิษรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่นโดยเป็นพิษทั้งกับแมลงและสัตว์อื่นๆ ทุก ชนิดแต่สารในกลุ่มนี้จะย่อยสลายได้เร็วกว่ากลุ่มแรก

1.3กลุ่มคาร์บาเมต ซึ่งมีคาร์บาริลเป็นองค์ประกอบสโดยสารเคมีกาคัญ าจัดแมลงที่รู้จัก และใช้กันมาก คือ คาร์บาริวcarbaryl( ที่มีชื่อการค้าSavin), คาร์โบฟุแรนcarbofura),( โพรพ็อก

เซอร์ propoxur),( เบนไดโอคาร์บ (bendiocarb) สารเคมีในกลุ่มคาร์บาเมตจะมีความเป็นพิษต่อ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมน้อยกว่าพวกออร์กาโนฟอสเฟต

7

1.4 กลุ่มสารสังเคราะห์ไพรีทอยเป็นสารเคมีกลุ่มที่สังเคราะห์ขึ้นโดยมีความสัมพันธ์ตา โครงสร้างของไพรีทรินซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่สกัดได้จากพืชไพรีทรัมสารเคมีในกลุ่มนี้มีความเป็น พิษต่อแมลงสูง แต่มีความเป็นพิษต่อสัตว์เลือดอุ่นต่อย่างไรก็ตาม สารเคมีกลุ่มนี้มีราคาแพงจึงไม่ ค่อยเป็นที่นิยมใช้สารเคมีก าจัดแมลงในกลุ่มนี้ ได้แก่ เดลตาเมธริน(deltamethrin), เพอร์เมธริน

(permethrin), เรสเมธริน resmethrin),( และไบโอเรสเมธริน bioresmethrin)( เป็นต้น

2. สารป้องกันก าจัดวัชพืช

สารเคมีก าจัดวัชพืชแบ่งออกได้เป็น2 กลุ่มใหญ่คือ พวกที่มีพิษท าลายไม่เลือกบพวที่มีพิษกั เฉพาะกลุ่มวัชพืชทคือาลายเฉพาะวัชพืชใบกว้าง หรือวัชพืชใบแคบ สารก าจัดวัชพืชที่มีพิษท าล ไม่เลือก คือพาราควอท (paraquat) ส่วนที่มีพิษท าลายเฉพาะ คือ พวก แอทราซินatrazine),( 2,4-

D, 2,4,5-T เป็นต้น

3. สารก าจัดเชื้อรา

มีอยู่หลายกลุ่มมบางชนิดมีพิษน้อยก แต่บางชนิดมีพิษมาก กลุ่มส าคัญของสารก าจัดเชื้อราใน การเกษตร (สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรค2546)ได้แก่

กลุ่มDimethey dithiocarbamates (Ziram, Ferbam, Thiram) มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ Acetaldehyde dehydrogenase เกิดantabuse effect ในคนที่ดื่มสุราร่วมด้วย

กลุ่มEthylenebisdithiocarbamates (Maneb, Mancozeb, Zineb) กลุ่มนี้จะถูก metabolize เป็นEthylene thiourea ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์

กลุ่มMethyl mercury ดูดซึมได้ดีทางผิวหนังและมีพิษต่อระบบประสาท

กลุ่มHexachlorobenzene ยับยั้งเอนไซม์Uroporphyrinogen decarboxylase มีพิษต่อ ตับ ผิวหนัง ข้อกระดูกอักเสบ

กลุ่มPentachlorophenol สัมผัสมากๆ ท าให้ไข้สูง เหงื่อออกมากหัวใจเต้นเร็ว

4. สารก าจัดหนูและสัตว์แทะ(Rodenticides)

สารก าจัดหนูและสัตว์แทะที่นิยมใช้กันส่วนใหญ่เป็นสารกลุ่มที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด ตัวอย่าง เช่นWarfarin หยุดยั้งการสร้างวิตามิน เค ท าให้เลือดออกตามผิวหนัง และส่วนต่างๆ ของ ร่างกายเม็ดเลือดขาวต่ า ลมพิษ ผมร่วง

(http://nsw-rice.com/index.php?option=com_content&view=article&id=206:chemtype&catid= 66:insecticide&Itemid=41 25 กันยายน 2552)

8

อันตรายจากสารเคมีก าจัดศัตรูพืช

สารเคมีก าจัดศัตรูพืช หรือที่เรียกกันทั่วไปว่านั้น"ยาฆ่าแมลง"ส่วนใหญ่จะแสดงอาการเป็น พิษต่อระบบประสาทของสิ่งมีชีวิตอาการที่เกิดอาจเป็นชนิดรุนแรงหรือชนิดเรื้อรังก็ได้ทั้งนี้ขึ้น ก. ชนิดและปริมาณของสารเคมีก าจัดศัตรูพืช ข. ได้รับสารเคมีก าจัดศัตรูพืชทางป(อาหาร)ก ผิวหนังหรือทางการหายใจ ค. ปริมาณสารตกค้างที่สะสมอยู่ในร่างกาย ง. ออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนใด

สารเคมีก าจัดศัตรูพืชบางชนิดท าให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลองจึงเชื่อกันว่าอาจเป็นสาเหตุให้เกิด มะเร็งในมนุษย์ได้เช่นกันอันตรายเหล่านี้จะเกิดช้าๆและไม่ปรากฏให้เห็นได้ชัดเจนนัก

การใช้สารเคมีก าจัดศัตรูพืชเพื่อประโยชน์ในงานประเภทใดก็ตาม ควรค านึงถึงอันตรายที่จะเกิดกับ มนุษย์และสิ่งแวดล้อมในระยะยาวโดยเปรียบเทียบประโยชน์และอันตรายที่จะได้รับภายหลัง การใช้ ให้ดีเสียก่อนเพราะสารเคมีก าจัดศัตรูพืชบางชนิดสลายตัวได้หมดภายหลังการใช้แต่บางชนิดจะ สลายตัวได้ยากหรือเกือบจะไม่สลายเลยคงเหลือสารตกค้างอยู่ในอาหารและสิ่งแวดล้อม เท่าที่ใช้ กันแพร่หลายในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ผลิตขึ้นจากสารเคมีและสลายตัวได้ยากจึงจ าเป็นต้อง ศึกษาพิษอันตรายที่จะเกิดข้นให้ดีและรู้จักหลีกเลี่ยงอันตรายเหล่านั้นโดยปฏิบัติตามค าแนะน าวิธีใช้ ที่มีฉลากโดยเคร่งครัด การควบคุมใช้สารเคมีก าจัดศัตรูพืชอย่างรัดกุมจะช่วยให้ได้รับประโยชน์ เต็มที่และเกือบจะไม่มีอันตรายเหลืออยูเท่าที่ใช้กันแพร่หลายเลย ได้แก่ สารเคมีก าจัดแมลง

(Insecticides) ก าจัดเชื้อรา(Fungicides) ก าจัดวัชพืชHerbicides)(

และก าจัดหนู(Rodenticides)

ส านักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กระทรวงสาธารณสุข

ตระหนักดีถึงอันตรายที่ประชาชนอาจได้รับจากการใช้สารเคมีก าจัดศัตรูพืชจึงทาการศึกษาวิจัยหา สารตกค้างดังกล่าวในอาหารเป็นประจเพื่อการเฝ้าระวังและติดตามชนิดและปริมาณของสารเคมีที่ ตกค้างในอาหาร ตัวอย่างอาหารที่น ามาวิเคราะห์มีทั้งชนิดดิบและสุกทุกประเภท เช่น ผัก ผลไม้ กุ้ง แห้ง ข้าว ไข่ เนื้อสัตว์น้ไขมันามันปรุงอาหาร ฯลฯโดยเก็บตัวอย่างจากตลาดขายส่งขายปลีกและ แหล่งเพาะปลูกหรือจากหน่วยราชการและเอกชนส่งให้วิเคราะห์เพราะสงสัยว่าสาเหตุให้เกิดอากา เป็นพิษและผู้ส่งออกที่ต้องการหนังสือรับรองคุณภาพสินค้าอาหารที่จะส่งไปจ าหน่ายต่างประเ ข้อมูลที่ได้รับจากการศึกษาวิจัยเท่าที่ผ่ปรากฏว่าปริมาณสารเคมีกนมาแล้ว าจัดศัตรูพืชที่ตกค้างใน อาหารโดยเฉลี่ยแล้วส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยต่อการบริโภค

9

คาแนะนเพื่อความปลอดภัยในการบริโภค

1.ล้างผักและผลไม้ด้วยน้ าสะอาดหลายๆเพื่อชะล้างสารเคมีกครั้ง าจัดศัตรูพืช ตกค้างอยู่บนผิวของผักและผลไม้ให้หรือมดไป

2.แช่ผักและผลไม้ในน้ ายาล้างผัก แล้วล้างน้ ายาให้หมดด้วยน้ าสะอาดหลายๆครั้ง

3.ผักและผลไม้ที่ปอกเปลือกได้ควรล้างด้วยน้ าให้สะอาดก่อนปอกเปลือก

4.การต้มผักแล้วเทน้ าทิ้งไปจะช่วยลดปริมาณยาฆ่าแมลงในผักลงได้บ้าง

5.ถั่วแห้งทุกชนิดก่อนน ามาใช้ปรุงอาหารควรล้างด้วยน้ าให้สะอาด ถ้าเป็นอาหารที่ ต้องต้มควรทิ้งน้ าต้มครั้งแรก เพื่อให้ยาฆ่าแมลงที่ตกค้างอยู่บนผิวนอกของเมล็ด ถั่วหลุดไปได้มากที่สุด

6.ก่อนฉีกหรือพ่นสารเคมีก าจัดศัตรูพืชทุกครั้ง ควรถือปฏิบดังนี้ติโดยเคร่งครัด

ใช้เมื่อมีความจ าเป็นเท่านั้น

การฉีกพ่นเพื่อก าจัดแมลงหรือมดในห้องอาหารควรกระท าในขณะที่ไม่มี อาหารอยู่ในห้องนั้น

ถ้าต้องการก าจัดแมลงในครัววรดูแลปิดอาหารให้มิดชิดอย่าให้ละออง ของสารเคมีเข้าไปปะปนในอาหารได้

ภาชนะบรรจุน้้าบริโภคต้องปิดฝาให้มิดชิดเช่นกัน

7.ห้ามน้าภาชนะที่เคยบรรจุสารเคมีก้าจัดศัตรูพืช มาใช้บรรจุเครื่อาหารงดื่มหรือน้้า เป็นอันขาด

ควรระลึกอยู่เสมอว่าสารเคมีก้าจัดศัตรูพืชทุกชนิดเป็นวัตถุมีพิษต้องเก็บแยกไว้ในที่ปลอดภัยอย่า เก็บใกล้กับอาหารและเก็บในที่เฉพาะซึ่งเด็กหยิบไม่ถึง (http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/BQSF/File/VARITY/CHEMICAL.HTM 25 กันยายน 2552)

10

บทที่ 3

วิธีด าเนินการทดลอง

อุปกรณ์และวิธีการทดลอง

1.ศึกษาสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการล้างพิษคือรางจืด

2.เตรียมอุปกรณ์การทดลองได้แก่

14

รางจืด

1

กิโลกรัม

15

ผักกาดขาว

500

กรัม

16บีกเกอร์

17ตะเกียงอัลกอฮอล์

18มีด

19เครื่องชั่ง

20ชุดทดสอบยาฆ่าแมลง / สารพิษตกค้าง“จีที”

21ถาดน้ าอุ่นชนิดดัดแปลง

22อุปกรณ์ระเหย

23เทอร์โมมิเตอร์

24หลอดทดลอง

25หลอดหยด

26ยาฆ่าแมลง

3.ต้มน้ าปริมาตร1ลิตร พอเดือดใส่ใบรางจืดที่ล้างสะอาดแล้ว0.5กิโลกรัม ต้มต่ออีก 5 นาที ยกลงทิ้งไว้ให้เย็น กรองเอาแต่น้ จากนั้นน ารางจืดส่วนที่เหลือ 0.5 กิโลกรัมมาโขลกคั้นเอาแต่น ผสมกับน้ าปริมาตร1ลิตร

4.น าผักกาดขาว 500 กรัม มาชุบยาฆ่าแมลงแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ

11

5.น าผักกาดขาวที่หั่นแล้วจ านวน 10 มาแช่ในน้กรัมปริมาตร 20 มิลลิลิตรในบีกเกอร์ที่1 และผักกาดขาว 10 กรัมแช่ในน้ ารางจืดปริมาตร 20 มิลลลิลิตรในบีกเกอร์ที่ 2เป็นเวลา 15

นาที จากนั้นน าผักไปบดทดสอบด้วยชุดทดสอบGT เพื่อเปรียบเทียบปริมาณสารเคมีก าจัดศัตรูพืช

6.น าผักกาดขาวที่หั่นแล้วมาแช่ในน้ ารางจืดที่ได้จากการต้มซึ่งแต่ละบีกเกอร์ใช้ผักกาดขาวจ านวน

10 กรัม แช่ในน้ ารางจืดทั้ง 4 บีกเกอร์ ซึ่งแต่ละบีกเกอร์มีน้ ารางจืด 20 มิลลิลิตร ระยะเวลาในการแช่ผักต่างกันดังนี้บีกเกอร์ที่ใช้เวลา1 15 นาที บีกเกอร์ที่ใช้เวลา2 20 นาที บีกเกอร์ที่ ใช้เวลา3 25 นาที และบีกเกอร์ที่ ใช้เวลา4 30 นาที จากนั้นน าผักไปบดทดสอบ ด้วยชุดทดสอบGT เพื่อเปรียบเทียบปริมาณสารเคมีก าจัดศัตรูพืช

7.ท าซ้ าในข้อที่ 6 โดยเปลี่ยนจากน้ ารางจืดชนิดต้ม มาเป็นน้ ารางจืดที่ได้จากการคั้น

8.ขั้นตอนการทดสอบหาสารพิษตกค้างในผัก

8.1 การสกัด Sample Extract

8.1.1 หั่น-บดตัวอย่างให้ละเอีบด

8.1.2ชั่งตัวอย่างใส่ขวด ขวดละ 5 กรัม

8.1.3ใส่ Solvent-1 ลงไป 5 มิลลิลิตรปิดฝาเขย่านาน 1 นาที และตั้ง

วางทิ้งไว้ 10 นาที

8.1.4 ดูดสารสกัดจากขวดตัวอย่างมิลลิลิตร1 ใส่ลงในหลอดแก้วทดลอง จากนั้นเติมสารSovent-2 ลงไปอีก 1มิลลิลิตร

8.1.5 น าไประเหยด้วยอุปกรณ์ระเหยโดยต่อปั๊มลมเข้ากับสายยางและหลอดหยด แก้ว จุ่มลงไปในหลอดแก้วทดลอง เปิดเครื่องปั๊มลมให้เป่าลมลงไปในหลอดแก้ว ระเหยจนกว่าสาร สกัดจากตัวอย่าง (ชั้นล่าง)ะเหยไปหมดจะร ผ่านขั้นตอนการระเหยแล้วจะเหลือแต่ส่วนของสารที่ เรียกว่า“Sample Extract” ที่จะน าไปใช้ตรวจสอบต่อไป

8.2 ขั้นตอนการตรวจสอบ

12

8.2.1ต้องท าหลอดควบคุมและหลอดตัดสินเพื่อใช้เป็นNegative control และ Positive control ของการตรวจทุกครั้ง โดยนหลอดทดลองา 2 หลอด มาติดฉลาก “ควบคุม” และ “ตัดสิน” เติมสาร Solvent-2 ลงไป หลอดละ 0.25 มิลลิลิตร

8.2.2จากนั้นย้ายปฏิบัติการตรวจสอบลงไปในถาดน้ าอุ่น ควบคุมอุณหภูมิที่- 3

36 องศาเซลเซียส

8.2.3 เติมสารGT-1 ลงไปทุกหลอด จ านวนหลอดละ 0.5มิลลิลิตรวางไว้ 5-

10 นาที

8.2.4 เตรียมผสมสารละลาย โดยผสมGT-2 กับGT-2.1 และผสม GT-3

กับGT-3.1

8.2.5 ใส่GT-2 ที่ผสมแล้วลงทุกหลอด หลอดละ 0มิลลิลิตร.25ยกเว้นหลอด ตัดสินให้เติมGT-2 จ านวน 0.375มิลลิลิตร

8.2.6 รอเวลา 30 นาที ควบคุมอุณหภูมิในถาดน้ าอุ่นให้อยู่ที่–36 องศา 32

เซลเซียส

8.2.7ใส่GT-3 ที่ผสมแล้วลงทุกหลอด จ านวนมิลลิลิตร1 . เขย่าให้เข้ากัน

8.2.8ใส่GT-4 ลงทุกหลอด จ านวน 0.5มิลลิลิตรเขย่าให้เข้ากัน

8.2.9ใส่GT-5 ลงทุกหลอด จ านวน 0.5มิลลิลิตรเขย่าให้เข้ากัน

8.3ขั้นตอนการประเมินผลโดยเปรียบเทียบสีที่ปรากฏ

เปรียบเทียบสี

ผลการประเมิน

 

 

ตัวอย่างสีอ่อนกว่าหรือเท่ากับควบคุม

ไม่พบสารพิษตกค้าง

 

 

ตัวอย่างสีเข้มกว่าควบคุมแต่ยังอ่อนกว่

พบสารพิษตกค้างในระดับที่ปลอดภัย

 

 

ตัวอย่างสีเท่ากับหรือสีเข้มกว่าตัดสิน

พบสารพิษตกค้างในระดับที่ไม่ปลอดภัย

 

 

13

บทที่ 4

ผลการทดลอง

ตารางที่ 1ตารางบันทึกผลการทดลองเปรียบเทียบผักที่แช่ในน้ าเปล่ากับผักที่แช่ในน้ ารางจืด

ตัวอย่าง

ผลการทดสอบ

 

 

ผักกาดขาวที่แช่ในน้ าเปล่า

พบสารพิษตกค้างในระดับที่ไม่ปลอดภ

 

 

ผักกาดขาวที่แช่ในน้ ารางจืด

พบสารพิษตกค้างในระดับที่ปลอดภัย

 

 

ตารางที่ 2 ตารางบันทึกผลการเปรียบเทียบผักที่แช่ในน้ ารางจืดชนิดต้มและชนิดคั้นในเวลาที่ ต่างกัน

ตัวอย่าง

ผลการทดสอบ

 

 

น้ ารางจืดชนิดต้

น้ ารางจืดชนิดคั้

 

 

 

 

ผักกาดขาวที่แช่ในน้ ารางจืดเป็นเวลา

พบสารพิษตกค้างใน

พบสารพิษตกค้างใน

นาที

ระดับที่ปลอดภัย

ระดับที่ปลอดภัย

 

 

 

ผักกาดขาวที่แช่ในน้ ารางจืดเป็นเวลา

พบสารพิษตกค้างใน

พบสารพิษตกค้างใน

นาที

ระดับที่ปลอดภัย

ระดับที่ปลอดภัย

 

 

 

ผักกาดขาวที่แช่ในน้ ารางจืดเป็นเวลา

พบสารพิษตกค้างใน

ไม่พบสารพิษตกค้าง

นาที

ระดับที่ปลอดภัย

 

 

 

 

ผักกาดขาวที่แช่ในน้ ารางจืดเป็นเวลา

ไม่พบสารพิษตกค้าง

ไม่พบสารพิษตกค้าง

นาที

 

 

 

 

 

14

บทที่ 5

อภิปรายผลการทดลอง

จากการทดลองพบว่า

1.ผักที่แช่ในน้ าเปล่าเป็นเวลา5นาที1 ตรวจพบสารตกค้างในระดับไม่ปลอดภัยส่วนผักที่แช่ใน น้ ารางจืดเป็นเวลา5 นาที1 ตรวจพบสารตกค้างในระดับปลอดภัย

2.ผักที่แช่ในน้ ารางจืดชนิดต้มเป็นเวลา 15 นาที20 นาที และ25 นาทีตรวจพบสารตกค้างใน ระดับปลอดภัยเมื่อแช่เป็นเวลา 30 นาทีจึงตรวจไม่พบสารพิษตกค้าง

3.ผักที่แช่ในน้ ารางจืดชนิดคั้นเป็นเวลา 15 นาที 20 นาทีตรวจพบสารตกค้างในระดับปลอดภัย ส่วนที่แช่เวลา 25 นาที และ30 นาทีตรวจไม่พบสารตกค้าง

สรุปผลการทดลอง

สรุปได้ว่าน้ ารางจืดช่วยลดสารเคมีก าจัดศัตรูพืชตกค้างในผักได้ โดยระยะเวลาที่เหมาะสมมากที่สุด คือ25 นาที และน้ ารางจืดที่ได้จากการคั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าน้ ารางจืดต้ม

ประโยชน์ของโครงงาน

1.ท าให้ทราบชนิดของพืชสมุนไพรที่มีความสามารถในการล้างสารพิษจากยาฆ่าแมลง

2.ได้ทราบระยะเวลาที่เหมาะสมของการล้างสารพิษในผักโดยใช้พืชสมุนไพร

3.ท าให้ได้พืชล้างสารพิษชนิดใหม่ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้ไม่มีผลกระทบต สิ่งแวดล้อม

4.ลดอันตรายที่ได้รับจากสารเคมีก าจัดศัตรูพืชเป็นการส่งเสริม สุขภาพผู้บริโภคท าให้มี คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

5.ส่งเสริมการใช้สมุนไพรล้างสารเคมีก าจัดศัตรูพืชแทนการใช้สารเคมีล้าง

6.เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากเป็นสมุนไพรที่มีหาได้ง่ายในท้องถิ่นราคาถูก

7.เป็นการฝึกทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์

15

8.เป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาไทยในการน าเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหาที่ เกิดขึ้นใน ชีวิตประจรวมทั้งการนาวัน าไปพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย

ข้อเสนอแนะ

1.ควรศึกษากับสมุนไพรอื่นๆที่มีในท้องถิ่นมากกว่านี้

2.ควรหาอัตราส่วนที่เหมาะสมของพืชสมุนไพรที่ใช้ล้างสารพิษได้ดีที่สุด

3.ควรศึกษาเปรียบเทียบกับการล้างด้วยน้ าส้มสายชูผสมน้หรือการล้างด้วยน้าอุ่น าด่างทับทิม หรือสารละลายผงฟู

4.ควรศึกษาเปรียบเทียบกับการล้าง ด้วย น้ ายาล้างสารพิษส าเร็จรูป ที่มีขายในท้องตลาด

5.ควรท าเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะดวกแก่การใช้และสามารถเก็บรักษาได้เป็นเวลานาน โดยไม่เสื่อม คุณภาพ

บรรณานุกรม

http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/BQSF/File/VARITY/CHEMICAL.HTM

25 กันยายน 2552

http://nsw-rice.com/index.php?option=com_content&view=article&id=206:chemtype&catid= 66:insecticide&Itemid=41 25 กันยายน 2552

http://www.samunpri.com/modules.php?name=News&file=article&sid=188 25 กันยายน 2552